ฟาโรห์เซนัคท์เอนเร อาโมส
| เซนัคต์เอนเร อาห์โมส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| อาห์โมส ผู้อาวุโส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ทับหลังที่ปรากฏพระนามในคาร์ทูชของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร จากคาร์นัก | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ฟาโรห์ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| รัชกาล | ป. 1-2 ปี?[1] | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | อินโยเตฟที่ 7 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ถัดไป | เซเคนเอนเร ทาโอ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คู่เสกสมรส | เตติเชริ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชบุตร | เซเคนเอนเร ทาโอ, อาโฮเทปที่ 1, อาห์โมส อิตาปิ, ซิทดเจฮูติ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชบิดา | อินโยเตฟที่ 6 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สวรรคต | 1560 หรือ 1558 ปีก่อนคริสตกาล (สันนิษฐาน) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เซนัคต์เอนเร อาห์โมส หรือที่รู้จักกันในนาม อาห์โมส ผู้อาวุโส เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณจากราชวงศ์ที่สิบเจ็ดในช่วงสมัยระหว่างกลางที่สอง[4] พระองค์ทรงครองราชย์ในระยะเวลาสั้น ๆ บริเวณเมืองทีบส์ในอียิปต์บน ในขณะที่ราชวงศ์ที่สิบห้าของชาวฮิกซอสปกครองอยู่บริเวณอียิปต์ล่าง พระองค์สวรรคตประมาณ 1560 หรืออย่างช้าที่สุดราว 1558 ปีก่อนคริสตกาล
พงศาวลี
[แก้]พระองค์อาจเป็นหรืออาจไม่เป็นพระราชโอรสของฟาโรห์นุบเคเปอร์เร อินเทฟ ซึ่งเป็นฟาโรห์จากสายฟาโรห์อินเทฟที่ปรากฏที่กล่าวถึงพระองค์มากที่สุด
คิม ไรโฮลต์ ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยาชาวเดนมาร์ก ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “เนื่องจากฟาโรห์เซนัคต์เอนเรถูกจดจำในฐานะหนึ่งใน ‘เจ้านายแห่งทิศตะวันตก’ ร่วมกับฟาโรห์เซเคนเอนเร และฟาโรห์คาโมส พระองค์จึงมักถูกเชื่อว่าเป็นสมาชิกจากเชื้อสายราชวงศ์อาห์โมส และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงถูกระบุตัวตนว่าเป็นพระสวามีที่ไม่ทราบพระนามของพระราชินีเตติเชริ” ซึ่งเป็นพระอัยยิกาของฟาโรห์อาห์โมสที่ 1[5]
พระราชโอรสของพระองค์ คือ ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ได้ทรงสืบสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ นอกจากนี้ ฟาโรห์เซนัคต์เอนเรยังน่าจะเป็นพระสวามีของพระราชินีเตติเชริ ซึ่งถูกเรียกว่า “พระอัครมเหสีผู้ยิ่งใหญ่” และ “พระราชมารดาของพระราชมารดาของข้าพเจ้า” บนจารึกหินที่อไบดอสโดยฟาโรห์อาห์โมสที่ 1[6] ดังนั้น ฟาโรห์เซนัคต์เอนเรจึงเป็นพระอัยกาของฟาโรห์อาห์โมสที่ 1
หลักฐานที่กล่าวถึงพระองค์
[แก้]ฟาโรห์เซนัคต์เอนเรเป็นฟาโรห์ที่ปรากฏหลักฐานที่กล่าวถึงพระองค์น้อยมาก แตกต่างจากผู้สืบราชบัลลังก์สองพระองค์ของพระองค์คือ ฟาโรห์เซเคนเอนเร และฟาโรห์คาโมส จนกระทั่งปี ค.ศ. 2012 ยังไม่ปรากฏหลักฐานร่วมสมัย[ใด ๆ] ของพระองค์ (ในพระนามครองราชย์) แต่ปรากฏเพียงเฉพาะหลักฐานจากสมัยราชอาณาจักรใหม่เท่านั้น ได้แก่ บันทึกพระนามแห่งคาร์นัก[ในรัชสมัยฟาโรห์ทุตโมสที่ 3] และจากสุสานสองแห่งในธีบส์[7] หนังสือของโดนัลด์ เรดฟอร์ดได้กล่าวถึงสุสานธีบส์ทั้งสองแห่งนี้[8] หลักฐานทางโบราณคดีก่อนปี ค.ศ. 2012 ชี้ให้เห็นว่ารัชสมัยของพระองค์สั้นมาก อาจยาวเพียงไม่กี่เดือนหรืออย่างมากที่สุดไม่เกินหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 2012 ได้มีการค้นพบอนุสรณ์สถานร่วมสมัยที่สำคัญของฟาโรห์พระองค์นี้สองชิ้นที่คาร์นัก ได้แก่ ประตูที่สลักพระนามของพระองค์ และทับหลังหินปูนที่เหลือเพียงบางส่วน[9] ประตูหรือซุ้มทางเข้านี้ยังมีจารึกอักษรเฮียโรกลิฟอื่น ๆ ระบุว่า ฟาโรห์เซนัคต์เอนเรทรงโปรดให้ขนย้ายอนุสรณ์สถานซึ่งแกะสลักจากบล็อกหินปูนเหล่านี้มาจากฏุรเราะฮ์ (หรือฮัลวานในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ทางใต้ของกรุงไคโร) ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของชาวฮิกซอสในช่วงรัชสมัยของพระองค์[10]
พระนามของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร
[แก้]ข้อสมมติฐานก่อนปี ค.ศ. 2012
[แก้]จากข้อความในบันทึกปาปิรุสแอบบอตต์ (คอลัมน์ที่ 3 บรรทัด 1.10) นักวิชาการเชื่อกันมาเป็นเวลานานว่าพระนามส่วนพระองค์ของฟาโรห์เซนัคต์เอนเรคือ ทาโอ จึงมีนักโบราณคดีบางคนเรียกพระองค์ว่า "ทาโอ ผู้อาวุโส" โดยที่แท้จริงแล้ว ปาปิรุสดังกล่าวกล่าวถึงฟาโรห์สองพระองค์ที่ทรงพระนามว่า ทาโอ โดยฟาโรห์ทาโอพระองค์ที่สองถูกระบุตัวตนว่าเป็นฟาโรห์เซนัคต์เอนเร เนื่องจากการกล่าวถึงฟาโรห์ทาโอในครั้งแรกหมายถึงฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ซึ่งมีการเขียนพระนามครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ ข้อสมมติฐานว่าพระนามส่วนพระองค์ของฟาโรห์เซนัคต์เอนเรคือ ทาโอ จึงเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในวงการไอยคุปต์วิทยาจนถึงปี ค.ศ. 2012 และมีผู้เห็นด้วย เช่น ดาร์เรล เบเกอร์[4] แม้ว่าข้อสมมติฐานดังกล่าวจะยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ก็ตาม ตัวอย่างเช่น โคลด ฟานเดอสเลเยน ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยา ก็ได้ปฏิเสธข้อสมมติฐานนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 แล้ว[11] นอกจากนี้ ในการศึกษาช่วงสมัยระหว่างกลางที่สองของคิม ไรโฮลต์ เมื่อปี ค.ศ. 1997 ได้เสนอว่าพระนามส่วนพระองค์ของฟาโรห์เซนัคต์เอนเรอาจเป็น ซิอามุน มากกว่า ทาโอ[12] โดยอธิบายว่า
- พระนามนี้ถูกจารึกอยู่บนตราประทับสองชิ้นที่พบพร้อมกันในสุสานแห่งหนึ่งที่ดะรอ อะบู อันนะญา โดยอีกชิ้นหนึ่งจารึกพระนามครองราชย์ เซเคนเอนเร [ซึ่งมีพระนามส่วนพระองค์คือ ทาโอ] มีการเสนอว่า ซิอามุน อาจถูกใช้เป็นเพียงสร้อยพระนาม ในกรณีนั้น สร้อยพระนามนี้จะทำหน้าที่แทนพระนามส่วนพระองค์ เนื่องจากปรากฏถัดจากพระนาม 'พระราชโอรสแห่งสุริยเทพรา' อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากกรณีที่ฟาโรห์คาโมส ซึ่งบางครั้งแทนที่พระนามของพระองค์ด้วยสร้อยพระนาม 'ผู้ปกครองผู้ทรงเดชานุภาพ' ด้วยเหตุผลทางการเมืองในช่วงสงครามกับฟาโรห์อาโปฟิสแล้ว โดยทั่วไปในสมัยช่วงระหว่างกลางที่สอง พระนาม 'พระราชโอรสแห่งสุริยเทพรา' จะตามด้วยพระนามส่วนพระองค์ที่แท้จริงเสมอ และเนื่องจาก ซิอามุน เป็นพระนามที่พบได้บ่อยในช่วงเวลาดังกล่าวและในสมัยราชอาณาจักรใหม่ จึงดูมีเหตุผลมากกว่าที่จะมองว่าเป็นพระนามส่วนพระองค์มากกว่าจะเป็นสร้อยพระนาม ยิ่งไปกว่านั้น การที่ตราประทับทั้งสองชิ้นถูกพบพร้อมกันและมีฝีมือการทำที่แทบจะเหมือนกัน แสดงว่าน่าจะถูกทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันและมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าของสุสานดังกล่าว ดังนั้น ซิอามุน จึงน่าจะเป็นบุคคลร่วมสมัยกับฟาโรห์เซเคนเอนเร และเนื่องจากไม่สามารถระบุตัวกับผู้สืบราชบัลลังก์ของฟาโรห์เซเคนเอนเร (ซึ่งก็คือฟาโรห์คาโมส) ได้ จึงอาจเสนอความเห็นได้ว่า ซิอามุน คือพระนามส่วนพระองค์ของผู้ครองราชย์ก่อนหน้าพระองค์ คือ ฟาโรห์เซนัคต์เอนเร
การค้นพบพระนามส่วนพระองค์ของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร
[แก้]
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012 เมื่อเซบาสเตียง บิสตง-มูแลง ซึ่งเป็นนักไอยคุปต์วิทยาชาวฝรั่งเศสจากศูนย์ซีเอฟอีอีทีเค (Centre Franco-Égyptien d'Étude des Temples de Karnak) ได้ตีพิมพ์จารึกอักษรเฮียโรกลิฟที่ค้นพบบนเสาประตูหินปูนขนาดใหญ่จากสมัยราชวงศ์ที่สิบเจ็ด ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นยุ้งฉางของวิหารเทพอามุนที่คาร์นัก เสาประตูดังกล่าวปรากฏพระนามทั้งห้าพระนามครบถ้วนของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร และได้จารึกพระนามส่วนพระองค์ของพระองค์ไว้ว่า "อาห์โมส" ซึ่งเป็นพระนามเดียวกับพระราชนัดดาของพระองค์ คือ ฟาโรห์เนบเพห์ตีเร อาห์โมสที่ 1 ผู้ทรงก่อตั้งราชวงศ์ที่สิบแปดด้วยการเอาชนะและขับไล่ชาวฮิกซอสออกจากอียิปต์[2] จารึกบนเสาประตูระบุว่าสิ่งก่อสร้างดังกล่าวถูกสร้างขึ้นตามพระราชโองการของฟาโรห์เซนัคต์เอนเรเอง ต่อมาประตูดังกล่าวถูกนำกลับมาใช้ใหม่ และถูกค้นพบในฐานรากของอาคารยุคสมัยหลังซึ่งติดกับวิหารเทพพทาห์ที่คาร์นัก พระพระนามของฟาโรห์เซนัคต์เอนเรตามที่ปรากฏบนประตูคือ "Hr mry-mAa.t nswt bjty snxt-n-ra sA ra jaH-ms" ซึ่งแปลว่า "เทพฮอรัส ผู้ทรงเป็นที่รักแห่งเทพีมาอัต กษัตริย์แห่งอียิปต์บนและล่าง เซนัคต์เอนเร พระราชโอรสแห่งสุริยเทพรา อาห์เมส"[2] จารึกบนประตูที่ถูกนำมาใช้ซ้ำยังระบุว่าฟาโรห์เซนัคต์เอนเร "ทรงสร้างอนุสรณ์สถานอุทิศแด่เทพบิดรอามุน-รา (กล่าวคือ ประตูบานนี้เอง)…จากศิลาขาวงดงามแห่งอานู"[2] อานูคือเมืองฏุรเราะฮ์ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงไคโร ซึ่งอาจหมายความว่าพระองค์ทรงนำหินปูนมาจากพื้นที่ฏุรเราะฮ์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของชาวฮิกซอสในอียิปต์ตอนล่างในขณะนั้น[2] อย่างไรก็ตาม บิสตง-มูแลงเตือนว่า "ศิลาขาวงดงามแห่งอานู" บางครั้งถูกใช้เป็นคำทั่วไปไว้เรียกหินที่จริงแล้วนำมาจากเหมืองท้องถิ่น[13] ขณะเดียวกัน ทีมวิชาการฝรั่งเศสชุดเดียวกันได้ค้นพบทับหลังหินปูนที่เหลือเพียงบางส่วน ซึ่งมีจารึกกล่าวถึงพระนามส่วนพระองค์ของฟาโรห์เซนัคต์เอนเรไว้ว่า
- เบห์เดตี เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ
- [ขอให้เทพเจ้าทรงพระชนม์ชีพยืนนาน] ผู้ทรงสร้าง[สิ่งนี้] คือ เซนัคต์เอนเร ผู้ทรงได้รับชีวิตดุจเทพราเป็นนิจ!
- [คำถวายพระพร] พระราชโอรสแห่งสุริยเทพรา อาห์โมส ผู้ทรงได้รับชีวิตดุจเทพราเป็นนิจ![2]
จารึกทั้งสองชิ้นบนประตูยุ้งฉางและทับหลังที่ค้นพบในเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 ที่คาร์นัก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพระนามส่วนพระองค์หรือพระนามกำเนิดของฟาโรห์เซนัคต์เอนเรคือ 'อาห์โมส' ('อาห์เมส' ในภาษาอียิปต์โบราณ) ไม่ใช่ 'ทาโอ' ตามที่เคยเชื่อกันมาก่อน บิสตง-มูแลงเขียนไว้ในบทสรุปของบทความว่า[2]
- การตีพิมพ์ชิ้นส่วนสองชิ้นของประตูยุ้งฉางซึ่งปรากฏพระนามของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร อาห์โมส ซึ่งเพิ่งค้นพบใกล้วิหารเทพพทาห์ที่คาร์นัก จารึกเหล่านี้ช่วยให้สามารถระบุตัวตนของฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่สิบเจ็ดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักเพียงจากพระนามครองราชย์ในบันทึกพระนามฟาโรห์ในยุคสมัยหลัง และถือเป็นการสิ้นสุดความคลุมเครือเกี่ยวกับพระนามกำเนิดของพระองค์ นั่นคือ อาห์โมส จึงต้องเลิกเรียกฟาโรห์พระองค์นี้ว่า เซนัคต์เอนเร ทาโอที่ 1 หรือเซนัคต์เอนเร ซิอามุน และข้อสันนิษฐานในการระบุที่ตั้งสุสานของฟาโรห์พระองค์นี้ในรายงานการตรวจสอบสุสานแห่งธีบส์สมัยรามเสสที่บันทึกไว้ในบันทึกปาปิรุสแอบบอตต์ก็ต้องถูกปฏิเสธเช่นกัน มีเพียงฟาโรห์พระองค์เดียวเท่านั้นที่มีพระนามกำเนิดว่า ทาโอ นั่นคือ ฟาโรห์เซเคนเอนเร การที่ อาห์โมส เป็นพระนาม พระราชโอรสแห่งสุริยเทพรา ของฟาโรห์เซนัคต์เอนเรได้นำไปสู่ข้อสรุปว่าฟาโรห์พระองค์นี้ต้องเป็นสมาชิกจากเชื้อสายราชวงศ์อาห์โมสในช่วงปลายราชวงศ์ที่สิบเจ็ดและต้นราชวงศ์ที่สิบแปด ซึ่งจนถึงปัจจุบันพระองค์เป็นตัวแทนที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จัก และในที่สุด เอกสารที่มีเพียงพระนามพระราชโอรสแห่งสุริยเทพรา "อาห์โมส" ก็สามารถระบุว่าเป็นของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร อาห์โมสหรือฟาโรห์เนบเพฮ์ตีเร อาห์โมสได้
แม้ว่าพระนามส่วนพระองค์ของพระองค์จะได้รับการระบุแล้ว แต่สร้อยพระนามในเวลาหลังว่า "ผู้อาวุโส" ก็ยังคงถูกใช้โดยนักโบราณคดีเพื่อแยกพระองค์ออกจากฟาโรห์พระองค์อื่น ๆ ที่มีพระนามเดียวกัน ดังนั้นพระองค์จึงยังถูกเรียกว่า "อาห์โมส ผู้อาวุโส"[14][15]
สถานที่ฝังพระบรมศพ
[แก้]ยังไม่ค้นพบสุสานของฟาโรห์เซนัคต์เอนเร อาห์โมส แต่เชื่อกันว่าตั้งอยู่ในนครสุสานที่ดะรอ อะบู อันนะญา ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกตรงข้ามเมืองธีบส์
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ฟาโรห์เซนัคต์เอนเร ปัจจุบันมีหลักฐานร่วมสมัยที่กล่าวถึงพระองค์อยู่ 2 ชิ้น โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 นักไอยคุปต์วิทยาชาวฝรั่งเศสได้ค้นพบกรอบประตูยุ้งฉางจากสมัยราชวงศ์ที่สิบเจ็ด และทับหลังหินปูนที่แตกหักที่ฝังอยู่ที่คาร์นัก ซึ่งมีจารึกอักษรเฮียโรกลิฟิกบันทึกพระนามของพระองค์ ส่วนหลักฐานอื่นทั้งหมดเกี่ยวกับพระองค์เป็นหลักฐานภายหลังและมีอายุอยู่ในสมัยราชอาณาจักรใหม่
- 1 2 3 4 5 6 7 Sébastien Biston-Moulin: Le roi Sénakht-en-Rê Ahmès de la XVIIe dynastie, ENiM 5, 2012, p. 61-71, available online.
- ↑ Peter Clayton, Chronicle of the Pharaohs. Thames and Hudson Ltd., 2006. p.94
- ↑ Darrell D. Baker: The Encyclopedia of the Pharaohs: Volume I - Predynastic to the Twentieth Dynasty 3300–1069 BC, Stacey International, ISBN 978-1-905299-37-9, 2008, p. 380
- ↑ Kim Ryholt, The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period, Carsten Niebuhr Institute Publications, Museum Tusculanum Press, 1997. pp.278-79
- ↑ จารึก ซีจี 34002 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์
- ↑ Ryholt, p.278
- ↑ Redford: 43, 48 [12]
- ↑ A Pharaoh Of The Seventeenth Dynasty Identified At Karnak 2012-03-11 CFEETK
- ↑ Gate found in Karnak Temple adds new name to ancient kings' list Al-Ahram, March 4, 2012
- ↑ Claude Vandersleyen: Un Seul Roi Taa sous la 17e Dynastie. In: Göttinger Miszellen Bd. 63, Göttingen 1983, ISSN 0344-385X, S. 67-70.
- ↑ Ryholt, pp.279-80
- ↑ Sébastien Biston-Moulin: Le roi Sénakht-en-Rê Ahmès de la XVIIe dynastie, ENiM 5, 2012, p. 61-71, available online, at 63 n.10.
- ↑ Dodson, Aidan. "On the burials and reburials of Ahmose I and Amenhotep I". Göttinger Miszellen 238.
- ↑ https://dn790007.ca.archive.org/0/items/dodson_2014_amarna_sunrise_egypt_from_golden_ge_to_age_of_heresy/dodson_2014_amarna_sunrise_egypt_from_golden_age_to_age_of_heresy.pdf [bare URL PDF]
บรรณานุกรม
[แก้]- Clayton, Peter (2006). Chronicle of the Pharaohs. Thames and Hudson Ltd. ISBN 0500050740.
- Redford, Donald (1986). "Pharaonic King-Lists, Annals, and Day-Books: A Contribution to the Study of the Egyptian Sense of History". SSEA Publication (พิมพ์ครั้งที่ IV). Mississauga, Ontario: Benben Publications.
- Ryholt, Kim (1997). The Political Situation in Egypt during the Second Intermediate Period. Copenhagen: Museum Tusculanum Press: Carsten Niebuhr Institute Publications. ISBN 87-7289-421-0.
- Sébastien Biston-Moulin, Le roi Sénakht-en-Rê Ahmès de la XVIIe dynastie, ENiM 5, 2012, pp.61-71 (with an English summary)