ข้ามไปเนื้อหา

พื้นที่อพยพ บี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พื้นที่อพยพ บี
ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่อพยพ บี ในปี พ.ศ. 2531
ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่อพยพ บี ในปี พ.ศ. 2531
พื้นที่อพยพ บีตั้งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์
พื้นที่อพยพ บี
พื้นที่อพยพ บี
ที่ตั้งในประเทศไทย
พื้นที่อพยพ บีตั้งอยู่ในประเทศไทย
พื้นที่อพยพ บี
พื้นที่อพยพ บี
พื้นที่อพยพ บี (ประเทศไทย)
พิกัด: 14°27′26″N 103°51′47″E / 14.457089°N 103.863125°E / 14.457089; 103.863125
ประเทศ ไทย
จังหวัด สุรินทร์
อำเภอสังขะ
เปิดโดย รัฐบาลไทยมิถุนายน 2528
การปกครอง
  ผู้ดูแลสหประชาชาติ หน่วยบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ
ประเทศไทย กระทรวงมหาดไทย
  เจ้าของพื้นที่รัฐบาลไทย
ประชากร
 (2534)
  ทั้งหมด
63,157 คน

พื้นที่อพยพ บี[1] (อังกฤษ: Site B) หรือ กรีนฮิลล์[a] (อังกฤษ: Green Hill) เป็นค่ายผู้ลี้ภัยบนชายแดนไทย–กัมพูชา ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2528 ภายใต้การบริหารงานของ UNBRO[2] ตั้งอยู่ที่พื้นที่ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นค่ายผู้อพยพเพียงแห่งเดียวที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของฟุนซินเปก[3]

พื้นที่อพยพ บี ถูกปิดในกลางปี ​​พ.ศ. 2536 และประชากรส่วนใหญ่ถูกส่งตัวกลับกัมพูชาโดยสมัครใจ[4]

ประวัติ

[แก้]
เส้นทางสัญจรภายในพื้นที่อพยพ บี

พื้นที่อพยพ บี ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนประเทศกัมพูชาประมาณ 9 กิโลเมตร ลึกเข้ามาในจังหวัดสุรินทร์[2] ห่างจากตัวจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 70 กิโลเมตร[3] และห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร ประชากรของพื้นที่อพยพนี้รวมกลุ่มกันเป็นค่ายผู้อพยพครั้งแรกในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อเรียกและตำแหน่งที่ตั้งมาหลายครั้งด้วยกัน[2]

ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526 ค่ายถูกเรียกว่า ค่ายผู้อพยพโอร์เสม็ด (O'Smach camp; น่าจะมาจากชื่อเมืองโอร์เสม็ด) และเปลี่ยนเป็น ค่ายผู้อพยพตาตุม (Tatum camp, น่าจะมาจากชื่อตำบลตาดุม) ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ใช้ชื่อว่า ค่ายผู้อพยพเดวิด (David camp) และ ค่ายผู้อพยพบ้านบาระแนะ (Ban Baranae camp, หมู่บ้านในอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์) โดยผู้อพยพได้เข้ามาตั้งรกรากในสถานที่ปัจจุบันตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2528 และรองรับผู้อพยพจากพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้นจนกลายเป็นพื้นที่อพยพขนาดใหญ่ขึ้นมา[2]

พื้นที่อพยพ บี กลายเป็นพื้นที่อพยพขนาดใหญ่หลังจากการบุกโจมตีของเวียดนามในปี พ.ศ. 2527–2528 เนื่องจากฐานทัพของกองกำลังต่อต้านเกือบทั้งหมดในกัมพูชาถูกยึดครอง และการควบคุมประชากรผู้ลี้ภัยภายใต้กลุ่มต่าง ๆ ก็เป็นทางการมากขึ้นเมื่อผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย[3]

ฝ่ายบริหารของพื้นที่อพยพ บี ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างไม่เต็มใจ จากนั้นได้นำความช่วยเหลือต่าง ๆ ไปแจกจ่ายภายในพื้นที่อพยพและโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นทรัพยากรจากอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มที่มีอิทธิพลอยู่ ในหลาย ๆ แง่มุม ความเป็นอิสระและความภาคภูมิใจของพวกเขานั้นน่านับถือ แต่สิ่งเหล่านั้นมักกลายเป็นการเล่นเกมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเสมอ และพวกเขาไม่ลังเลที่จะทำร้ายประชาชนของตนเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง[3]

สถานะทางการเมือง

[แก้]
กองกำลังติดอาวุธของพรรคฟุนซินเปกซึ่งมีอิทธิพลอยู่เหนือพื้นที่อพยพ บี

พื้นที่อพยพ บี เป็นพื้นที่อิทธิพลของรัฏฐาภิบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย (CGDK) ของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ หรือรู้จักกันในชื่อของพรรคฟุนซินเปก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2524 ซึ่งหลังจากนั้นส่วนกองกำลังทหารคือ ANS หรือ Armee Nationale Sihanoukienne (กองทัพแห่งชาติแห่งสีหนุ) ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 ก็เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่อพยพเช่นกัน[2]

ประชากร

[แก้]

พื้นที่อพยพ บี แต่เดิมนั้นประชากรของพื้นที่เริ่มต้นจากประมาณ 850 คน เมื่อเวลาผ่านไปประชากรในพื้นที่เพิ่มชึ้นจนมีประมาณประมาณ 63,535 คน ณ วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2532[2] ขณะที่การสำรวจในปี พ.ศ. 2534 พื้นที่อพยพมีประชากรประมาณ 63,157 คน[3]

จากผลการสำรวจข้อมูลประชากรจะแสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามในพื้นที่อพยพ บี มากกว่าร้อยละ 89 เป็นผู้หญิง สิ่งนี้สามารถอธิบายได้จากการมีส่วนร่วมของกองทัพในระดับสูงในหมู่ประชากรชายวัยผู้ใหญ่ของพื้นที่อพยพ ผู้หญิงที่สำรวจมักจะระบุอาชีพของสามีว่าคือ "ทหาร" ผู้ตอบแบบสอบถามชายส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในค่ายทำงานด้านพลเรือนหรือการบริหาร ประชากรของพื้นที่อพยพ บี ค่อนข้างเป็นเนื้อเดียวกัน โดยผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่มาจากจังหวัดพระตะบองและเสียมราฐ ประชากรส่วนใหญ่มาจากจังหวัดอุดรมีชัยเมื่อเทียบกับค่ายอื่น ๆ ที่สำรวจ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากจังหวัดดังกล่าวอยู่ใกล้กับพื้นที่อพยพมาก เช่นเดียวกับพื้นที่อพยพอื่น ๆ ที่สำรวจ ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งหนึ่งในพื้นที่อพยพ บี อาศัยอยู่ที่ชายแดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522[2]

การบริหาร

[แก้]
ผู้อพยพนำผลผลิตทางการเกษตรมาแลกเปลี่ยนที่ตลาดภายในพื้นที่อพยพ บี

หน่วยบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ (UNBRO) มีหน้าที่รับผิดชอบในการประสานงานเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือและความช่วยเหลือในพื้นที่อพยพ โดยรับผิดชอบโดยตรงในการจัดหาอาหารและน้ำ ส่วนการสนับสนุนอื่น ๆ ทั้งหมดนั้นจัดทำโดยองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งได้รับทุนจากสหประชาชาติหรือจากเอกชน[3]

อาคารสำหรับจัดแสดงบอร์ดข้อมูลและที่ทำการของหน่วยงานติดตามผู้สูญหายส่วนกลาง คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ

พื้นที่อพยพ บี แบ่งออกเป็น 28 ส่วน ส่วนละประมาณ 500 ครอบครัว ฝ่ายบริหารส่วนกลางของค่ายจะแต่งตั้งหัวหน้าส่วน และกำกับดูแลความปลอดภัยภายใน โปรแกรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบริการต่าง ๆ ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ (UNBRO) ฝ่ายบริหารดูเหมือนจะจัดระเบียบได้ดีมาก ทำงานเป็นหน่วยงานที่ประสานกันได้อย่างเหนียวแน่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารส่วนใหญ่พูดภาษาตะวันตกได้อย่างน้อยหนึ่งภาษา และเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าในระบบบริหารงานมีชาวกัมพูชาที่อพยพไปอยู่ต่างประเทศหลายคนเดินทางกลับมาทำงานในพื้นที่ค่าย ซึ่งโดยปกติแล้วจะทำงานที่พรรคฟุนซินเปกในกรุงเทพมหานครก่อน ก่อนจะย้ายกลับมาปฏิบัติงานที่พื้นที่ค่ายหลังจากสามารถตั้งรกรากใหม่ในต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบดูเหมือนจะแสดงออกถึงความภักดีและมีแรงจูงใจทางการเมือง ในขณะที่ฝ่ายบริหารดำเนินการภายใต้ขอบเขตอำนาจที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน[2]

หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือภายในพื้นที่อพยพ[3] เช่น

  • สำนักงานคาทอลิกสงเคราะห์ผู้ประสบภัยและผู้ลี้ภัย (โคเออร์) : CRS - การแพทย์และทันตกรรม
  • สำนักงานคาทอลิกสงเคราะห์ผู้ประสบภัยและผู้ลี้ภัย (โคเออร์) : ดอนบอสโก - การฝึกอบรมอาชีวศึกษา
  • คณะกรรมการกู้ภัยระหว่างประเทศ (IRC) : โรงพิมพ์สำหรับพิมพ์เอกสารต่าง ๆ เช่น ตำราเรียน เอกสารที่จำเป็น หรือหนังสือพิมพ์

การปิดค่าย

[แก้]

พื้นที่อพยพ บี ถูกปิดลงช่วงกลางปี ​​พ.ศ. 2536 และประชากรส่วนใหญ่ถูกส่งตัวกลับกัมพูชาโดยสมัครใจ[4]

การพัฒนา

[แก้]

หลังจากการปิดพื้นที่อพยพ บี รวมถึงค่ายผู้อพยพอื่น ๆ และประชากรในค่ายถูกส่งตัวกลับกัมพูชาแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้มีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวภายใต้ชื่อว่า โครงการทับทิมสยาม 04 จังหวัดสุรินทร์ และจัดที่ดินทำกินให้กับราษฎร์ไทยที่ไร้ที่ดินทำกินและยากจนเข้าทำประโยชน์จากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2537 คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 2,463 ไร่ ให้กับประชากรจำนวน 100 ครัวเรือน[5]

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ชื่อแปลตามภาษาอังกฤษที่เรียกขานโดยชาวต่างชาติ

อ้างอิง

[แก้]
  1. กาลานุกรม หน่วยรบพิเศษกองทัพบกไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน. หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ.
  2. 1 2 3 4 5 6 7 8 "1989 Border Khmer Demographic Survey - includes camp descriptions". websitesrcg.com. สืบค้นเมื่อ 2025-07-01.
  3. 1 2 3 4 5 6 7 "Site B - Thai / Cambodian Border Refugee Camp". websitesrcg.com. สืบค้นเมื่อ 2025-07-01.
  4. 1 2 Grant M, Grant T, Fortune G, Horgan B. Bamboo & Barbed Wire: Eight Years as a Volunteer in a Refugee Camp. Mandurah, W.A.: DB Pub., 2000.
  5. "หลายฝ่ายร่วมเดินรังวัดปักหลักแนวเขต 'ทับทิมสยาม 04' ป้องกันรุกป่าชายแดนไทย-กัมพูชา". Thai Post | อิสรภาพแห่งความคิด (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-01.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]