ข้ามไปเนื้อหา

ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ฟาโรห์ทาโอที่สอง)
ฝาปิดภาชนะที่จารึกพระนามครองราชย์ของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ
ขวานพิธีการที่จารึกพระนามฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ
แผ่นใส่เครื่องเขียนของอาลักษณ์ซึ่งจารึกพระนามฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ (ตรงกลาง) จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

เซเคนเอนเร ทาโอ (หรือออกอีกพระนามว่า เซเคนเอนรา ดเจฮูตี-อา หรือ เซเคนเอนรา ทาอา ซึ่งมีสร้อยพระนามที่แปลว่า 'ผู้กล้า') เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณจากราชวงศ์ที่สิบเจ็ด ซึ่งทรงปกครองอยู่บริเวณเมืองทีบส์ในอียิปต์บนในช่วงสมัยระหว่างกลางที่สอง

พงศาวลี

[แก้]

พระชาติกำเนิด

[แก้]

พระองค์น่าจะเป็นพระราชโอรสและทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากฟาโรห์เซนัคต์เอนเร อาห์โมส กับพระราชินีเตติเชริ

พระมเหสีและพระราชโอรส

[แก้]

พระมเหสีของพระองค์ คือ พระราชินีอาห์โฮเทปที่ 1 และฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ มีพระราชโอรสสองพระองค์ ได้แก่ ฟาโรห์คาโมส ซึ่งทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์และเป็นฟาโรห์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่สิบเจ็ด และฟาโรห์อาห์โมสที่ 1 ซึ่งหลังจากผ่านช่วงผู้สำเร็จราชการแทนโดยพระราชมารดาแล้ว ก็ทรงขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของราชวงศ์ที่สิบแปด ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เริ่มต้นการเคลื่อนไหวทางทหารครั้งแรกในการทำสงครามกู้ชาติ เพื่อต่อต้านการรุกรานของชาวฮิกซอสในอียิปต์ ซึ่งนำไปสู่การปลดปล่อยประเทศอย่างสมบูรณ์ในรัชสมัยของพระราชโอรส คือ ฟาโรห์อาห์โมสที่ 1

รัชสมัย

[แก้]

ระยะเวลาที่แน่นอนของการครองราชย์ของพระองค์ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าพระองค์อาจทรงขึ้นครองราชย์ในช่วงปลายทศวรรษราว 1560 ปีก่อนคริสตกาล หรือในช่วง 1558 ปีก่อนคริสตกาล โดยอิงจากระยะเวลาที่น่าจะเป็นไปได้ของการขึ้นครองราชย์ของพระราชโอรส คือ ฟาโรห์อาห์โมสที่ 1 ซึ่งเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของราชวงศ์ที่สิบแปด (ดู ลำดับเหตุการณ์อียิปต์โบราณ)

ความขัดแย้งระหว่างฟาโรห์อาโปฟิสและฟาโรห์เซเคนเอนเร

[แก้]

ขนบวรรณกรรมในสมัยราชอาณาจักรใหม่ระบุว่า ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอทรงติดต่อกับผู้ปกครองชาวฮิกซอสทางตอนเหนือซึ่งปกครองในช่วงเวลาเดียวกัน คือ ฟาโรห์อาเปปิ หรืออาโปฟิส เรื่องเล่านี้ปรากฏในรูปแบบนิทาน ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ "ข้อพิพาทระหว่างอาโปฟิสและเซเคนเอนเร" โดยเล่าว่าฟาโรห์ชาวฮิกซอสพระนามว่า อาเปปิ ทรงส่งผู้ถือสารไปเข้าเฝ้าฟาโรห์เซเคนเอนเรที่นครธีบส์ เพื่อเรียกร้องให้ทรงกำจัดบึงน้ำฮิปโปโปเตมัสของชาวธีบส์ เนื่องจากเสียงของพวกมันดังรบกวนจนพระองค์ไม่อาจบรรทมได้ แม้ว่าจะประทับอยู่ไกลถึงนครอวาริสก็ตาม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพียงประการเดียวที่อาจสกัดได้จากเรื่องเล่านี้ คือ อียิปต์ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้เป็นปึกแผ่น โดยดินแดนทางตอนเหนืออยู่ภายใต้การปกครองโดยตรงของชาวฮิกซอส ขณะที่อียิปต์ทั้งหมดยังคงต้องส่งเครื่องราชบรรณาการแก่ผู้ปกครองฮิกซอส

ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอทรงมีบทบาทในการแสดงท่าทีทางการทูตอย่างแข็งกร้าว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนถ้อยคำดูหมิ่นกับผู้ปกครองเชื้อสายเอเชียทางตอนเหนือเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้นำการปะทะทางทหารกับชาวฮิกซอส และจากบาดแผลรุนแรงหลายแห่งบริเวณพระเศียรของมัมมี่ ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ กรุงไคโร ทำให้สันนิษฐานได้ว่าพระองค์อาจสวรรคตระหว่างการสู้รบครั้งหนึ่ง[2]

พระราชโอรสและผู้สืบราชบัลลังก์ของพระองค์ คือ ฟาโรห์วัดจ์เคเปอร์เร คาโมส ซึ่งฟาโรห์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ที่สิบเจ็ดที่มีศูนย์กลางการปกครองที่ธีบส์ ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มการปะทะทางทหารที่ประสบความสำเร็จในสงครามปลดปล่อยธีบส์จากชาวฮิกซอส แม้จะเชื่อกันว่าพระองค์สวรรคตระหว่างการรบดังกล่าว [2] พระราชมารดาของพระองค์ คือ พระนางอาห์โฮเทปที่ 1 เชื่อกันว่าทรงปกครองในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ภายหลังการสวรรคตของฟาโรห์คาโมส และทรงดำเนินสงครามกับชาวฮิกซอสต่อไป จนกระทั่งฟาโรห์อาห์โมสที่ 1 ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ที่ประสูติแต่พระนางอาห์โฮเทปที่ 1 ทรงมีพระชนมายุเพียงพอที่จะขึ้นครองราชย์ และสามารถขับไล่ชาวฮิกซอสออกไปได้อย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งรวมอียิปต์ให้กลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง

การก่อสร้างอนุสรณ์สถาน

[แก้]

รัชสมัยของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอมีระยะเวลาค่อนข้างสั้น จึงไม่เอื้อให้มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบว่าพระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังใหม่ด้วยอิฐดินดิบที่อัดดัยรุลบัลลัส และบนเนินเขาใกล้เคียงซึ่งมองเห็นแม่น้ำ ได้พบฐานรากของอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งได้รับการระบุว่าเป็นจุดสังเกตการณ์ทางทหาร[3]

นอกจากนี้ ยังพบเครื่องปั้นดินเผาแบบเคอร์มาเป็นจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีชาวนิวเบียจากวัฒนธรรมเคอร์มาอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เชื่อกันว่าพวกเขาอยู่ที่นั่นในฐานะพันธมิตรของฟาโรห์ในการทำสงครามต่อต้านชาวฮิกซอส [4]

หลักฐานทางประวัติศาสตร์

[แก้]

การมีอยู่จริงของฟาโรห์เซเคนเอนเรได้รับการยืนยันจากโบราณวัตถุหลายชิ้นที่ปรากฏการจารึกพระนามของพระองค์ ดังนี้

  • ลูฟวร์ อี 15682 | รูปสลักหินปูนผู้ชายในท่านั่ง ซึ่งปรากฏพระนามของฟาโรห์เซเคนเอนเร และระบุเจ้าของรูปสลักคือ พระราชโอรสผู้อาวุโส อาห์โมส (sꜣ-nsw smsw) ซึ่งได้รับถวายโดยพระขนิษฐา พระราชธิดาผู้ยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ อาห์โมส (sꜣt-nsw wrt) ทั้งยังกล่าวถึง พระราชธิดาผู้ยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ และ ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับมงกุฎขาว อาห์โฮเทป (sꜣt-nsw wrt, ẖnmt nfr ḥḏt)[5][6][7]
  • คาร์นัก เชค ลาบิบ 87 ซีแอล 358 |  พบจารึกหินปูนยอดโค้งที่คาร์นัก ซึ่งปรากฏพระนามของฟาโรห์เซเคนเอนเรในคาร์ทูช และเป็นของ พระราชธิดาของกษัตริย์ อาห์โมส[8][9]
  • เจอี 21461 | พบไม้ขว้างที่จารึกพระนามของเซเคนเอนเร และกล่าวถึง พระราชโอรส ทจูยู (ṯwjw) ที่ดะรอ อะบู อันนะญาในสุสานของฮอร์นัคต์[10]

การสวรรคต

[แก้]

พระบรมศพ

[แก้]
พระเศียรมัมมี่ของฟาโรห์เซเคนเอนเร ซึ่งมีร่องรอยบาดแผล โดยรอยฟันเหนือพระเนตรน่าจะเกิดจากมีดหรืออาวุธปลายแหลมชนิดหนึ่ง ทฤษฎีที่แพร่หลายคือพระองค์สวรรคตจากการสู้รบกับชาวฮิกซอส[11]

ในแหล่งซ่อนมัมมี่ที่อัดดัยรุลบะห์รี ได้ค้นพบมัมมี่ของฟาโรห์เซเคนเอนเรในปี ค.ศ. 1881 โดยนักบวชได้เคลื่อนย้ายและฝังพระบรมศพของพระองค์ไว้ร่วมกับฟาโรห์พระองค์อื่น ๆ ได้แก่ ฟาโรห์อาห์โมสที่ 1 ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 1 ฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 ฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 ฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 ฟาโรห์รามเสสที่ 1 ฟาโรห์เซติที่ 1 ฟาโรห์รามเสสที่ 2 และฟาโรห์รามเสสที่ 9 แห่งราชวงศ์ที่สิบแปดและสิบเก้าในสมัยต่อมา

เออแฌน เกรโบต์ได้แกะผ้าพันมัมมี่ของฟาโรห์เซเคนเอนเร หลังจากศาสตราจารย์กาสตง มาสเปโร ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1886 และเกรโบต์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับดูแลการขุดค้นและโบราณคดีอียิปต์ ในเดือนเดียวกันนั้น เขาได้เริ่มแกะผ้าพันมัมมี่ของฟาโรห์เซเคนเอนเร เรื่องราวเกี่ยวกับรัชสมัยและการลุกขึ้นต่อต้านชาวฮิกซอสของพระองค์เคยถูกมองว่าเป็นเพียงตำนาน แต่จากบาดแผลที่ปรากฏบนพระวรกาย มาสเปโรสรุปว่าพระองค์สวรรคตในสนามรบ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ยังมีการแกะผ้าพันมัมมี่ของฟาโรห์เซติที่ 1 และเจ้าชายพระองค์หนึ่งซึ่งไม่ทราบพระนามอีกด้วย[12]

…ไม่อาจทราบได้ว่าพระองค์ทรงล้มลงในสนามรบหรือทรงตกเป็นเหยื่อของแผนลอบสังหาร ลักษณะของมัมมี่แสดงให้เห็นว่าพระองค์สวรรคตจากความรุนแรงเมื่อมีพระชนมพรรษาราวสี่สิบปี ชายสองหรือสามคน ไม่ว่าจะเป็นมือสังหารหรือทหาร ได้ล้อมพระองค์ไว้และสังหารก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง การฟันด้วยขวานได้ตัดแก้มซ้ายออกบางส่วน เผยให้เห็นพระทนต์ ทำให้พระหนุหัก และทำให้พระองค์หมดสติล้มลงกับพื้น อีกการโจมตีหนึ่งทำให้กะโหลกศีรษะบาดเจ็บอย่างรุนแรง และมีดหรือหอกได้ผ่าเปิดพระนลาฏด้านขวาเล็กน้อยเหนือพระเนตร พระวรกายของพระองค์น่าจะทรงอยู่ในที่ที่ทรงล้มลงเป็นระยะเวลาหนึ่ง และเมื่อพบพระองค์ พระบรมศพก็ได้เริ่มเน่าเปื่อยแล้ว จึงต้องดำเนินการทำมัมมี่อย่างเร่งด่วนเท่าที่จะทำได้[2]

บาดแผลที่พระนลาฏน่าจะเกิดจากขวานของชาวฮิกซอส[13] ส่วนบาดแผลที่พระศอคาดว่าน่าจะเกิดจากมีดในขณะที่พระองค์ทรงล้มลงอยู่กับพื้น[4] นอกจากนี้ ไม่พบบาดแผลที่พระกรหรือพระหัตถ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงไม่สามารถป้องกันพระองค์เองได้ในขณะทรงถูกทำร้าย

จนถึงปี ค.ศ. 2009 ข้อสมมติฐานหลักเกี่ยวกับการสวรรคตของฟาโรห์เซเคนเอนเรมีอยู่สองแนวคิด คือ พระองค์สวรรคตในการสู้รบกับชาวฮิกซอส หรือทรงถูกลอบปลงพระชนม์ขณะบรรทมอยู่[14] ต่อมา แกร์รี เจ. ชอว์ นักไอยคุปต์วิทยา และโรเบิร์ต เมสัน นักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ ได้เสนอข้อสมมติฐานที่สาม ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ ฟาโรห์เซเคนเอนเรทรงถูกสำเร็จโทษตามพระราชโองการของฟาโรห์อาเปปิ ผู้ปกครองชาวฮิกซอส[15] ชอว์ยังได้วิเคราะห์ข้อโต้แย้งของสมมติฐานต่าง ๆ พร้อมพิจารณาหลักฐานทางกายภาพ ข้อความ และข้อมูลเชิงสถิติอื่น ๆ ก่อนจะสรุปว่า "สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดของการสวรรคตของฟาโรห์เซเคนเอนเร คือ การถูกสำเร็จโทษตามประเพณีโดยผู้บัญชาการฝ่ายศัตรู ภายหลังความพ่ายแพ้ของฝ่ายธีบส์ในสนามรบ"[16]

มัมมี่ของพระองค์มีลักษณะการทำมัมมี่อย่างเร่งรีบ ภาพเอกซเรย์ที่ถ่ายในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1960 แสดงให้เห็นว่าไม่มีการนำสมองออก หรือบรรจุผ้าลินินภายในกะโหลกศีรษะหรือเบ้าตา ซึ่งล้วนเป็นขั้นตอนตามธรรมเนียมของการทำมัมมี่ในสมัยนั้น เจมส์ อี. แฮร์ริส และเคนต์ วีกส์ ผู้ทำการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ในขณะถ่ายเอกซเรย์ เห็นว่าพระบรมศพของพระองค์เป็นมัมมี่ที่มีสภาพเลวร้ายที่สุดในบรรดาที่เก็บรักษาอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์อียิปต์ และระบุว่า “กลิ่นเหม็นฉุนและมันลอยอบอวลทั่วห้องทันทีที่เปิดตู้จัดแสดงพระศพ” ซึ่งน่าจะเกิดจากกระบวนการทำมัมมี่ที่บกพร่องและการไม่ใช้เกลือเนตรอนซึ่งมีคุณสมบัติดูดซับความชื้น ส่งผลให้ของเหลวบางส่วนยังคงอยู่ในพระศพในขณะฝัง[17] แฮร์ริสและวีกส์ยังได้ตั้งข้อสังเกตในปี ค.ศ. 1973 ว่า "โครงสร้างพระพักตร์โดยรวมของพระองค์แตกต่างจากฟาโรห์พระองค์อื่นอย่างมาก (ใกล้เคียงกับพระราชโอรสอาห์โมสมากที่สุด) จนสามารถจัดเข้าอยู่ในกลุ่มกะโหลกของชาวนิวเบียและกิซาในสมัยราชอาณาจักรเก่าได้ง่ายกว่ากลุ่มฟาโรห์อียิปต์ในยุคสมัยต่อมา นักวิชาการหลายท่านในอดีตเคยเสนอว่าพระองค์และเหล่าเชื้อราชวงศ์ของพระองค์มีเชื้อสายจากนิวเบีย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ไม่ใช่ชาวอียิปต์โดยกำเนิด และลักษณะพระพักตร์ก็สนับสนุนข้อสมมติฐานนี้ได้เป็นอย่างดี"[18]

พระบรมศพของพระองค์เป็นมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งจัดแสดงในหอมัมมี่โฉมใหม่ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ กรุงไคโร[19]

ในปี ค.ศ. 2021 การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พระบรมศพเผยว่าพระองค์สวรรคตในช่วงพระชนมพรรษาสี่สิบปี อาจเกิดขึ้นขณะทรงอยู่ในสนามรบ และพระหัตถ์ที่ผิดรูปชี้ให้เห็นว่าพระองค์อาจทรงถูกคุมขังโดยถูกมัดพระหัตถ์ไว้ ขณะที่กระดูกพระพักตร์ที่แตกหักสอดคล้องกับอาวุธของชาวฮิกซอส[20]

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2021 มัมมี่ของพระองค์ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์อารยธรรมอียิปต์แห่งชาติ พร้อมกับมัมมี่ของฟาโรห์อีก 17 พระองค์และพระราชินีอีก 4 พระองค์ ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ขบวนพาเหรดทองคำของฟาโรห์"[21]

มรดกในวรรณกรรมสมัยใหม่

[แก้]

ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ปรากฏเป็นตัวละครในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Shadow Hawk ของอังเดร นอร์ตัน โดยในเรื่องพระองค์ทรงถูกลอบปลงพระชนม์โดยนักบวชที่เป็นพันธมิตรกับชาวฮิกซอส เนื้อเรื่องมุ่งเน้นไปที่นายทหารอียิปต์ผู้บัญชาการกองกำลังนิวเบียในราชอาณาจักรธีบส์[22]

ส่วนในหนังสือสารคดี The Hiram Key ของคริสโตเฟอร์ ไนต์ และโรเบิร์ต โลมัส ได้เสนอแนวคิดว่าการสวรรคตของฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ เป็นจุดกำเนิดของตำนานฮิราม อาบิฟฟ์ในลัทธิฟรีเมสัน อย่างไรก็ตาม สมมติฐานนี้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และหนังสือเล่มดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นประวัติศาสตร์เทียมเท็จ

อ้างอิง

[แก้]
  1. Clayton, Peter. Chronicle of the Pharaohs, Thames and Hudson Ltd, paperback 2006. p.94
  2. 1 2 3 Maspero, Gaston. History Of Egypt, Chaldaea, Syria, Babylonia, and Assyria, Volume 4 (of 12), Project Gutenberg EBook, Release Date: December 16, 2005. EBook #17324. "Archived copy". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-24. สืบค้นเมื่อ 2015-03-29.{{cite web}}: CS1 maint: archived copy as title (ลิงก์)
  3. Shaw, Ian. The Oxford History of Ancient Egypt. Oxford University Press, 2000. p.198.
  4. 1 2 Shaw, Ian. The Oxford History of Ancient Egypt. Oxford University Press, 2000. p199.
  5. Paris, Louvre Museum E 15682
  6. "Statue". 1560.
  7. "Louvre e 15682 | Persons and Names of the Middle Kingdom".
  8. Karnak Sheikh Labib 87CL358
  9. "Karnak Sheikh Labib 87CL358 | Persons and Names of the Middle Kingdom".
  10. "Cairo JE 21461 | Persons and Names of the Middle Kingdom and early New Kingdom".
  11. Van de Mieroop 2011, p. 160.
  12. Rappoport, S. The Project Gutenberg EBook of History Of Egypt From 330 B.C. To The Present Time, Volume 12 (of 12), by S. Rappoport. The Grolier Society Publishers, London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 March 2016. สืบค้นเมื่อ 31 October 2016.
  13. Shaw, Ian. The Oxford History of Ancient Egypt. p199. Oxford University Press, 2000.
  14. Smith, G Elliot The Royal Mummies. Duckworth Egyptology. 2000 (Reprint from original 1912 edition). ISBN 0-7156-2959-X
  15. "Axe Experiment". Museum Secrets. History Television. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 March 2012. สืบค้นเมื่อ 31 August 2011.
  16. Shaw, Garry J. (2009). "The Death of King Seqenenre Tao". Journal of the American Research Center in Egypt. 45.
  17. Harris, James E., Weeks, Kent R. X-raying the Pharaohs. Charles Scribner's Sons. 1973. SBN 684-13016-5 p.122-123.
  18. Y., Keita, S. O. (1990). "Studies of ancient crania from northern Africa". American Journal of Physical Anthropology. 83 (1): 35–48. Bibcode:1990AJPA...83...35K. doi:10.1002/ajpa.1330830105. ISSN 0002-9483. PMID 2221029.
  19. Hawass, Zahi. Dancing with Pharaohs: The New Royal Mummies Halls at the Egyptian Museum, Cairo. KMT, Volume 17, Number 1, Spring 2006. p22.
  20. Saleem, Sahar N.; Hawass, Zahi (2021). "Computed Tomography Study of the Mummy of King Seqenenre Taa II: New Insights Into His Violent Death". Frontiers in Medicine. 8. doi:10.3389/fmed.2021.637527. PMC 7925410. PMID 33681262. {{cite journal}}: ไม่รู้จักพารามิเตอร์ |article-number= ถูกละเว้น (help)
  21. Parisse, Emmanuel (5 April 2021). "22 Ancient Pharaohs Have Been Carried Across Cairo in an Epic 'Golden Parade'". ScienceAlert. สืบค้นเมื่อ 5 April 2021.
  22. Norton, Andre (2001). Shadow hawk. Bathgate, N.D., San Francisco: Bethlehem Books: Ignatius Press. OCLC 1285744618.

อ่านเพิ่มเติม

[แก้]
  • Gardiner, Sir Alan. Egypt of the Pharaohs. (Oxford, 1964).
  • Hayes, William C. Egypt: From the Death of Ammenemes III to Sequenenre II," in Volume 2, Chapter 2 of the "Cambridge Ancient History", Revised Edition (Cambridge, 1965).
  • Pritchard, James B. (Editor). Ancient Near Eastern Texts Relating to the Old Testament. Third Edition, with Supplement. (Princeton, 1969).

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
ก่อนหน้า ฟาโรห์เซเคนเอนเร ทาโอ ถัดไป
เซนัคท์เอนเร อาห์โมส ฟาโรห์แห่งอียิปต์
(ราชวงศ์ที่สิบเจ็ด)

คาโมส