ฟรานเซส เกรย์ ดัชเชสแห่งซัฟฟอล์ก
เฮอร์ เกรซ เลดี ฟรานเซส แบรนดอน | |
|---|---|
| ดัชเชสแห่งซัฟฟอล์ก | |
ภาพเหมือนของสตรีสูงศักดิ์ที่ระบุเบื้องต้นว่าเป็นฟรานเซสประมาณปี ค.ศ. 1560[1] | |
| เกิด | 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1517 แฮทฟิลด์, ฮาร์ตฟอร์ดเชอร์, ราชอาณาจักรอังกฤษ |
| ถึงแก่กรรม | 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1559 (42 ปี) ลอนดอน, ราชอาณาจักรอังกฤษ |
| ฝังศพ | 5 ธันวาคม ค.ศ. 1559 เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ |
| ตระกูล | แบรนดอน |
| คู่สมรส |
|
| บุตร รายละเอียด | สมรสครั้งแรก เฮนรี เกรย์, ลอร์ด แฮริงตัน บุตรสาว เลดีเจน เกรย์ เลดีแคทเทอรีน เกรย์ เลดีแมรี เกรย์ สมรสครั้งที่สอง' เอลิซาเบธ สโตกส์ เอลิซาเบธ สโตกส์ (2) บุตรชาย |
| บิดา | ชาร์ลส์ แบรนดอน ดยุกที่ 1 แห่งซัฟฟอล์ก |
| มารดา | แมรี ทิวดอร์ |
| ลายมือชื่อ | ![]() |
ฟรานเซส เกรย์ ดัชเชสแห่งซัฟฟอล์ก (นามเดิม: เลดี ฟรานเซส แบรนดอน; 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1517 – 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1559) เป็นสตรีสูงศักดิ์ ขุนนางชาวอังกฤษ โดยเป็นบุตรคนที่สองและเป็นธิดาคนโตของ แมรี ทิวดอร์ สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส พระขนิษฐาในพระเจ้าเฮนรีที่ 8 กับชาร์ลส์ แบรนดอน ดยุกที่ 1 แห่งซัฟฟอล์ก เป็นพระมารดาของเลดีเจน เกรย์, สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษและไอร์แลนด์โดยพฤตินัยเป็นเวลาเก้าวัน (10 กรกฎาคม 1553 – 19 กรกฎาคม 1553)[2] รวมถึงเลดีแคทเทอรีน เกรย์และเลดีแมรี เกรย์ด้วย
ชีวิตช่วงต้น
[แก้]ฟรานเซส แบรนดอน เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1517 ที่แฮทฟิลด์ ในฮาร์ตฟอร์ดเชอร์ ประเทศอังกฤษ[3] โดยนามว่าฟรานเซสเป็นชื่อที่ไม่ค่อยพบเห็นในสมัยนั้น คาดว่าตั้งชื่อนี้ตามนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี แต่นักประวัติศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าน่าจะตั้งชื่อชพื่อเป็นเื่อว่าแน่าจะตั้งชื่อบาง ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 แห่งฝรั่งเศส[4] ในพิธีบัพติศมาของฟรานเซส มีพระปิตุลานีคือ กาตาลินาแห่งอารากอน (ซึ่งในขณะนั้นเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ พระมเหสีองค์แรกของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 พระปิตุลา) และเจ้าหญิงแมรี ทิวดอร์ พระภคินีทำหน้าที่เป็นแม่ทูนหัว[5]
ฟรานเซสใช้ชีวิตวัยเยาว์ภายใต้การดูแลของพระมารดา คือแมรี ทิวดอร์ สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส พระราชธิดาพระองค์สุดท้องในพระเจ้าเฮนรีที่ 7, พระขนิษฐาพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ฟรานเซส อาศัยอยู่ในเวสธอร์ป ในซัฟฟอล์ก เป็นส่วนใหญ่ในช่วงวัยเยาว์[4]
บิดาของนางคือชาร์ลส์ แบรนดอน ดยุกที่ 1 แห่งซัฟฟอล์ก เคยแต่งงานมาแล้วถึง 2 ครั้ง เช่นในการแต่งงานกับมาร์กาเร็ต เนวิลล์ แต่สมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 7 ทรงไม่อนุมัติเรื่องนี้ การที่นางเป็นบุตรที่กำเนิดจากแมรี ทิวดอร์ จึงทำให้ถือเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย[6]
ในปี ค.ศ. 1533 ฟรานเซสได้แต่งงานกับเฮนรี เกรย์ มาร์ควิสแห่งดอร์เซ็ต[7] การแต่งงานเกิดขึ้นที่ ซัฟฟอล์กเพลส คฤหาสน์ที่เป็นของบิดาและมารดาของฟรานเซสทางฝั่งตะวันตกของถนนบอรอห์ไฮสตรีทในเซาท์วาร์ก การแต่งงานครั้งนี้ นางได้ให้กำเนิดบุตรี 3 คน เป็นสิ่งที่นำไปสู่ชีวิตในราชสำนักทิวดอร์[4]
ที่อยู่อาศัยของฟรานเซสที่แบรดเกตเป็น บ้านขนาดเล็กแบบสถาปัตยกรรมทิวดอร์ หลังจากพี่ชายทั้งสองของนางเสียชีวิตไปก่อน ตำแหน่งดยุกแห่งซัฟฟอล์กก็กลับคืนสู่ราชบัลลังก์ และต่อมาได้มอบให้แก่สามีของฟรานเซส ประมาณปี ค.ศ. 1541 ต่อมา บิชอปจอห์น ไอลเมอร์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นบาทหลวงประจำดยุก และเป็นครูสอนภาษากรีก ให้แก่ เลดีเจน เกรย์พระธิดาของฟรานเซส[8]
ชีวิตในราชสำนัก
[แก้]ในฐานะที่เป็นพระภาติกา (หลานลุง) ในพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ฟรานเซสจึงอยู่ในราชสำนักบ่อยครั้ง และสนิทสนมกับแคเทอริน พาร์ จึงได้รับความไว้วางพระทัยอยู่ในราชสำนักของสมเด็จพระราชินี[6] ซึ่งเหตุนี้เองเลดีเจน เกรย์จึงได้พบกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด รัชทายาทลำดับ 1 ในบัลลังก์อังกฤษ เมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เสด็จสวรรคต เลดีเจน เกรย์จึงได้เข้าราชสำนักอย่างเต็มตัว ตั้งแต่วัย 9 ขวบ
ฟรานเซสและเอลีนอร์ ผู้เป็นน้องสาวของนาง ถูกตัดออกจากลำดับการสืบราชบัลลังก์ในพินัยกรรมของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 พร้อมกับทายาทของมาร์กาเร็ต ทิวดอร์ สมเด็จพระราชินีแห่งสกอตแลนด์ ผู้เป็นพระปิตุจฉา แต่กระนั้นพระบุตรีของทั้งคู่ยังคงอยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ต่อจาก เจ้าหญิงแมรีและเจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระเชษฐภคินีของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบเหตุผลว่าเหตุใดจึงตัดนางออกจากการสืบราชสันตติวงศ์
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1553 ลอร์ดกิลฟอร์ด ดัดลีย์บุตรชายของจอห์น ดัดลีย์ ดยุกแห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์ที่ 1 และ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยพฤตินัยในช่วงที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 ยังทรงพระเยาว์ ได้สมรสกับเลดีเจน เกรย์ บุตรีของฟรานเซส ซึ่งฟรานเซสและเฮนรี เกรย์ให้การสนับสนุนและผลักดันการสมรสระหว่างกิลฟอร์ดและเจนอย่างเต็มที่ การสมรสครั้งนี้จะเป็นการรวมสองตระกูลที่มีอำนาจและนับถือ นิกายโปรเตสแตนต์เข้าด้วยกัน[4] เลดีแคทเทอรีน เกรย์ บุตรสาวของฟรานเซส ได้แต่งงานกับเฮนรี เฮอร์เบิร์ต บุตรชายและทายาทของวิลเลียม เฮอร์เบิร์ต เอิร์ลแห่งเพมโบรกที่ 1 ที่เดอร์แฮมเฮาส์ แคทเทอรีน ดัดลีย์ ได้รับการหมั้นหมายกับเฮนรี เฮสติงส์ ทายาทของ เอิร์ลแห่งฮันติงดอน[9] เมื่อเรื่องการแต่งงานสมรสต่าง ๆ ดังขึ้น แม้แต่โดยทูตของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ฌอง เชย์เฟวผู้ซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ที่สงสัยมากที่สุด[9] คาดว่าเพื่อนำตระกูลดัดลีย์ขึ้นครองราชบัลลังก์[10] แต่นอกจากนี้ยังถูกอธิบายว่าเป็นการสมรสตามปกติระหว่างขุนนาง[11][12][13]
ฟรานเซสคอยสนับสนุนทุกทางให้พระธิดาเสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์อังกฤษ
พระราชชนนีแห่งอังกฤษ
[แก้]พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1553 เลดี้เจน เกรย์ได้รับการประกาศให้เป็นสมเด็จพระราชินีนาถ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ฟรานเซสได้เข้าร่วมกับเลดีเจน เกรย์ ในวันประกาศและระหว่างที่ประทับอยู่ในหอคอยแห่งลอนดอน ซึ่งฟรานเซสได้สนทนากับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 บ่อยครั้ง และเป็นที่สนิทสนมกัน จึงทำให้ในที่สุดได้สืบราชบัลลังก์อังกฤษ ตามพระราชพินัยกรรม[14] แต่ความสำเร็จของนางก็อยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อเลดีเจน เกรย์ ถูกปลดออกจากราชบัลลังก์โดยสมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1553 หลังจากนั้นไม่นานนางจึงถูกจับตัวคุมขังอยู่ในหอคอยแห่งลอนดอน[7] และในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1554 ก็ได้ประหารชีวิตเลดีเจน เกรย์ลง โชคดีที่สมเด็จพระราชินแมรีที่ 1 ยังทรงพระเมตตาให้ เลี้ยงดูพระบุตรทั้งสองเอาไว้ ด้วยเห็นว่าเยาว์วัยมาก[15]
บั้นปลายชีวิต
[แก้]ฟรานเซสใช้ชีวิตอย่างยากจนในสมัยสมเด็จพระราชินีแมรีที่ 1[7] โดยสมเด็จพระราชินีแมรีที่ 1 ทรงให้อยู่เคียงข้างเพราะเคยรับเป็นแม่ทูนหัวไว้ แต่ก็ยังสงสัยอยู่บ้างหากจะอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ จนกระทั่งเดือนเมษายน ค.ศ. 1555 ฟรานเซสตั้งใจที่จะแต่งงานใหม่กับเอ็ดเวิร์ด คอร์ทนีย์ หลานชายของแคทเธอรีนแห่งยอร์ก ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์แพลนทาเจเน็ต[16]
แต่หากว่าเมื่อแต่งงานแล้วนั้น สายเลือดก็จะมารวมถึงแพลนทาเจเน็ต ซึ่งไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งและอาจเป็นภัยคุกคามในราชบัลลังก์ จึงได้แต่งงานกับเอเดรียน สโตกส์ นายทหารม้าคนหนึ่ง[17] แต่ล้วนเสียชีวิตในวัยเด็กทั้งสิ้น แคทเธอริน วิลโลบีแม่เลี้ยงของนาง เลือกสมรสกับขุนนางใกล้ชิด ฟรานเซสจึงตัดสินใจแต่งงานกับเอเดรียนอย่างเป็นทางการในปี 1554 ประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน[18] ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 3 คนแต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กทั้งสิ้น
วันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1559 ฟรานเซส เกรย์ ดัชเชสแห่งซัฟฟอล์กได้ถึงแก่กรรมลง ด้วยอาการป่วย สิริอายุได้ 42 ปี ศพถูกย้ายจากริชมอนด์ไปฝัง ณ เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์[19] พิธีศพถูกจัดแบบโปรเตสแตนต์

เอเดรียน สโตกส์ได้สั่งสร้างสุสานให้ใหม่เป็นอนุสาวรีย์หินอ่อนให้ใหม่ พร้อมทั้งประดับมงกุฎและเครื่องประดับต่าง ๆ[20]
พระบุตร
[แก้]ฟรานเซส แบรนดอน ดัชเชสแห่งซัฟฟอล์ก เคยสมรสด้วยกัน 2 ครั้งคือ
แต่งงานครั้งแรกกับ เฮนรี เกรย์ ดยุกแห่งซัฟฟอล์ก มีพระบุตรเป็นธิดาล้วน 3 พระองค์คือ
- เลดีเจน เกรย์ (ประมาณ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1537 – 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1554) – เสกสมรสกับลอร์ดกิลฟอร์ด ดัดลีย์
- เลดีแคทเทอรีน เกรย์ (25 สิงหาคม ค.ศ. 1540 – 26 มกราคม ค.ศ. 1568) – สมรสกับเฮนรี เฮอร์เบิร์ต ลอร์ดเฮอร์เบิร์ต ต่อมาสมรสกับเอ็ดเวิร์ด ซีมัวร์ เอิร์ลแห่งเฮิร์ตฟอร์ด
- เลดีแมรี เกรย์ (ประมาณ 20 เมษายน ค.ศ. 1545 – 20 เมษายน ค.ศ. 1578) – สมรสกับโทมัส คีย์ส
แต่งงานครั้งที่สองกับ เอเดรียน สโตกส์ มีบุตรเป็นหญิงและชาย 3 คนคือ
- เอลิซาเบธ สโตกส์ (20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1554) เสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด
- เอลิซาเบธ สโตกส์ (16 กรกฎาคม ค.ศ. 1555 – 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1556?),[19] เสียชีวิตเมื่อเป็นทารก
- บุตรชาย (ธันวาคม ค.ศ. 1556) เสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Portrait of a Woman c.1560". Royal Collection Trust. สืบค้นเมื่อ 19 July 2024.
The sitter has been linked tentatively to Frances Brandon, Duchess of Suffolk.
- ↑ Williamson, David (2010). Kings & Queens. National Portrait Gallery Publications. p. 95. ISBN 978-1-85514-432-3
- ↑ "Frances Brandon, Duchess of Suffolk & family". Westminster Abbey. สืบค้นเมื่อ 8 October 2018.
- 1 2 3 4 Taylor, Alexander (4 July 2018). "Frances Grey, Duchess of Suffolk (1517–1559)". TudorSociety.com. สืบค้นเมื่อ 3 April 2023.
- ↑ Tallis, Nicola (2016-11-03). Crown of Blood: The Deadly Inheritance of Lady Jane Grey (ภาษาอังกฤษ). Michael O'Mara Books. ISBN 978-1-78243-672-0.
- 1 2 O'Day, Rosemary. The Routledge Companion to the Tudor Age, Routledge, 2012 ISBN 9781136962530
- 1 2 3 ""Frances Brandon, Duchess of Suffolk", Westminster Abbey". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 March 2012. สืบค้นเมื่อ 4 November 2015.
- ↑ Mendle, Michael. Dangerous Positions; Mixed Government, the Estates of the Realm, and the Making of the "Answer to the xix propositions, University of Alabama Press, 1985. p. 61
- 1 2 Loades, David (1996): John Dudley, Duke of Northumberland 1504–1553. Clarendon Press. 1996, ISBN 0-19-820193-1, pp. 238–239
- ↑ Ives, Eric (2009). Lady Jane Grey: A Tudor Mystery. Wiley-Blackwell. p. 152. ISBN 978-1-4051-9413-6.
- ↑ Jordan, W.K., and M.R. Gleason (1975): The Saying of John Late Duke of Northumberland Upon the Scaffold, 1553. Harvard Library. pp. 10–11, LCCN 75-15032
- ↑ Wilson, Derek (2005): The Uncrowned Kings of England: The Black History of the Dudleys and the Tudor Throne. Carroll & Graf. 2005. pp. 214–215; ISBN 0-7867-1469-7
- ↑ Christmas, Matthew. "Edward VI", History Today, Issue 27. March 1997
- ↑ De Lisle, p. 110
- ↑ De Lisle, p. 157
- ↑ Calendar State Papers Spain, vol. 13 (1954), no. 177
- ↑ Franklin-Harkrider, Melissa (2008). Women, Reform and Community in Early Modern England: Katherine Willoughby, Duchess of Suffolk, and Lincolnshire's Godly Aristocracy, 1519–1580 (ภาษาอังกฤษ). Boydell Press. ISBN 978-1-84383-365-9.
- ↑ Ives 2009, p. 38.
- 1 2 "Grey [other married name Stokes], Frances [née Lady Frances Brandon], duchess of Suffolk". Oxford Dictionary of National Biography (online ed.). Oxford University Press. doi:10.1093/ref:odnb/65987. (ต้องรับบริการหรือเป็นสมาชิกหอสมุดสาธารณะสหราชอาณาจักร)
- ↑ "The History of Westminster Abbey by John Flete", The History of Westminster Abbey, Cambridge University Press, pp. 33–138, 19 May 2011, doi:10.1017/cbo9780511975554.003, ISBN 9781108072946, สืบค้นเมื่อ 1 April 2023
