ผลต่างระหว่างรุ่นของ "แคทารีน เฮปเบิร์น"

ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
===โด่งดังในละครเวที (ค.ศ. 1928 - 32)===
เฮปเบิร์นออกจากมหาวิทยาลัยโดยมุ่งมั่นที่จะเป็นนักแสดง<ref name="Time">{{cite news|url=http://content.time.com/time/magazine/article/0,9171,816908,00.html|title=Cinema: The Hepburn Story |date = September 1, 1952|newspaper= Time|accessdate=August 21, 2011}}{{subscription required}}</ref> หลังจากจบการศึกษา เธอเดินทางไปที่[[บอลทิมอร์]]เพื่อพบกับ[[เอ็ดวิน เอช. คน็อปฟ์]] ผู้ประสบความสำเร็จใน[[วงการผลิตละครเวที|วงการบริษัทละครเวที]]<ref name="all about me">{{Cite AV media|title=Katharine Hepburn: All About Me|publisher=[[Turner Network Television]]|airdate=January 18, 1993|credits=Directed by David Healy}} Stated by Hepburn in this documentary.</ref> เขาประทับใจในความทะเยอทะยานของเธอ คน็อปฟ์ให้เธอแสดงในละครที่เขาจัดอยู่ในขณะนั้นคือ เรื่อง '''''The Czarina'''''<ref>Higham (2004) p. 8.</ref> เธอได้รับคำวิจารณ์ที่ดีในบทเล็กๆของเธอ และการแสดงในเรื่อง '''''Printed Word''''' ได้ถูกบรรยายว่าเป็นที่ "น่าตราตรึง"<ref name="Hep p 81">Hepburn (1991) p. 81.</ref> เธอได้แสดงในอีกสัปดาห์ต่อมา แต่การแสดงครั้งที่สองของเธอได้รับการตอบรับน้อยกว่าเดิม เธอถูกวิจารณ์ในเรื่องเสียงที่แหลมสูงของเธอ และเพราะเหตุนั้นเธอจึงเดินทางออกจากบอลทิมอร์เพื่อเรียนกับผู้ฝึกสอนด้านเสียงในนิวยอร์ก<ref name="higham p 9">Higham (2004) p. 9.</ref>
[[ไฟล์:Katharine Hepburn in The Warriors Husband.jpg|thumb|left|upright|alt=Hepburn, a young woman, dressed in a short tunic and armour, acting in a play.|เฮปเบิร์นในบทบาทที่ดึงดูดความสนใจจากฮอลลีวูด ในละครเวที ''The Warrior's Husbandเดอะวอรริเออร์ฮัสแบนด์'' ค.ศ. 1932]]
คน็อปฟ์ตัดสินใจที่จสร้างละครเวทีเรื่อง ''[[The Big Pondเดอะบิ๊กพอนด์]]'' ในนิวยอร์ก และได้ตั้งเฮปเบิร์นให้ฝึกซ้อมเพื่อเป็นตัวสำรองบทนักแสดงนำ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ก่อนทำการแสดง นักแสดงนำถูกไล่ออกและเฮปเบิร์นเข้ามาแทนที่ ซึ่งทำให้เธอได้มีบทบาทในการแสดงเพียงสี่สัปดาห์ในสายงานละครเวที<ref>Berg (2004) p. 59; Higham (2004) p. 9.</ref> ในคืนเปิดทำการแสดง เธอปรากฏตัวช้าเกินไป พูดบทมั่ว เดินสะดุดเท้าตัวเอง และพูดเร็วเกินกว่าจะจับใจความได้<ref name="higham p 9"/> เธอถูกไล่ออกทันที และผู้หญิงที่เล่นบทนำคนเดิมได้ถูกจ้างใหม่อีกครั้ง ด้วยไม่มีใครสามารถขวางได้ เธอจึงไปเข้าสังกัดของผู้อำนวยการสร้าง คือ [[อาเธอร์ ฮ็อปกินส์]] และรับบทเป็นนักเรียนหญิงในเรื่อง ''These Days'' การเปิดตัวในละครบรอดเวย์ครั้งแรกของเธอเริ่มในวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 ที่[[โรงละครคอร์ท]] แต่คำวิจารณ์ที่ออกมานั้นย่ำแย่และละครต้องยุติลงหลังจากแสดงไปแปดคืน<ref name="higham p 9"/> ฮ็อปกินส์รับจ้างเฮปเบิร์นโดยทันทีในฐานะตัวสำรองบทนักแสดงนำในบทละครของ[[ฟิลิป แบร์รี]] เรื่อง ''[[ฮอลิเดย์ (บทละคร)|ฮอลิเดย์]]'' ในช่วงต้นเดือนธันวาคม หลังจากนั้นเพียงสองสัปดาห์ เธอได้ลาออกเพื่อไปแต่งงานกับลัดโลว์ อ็อกเดน สมิธ เพื่อนสนิทเมื่อครั้งศึกษาที่วิทยาลัย เธอวางแผนที่จะทิ้งงานละครเวทีไว้เบื้องหลัง แต่เธอก็เริ่มคิดถึงการทำงานและรีบกลับมาดำเนินการแสดงบทตัวสำรองนักแสดงนำในเรื่อง ''ฮอลิเดย์'' ซึ่งเป็นระยะเวลาหกเดือน<ref name="berg p 73">Berg (2004) p. 73.</ref>
 
ในปี ค.ศ. 1929 เฮปเบิร์นปฏิเสธบทบาทร่วมกับ[[เธียเตอร์กิลด์]] โดยไปแสดงบทนำในละคร ''[[เดตเทกส์อะฮอลิเดย์]]'' เธอรู้สึกว่าบทบาทนี้เธอทำได้สมบูรณ์แบบ แต่แล้วเธอก็ถูกไล่ออกอีกครั้ง<ref>Hepburn (1991) p. 109; Higham (2004) p. 11.</ref> เธอได้กลับมายังกิลด์อีกครั้ง และรับบทเป็นตัวสำรองเพื่อให้ได้รับเงินค่าจ้างขั้นต่ำในละคร ''[[อะมันท์อินเดอะคันทรี (บทประพันธ์)|อะมันท์อินเดอะคันทรี]]'' ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1930 เฮปเบิร์นร่วมงานกับบริษัทโรงละครใน[[สต็อกบริดจ์, แมสซาชูเซตส์]] เธอใช้เวลาช่วงครึ่งของวันหยุดภาคฤดูร้อนและเริ่มเรียนการแสดงกับครูสอนพิเศษด้านการละคร<ref>Higham (2004) p. 16; Hepburn (1991) p. 112.</ref> ช่วงต้น ค.ศ. 1931 เธอได้ไปรับการคัดเลือกนักแสดงในละครบรอดเวย์ ''Art and Mrs. Bottle'' เธอถูกปลดจากบทบาทที่ได้รับหลังจากที่คนเขียนบทไม่ชอบเธออย่างมาก โดยกล่าวว่า "เธอดูตื่นตระหนกตกใจ มารยาทของเธอเป็นที่น่ารังเกียจ และเธอไม่มีความสามารถใดๆเลย" แต่ในภายหลังก็ต้องจ้างเธออีกครั้งเนื่องจากไม่มีนักแสดงหญิงคนอื่นคนใดอีก<ref name="higham p 16">Higham (2004) p. 16.</ref> ซึ่งละครบรอดเวย์นี้ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อย<ref>Kanin (1971) p. 22.</ref>
 
เฮปเบิร์นปรากฏตัวในละครหลายเรื่องของบริษัท[[ซัมเมอร์สต็อกเธียเตอร์]]ที่[[ไอวอรีตัน, คอนเนตทิคัต]] และเริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอเริ่มโด่งดัง<ref name="higham p 16"/> ระหว่างฤดูร้อน ค.ศ. 1931 ฟิลิป แบร์รีเสนอให้เธอแสดงในละครเรื่องใหม่ของเขา คือ เรื่อง ''เดอะแอนิมอลคิงดอม'' คู่กับ[[เลสลี่ ฮาวเวิร์ด]] พวกเขาเริ่มฝึกซ้อมในเดือนพฤศจิกายน เฮปเบิร์นรู้สึกแน่ใจว่าบทบาทนี้จะทำให้เธอกลายเป็นดาราดัง แต่ฮาวเวิร์ดกลับไม่ชอบนักแสดงหญิงคนนี้ ซึ่งทำให้เธอถูกไล่ออกอีกครั้ง<ref name="Hep p 118"/> เมื่อเธอเข้าไปถามแบร์รีว่าทำไมเธอถึงถูกปลดออก เขาตอบว่า "ก็ดี จะได้พูดตรงๆไม่อ้อมค้อม คุณทำได้ไม่ดีอย่างมาก"<ref name="Hep p 118">Hepburn (1991) p. 118.</ref> ความวุ่นวายครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความมั่นใจในตัวเองเกินไปของเฮปเบิร์น แต่เธอก็ยังคงหางานต่อไป<ref>Berg (2004) p. 74.</ref> เธอได้รับบทเล็กๆในละคร แต่ในขณะที่การฝึกซ้อมเริ่มขึ้น เธอได้ถูกขอให้ไปอ่านบทมากกว่านี้เพื่อรับบทแสดงนำในนิทานกรีก เรื่อง ''The Warrior's Husbandเดอะวอรริเออร์ฮัสแบนด์''<ref>Hepburn (1991) p. 120.</ref>
 
เรื่อง เดอะวอรริเออร์ฮัสแบนด์ ได้พิสูจน์เห็นเห็นถึงความพลุ่งพล่านในการแสดงละครของเฮปเบิร์น [[ชาร์ล ฮิกแฮม]] ผู้เขียนชีวประวัติ ได้กล่าวว่า บทบาทนี้เป็นอุดมคติสำหรับนักแสดงหญิงที่มีลักษณะพลังที่ก้าวร้าวและกระฉับกระเฉง และเธอมีความกระตือรือร้นอย่างมากในละครเรื่องนี้<ref name="higham p 17">Higham (2004) p. 17.</ref> ละครเวทีเปิดรอบแสดงในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1932 ที่[[โรงละครโมรอสโก]]ในบรอดเวย์ การปรากฏตัวครั้งแรกของเฮปเบิร์น เรียกได้ว่า เธอกระโจนลงมาจากบันไดแคบๆ โดยสวมเสื้อคลุมเหนือไหล่และใส่ทูนิคสั้นสีเงิน ละครเวทีแสดงเป็นเวลาสามเดือน และเฮปเบิร์นได้รับบทวิจารณ์ในแง่บวก<ref>Berg (2004) p. 75.</ref> ริชาร์ด การ์แลนด์จากหนังสือพิมพ์ [[นิวยอร์กเวิลด์-เทเลกราฟ]] ได้เขียนว่า "เป็นเวลาหลายคืนนับตั้งแต่นั้นที่มีความเปล่งแสงโชติช่วงด้วยการแสดงที่ได้ฉายแสงในฉากของบรอดเวย์"<ref>Dickens (1990) p. 229.</ref>
 
===ความสำเร็จในฮอลลีวูด (ค.ศ. 1932 - 34)===
[[ไฟล์:Abillofdivorcement.jpg|thumb|left|alt=Hepburn and David Manners acting in ''A Bill of Divorcement''. They are holding hands and looking at each other emotionally.|เฮปเบิร์นปรากฏตัวครั้งแรกในภาพยนตร์แนวประโลมโลก เรื่อง ''[[Aอะบิลออฟดีโวสเมนต์ Bill(ภาพยนตร์ปี of Divorcement (1932 film)|A Bill of Divorcementอะบิลออฟดีโวสเมนต์]]'' (ค.ศ. 1932) ในบท ซิดนีย์ แฟร์ฟิลด์ โดยคู่กับ[[เดวิด แมนเนอร์]] นักวิจารณ์ชื่นชอบการแสดงของเธอและทำให้เธอโด่งดังในทันที]]
แมวมองของ[[ลีแลนด์ เฮย์วาร์ด]] นายหน้าในฮอลลีวูดได้มาสังเกตเห็นรูปโฉมของเฮปเบิร์น ในละครเวที ''The Warrior's Husband'' และได้ขอให้เธอลองมาทดสอบในบท ซิดนีย์ แฟร์ฟิลด์ ในภาพยนตร์ของ[[อาร์เคโอพิกเจอร์|อาร์เคโอพิกเตอร์]] เรื่อง ''[[Aอะบิลออฟดีโวสเมนต์ Bill(ภาพยนตร์ปี of Divorcement (1932 film)|A Bill of Divorcementอะบิลออฟดีโวสเมนต์]]''<ref>Hepburn (1991) p. 128.</ref> [[จอร์จ คูกอร์]] ผู้กำกับรู้สึกประทับใจในสิ่งที่เขาเห็น เขากล่าวว่า "นี่คือสิ่งแปลกที่พระเจ้าได้สร้างสรรค์ขึ้นมา" เขาจำได้ว่า "เธอไม่เหมือนใครที่ผมเคยได้ยินพบเจอมาก่อน" โดยเฉพาะเขาชื่นชอบอากัปกิริยาที่เธอหยิบแก้วขึ้นมา โดยกล่าวว่า "ผมคิดว่าเธอมีความสามารถมากในการแสดงอากัปกิริยาเช่นนั้น"<ref>Higham (2004) p. 23.</ref> เฮปเบิร์นเรียกร้องค่าจ้าง 1,500 ดอลลาร์ฯต่อสัปดาห์ สำหรับการรับบทนี้ ซึ่งเป็นค่าจ้างที่สูงมากสำหรับนักแสดงหน้าใหม่<ref>Higham (2004) p. 21.</ref> คูกอร์ได้สนับสนุนให้ทางสตูดิโอยินยอมตามข้อเรียกร้องของเธอและพวกเขาก็ได้เซ็นสัญญากับเฮปเบิร์นเป็นการชั่วคราวรับประกันสามสัปดาห์<ref name="Time"/><ref>Haver (1980) p. 94.</ref> [[เดวิด โอ.เซลสนิคก์]] ประธาน RKOอาร์เคโอ ได้คิดทบทวนใหม่ถึงการที่เขาจะได้ "โอกาสครั้งยิ่งใหญ่" จากการคัดเลือกนักแสดงหญิงผู้แหวกแนวคนนี้<ref name="haver 96">Haver (1980) p. 96.</ref>
 
เฮปเบิร์นเดินทางมาถึงแคลิฟอร์เนียในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1932 ขณะมีอายุ 25 ปี เธอแสดงภาพยนตร์ ''A Bill of Divorcement'' โดยบทที่ได้รับต้องเป็นคู่ขัดแย้งกับ[[จอห์น แบร์รีมอร์]] แต่ก็ไม่มีสัญญาณของความหวดกลัวใดๆเลย<ref name="haver 96"/><ref>Prideaux (1996) p. 15.</ref> แต่เธอก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับลักษณะของการแสดงภาพยนตร์ ซึ่งเฮปเบิร์นได้หลงใหลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้ตั้งแต่เริ่มต้น<ref>Higham (2004) pp. 30–31.</ref> ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จและเฮปเบิร์นได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวก<ref>Berg (2004) p. 82.</ref> [[มอร์ดันท์ ฮอลล์]]จาก[[เดอะนิวยอร์กไทมส์]]ได้เรียกการแสดงของเธอว่า "ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ...ลักษณะท่าทางของคุณเฮปเบิร์นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่พบเจอบนหน้าจอภาพยนตร์"<ref>{{cite news|last=Hall|first=Mordaunt|title= A Bill of Divorcement (1932)|url=http://www.nytimes.com/movie/review?res=9801E7D81331E633A25750C0A9669D946394D6CF|newspaper=[[The New York Times]]|accessdate=August 25, 2011|date=October 3, 1932}}</ref> บทวิจารณ์ของนิตยสาร [[Variety (magazine)|Variety]] ได้ประกาศว่า "ความยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้นที่นี่คือความประทับใจที่พุ่งเข้าชนโดยฝีมือของแคทารีย เฮปเบิร์นในภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ เธอมีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญซึ่งทำให้เธอมีลักษณะที่แตกต่างไปจากกลุ่มกาแล็กซีภาพยนตร์"<ref>{{cite news|title=A Bill of Divorcement |url=http://variety.com/1931/film/people-news/a-bill-of-divorcement-1200410643/|work=[[Variety (magazine)|Variety]]|accessdate=August 25, 2011|date=October 1932}}</ref> ด้วยกระแสของ A Bill of Divorcementอะบิลออฟดีโวสเมนต์ ที่กำลังมาแรง ทำให้ RKOอาร์เคโอ ตัดสินใจเซ็นสัญญาระยะยาวกับเธอ<ref>Higham (2004) p. 39.</ref> จอร์จ คูกอร์ได้กลายเป็นเพื่อนและผู้ร่วมงานที่ยาวนานตลอดชีวิตของเธอ เขาและเฮปเบิร์นได้ร่วมงานกันในภาพยนตร์ทั้งหมด 10 เรื่อง<ref>Hepburn (1991) pp. 178, 181.</ref>
 
== อ้างอิง ==
9,635

การแก้ไข

รายการนำทางไซต์