ฟอร์ด มัสแตง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฟอร์ด มัสแตง
Salon de l'auto de Genève 2014 - 20140305 - Ford 21.jpg
ภาพรวม
บริษัทผู้ผลิตฟอร์ด
เริ่มผลิตเมื่อพ.ศ. 2507 - ปัจจุบัน
ตัวถังและช่วงล่าง
ประเภทมัสเซิล (Muscle car)/ โพนี (Pony car)
รูปแบบตัวถัง2 ประตู 2+2 ที่นั่ง คูเป้
2 ประตู แฮทช์แบ็ก
2 ประตู ฟาสต์แบ็ก
2 ประตู คอนเวอร์ทิเบิล
รุ่นที่คล้ายกันนิสสัน จีที-อาร์
เฟอร์รารี่ เอฟ430
ปอร์เช่ 911
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอล-คลาส
ลัมโบร์กินี กัลลาร์โด
เฟอร์รารี่ 458 อิตาเลีย
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย
ลัมโบร์กีนี เซสโต เอเลเมนโต
แอสตันมาร์ติน แวนเทจ
ไลแคน ไฮเปอร์สปอร์ต
อาวดี้ อาร์8
ฮอนด้า/แอคิวรา เอ็นเอสเอ็กซ์
ระบบส่งกำลัง
เครื่องยนต์2.8 ลิตร V6-7.0 ลิตร V8
ระยะเหตุการณ์
รุ่นก่อนหน้า-
รุ่นต่อไป-

ฟอร์ด มัสแตง (Ford Mustang) เป็นรถนั่งสมถรรนะสูง เครื่องยนต์หน้าลำ 2 ประตู ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง 2+2,2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทรถยนต์สัญชาติอเมริกัน ฟอร์ด ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 17 เมษายน 1964[1]ปัจจุบันฟอร์ดมัสแตง ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในรถที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของฟอร์ด

ฟอร์ด มัสแตง เป็นรถที่ได้รับความนิยมพอสมควรในแถบอเมริกาและยุโรปบางส่วน ในปีเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรก รถมัสแตง ถูกนำไปใช้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง จอมมฤตยู 007 มัสแตงมีจุดเด่นในความที่เป็นรถที่ ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหน้าจะยาวเมื่อเทียบสัดส่วนกับรถทั่วไป

มัสแตง มียอดขายเฉลี่ย 1 ล้านคัน ทุกๆ 18 เดือน (ใกล้เคียงกับ โตโยต้า โคโรลล่า "อัลติส") จากอดีตถึงปัจจุบัน มัสแตง ซึ่งมีราคาแพงกว่ารถเก๋งขนาดเล็ก แต่กลับมียอดขายใกล้เคียงกับรถเก๋งขนาดเล็กราคาถูกยอดนิยมของญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความนิยมในมัสแตง

มัสแตง จัดเป็นรถประเภท มัสเซิลคาร์ (Muscle car ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์การออกแบบรถ 2 ประตูที่ใช้เครื่องยนต์เครื่องยนต์ V8 ของอเมริกัน ซึ่งเน้นรูปทรงเหลี่ยม นอกจากนี้ยังจัดเป็น Pony Car คือ เป็นได้ทั้งรถสปอร์ตและรถ Compact ทั่วไป ซึ่งเป็นรถที่เอนกประสงค์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ต

Generation ที่ 1 (รุ่นปี ค.ศ. 1964-1973)[แก้]

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 1

ในโฉมนี้ ช่วงแรกๆ หลังจากเริ่มเป็นที่นิยม จะใช้เครื่องยนต์ straight-6 ขนาด 2.8 ลิตร ถึง V8 ขนาด 4.7 ลิตร เกียร์ธรรมดา 3 สปีด เป็นมาตรฐาน ขายในราคา 2,368 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าเงินประมาณ 16,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน) แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาให้มีความแรงมากยิ่งขึ้น และเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ และราคาแพงขึ้น

ในปีแรกหลังเปิดตัว รถมัสแตงมียอดขายถึง 478,812 คัน และในปีเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรก มัสแตงถูกนำไปใช้แสดงในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ เรื่อง จอมมฤตยู 007 ด้วย

เครื่องยนต์รุ่นท็อปของฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 1 นี้ เห็นจะได้แก่ เครื่องยนต์ Super Cobra Jet V8 7.0 ลิตร 375 แรงม้า ซึ่งถือเป็นแรงม้าที่สูงมากเมื่อเทียบกับรถอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ซึ่งเครื่องยนต์รุ่นท็อปนี้ ถูกผลิตใช้เป็นครั้งแรกในรุ่นปี ค.ศ. 1971

รถมัสแตงในโฉมนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรถ 2 ที่นั่ง ตัวถัง 3 แบบ convertible , hardtop , fastback 2 ประตู คละกันไป แต่ในช่วงปลายๆ ของโฉม รถประเภท pony car ขายไม่ดี เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มไม่สนใจรถยนต์ประเภทนี้ เพราะราคาแพงเกินไป จึงเริ่มหันไปซื้อรถที่ราคาถูกและประหยัดกว่า ยอดขายฟอร์ดมัสแตงจึงลดลง ทางฟอร์ดจึงเร่งผลิตรถโฉมที่ 2 ออกมา

Generation ที่ 2 (รุ่นปี ค.ศ. 1974-1978)[แก้]

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 2

หลังจากรถยนต์โฉมที่ 1 เริ่มขายไม่ออก เพราะขนาดเครื่องยนต์ ความแรง และราคาที่เกินพอดีของคนในยุคนั้น มัสแตง โฉมที่ 2 จึงถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง ลูกสูบเล็กลง และเครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่ามากขึ้น เพื่อฟื้นฟูให้รถยนต์ประเภท pony car ไม่เกินกำลังของผู้บริโภคทั่วๆไปที่จะหาซื้อ

มัสแตงโฉมที่ 2 มีขนาดลูกสูบเริ่มต้นที่ 2.8 ลิตร SOHC I4 และสูงสุดที่เครื่องขนาด 4.9 ลิตร V8 ซึ่งมีราคาถูกลงมาก ทำให้เกิดการซื้อรถมัสแตงเพิ่มขึ้น หลังจากโฉมที่ 2 เปิดตัวได้ครบ 1 ปี ขอดขายมัสแตงเฉพาะโฉมที่ 2 รวมขายได้ 385,993 คัน

มัสแตงโฉมนี้ มีรูปแบบบอดี้ภายนอก 2 แบบพื้นฐาน คือ coupe 2 ประตู และ hatchback 3 ประตู

เวลาผ่านไป ประชาชนเริ่มต้องการซื้อรถสปอร์ตขนาดใหญ่ขึ้น บรรจุคนได้มากขึ้น ยอดขายของมัสแตงจึงเริ่มหล่นลงอีก ทางฟอร์ด จึงต้องออกแบบมัสแตง โฉมที่ 3 ออกมา

Generation ที่ 3 (รุ่นปี ค.ศ. 1979-1993)[แก้]

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 3

โฉมที่ 3 มีความใหญ่มากกว่าในโฉมที่ 2 และในโฉมที่ 3 นี้ มีการผลิตรถ 4 ที่นั่งออกมาขายรวมๆ กับมัสแตง 2 ที่นั่งทั่วๆ ไป (ก่อนหน้านี้มัสแตงไม่มีรถ 4 ที่นั่งเลย) โดยรถ 4 ที่นั่งนั้น ที่นั่งแถวหลังจะมีขนาดเล็กกว่าแถวหน้า

มัสแตงโฉมที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสปีดในเกียร์ โดยรถเกียร์ธรรมดา จะมี 4 หรือ 5 สปีด (ของเดิม 3 กับ 4 สปีด) แล้วแต่รุ่น ส่วนเกียร์อัตโนมัติ จะมี 3 หรือ 4 สปีด (ของเดิม 2 กับ 3 สปีด) แล้วแต่รุ่นรถเช่นกัน และบอดี้รถก็มี 3 รูปแบบ คือ coupe , hatchback , convertible 2 ประตู

เครื่องยนต์แทบทุกระบบ นำรูปแบบมาจากมัสแตงในโฉมที่ 2 โดยมีตั้งแต่ 85-140 แรงม้า ลูกสูบ 2.3-4.9 ลิตร แต่ก็มีการผลิตเครื่องยนต์ชนิดใหม่ขึ้นบ้าง เช่น เครื่องยนต์ประเภท SVO

ในยุคกลางๆของโฉม ยอดขายของมัสแตงลดลงอีกครั้ง เนื่องด้วยช่วงนั้น รถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหน้าเริ่มเป็นที่นิยมแทนรถขับเคลื่อนล้อหลังแบบเก่า รถสปอร์ตยอดนิยมของประชาชนดูจะเปลี่ยนจากมัสแตงเป็นรถสปอร์ตมาสด้า ทางฟอร์ดคิดจะเปลี่ยนมัสแตงเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่เมื่อแฟนพันธุ์แท้ของรถมัสแตงทราบ ก็ได้เขียนจดหมายมาต่อว่า เพราะการขับเคลื่อนล้อหลังถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างของมัสแตง ทางฟอร์ดจึงต้องหาทางออกอื่น

Generation ที่ 4 (SN-95; รุ่นปี ค.ศ. 1994-2004)[แก้]

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 4

โฉมนี้ เป็นโฉมที่มีความแตกต่างจากโฉมที่แล้วเป็นอย่างมาก (การเปลี่ยนโฉมครั้งก่อนๆ ตัวรถจะไม่เปลี่ยนแปลงมากถึงขนาดนี้) โดยรถดีไซน์ใหม่นี้ ยังเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังตามสไตล์ของมัสแตงดั้งเดิม แต่ระบบขับเคลื่อนล้อ ได้เปลี่ยนไปใช้ระบบที่ทันสมัย ตอบสนองได้ดีไม่แพ้รถขับเคลื่อนล้อหน้า และยกเลิกการผลิตบอดี้แบบ hatchback

เครื่องยนต์ตัวท็อปของโฉมที่ 4 เห็นจะได้แก่ เครื่องรุ่น Cobra หรือเครื่อง DOHC 4.6 ลิตร supercharged 390 แรงม้า และทอร์ก 529 นิวตันเมตร แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถ Cobra หลายคนกล่าวว่า รถรุ่น Cobra เวลาใช้จริงจะมีแรงมากกว่า 390 แรงม้า ซึ่งอาจแรงถึง 425 แรงม้าก็เป็นไปได้ และรถรุ่น Cobra สามารถวิ่งได้เร็วกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มัสแตงโฉมที่ 4 เกียร์ธรรมดา จะมี 5 หรือ 6 สปีด (ของเดิม 4 หรือ 5 สปีด) และเกียร์อัตโนมัติจะมี 4 สปีด

เครื่อง Cobra อันที่จริงนี้มีหลายรุ่นหลายแบบ แต่ตัวท็อปสุดนั้น ออกมาในรุ่นปี ค.ศ. 2003 ไม่นานหลังจากนั้น มัสแตง ก็เข้าสู่โฉมที่ 5

Generation ที่ 5 (S197; รุ่นปี ค.ศ. 2005-2014)[แก้]

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 5

ในช่วงออกแบบ กระแสความนิยมย้อนยุค (Retro) มาแรง การออกแบบมัสแตงโฉมที่ 5 จึงออกแบบตัวรถให้มีความคลาสสิก โดยออกแบบใหม่ทั้งคัน แทบไม่เหลือเค้าโครงของมัสแตงโฉมที่ 4 เลย โดยการออกแบบมัสแตงโฉมนี้ ได้ผสมสไตล์ของมัสแตงโฉมแรกเข้าไปพอสมควร จนมีผู้ตั้งฉายาให้มัสแตงโฉมที่ 5 ว่า "retro-futurism" หรือ ลัทธิย้อนยุค

เครื่องยนต์ตัวท็อปของโฉมนี้ ได้รับรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม ด้วยการทดสอบความเร่ง พบว่าเครื่องรุ่นท็อปของมัสแตงโฉมนี้ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ไปถึง 96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (60 ไมล์ต่อชั่วโมง) ใน 4.9 วินาที

เครื่องยนต์ตัวนั้นคือ Modular V8 4.6 ลิตร ดัดแปลงมาจากเครื่อง Cobra รุ่นท็อปของโฉมที่ 4 นอกจากนี้ มัสแตงโฉมที่ 5 ได้เพิ่มความจุของถังน้ำมันขึ้นเป็น 60.6 ลิตร (จากเดิม 58.3 ลิตร)

ในปี ค.ศ. 2010 ได้มีการปรับโฉมเกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้มีการเปลี่ยนกระจังหน้าแบบใหม่ ลดขนาดของไฟหน้าและไฟตัดหมอกให้มีขนาดเล็กลง ฝากระโปรงแบบใหม่ ไฟท้าย LED แบบสามเลนส์ แต่ภายนอกโดยรวมยังคล้ายแบบรุ่นปี 2005-2009 อยู่ ภายในได้เพิ่มความพรีเมี่ยมมากขึ้น

Generation ที่ 6 (S550; รุ่นปี ค.ศ. 2015 - ปัจจุบัน)[แก้]

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 ด้านหน้า
ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 ด้านหลัง

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2013 โดยใช้ชื่อโฉมเป็นโฉมปี 2015 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปีของฟอร์ด มัสแตง ที่ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1964 ซึ่งใช้ชื่อโฉมเป็นปี 1965

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 นี้ เป็นรุ่นแรกที่ผลิตเวอร์ชันพวงมาลัยขวาและวางจำหน่ายลงตลาดทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "วัน ฟอร์ด (One Ford)" ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่แยกโมเดลรถฟอร์ดทั้งหมดขายในต่างประเทศ

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.7 ลิตร 300 แรง ม้า แรงบิด 365 นิวตันเมตร, เครื่องยนต์ EcoBoost ความจุ 2.3 ลิตร 310 แรงม้า แรงบิด 406 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร 435 แรงม้า แรงบิด 528 นิวตันเมตร กับเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะพร้อมเกียร์แบบ Paddle shift

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2015 ฟอร์ด มัสแตง ได้รับรางวัล 5 ดาวจาก National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) จากการป้องกันการชนด้านหน้า ด้านข้าง และการกลิ้งของตัวรถ

ในปี 2017 Euro NCAP ได้มีผลทดสอบ 2 ดาวจากฟอร์ด มัสแตง ซึ่งถุงลมนิรภัยนั้น ได้พองตัวอย่างไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังตัดออปชั่นความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปออกไป

และในปี 2018 ฟอร์ดประเทศไทย ได้นำ ฟอร์ด มัสแตง มาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่โชว์รูมฟอร์ดฟอร์ดในประเทศไทย โดยฟอร์ดประเทศไทยจำหน่ายฟอร์ดมัสแตงเพียงแค่ 2 รุ่น คือ 1.ฟอร์ด มัสแตง 2.3 EcoBoost เครื่องยนต์ขนาด 2.3 ลิตร และ 2.ฟอร์ด มัสแตง จีที 5.0 ลิตร เครื่องยนต์ v8 5.0 ลิตร [2]

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 (ปรับโฉม) ด้านหน้า
ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 (ปรับโฉม) ด้านหลัง

Ford Mustan รถสปอร์ตขวัญใจวัยรุ่นทั่วโลกได้เปิดเผยโฉมรุ่นปรับโฉมสำหรับรุ่นปี 2018 ที่มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ทุกคนคาดหวังได้คือ ไม่ได้เปลี่ยนเปลี่ยนพลิกฟ้า ข้ามแผ่นดิน แต่เสริมเติมแต่งให้ทันสมัยขึ้นและแน่นอนว่าสมรรถนะต้องดีเยี่ยมกว่าเดิมขึ้นไป

2018 Ford Mustang ลงทุนเปลี่ยนแปลงฝากระโปรงหน้า, กระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ที่มีลุคเรียบขึ้นแต่เปี่ยมไปด้วยหลักอากาศพลศาสตร์ อาทิ การปรับช่องดักอากาศใหม่และ ออกแบบช่องระบายอากาศบนฝากระโปรงหน้าใหม่

และเป็นครั้งแรกของ Ford Mustang ที่ติดตั้งไฟหน้า Full LED ครบเซ็ตทั้ง ไฟ Signature Light, ไฟต่ำ, ไฟเลี้ยว มาพร้อมไฟสูงหน้าโปรเจคเตอร์และไฟตัดหมอกหน้า

สำหรับบั้นท้ายที่มีการปรับปรุงรายละเอียดไฟท้าย LED ใหม่ พร้อมกันชนท้ายใหม่ ติดตั้งท่อไอเสียคู่ในรุ่นเครื่องยนต์ Ecoboost มาตรฐานและท่อไอเสีย 2 คู่ในรุ่นเครื่องยนต์ V8

ภายในห้องโดยสารมีการปรับปรุงให้ดูพรีเมี่ยมและโซนผู้ขับขี่ที่ดูมีบุคลิกขึ้น คอนโซลกลางห่อหุ้นดัวยวัสดุดีเดินด้ายตะเข็บด้วยมือ, เพิ่มวัสดุมือจับประตู/ชิ้นส่วนที่เป็นทรงวงแหวน และชิ้นส่วนกรุขอบทั้งหลายทำจากอลูมิเนียม, ปรับปรุงพื้นผิวสัมผัสให้รู้สึกดียิ่งขึ้น

2018 Ford Mustang มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่สำหรับคนเล่นรถตัวจริง ได้แก่ แผงเรือนไมล์หน้าจอสีดิจิตอลขนาด 12 นิ้ว (แนวคิดเดียวกับ Audi Virtual Cockpit) สามารถแสดงจอ ภาพตามความต้องการผู้ขับขี่, Mustang Mymode บันทึกความจำการตั้งค่าเกี่ยวรถต่าง ๆ อาทิ ตำแหน่งเบาะนั่ง, การตั้งค่าช่วงล่างและพวงมาลัย เป็นต้น


เป็นครั้งแรกของ Ford Mustang ที่ติดตั้งอุปกรณ์ไฮเทคระบบป้องกันการชนประกอบด้วยระบบตรวจจับคนเดินทางเท้า, ระบบเตือนระยะห่างจากรถคันหน้า, ระบบเตือนการเปลี่ยน เลน, ระบบช่วยรักษาเลนและระบบเตือนผู้ขับขี่

Ford SYNC พร้อมด้วย FordPass สำหรับแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนที่สั่งให้ผู้ขับขี่ล็อก-ปลดล็อกและแจ้งตำแหน่งรถเพื่ออำนวยความสะดวกเป็นครั้งแรกใน Ford Mustang

การขับขี่คือหัวใจ Mustang ทุกรุ่นมีการเปลี่ยนช็อกอัพใหม่เพื่อการขับขี่ที่ดีขึ้น, เปลี่ยนจุดเชื่อมข้ามแกนล้อหลังเพื่อเพิ่มความทนทานต่อการบิดตัว, เหล็กกันโคลงหลังนวัตกรรมใหม่ ทำให้การขับขี่ตอบสนองและการบังคับควบคุมเฉียบคม

เทคโนโลยีแดมเปอร์ MegneRide เป็นออพชั่นใหม่สำหรับ Performance Packageที่ช่วยปรับเปลี่ยนการขับขี่และการบังคับตามสถานการณ์จริง

2018 Ford Mustang ยังติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.3 ลิตร Ecoboost ให้กำลังเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ V6 3.7 ลิตรรุ่นเก่า มีแรงบิดดีตามการเพิ่มช่วงรอบกว้างคันเร่งและเครื่องยนต์ในตำนาน V8 5.0 ลิตร มีการปรับปรุงใหม่ ให้กำลังและแรงบิดมากกว่า Mustang GT รุ่นก่อน ๆ ติดตั้งหัวฉีด Dual-Fuel หัวฉีดแรกฉีดเชื้อเพลิงตรงด้วยกำลังสูง และอีกหัวฉีดจะฉีดด้วยกำลังอัดต่ำ ทำให้มีกำลังสูงมากในรอบต่ำ และประหยัดน้ำมันขึ้นมีการเพิ่มกำลังอัดจาก 11.0:1 ไปเป็น 12.0:1

ลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งเกียร์ธรรมดาปรับปรุงใหม่และเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะใหม่ล่าสุดแทนที่เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะที่เปลี่ยนเกียร์อย่างฉับไว, ให้การตอบสนองย่านความเร็วต่ำ , ลดการฝืดเคือง มาพร้อมระบบควบคุมอิเล็กทรอนิคส์ที่คอยควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบReal-Time แม่นยำและ Paddle Shift บนพวงมาลัยที่ให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันที

Generation ที่ 7 (S650; รุ่นปี ค.ศ. 2024)[แก้]

มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า Ford เตรียมจะเปิดตัว Mustang เจเนอเรชั่นที่ 7 ในวันที่ 14 กันยายนนี้ โดยงานเปิดตัวจะจัดขึ้นที่งานมหกรรมยานยนต์ North American International Detroit Auto Show 2022 โดยข่าวนี้หลุดออกมาจาก Twitter ของ Jim Farley CEO Ford พร้อมกับ hashtag #savethemanuals จึงเป็นการยืนยันว่า Ford Mustang รุ่นใหม่จะยังมีเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะให้เลือก

นอกจากนี้ยังมีการยืนยันจากอีกแหล่งข่าวว่าเครื่องยนต์ที่จะนำมาใช้รุ่นใหม่นี้จะยังคงมีเบนซิน V8 460 แรงม้าในรุ่น GT ให้เลือก รวมทั้งเสียงเครื่องยนต์ในคลิปสั้นที่ CEO ได้ลงเอาไว้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะอัดเสียงมาจากเครื่องยนต์ V8

ในขณะที่อีกแหล่งข่าว มีการคาดการณ์ว่า อาจมีเครื่องยนต์ เบนซิน EcoBoost 5.0 ลิตร มาเสริมทัพ พร้อมทั้งเครื่องยนต์เบนซิน EcoBoost 2.3 ลิตร 310 แรงม้า เทอร์โบในรุ่นเริ่มต้น และที่เป็นไฮไลท์สำคัญ ก็คือขุมพลัง Hybrid ที่เตรียมเปิดตัวใน Mustang เป็นครั้งแรก โดยใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขับเคลื่อนล้อคู่หลัง ในขณะที่ติดตั้งมอเตอร์ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า อาจกลายเป็น Mustang ขับเคลื่อน 4 ล้อ รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ โดยขุมพลังที่นำมาใช้ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าอาจเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V8 แบบ OHV ขนาด 6.8 ลิตร รุ่น 'Windsor' Pushrod V8 เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่าเครื่อง DOHC ทั่วไป

ข้อมูลอย่างละเอียด ตลอดจนราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ All NEW Ford Mustang จะถูกเผยออกมาให้ทุกท่านได้ทราบ ก่อนจะถูกส่งขึ้นโชว์รูมในสหรัฐอเมริกาช่วงกลางปี 2023

นอกจากนี้ สำหรับแฟนม้าป่าชาวไทยยังได้เตรียมเฮ เมื่อ Ford Sales & Services (ประเทศไทย) มีแผนเตรียมนำ Mustang ใหม่ เข้ามาจำหน่าย แต่จะมีรุ่นย่อยใดบ้าง และราคาจำหน่ายจะเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามกันต่อไป

Mustane Mach-E (รุ่นปี 2020 - ปัจจุบัน)[แก้]

ฟอร์ด มัสแตง มาร์ช-อี

รถยนต์ไฟฟ้า EV SUV คันแรกของค่าย ชื่อ Ford Mustang คือตำนานของวงการรถยนต์อเมริกัน มานานกว่า 55 ปี ล่าสุด Pony Car ได้แตกสาขาใหม่เป็นรถยนต์ SUV ท้ายลาด ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า EV คันแรกของค่ายในชื่อ Ford Mustang Mach-E พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ของ Mustang ต้นตำรับ ในเรื่องของดีไซน์สปอร์ตและสมรรถนะการขับขี่เหนือชั้น

การออกแบบภายนอกของ Ford Mustang Mach-E ที่กลายร่างจาก 2 ประตู เป็น SUV Coupe ท้ายลาด แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ Mustang ไว้ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนตัวถังหน้ายาว – ท้ายสั้น, ฝากระโปรงหน้าดึงสันขึ้นมา, ไฟหน้าทรงตาเหยี่ยว และ ไฟท้ายแบบ 3 บั้ง ส่วนกระจังหน้าเป็นแบบปิดตายสไตล์ EV ชายล่างตัวถังตัดด้วยสีดำรอบคัน จุดชาร์จอยู่แก้มหน้าซ้าย ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 18 – 20 นิ้ว

ขุมพลังของ Ford Mustang Mach-E เปิดเผยเพียงแค่ว่าเป็นระบบไฟฟ้า EV และมีข้อมูลดังนี้

  • รุ่นปกติ มีสมรรถนะคาดหวัง กำลังสูงสุด 332 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 582 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0 – 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไวกว่า Porsche Macan รุ่นเริ่มต้น
  • รุ่น GT มีสมรรถนะคาดหวัง กำลังสูงสุด 459 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 830 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0 – 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ในพิกัด 3 วินาทีกลางๆ เทียบเท่า Porsche 911 GTS
  • มีแบตเตอรี่ lithium-ion ให้เลือก 2 ขนาด ระหว่าง 75.7 kWh และ 98.8 kWh
  • มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง และ ขับเคลื่อนสี่ล้อ

อ้างอิง[แก้]

  1. Flory, J. Kelly (2004). American Cars, 1960-1972: Every Model, Year by Year. McFarland & Company. p. 367. ISBN 9780786412730.
  2. "Ford เปิดตัว Ford Mustang ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยราคาเริ่มต้น 3.6 ล้านบาท". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-12-03. สืบค้นเมื่อ 2019-12-03.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]