ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ
| เซเคนเอนเร ทาโอ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
โลงริชิของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ค้นพบในปี ค.ศ. 1881 ก่อนถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์อียิปต์ กรุงไคโร | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ฟาโรห์ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| รัชกาล | เริ่มตั้งแต่ 1560 หรือ 1558 – 1555 ปีก่อนคริสตกาล | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | เซนัคท์เอนเร อาโมส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ถัดไป | คาโมส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คู่เสกสมรส | อาโฮเทปที่ 1, อาห์โมส อิตาปิ, ซิทดเจฮูติ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชบุตร | คาโมส, อาโมสที่ 1, อาโมส-เนเฟอร์ทาริ, อาโมส-เฮนุทเอมเพท, อาโมส-เมริทอามุน, อาโมส-เนเบตตา, อาโมส-ซิแพร์, อาโมส-ตูเมอร์ริซิ , บินปุ, อาห์โมส, เฮนุตทาเมฮู | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชบิดา | เซนัคต์เอนเร อาห์โมส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระราชมารดา | เตติเชริ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สวรรคต | ในช่วงพระชนมพรรษาราว 40 พรรษา | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สุสาน | มัมมี่ของพระองค์ถูกค้นพบในแหล่งซ่อนพระศพแห่งอัดดัยรุลบะห์รี แต่เดิมน่าจะทรงถูกฝังพระบรมศพไว้ที่ดะรอ อะบู อันนะญา | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| อนุสรณ์สถาน | พระราชวังและป้อมปราการที่อัดดัยรุลบัลลัส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||



เซเคนเอนเร ทาโอ (หรือออกอีกพระนามว่า เซเคนเอนรา ดเจฮูตี-อา หรือ เซเคนเอนรา ทาอา ซึ่งมีสร้อยพระนามที่แปลว่า 'ผู้กล้า') เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณจากราชวงศ์ที่สิบเจ็ด ซึ่งทรงปกครองอยู่บริเวณเมืองทีบส์ในอียิปต์บนในช่วงสมัยระหว่างกลางที่สอง
พงศาวลี
[แก้]พระชาติกำเนิด
[แก้]พระองค์น่าจะเป็นพระราชโอรสและทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากฟาโรห์เซนัคต์เอนเร อาห์โมส กับพระราชินีเตติเชริ
พระมเหสีและพระราชโอรส
[แก้]พระมเหสีของพระองค์ คือ พระราชินีอาห์โฮเทปที่ 1 และฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ มีพระราชโอรสสองพระองค์ ได้แก่ ฟาโรห์คาโมส ซึ่งทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์และเป็นฟาโรห์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่สิบเจ็ด และฟาโรห์อาห์โมสที่ 1 ซึ่งหลังจากผ่านช่วงผู้สำเร็จราชการแทนโดยพระราชมารดาแล้ว ก็ทรงขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของราชวงศ์ที่สิบแปด ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เริ่มต้นการเคลื่อนไหวทางทหารครั้งแรกในการทำสงครามกู้ชาติ เพื่อต่อต้านการรุกรานของชาวฮิกซอสในอียิปต์ ซึ่งนำไปสู่การปลดปล่อยประเทศอย่างสมบูรณ์ในรัชสมัยของพระราชโอรส คือ ฟาโรห์อาห์โมสที่ 1
รัชสมัย
[แก้]ระยะเวลาที่แน่นอนของการครองราชย์ของพระองค์ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าพระองค์อาจทรงขึ้นครองราชย์ในช่วงปลายทศวรรษราว 1560 ปีก่อนคริสตกาล หรือในช่วง 1558 ปีก่อนคริสตกาล โดยอิงจากระยะเวลาที่น่าจะเป็นไปได้ของการขึ้นครองราชย์ของพระราชโอรส คือ ฟาโรห์อาห์โมสที่ 1 ซึ่งเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของราชวงศ์ที่สิบแปด (ดู ลำดับเหตุการณ์อียิปต์โบราณ)
ความขัดแย้งระหว่างฟาโรห์อาโปฟิสและฟาโรห์เซเคนเอนเร
[แก้]ขนบวรรณกรรมในสมัยราชอาณาจักรใหม่ระบุว่า ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอทรงติดต่อกับผู้ปกครองชาวฮิกซอสทางตอนเหนือซึ่งปกครองในช่วงเวลาเดียวกัน คือ ฟาโรห์อาเปปิ หรืออาโปฟิส เรื่องเล่านี้ปรากฏในรูปแบบนิทาน ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ "ข้อพิพาทระหว่างอาโปฟิสและเซเคนเอนเร" โดยเล่าว่าฟาโรห์ชาวฮิกซอสพระนามว่า อาเปปิ ทรงส่งผู้ถือสารไปเข้าเฝ้าฟาโรห์เซเคนเอนเรที่นครธีบส์ เพื่อเรียกร้องให้ทรงกำจัดบึงน้ำฮิปโปโปเตมัสของชาวธีบส์ เนื่องจากเสียงของพวกมันดังรบกวนจนพระองค์ไม่อาจบรรทมได้ แม้ว่าจะประทับอยู่ไกลถึงนครอวาริสก็ตาม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพียงประการเดียวที่อาจสกัดได้จากเรื่องเล่านี้ คือ อียิปต์ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้เป็นปึกแผ่น โดยดินแดนทางตอนเหนืออยู่ภายใต้การปกครองโดยตรงของชาวฮิกซอส ขณะที่อียิปต์ทั้งหมดยังคงต้องส่งเครื่องราชบรรณาการแก่ผู้ปกครองฮิกซอส
ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอทรงมีบทบาทในการแสดงท่าทีทางการทูตอย่างแข็งกร้าว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนถ้อยคำดูหมิ่นกับผู้ปกครองเชื้อสายเอเชียทางตอนเหนือเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้นำการปะทะทางทหารกับชาวฮิกซอส และจากบาดแผลรุนแรงหลายแห่งบริเวณพระเศียรของมัมมี่ ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ กรุงไคโร ทำให้สันนิษฐานได้ว่าพระองค์อาจสวรรคตระหว่างการสู้รบครั้งหนึ่ง[2]
พระราชโอรสและผู้สืบราชบัลลังก์ของพระองค์ คือ ฟาโรห์วัดจ์เคเปอร์เร คาโมส ซึ่งฟาโรห์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่มีศูนย์กลางการปกครองที่ธีบส์ ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มการปะทะทางทหารที่ประสบความสำเร็จในสงครามปลดปล่อยธีบส์จากชาวฮิกซอส แม้จะเชื่อกันว่าพระองค์สวรรคตระหว่างการรบดังกล่าว [2] พระราชมารดาของพระองค์ คือ พระนางอาห์โฮเทปที่ 1 เชื่อกันว่าทรงปกครองในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ภายหลังการสวรรคตของฟาโรห์คาโมส และทรงดำเนินสงครามกับชาวฮิกซอสต่อไป จนกระทั่งฟาโรห์อาห์โมสที่ 1 ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ที่ประสูติแต่พระนางอาห์โฮเทปที่ 1 ทรงมีพระชนมายุเพียงพอที่จะขึ้นครองราชย์ และสามารถขับไล่ชาวฮิกซอสออกไปได้อย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งรวมอียิปต์ให้กลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง
การก่อสร้างอนุสรณ์สถาน
[แก้]รัชสมัยของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอมีระยะเวลาค่อนข้างสั้น จึงไม่เอื้อให้มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบว่าพระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังใหม่ด้วยอิฐดินดิบที่อัดดัยรุลบัลลัส และบนเนินเขาใกล้เคียงซึ่งมองเห็นแม่น้ำ ได้พบฐานรากของอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งได้รับการระบุว่าเป็นจุดสังเกตการณ์ทางทหาร[3]
นอกจากนี้ ยังพบเครื่องปั้นดินเผาแบบเคอร์มาเป็นจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีชาวนิวเบียจากวัฒนธรรมเคอร์มาอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เชื่อกันว่าพวกเขาอยู่ที่นั่นในฐานะพันธมิตรของฟาโรห์ในการทำสงครามต่อต้านชาวฮิกซอส [4]
หลักฐานทางประวัติศาสตร์
[แก้]การมีอยู่จริงของฟาโรห์เซเคนเอนเรได้รับการยืนยันจากโบราณวัตถุหลายชิ้นที่ปรากฏการจารึกพระนามของพระองค์ ดังนี้
- ลูฟวร์ อี 15682 | รูปสลักหินปูนผู้ชายในท่านั่ง ซึ่งปรากฏพระนามของฟาโรห์เซเคนเอนเร และระบุเจ้าของรูปสลักคือ พระราชโอรสผู้อาวุโส อาห์โมส (sꜣ-nsw smsw) ซึ่งได้รับถวายโดยพระขนิษฐา พระราชธิดาผู้ยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ อาห์โมส (sꜣt-nsw wrt) ทั้งยังกล่าวถึง พระราชธิดาผู้ยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ และ ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับมงกุฎขาว อาห์โฮเทป (sꜣt-nsw wrt, ẖnmt nfr ḥḏt)[5][6][7]
- คาร์นัก เชค ลาบิบ 87 ซีแอล 358 | พบจารึกหินปูนยอดโค้งที่คาร์นัก ซึ่งปรากฏพระนามของฟาโรห์เซเคนเอนเรในคาร์ทูช และเป็นของ พระราชธิดาของกษัตริย์ อาห์โมส[8][9]
- เจอี 21461 | พบไม้ขว้างที่จารึกพระนามของเซเคนเอนเร และกล่าวถึง พระราชโอรส ทจูยู (ṯwjw) ที่ดะรอ อะบู อันนะญาในสุสานของฮอร์นัคต์[10]
การสวรรคต
[แก้]พระบรมศพ
[แก้]ในแหล่งซ่อนมัมมี่ที่อัดดัยรุลบะห์รี ได้ค้นพบมัมมี่ของฟาโรห์เซเคนเอนเรในปี ค.ศ. 1881 โดยนักบวชได้เคลื่อนย้ายและฝังพระบรมศพของพระองค์ไว้ร่วมกับฟาโรห์พระองค์อื่น ๆ ได้แก่ ฟาโรห์อาห์โมสที่ 1 ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 1 ฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 ฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 ฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 ฟาโรห์รามเสสที่ 1 ฟาโรห์เซติที่ 1 ฟาโรห์รามเสสที่ 2 และฟาโรห์รามเสสที่ 9 แห่งราชวงศ์ที่สิบแปดและสิบเก้าในสมัยต่อมา
เออแฌน เกรโบต์ได้แกะผ้าพันมัมมี่ของฟาโรห์เซเคนเอนเร หลังจากศาสตราจารย์กาสตง มาสเปโร ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1886 และเกรโบต์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับดูแลการขุดค้นและโบราณคดีอียิปต์ ในเดือนเดียวกันนั้น เขาได้เริ่มแกะผ้าพันมัมมี่ของฟาโรห์เซเคนเอนเร เรื่องราวเกี่ยวกับรัชสมัยและการลุกขึ้นต่อต้านชาวฮิกซอสของพระองค์เคยถูกมองว่าเป็นเพียงตำนาน แต่จากบาดแผลที่ปรากฏบนพระวรกาย มาสเปโรสรุปว่าพระองค์สวรรคตในสนามรบ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ยังมีการแกะผ้าพันมัมมี่ของฟาโรห์เซติที่ 1 และเจ้าชายพระองค์หนึ่งซึ่งไม่ทราบพระนามอีกด้วย[12]
- …ไม่อาจทราบได้ว่าพระองค์ทรงล้มลงในสนามรบหรือทรงตกเป็นเหยื่อของแผนลอบสังหาร ลักษณะของมัมมี่แสดงให้เห็นว่าพระองค์สวรรคตจากความรุนแรงเมื่อมีพระชนมพรรษาราวสี่สิบปี ชายสองหรือสามคน ไม่ว่าจะเป็นมือสังหารหรือทหาร ได้ล้อมพระองค์ไว้และสังหารก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง การฟันด้วยขวานได้ตัดแก้มซ้ายออกบางส่วน เผยให้เห็นพระทนต์ ทำให้พระหนุหัก และทำให้พระองค์หมดสติล้มลงกับพื้น อีกการโจมตีหนึ่งทำให้กะโหลกศีรษะบาดเจ็บอย่างรุนแรง และมีดหรือหอกได้ผ่าเปิดพระนลาฏด้านขวาเล็กน้อยเหนือพระเนตร พระวรกายของพระองค์น่าจะทรงอยู่ในที่ที่ทรงล้มลงเป็นระยะเวลาหนึ่ง และเมื่อพบพระองค์ พระบรมศพก็ได้เริ่มเน่าเปื่อยแล้ว จึงต้องดำเนินการทำมัมมี่อย่างเร่งด่วนเท่าที่จะทำได้[2]
บาดแผลที่พระนลาฏน่าจะเกิดจากขวานของชาวฮิกซอส[13] ส่วนบาดแผลที่พระศอคาดว่าน่าจะเกิดจากมีดในขณะที่พระองค์ทรงล้มลงอยู่กับพื้น[4] นอกจากนี้ ไม่พบบาดแผลที่พระกรหรือพระหัตถ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงไม่สามารถป้องกันพระองค์เองได้ในขณะทรงถูกทำร้าย
จนถึงปี ค.ศ. 2009 ข้อสมมติฐานหลักเกี่ยวกับการสวรรคตของฟาโรห์เซเคนเอนเรมีอยู่สองแนวคิด คือ พระองค์สวรรคตในการสู้รบกับชาวฮิกซอส หรือทรงถูกลอบปลงพระชนม์ขณะบรรทมอยู่[14] ต่อมา แกร์รี เจ. ชอว์ นักไอยคุปต์วิทยา และโรเบิร์ต เมสัน นักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ ได้เสนอข้อสมมติฐานที่สาม ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ ฟาโรห์เซเคนเอนเรทรงถูกสำเร็จโทษตามพระราชโองการของฟาโรห์อาเปปิ ผู้ปกครองชาวฮิกซอส[15] ชอว์ยังได้วิเคราะห์ข้อโต้แย้งของสมมติฐานต่าง ๆ พร้อมพิจารณาหลักฐานทางกายภาพ ข้อความ และข้อมูลเชิงสถิติอื่น ๆ ก่อนจะสรุปว่า "สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดของการสวรรคตของฟาโรห์เซเคนเอนเร คือ การถูกสำเร็จโทษตามประเพณีโดยผู้บัญชาการฝ่ายศัตรู ภายหลังความพ่ายแพ้ของฝ่ายธีบส์ในสนามรบ"[16]
มัมมี่ของพระองค์มีลักษณะการทำมัมมี่อย่างเร่งรีบ ภาพเอกซเรย์ที่ถ่ายในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1960 แสดงให้เห็นว่าไม่มีการนำสมองออก หรือบรรจุผ้าลินินภายในกะโหลกศีรษะหรือเบ้าตา ซึ่งล้วนเป็นขั้นตอนตามธรรมเนียมของการทำมัมมี่ในสมัยนั้น เจมส์ อี. แฮร์ริส และเคนต์ วีกส์ ผู้ทำการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ในขณะถ่ายเอกซเรย์ เห็นว่าพระบรมศพของพระองค์เป็นมัมมี่ที่มีสภาพเลวร้ายที่สุดในบรรดาที่เก็บรักษาอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์อียิปต์ และระบุว่า “กลิ่นเหม็นฉุนและมันลอยอบอวลทั่วห้องทันทีที่เปิดตู้จัดแสดงพระศพ” ซึ่งน่าจะเกิดจากกระบวนการทำมัมมี่ที่บกพร่องและการไม่ใช้เกลือเนตรอนซึ่งมีคุณสมบัติดูดซับความชื้น ส่งผลให้ของเหลวบางส่วนยังคงอยู่ในพระศพในขณะฝัง[17] แฮร์ริสและวีกส์ยังได้ตั้งข้อสังเกตในปี ค.ศ. 1973 ว่า "โครงสร้างพระพักตร์โดยรวมของพระองค์แตกต่างจากฟาโรห์พระองค์อื่นอย่างมาก (ใกล้เคียงกับพระราชโอรสอาห์โมสมากที่สุด) จนสามารถจัดเข้าอยู่ในกลุ่มกะโหลกของชาวนิวเบียและกิซาในสมัยราชอาณาจักรเก่าได้ง่ายกว่ากลุ่มฟาโรห์อียิปต์ในยุคสมัยต่อมา นักวิชาการหลายท่านในอดีตเคยเสนอว่าพระองค์และเหล่าเชื้อราชวงศ์ของพระองค์มีเชื้อสายจากนิวเบีย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ไม่ใช่ชาวอียิปต์โดยกำเนิด และลักษณะพระพักตร์ก็สนับสนุนข้อสมมติฐานนี้ได้เป็นอย่างดี"[18]
พระบรมศพของพระองค์เป็นมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งจัดแสดงในหอมัมมี่โฉมใหม่ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ กรุงไคโร[19]
ในปี ค.ศ. 2021 การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พระบรมศพเผยว่าพระองค์สวรรคตในช่วงพระชนมพรรษาสี่สิบปี อาจเกิดขึ้นขณะทรงอยู่ในสนามรบ และพระหัตถ์ที่ผิดรูปชี้ให้เห็นว่าพระองค์อาจทรงถูกคุมขังโดยถูกมัดพระหัตถ์ไว้ ขณะที่กระดูกพระพักตร์ที่แตกหักสอดคล้องกับอาวุธของชาวฮิกซอส[20]
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2021 มัมมี่ของพระองค์ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์อารยธรรมอียิปต์แห่งชาติ พร้อมกับมัมมี่ของฟาโรห์อีก 17 พระองค์และพระราชินีอีก 4 พระองค์ ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ขบวนพาเหรดทองคำของฟาโรห์"[21]
มรดกในวรรณกรรมสมัยใหม่
[แก้]ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ปรากฏเป็นตัวละครในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Shadow Hawk ของอังเดร นอร์ตัน โดยในเรื่องพระองค์ทรงถูกลอบปลงพระชนม์โดยนักบวชที่เป็นพันธมิตรกับชาวฮิกซอส เนื้อเรื่องมุ่งเน้นไปที่นายทหารอียิปต์ผู้บัญชาการกองกำลังนิวเบียในราชอาณาจักรธีบส์[22]
ส่วนในหนังสือสารคดี The Hiram Key ของคริสโตเฟอร์ ไนต์ และโรเบิร์ต โลมัส ได้เสนอแนวคิดว่าการสวรรคตของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ เป็นจุดกำเนิดของตำนานฮิราม อาบิฟฟ์ในลัทธิฟรีเมสัน อย่างไรก็ตาม สมมติฐานนี้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และหนังสือเล่มดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นประวัติศาสตร์เทียมเท็จ
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Clayton, Peter. Chronicle of the Pharaohs, Thames and Hudson Ltd, paperback 2006. p.94
- 1 2 3 Maspero, Gaston. History Of Egypt, Chaldaea, Syria, Babylonia, and Assyria, Volume 4 (of 12), Project Gutenberg EBook, Release Date: December 16, 2005. EBook #17324. "Archived copy". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-24. สืบค้นเมื่อ 2015-03-29.
{{cite web}}: CS1 maint: archived copy as title (ลิงก์) - ↑ Shaw, Ian. The Oxford History of Ancient Egypt. Oxford University Press, 2000. p.198.
- 1 2 Shaw, Ian. The Oxford History of Ancient Egypt. Oxford University Press, 2000. p199.
- ↑ Paris, Louvre Museum E 15682
- ↑ "Statue". 1560.
- ↑ "Louvre e 15682 | Persons and Names of the Middle Kingdom".
- ↑ Karnak Sheikh Labib 87CL358
- ↑ "Karnak Sheikh Labib 87CL358 | Persons and Names of the Middle Kingdom".
- ↑ "Cairo JE 21461 | Persons and Names of the Middle Kingdom and early New Kingdom".
- ↑ Van de Mieroop 2011, p. 160.
- ↑ Rappoport, S. The Project Gutenberg EBook of History Of Egypt From 330 B.C. To The Present Time, Volume 12 (of 12), by S. Rappoport. The Grolier Society Publishers, London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 31 October 2016.
- ↑ Shaw, Ian. The Oxford History of Ancient Egypt. p199. Oxford University Press, 2000.
- ↑ Smith, G Elliot The Royal Mummies. Duckworth Egyptology. 2000 (Reprint from original 1912 edition). ISBN 0-7156-2959-X
- ↑ "Axe Experiment". Museum Secrets. History Television. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 March 2012. สืบค้นเมื่อ 31 August 2011.
- ↑ Shaw, Garry J. (2009). "The Death of King Seqenenre Tao". Journal of the American Research Center in Egypt. 45.
- ↑ Harris, James E., Weeks, Kent R. X-raying the Pharaohs. Charles Scribner's Sons. 1973. SBN 684-13016-5 p.122-123.
- ↑ Y., Keita, S. O. (1990). "Studies of ancient crania from northern Africa". American Journal of Physical Anthropology. 83 (1): 35–48. Bibcode:1990AJPA...83...35K. doi:10.1002/ajpa.1330830105. ISSN 0002-9483. PMID 2221029.
- ↑ Hawass, Zahi. Dancing with Pharaohs: The New Royal Mummies Halls at the Egyptian Museum, Cairo. KMT, Volume 17, Number 1, Spring 2006. p22.
- ↑ Saleem, Sahar N.; Hawass, Zahi (2021). "Computed Tomography Study of the Mummy of King Seqenenre Taa II: New Insights Into His Violent Death". Frontiers in Medicine. 8. doi:10.3389/fmed.2021.637527. PMC 7925410. PMID 33681262.
{{cite journal}}: ไม่รู้จักพารามิเตอร์|article-number=ถูกละเว้น (help) - ↑ Parisse, Emmanuel (5 April 2021). "22 Ancient Pharaohs Have Been Carried Across Cairo in an Epic 'Golden Parade'". ScienceAlert. สืบค้นเมื่อ 5 April 2021.
- ↑ Norton, Andre (2001). Shadow hawk. Bathgate, N.D., San Francisco: Bethlehem Books: Ignatius Press. OCLC 1285744618.
- Van de Mieroop, Marc (2011). A History of Ancient Egypt. Wiley-Blackwell. ISBN 9781405160704.
อ่านเพิ่มเติม
[แก้]- Gardiner, Sir Alan. Egypt of the Pharaohs. (Oxford, 1964).
- Hayes, William C. Egypt: From the Death of Ammenemes III to Sequenenre II," in Volume 2, Chapter 2 of the "Cambridge Ancient History", Revised Edition (Cambridge, 1965).
- Pritchard, James B. (Editor). Ancient Near Eastern Texts Relating to the Old Testament. Third Edition, with Supplement. (Princeton, 1969).
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Sequenenre Tao's death and the fate of his mummy, a podcast in the "History of Egypt Podcast" series by Eyptologist Dominic Perry, February 2021.
| ก่อนหน้า | ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ | ถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| เซนัคท์เอนเร อาห์โมส | ฟาโรห์แห่งอียิปต์ (ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด) |
คาโมส |