ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ผู้ใช้:Kinkku Ananas/ทดลองเขียน"

ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
 
= [[อุปสงค์และอุปทาน]] =
ในทาง[[เศรษฐศาสตร์]] '''อุปสงค์และอุปทาน''' ({{lang-en|demand and supply}}) เป็น[[โมเดลทางเศรษฐศาสตร์|แบบจำลอง]]พื้นฐานที่อธิบายความสัมพันธ์ของผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าใน[[ตลาดแข่งขันสมบูรณ์|ตลาดที่มีการแข่งขัน]] '''อุปสงค์''' หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าและบริการ ในขณะที่'''อุปทาน''' หมายถึง ความต้องการขายสินค้าและบริการ<ref>Bannock G., R.E. Baxter, and R. Rees. (1985), "Demand". ''The Penguin Dictionary of Economics'', 3rd ed. Harmondsworth: Penguin Books Ltd, 114. ISBN 0-14-051134-2. {{en icon}}</ref><ref>Bannock G., R.E. Baxter, and R. Rees. (1985), "Supply". ''The Penguin Dictionary of Economics'', 3rd ed. Harmondsworth: Penguin Books Ltd, 420. ISBN 0-14-051134-2. {{en icon}}</ref> อุปสงค์และอุปทานของสินค้าต่างๆ เป็นตัวกำหนดปริมาณและ[[ราคา]]ของ[[สินค้า]]ที่ซื้อขายกันในตลาด โดยตลาดอยู่ในภาวะสมดุลถ้าปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน<ref>Mankiw, N.G. (2004). ''Principles of Economics'', 3rd ed. Mason, Ohio : Thomson/South-Western, 63. ISBN 0-324-16862-4 {{en icon}}</ref>
 
== อุปสงค์อุปทานและจุดสมดุล ==
[[ไฟล์:Supply-demand-equilibrium-th.svg|thumb|แผนภูมิเส้นแสดงอุปสงค์และอุปทานที่พบเห็นทั่วไป ให้แกนตั้งแสดงราคาและแกนนอนแสดงปริมาณสินค้า เส้นอุปสงค์ (สีแดง) มีลักษณะลาดลง ในขณะที่เส้นอุปทาน (สีน้ำเงิน) ชันขึ้น จุดตัดของเส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน เป็นจุดดุลยภาพของตลาด ที่ราคาดุลยภาพ P* และปริมาณดุลยภาพ Q*]]
แนวคิดอุปสงค์และอุปทาน ตั้งอยู่บนข้อสมมติว่าผู้บริโภคและผู้ผลิตตอบสนองต่อราคาในตลาด โดยที่ตัวผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถต่อรองราคาหรือมีอำนาจในการกำหนดราคาตลาดได้เอง ข้อสมมตินี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด[[ตลาดแข่งขันสมบูรณ์]] ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายแต่ละรายไม่มีอำนาจในการต่อรองราคา{{r|Core 8.2}}
 
ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อนั้นขึ้นอยู่กับราคาของสินค้า และปัจจัยอื่นๆ เช่น รายได้ รสนิยมของผู้บริโภค เป็นต้น หากสมมติว่าปัจจัยอื่นๆ เหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสินค้าที่ต้องการซื้อกับราคานั้นเรียกว่าอุปสงค์ ซึ่งสามารถเขียนออกมาในลักษณะ[[ฟังก์ชัน (คณิตศาสตร์)|ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์]]โดยให้ปริมาณความต้องการซื้อเป็นฟังก์ชันของราคา และมักจะวาดออกมาในรูปแบบของ[[แผนภูมิเส้น]] การวาดแผนภูมิอุปสงค์มักให้แกนตั้งหมายถึงราคาและแกนนอนหมายถึงปริมาณ โดยทั่วไปแล้ว ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์เชิงลบกับราคา นั่นคือ หากว่าราคาของสินค้าชนิดหนึ่งสูงขึ้นโดยที่ปัจจัยอื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าชนิดนั้นจะลดลง ความสัมพันธ์เชิงลบนี้เรียกว่ากฎอุปสงค์ (law of demand) สามารถเขียนออกมาในรูปแผนภูมิเส้นได้เป็นเส้นที่มีลักษณะความชันลาดลง{{r|OpenStax 3.1}}
 
ในลักษณะเดียวกัน อุปทานหมายถึงความต้องการขายสินค้าของผู้ผลิตที่ราคาแต่ละระดับ โดยที่ปริมาณความต้องการขายเป็นฟังก์ชันของราคา ฟังก์ชันอุปทานสามารถเขียนออกมาในรูปแบบของแผนภูมิเส้นเช่นเดียวกัน ปริมาณอุปทานมักมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับราคา นั่นคือ หากราคาตลาดของสินค้าชนิดหนึ่งสูงขึ้นโดยที่ปัจจัยอื่นๆ คงที่ ปริมาณความต้องการขายสินค้าชนิดนั้นจะเพิ่มขึ้น เรียกว่ากฎอุปทาน (law of supply) สามารถเขียนออกมาในรูปแผนภูมิเส้นได้เป็นเส้นที่มีลักษณะความชันขึ้น{{r|OpenStax 3.1}}
 
แบบจำลองอุปสงค์และอุปทานอธิบายว่าอุปสงค์และอุปทานเป็นปัจจัยที่กำหนดราคาของสินค้าในตลาด โดยใช้แนวคิดของจุดสมดุล (equilibrium) จุดสมดุลในแบบจำลองนี้คือภาวะที่ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าเท่ากับปริมาณความต้องการขายสินค้า ราคาสินค้าที่ทำให้ปริมาณความต้องการซื้อเท่ากับปริมาณความต้องการขายนี้เรียกว่าราคาสมดุล และปริมาณสินค้าที่ซื้อขายในจุดสมดุลเรียกว่าปริมาณสมดุล ในแผนภูมิเส้นที่แสดงอุปสงค์และอุปทาน จุดสมดุลคือจุดที่เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน หากปริมาณอุปสงค์มากกว่าปริมาณอุปทาน ซึ่งเกิดเมื่อราคาสินค้าต่ำกว่าราคาดุลยภาพของสินค้านั้น จะเกิดการขาดแคลนสินค้า หรือเรียกว่ามีอุปสงค์ส่วนเกิน ในขณะที่เมื่อปริมาณอุปทานมากกว่าปริมาณอุปสงค์ คือเมื่อราคาสินค้าสูงกว่าราคาดุลยภาพ จะเกิดสินค้าล้นตลาด หรืออุปทานส่วนเกิน โดยเมื่อเกิดกรณีเหล่านี้ ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดจะตอบสนองจนกระทั่งตลาดเข้าสู่ดุลยภาพต่อเนื่องกัน
 
== การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์และอุปทาน ==
[[ไฟล์:Supply-and-demand.svg|thumb|right|เส้นอุปสงค์มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจาก D<sub>1</sub> ไปยัง D<sub>2</sub> ส่งผลให้เกิดจุดดุลยภาพใหม่ ราคาดุลยภาพเพิ่มขึ้นจาก P<sub>1</sub> เป็น P<sub>2</sub> และปริมาณดุลยภาพเพิ่มขึ้นจาก Q<sub>1</sub> เป็น Q<sub>2</sub>]]
แผนภูมิเส้นของอุปสงค์และอุปทานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณกับราคาโดยที่ปัจจัยอื่นๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากว่าปัจจัยอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ผู้บริโภคมีรายได้มากขึ้น หรือต้นทุนการผลิตสินค้าลดต่ำลง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำเสนอออกมาในรูปของการเปลี่ยนเส้นอุปสงค์หรือเส้นอุปทานทั้งเส้นเป็นเส้นใหม่ นั่นคือ ปริมาณความต้องการซื้อหรือความต้องการขายมีการเปลี่ยนแปลงที่ทุกๆ ระดับราคา{{r|OpenStax 3.2}}
 
ปัจจัยหนึ่งที่สามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์คือรายได้ของผู้บริโภค หากว่าผู้บริโภคต้องการซื้อชนิดหนึ่งมากขึ้นเมื่อมีรายได้มากขึ้น สินค้าชนิดนั้นเรียกว่าเป็น[[สินค้าปกติ]] แต่หากว่าผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งน้อยลงเมื่อมีรายได้มากขึ้นแล้ว สินค้าชนิดนั้นจะเรียกว่าเป็น[[สินค้าด้อย]]{{r|OpenStax 3.2}}
 
== ความยืดหยุ่น ==
ความเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการซื้อหรือความต้องการขายเมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนนั้นสามารถแตกต่างกันไปได้ระหว่างสินค้าแต่ละชนิด ความยืดหยุ่นของอุปสงค์เป็น[[อัตราร้อยละ]]ของความเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการซื้อหากว่าราคาเปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 ทั้งนี้ ความยืดหยุ่นของอุปทานสามารถนิยามได้ในลักษณะเดียวกันโดยเปลี่ยนจากปริมาณความต้องการซื้อเป็นปริมาณความต้องการขาย
 
หากกำหนดให้ <math>Q</math> หมายถึงปริมาณสินค้า <math>P</math> หมายถึงราคาสินค้า และ <math>\Delta Q</math> กับ <math>\Delta P</math> หมายถึงความเปลี่ยนแปลงของปริมาณกับราคาตามลำดับ อัตราส่วนของความเปลี่ยนแปลงปริมาณสามารถเขียนได้ว่า <math>\Delta Q / Q</math> ในขณะที่อัตราส่วนความเปลี่ยนแปลงราคาสามารถเขียนได้ว่า <math>\Delta P / P</math> นิยามของความยืดหยุ่น (<math>\epsilon</math>) จึงสามารถเขียนออกมาได้ว่า
<math display="block"> \epsilon = \frac{\Delta Q / Q}{\Delta P / P} = \frac{\Delta Q}{\Delta P} \times \frac{P}{Q}</math>
หากว่าเราพิจารณา[[ลิมิต]]เมื่อ <math>\Delta P</math> เข้าใกล้ศูนย์ นิยามของความยืดหยุ่นสามารถเขียนได้ในรูปแบบทาง[[แคลคูลัส]]ว่า{{r|Core L7.8.1}}
<math display="block"> \epsilon = \frac{\mathrm{d} Q}{\mathrm{d} P} \times \frac{P}{Q} </math>
หากว่าอุปสงค์ของสินค้าเป็นไปตามกฎอุปสงค์แล้ว ความยืดหยุ่นของอุปสงค์จะมีค่าเป็นจำนวนลบ โดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์จึงมักเขียนค่าความยืดหยุ่นอุปสงค์โดยละเครื่องหมายลบไว้ โดยเขียนความยืดหยุ่นอุปสงค์ในรูปของ[[ค่าสัมบูรณ์]]{{r|OpenStax 5.1}}
 
== สินค้าที่ไม่เป็นไปตามกฎอุปสงค์หรือกฎอุปทาน ==
 
 
 
== ที่มาทางทฤษฎีของอุปสงค์และอุปทาน ==
ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฟังก์ชันอุปสงค์และฟังก์ชันอุปทานมีที่มาจาก[[การหาค่าเหมาะที่สุด]]ของผู้บริโภคและผู้ผลิต โดยผู้บริโภคเลือกปริมาณสินค้าเพื่อให้ได้[[อรรถประโยชน์]]สูงสุดภายใต้ราคาสินค้าและงบประมาณที่กำหนด ในขณะที่ผู้ผลิตเลือกปริมาณการผลิตเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ภายใต้ราคาที่กำหนด
 
== นิยาม ==
นิยามของสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มักใช้หมายถึงการเปรียบเทียบศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ข้อสมมติทางพฤติกรรมที่มีความแตกต่างจากทฤษฎีสมจริงในทางจิตวิทยามากกว่าข้อสมมติใน[[เศรษฐศาสตร์แบบมาตรฐานกระแสหลัก]]หรือ[[เศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิก]] เพื่อให้สามารถอธิบายและคาดการณ์ปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ได้ดีขึ้น{{r|Simon 1987|Camerer & Loewenstein 2003}}
 
== หัวข้อการศึกษา ==
== อ้างอิง ==
{{รายการอ้างอิง|refs=
<ref name="Simon 1987">{{cite encyclopedia |last=Simon |first=Herbert A. |title=Behavioural economics |encyclopedia=NewThe new Palgrave dictionary of economics |date=1987 |location=London |publisher=Palgrave Macmillan |isbn=978-1-349-95121-5 |doi=10.1057/978-1-349-95121-5_413-1 }}</ref>
<ref name="Camerer & Loewenstein 2003">{{cite book |last1=Camerer |first1=Colin F. |last2=Loewenstein |first2=George |date=2003 |chapter=Behavioral economics: Past, present, future |editor1-last=Camerer |editor1-first=Colin F. |editor2-last=Loewenstein |editor2-first=George |editor3-last=Rabin |editor3-first=Matthew |title=Advances in behavioral economics |location=Princeton, NJ |publisher=Princeton University Press |isbn=978-0-691-11681-5}}</ref>
 
5,092

การแก้ไข

รายการนำทางไซต์