ข้ามไปเนื้อหา

พีซีเอนจิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พีซีเอนจิน / เทอร์โบกราฟซ์-16


พีซีเอนจินรุ่นดั้งเดิมของญี่ปุ่น (บน) และเทอร์โบกราฟซ์-16 รุ่นสหรัฐอเมริกา (ล่าง)
ผู้ผลิตเอ็นอีซี
ฮัดสันซอฟต์
ชนิดเครื่องเล่นวิดีโอเกมภายในบ้าน
รุ่นที่สี่
พร้อมการค้าปลีกค.ศ. 1987–1994
ยกเลิก
สื่อฮิวการ์ด
หน่วยประมวลผลฮิวซี6280
หน่วยความจำ
การแสดงผลรองรับสัญญาณภาพออกทีวีแบบ Composite หรือ RF;
565×242 หรือ 256×239, จานสี 512 สี, แสดงผลบนหน้าจอได้ 482 สี
กราฟฟิก
  • ฮิวซี6270 วีดีซี
  • ฮิวซี6260 วีซีอี
ระบบเสียงPSG, PCM สเตอริโอ 5 ถึง 10 บิต
รุ่นต่อไป
บทความที่เกี่ยวข้องเลเซอร์แอคทีฟ

พีซีเอนจิน (ญี่ปุ่น: PCエンジン, อังกฤษ: PC Engine) หรือชื่อที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาคือ เทอร์โบกราฟซ์-16 (อังกฤษ: TurboGrafx-16) เป็นเครื่องเล่นวิดีโอเกมภายในบ้านที่พัฒนาโดยฮัดสันซอฟต์และผลิตโดยเอ็นอีซี โดยวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 1987 และในสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1989 เป็นเครื่องเล่นเกมยุคที่สี่รุ่นแรก ๆ โดยวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเพื่อแข่งขันกับแฟมิคอมของนินเท็นโด แต่การเปิดตัวในสหรัฐที่ล่าช้าทำให้ต้องแข่งขันกับเซกา เมกาไดรฟ์ซึ่งมีประสิทธิภาพล้ำหน้ากว่า และต่อมากับซูเปอร์แฟมิคอม

พีซีเอนจินใช้ซีพียูแบบ 8 บิต ควบคู่กับตัวประมวลผลกราฟิกส์แบบ 16 บิตจำนวน 2 ตัว และสามารถแสดงสีบนหน้าจอได้สูงสุด 482 สีจากจานสีทั้งหมด 512 สี เลข "16" ในชื่อ เทอร์โบกราฟซ์-16 ซึ่งวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ถูกวิจารณ์ว่าชวนให้เข้าใจผิด[1] ตัวเครื่องมีขนาด 14 × 14 × 3.5 เซนติเมตร ทำให้พีซีเอนจินยังคงเป็นเครื่องเล่นเกมภายในบ้านขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเครื่องรุ่นหลักที่เคยวางจำหน่าย[2][3]

เกมของพีซีเอนจินในช่วงแรกวางจำหน่ายบนตลับเกมฮิวการ์ด ก่อนที่ภายหลังจะรองรับสื่อรูปแบบอื่นเพิ่มเติมผ่านฮาร์ดแวร์เสริม ได้แก่ เกมซีดีรอมรอม (CD-ROM²) หรือเทอร์โบกราฟซ์-ซีดี (TurboGrafx-CD) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้แผ่นซีดี, เกมสำหรับซูเปอร์กราฟซ์ เครื่องรุ่นย่อยของพีซีเอนจิน และเกมแอลดีรอมรอม (LD-ROM²) ที่ใช้แผ่นเลเซอร์ดิสก์ผ่านระบบเลเซอร์แอคทีฟ ซึ่งพัฒนาโดยไพโอเนียร์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีชุดฮาร์ดแวร์ใดที่รองรับสื่อทุกรูปแบบได้พร้อมกัน แม้ว่าซีดีรอมรอมจะประสบความสำเร็จพอสมควร แต่อีกสองรูปแบบกลับไม่ได้รับความนิยม ส่งผลให้การแบ่งแยกของฮาร์ดแวร์หลายรูปแบบสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภค

พีซีเอนจินประสบความสำเร็จทางการค้าในญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากผู้พัฒนาเกมภายนอก และเป็นคู่แข่งสำคัญของซูเปอร์แฟมิคอม ในทางตรงกันข้าม เทอร์โบกราฟซ์-16 กลับประสบปัญหาในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการทำการตลาดที่จำกัด จำนวนเกมที่น้อยกว่า และการวางจำหน่ายที่ล่าช้า[4] ส่วนในยุโรป เครื่องรุ่นญี่ปุ่นถูกนำเข้าผ่านตลาดสีเทาและดัดแปลงเพื่อจำหน่ายในท้องถิ่น ขณะที่แผนการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการถูกยกเลิกหลังจากทำตลาดในสหรัฐไม่ประสบความสำเร็จ[5] มีการผลิตฮาร์ดแวร์มากกว่า 17 รุ่น รวมถึงเครื่องแบบพกพาและรุ่นที่รวมอุปกรณ์เสริมซีดีรอมไว้ในตัว[6] โดยการผลิตรุ่นสุดท้ายสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1994 ก่อนที่พีซีเอฟเอกซ์จะออกมาเป็นรุ่นสืบทอด ซึ่งวางจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จทางการค้า

อ้างอิง

[แก้]
  1. Therrien, Carl; Picard, Martin (April 29, 2015). "Enter the bit wars: A study of video game marketing and platform crafting in the wake of the TurboGrafx-16 launch". New Media & Society. 18 (10): 2323–2339. doi:10.1177/1461444815584333. S2CID 19553739.
  2. Guinness World Records Gamer's Edition (2008)
  3. McFerran, Damien (November 2, 2012). "Feature: The Making of the PC Engine". Nintendo Life. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 30, 2019.
  4. Nutt, Christian (September 12, 2014). "Stalled engine: The TurboGrafx-16 turns 25". Gamasutra. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 27, 2017.
  5. Sartori, Paul (April 2, 2013). "TurboGrafx-16: the console that time forgot (and why it's worth re-discovering)". The Guardian. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 1, 2018.
  6. Stuart, Keith; Freeman, Will (February 27, 2016). "Why Kanye West is right to recommend the TurboGrafx-16". The Guardian. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 22, 2017. สืบค้นเมื่อ December 25, 2017.