ผลต่างระหว่างรุ่นของ "โกลด มอแน"

ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(โรบอต เพิ่ม: war:Claude Monet)
{{กล่องข้อมูล ศิลปิน
| สี = #191970
| ชื่อ = โคโกลด โมเนท์เน
| ภาพ =Claude Monet 1899 Nadar.jpg
| คำบรรยายภาพ = “โคโกลด โมเนท์”เน” โดยเนดาร์ ค.ศ. 1899
| ชื่อเมื่อเกิด =
| ชื่ออื่น = Claude Oscar Monet
| อิทธิพลต่อ =
}}
'''โคโกลด โมเนท์เน''' ([[ภาษาฝรั่งเศส]]: Claude Monet หรือ Oscar-Claude Monet หรือ Claude Oscar Monet) ([[14 พฤศจิกายน]] [[ค.ศ. 1840]] - [[5 ธันวาคม]] [[ค.ศ. 1926]])<ref Name=giverny>[http://giverny.org/monet/biograph/ Biography of Claude Monet] giverny.org. Retrieved 6 January 2007</ref> เป็นจิตรกรสมัย[[ศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์|อิมเพรสชั่นนิสม์]] และเป็นจิตรกรคนสำค้ญของ[[ประเทศฝรั่งเศส]]ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึง 20 มีความสำคัญในการเป็นผู้ริเริ่มศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์และมีบทบาทสำคัญในปรัชญาและการปฏิบัติของขบวนการนี้ ซึ่งเป็นการวาดภาพจากความประทับใจในสิ่งที่เห็นของผู้วาด (perception) แทนที่จะพยายามทำให้เหมือนจริงตามธรรมชาติ โดยเฉพาะใน[[จิตรกรรมภูมิทัศน์]] (Landscape painting)
<ref>House, John, et al: ''Monet in the 20th Century'', page 2. Yale University Press, 1998.</ref> คำว่า “Impressionism” มาจากชื่อภาพเขียนของโมเนท์เองชื่อเนเองชื่อ “Impression, Sunrise” (ความประทับใจของพระอาทิตย์ขึ้น)
 
== ชีวิตเบื้องต้น ==
[[ไฟล์:Claude Monet River Scene at Bennecourt, Seine.jpg|thumb|left|230px|“บนฝั่งแม่น้ำเซน, เบเนคอรท์ (On the Bank of the Seine, Bennecourt)” (ค.ศ. 1868) ตัวอย่างแรกของการวาดภาพอิมเพรสชั่นนิสม์นอกสถานที่]]
[[ไฟล์:Claude Monet, Impression, soleil levant, 1872.jpg|thumb|left|230px|“Impression, Sunrise” (ค.ศ. 1872-1873)]]
โมเนท์เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1840 บนชั้น 5 ของบ้านเลขที่ 45 ถนนลาฟีตเขต 9 ใน[[ปารีส]]<ref name="Tucker5">P. Tucker ''Claude Monet: Life and Art'', p.5</ref> เป็นลูกชายคนที่สองของโคโกลด อดอลฟ และลุย จุสตีน โอเบรผู้เป็นนักร้อง ทั้งสองคนเป็นชาวปารีสชั่วคนที่สอง โมเนท์รับศึลเนรับศึลจุ่มเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมปีต่อมาที่วัดโนทเตรอตามเดอโลเร็ต ในชื่อ ออสคาร์ โคลด<ref name="Tucker5" /> เมื่อปี ค.ศ. 1845, ครอบครัวของโมเนท์ย้ายไปเมืองลาฟ (Le Havre) ในนอร์มังดีทางเหนือของฝรั่งเศส พ่อของโมเนท์อยากเนอยากให้โมเนท์เนทำกิจการร้านขายของชำของครอบครัวแต่โมเนท์อยากเนอยากเป็นศิลปิน
 
เมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1851 โมเนท์ก็เข้าเรียนศิลปะที่โรงเรียนมัธยมศิลปะที่ลาฟ และเป็นที่รู้จักกันในฝีมือการเขียนรูปการ์ตูน (caricature) ด้วยถ่านที่โมเนท์เนขายในราคา 10 ถึง 20 ฟรังส์ นอกจากนั้นโมเนท์เนก็ยังเรียนการเขียนภาพเป็นครั้งแรกกับยาร์ค ฟรองซัวส์ โอชารด์ (Jacques-François Ochard) ผู้เป็นลูกศิษย์ของยาร์ค หลุยส์ เดวิด (Jacques-Louis David) ระหว่างปี ค.ศ. 1856-1857 โมเนท์พบเนพบ[[ยูจีน บูแดง]] (Eugène Boudin) ผู้เป็นจิตรกรและผู้ที่โมเนท์เนถือว่าเป็นครูและเป็นผู้สอนให้โมเนท์วาดภาพด้วยด้วยสีน้ำมัน และสอนวิธีวาดภาพ “นอกสถานที่” (en plein air)<ref Name=guggenheim>[http://www.guggenheimcollection.org/site/artist_bio_165.html Biography for Claude Monet] Guggenheim Collection. Retrieved 6 January 2007.</ref>
 
แม่ของโมเนท์เนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1857 เมื่อโมเนท์เนอายุได้ 16 โมเนท์เนก็ลาออกจากโรงเรียนไปอยู่กับน้ามารี จอง เลอคาเดร (Marie-Jeanne Lecadre) ผู้เป็นแม่ม่ายและไม่มีลูกของตนเอง
 
=== ปารีส ===
เมื่อโมเนท์เนไปเยี่ยมชม[[พิพิธภัณฑ์ลูฟร์]]ที่ปารีส โมเนท์เนพบว่างานเขียนที่เห็นในพิพิธภัณฑ์เป็นภาพที่ลอกมาจากภาพของครูบาสมัยเก่า แทนที่จะนั่งลอกภาพเขียนที่แขวนในพิพิธภัณฑ์ โมเนท์เนก็กลับเอาขาหยั่งไปตั้งริมหน้าต่างและวาดภาพสิ่งที่เห็นนอกหน้าต่าง โมเนท์อยู่เนอยู่ปารีสเป็นเวลาหลายปีและได้พบจิตรกรหลายคนผู้กลายมาเป็นเพื่อนและจิตรกรอิมเพรสชั่นนิสม์ร่วมสมัยของโมเนท์เน เพื่อนคนหนึ่งของโมเนท์คือเนคือ[[เอดวด มาเนท์]]
 
เมื่อเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1861 โมเนท์เนสมัครเป็นทหารกับกอง First Regiment of African Light Cavalry ใน[[ประเทศแอลจีเรีย]]โมเนท์เนเป็นทหารอยู่ได้สองปีก็เป็นไข้ไทฟอยด์ มาดามเลอคาเดรจึงให้โมเนท์เนลาออกจากการเป็นทหารโดยให้สัญญาว่าต้องไปเรียนวิชาศิลปะต่อให้จบที่มหาวิทยาลัย อาจจะเป็นได้ว่าโยฮันน์ ยองคินด์ (Johan Jongkind) จิตรกรชาวเนเธอร์แลนด์ผู้โมเนท์รู้จักเนรู้จัก มีส่วนในการให้ข้อเสนอแนะนี้ แต่โมเนท์เนก็ไม่พอใจกับทฤษฏีการสอนตามแบบที่ทำกันมาของมหาวิทยาลัย ในปี ค.ศ. 1862 โมเนท์เนก็ไปเป็นลูกศิษย์ของ[[มาร์ค ชาร์ล เกเบรียล เกลร์]] (Marc-Charles-Gabriel Gleyre) ที่ปารีสซึ่งเป็นที่ที่โมเนท์ได้พบเนได้พบ[[ปีแยร์ ออกุสต์ เรอนัวร์]], [[เฟรดดริค บาซีลล์]] (Frédéric Bazille) และ [[อัลเฟรด ซิสลีย์]] สามคนนี้ก็มีแนวนิยมในการเขียนภาพแบบใหม่ร่วมกัน--การเขียนที่พิจารณาถึงผลของแสงที่มีต่อสิ่งที่วาดนอกสถานที่ การใช้แสงแตกหัก และฝีแปรงที่หยาบที่กลายมาเป็นลักษณะอิมเพรสชั่นนิสม์ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้
 
เมื่อปี ค.ศ. 1866 โมเนท์เขียนภาพเนเขียนภาพ “คามิลล์” (Camille) และ “ผู้หญิงในชุดเขียว” (La Femme à la Robe Verte) ซึ่งเป็นภาพที่นำชื่อเสียงมาสู่โมเนท์เน และเป็นภาพในบรรดาหลายภาพที่โมเนท์เนเขียนโดยมีคามิลล์ ดองโซเป็นแบบ หลังจากนั้นไม่นานคามิลล์ก็ท้องและมีลูกคนแรกด้วยกันกับโมเนท์เน--ฌองชอง โมเนท์เน เมื่อปี ค.ศ. 1866 โมเนท์เนพยายามกระโดดน้ำฆ่าตัวตายซึ่งคงมาจากปัญหาความขัดสน
 
=== สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย, อิมเพรสชั่นนิสม์, และ อาร์จองทุย ===
[[ไฟล์:Claude Monet, Fishing Boats Leaving the Harbor, Le Havre.jpg|thumb|230px|“เรือประมงออกจากอ่าว” (ลาฟ)]]
หลังจากเกิด[[สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย]]เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 โมเนท์เนก็ลี้ภัยไปอยู่[[อังกฤษ]]เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1870
<ref>[http://www.ibiblio.org/wm/paint/auth/monet/ Monet, Claude] Nicolas Pioch, www.ibiblio.org, 19 September 2002. Retrieved 6 January 2007</ref> ขณะที่อยู่ที่นั่นโมเนท์เนก็ศึกษางานภาพภูมิทัศน์ของ [[จอห์น คอนสเตเบิล]] (John Constable) และ [[โจเซฟ มัลลอร์ด วิลเลียม เทอร์เนอร์]] (Joseph Mallord William Turner) ซึ่งมามีอิทธิพลต่อการศึกษาเรื่องการใช้สี เมื่อฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1871 ทางราชสถาบันศิลปะ (Royal Academy) ไม่ยอมแสดงผลงานของโมเนท์เน<ref name = "Stuckey"> Charles Stuckey "Monet, a Retrospective", Hugh Lauter Levin Associates, 195 </ref>
 
เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1871 โมเนท์ก็ย้ายจาก[[ลอนดอน]]ไปซานดาม (Zaandam) ใน[[ประเทศเนเธอร์แลนด์]]<ref name = "Stuckey"/> ซึ่งเป็นที่โมเนท์เขียนภาพเนเขียนภาพ 25 ภาพ (เป็นที่ที่ตำรวจสงสัยว่าโมเนท์เนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ<ref>The texts of seven police reports, written on 2 June – 9 October 1871 are included in ''Monet in Holland'', the catalog of an exhibition in the Amsterdam Van Gogh Museum (1986).</ref>) จากซานดามโมเนท์เนก็มีโอกาสไป[[อัมสเตอร์ดัม]]ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ประมาณเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1871 โมเนท์เนก็ย้ายกลับปารีส ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1871 ถึง ค.ศ. 1878 โมเนท์เนอาศัยอยู่ที่ อาร์จองทุย (Argenteuil) ซึ่งเป็นหมู่บ้านริมฝั่งแม่น้ำเซนใกล้ปารีส และเป็นที่ที่โมเนท์เนวาดภาพที่กลายมาเป็นภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของโมเนท์เน และเป็นภาพที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายหลายภาพ ในปี ค.ศ. 1874 โมเนท์เนกลับไปเนเธอร์แลนด์อยู่ระยะหนึ่ง<ref>His paintings are shown and discussed [http://www.livius.org/a/netherlands/amsterdam-monet/amsterdam-monet.html here]</ref>
 
ประมาณปี ค.ศ. 1872 หรือ 1873 โมเนท์วาดภาพเนวาดภาพ “Impression, Sunrise” (Impression: soleil levant—ความประทับใจของพระอาทิตย์ขึ้น) ซึ่งเป็นภาพภูมิทัศน์ของลาฟ ภาพนี้ตั้งแสดงที่งานนิทรรศการศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1874 ในปัจจุบันตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์มาโมแตง-โมเนท์เน ที่ปารีส หลุยส์ เลอรอยนักวิจารณ์ศิลปะเริ่มใช้คำ “อิมเพรสชั่นนิสม์” จากชื่อภาพในการบรรยายศิลปะลักษณะนี้อย่างเยาะๆ แต่จิตรกรอิมเพรสชั่นนิสม์นิยมคำและเริ่มใช้เรียกตัวเอง<ref>[http://www.artinthepicture.com/styles/Impressionism/ Impressionism — Overview] ARTinthePICTURE.com. Retrieved 6 January 2007</ref>
 
โมเนท์และคามิลล์เนและคามิลล์ ดองโซแต่งงานกันเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1870 ไม่นานก่อนเกิดสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย<ref name = "Stuckey"/> พอปี ค.ศ. 1876 คามิลล์ก็เริ่มป่วย หลังจากมีมิเชลลูกคนที่สองเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1878 สุขภาพของคามิลล์ก็เสื่อมลง ในที่สุดก็เสียชีวิตเมื่ออายุได้ 32 ปีด้วยวัณโรคเมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1879 โมเนท์วาดภาพคามิลล์บนเตียงที่คามิลล์นอนป่วย<ref>http://www.artelino.com/articles/la_japonaise.asp accessed 25 September 2007</ref> <ref>http://members.aol.com/wwjohnston/camille.htm accessed 25 September 2007</ref>
 
=== ภาพเขียนสมัยแรก ===
ภาพ:Claude Monet 011.jpg|“ผู้หญิงกางร่ม” (Woman with a Parasol) – ค.ศ. 1867, พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ, [[วอชิงตัน ดี.ซี.]], สหรัฐอเมริกา
ภาพ:Claude Monet - Argenteuil.jpg|“อาร์จองทุย” (Argenteuil) – ค.ศ. 1875, Musée de l'Orangerie, ปารีส
ภาพ:Vétheuil dans le brouillard.jpg|“เวทุยในหมอก” (Vétheuil in the Fog) – ค.ศ. 1879, พิพิธภัณฑ์มาโมแตง-โมเนท์เน, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
</gallery>
</center>
 
== ชีวิตสมัยหลัง ==
หลังจากโมเนท์โศรกเศร้าเนโศกเศร้ากับการตายของคามิลล์อยู่หลายเดือนโมเนท์เนก็สัญญากับตนเองว่าจะไม่ยอมเป็นทาสความยากไร้อีก โดยเริ่มเขียนภาพจริงๆ จังๆ และสร้างงานที่ดึที่สุดของตนเองของสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อต้นคริสต์ทศศตวรรษ 1880 โมเนท์เนก็วาดภาพภูมิทัศน์ของชนบทฝรั่งเศสด้วยความตั้งใจที่จะทำเป็นหลักฐานของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทำให้เกิดการวาดภาพเป็นชุดหลายชุดที่เกี่ยวกับภูมิทัศน์ของชนบทฝรั่งเศส
 
'''ภาพชุดพอพพลา'''
</center>
 
เมื่อปีค.ศ. 1878 โมเนท์และคามิลล์เนและคามิลล์ย้ายไปอยู่ที่บ้านของเอิร์นเนส โอเชด (Ernest Hoschedé) เป็นการชั่วคราว โอเชดเป็นเจ้าของร้านสรรพสินค้าผู้มีฐานะและเป็นผู้อุปถัมป์ศิลปิน สองครอบครัวนี้ก็อยู่ด้วยกันที่เวทุย (Vétheuil) ระหว่างหน้าร้อน หลังจากที่เอิร์นเนสล้มละลายและย้ายไป[[ประเทศเบลเยียม]]เมื่อปีค.ศ. 1878 และหลังจากที่คามิลล์เสียชีวิตเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1879 โมเนท์เนก็ยังคงอาศัยอยู่ที่เวทุย โดยมีอลิซ ภรรยาของเอิร์นเนส โอเชดก็ช่วยโมเนท์เนดูแลบุตรชายสองคน อลิซนำลูกของโมเนท์ไปเลี้ยงร่วมกับลูกของอลิซเองอีก 6 คนที่ปารีสอยู่ระยะหนึ่ง<ref>[http://www.monetalia.com/biography.aspx online biography retrieved December 28, 2007]</ref> ก่อนที่จะย้ายกลับมาเวทุยพร้อมกับลูกๆ อีกครั้งเมื่อปีค.ศ. 1880 <ref>Charles Merrill Mount, ''Monet a biography,'' Simon and Schuster publisher, copyright 1966, pp.309-322.</ref> ในปีค.ศ. 1881 ทั้งสองครอบครัวก็ย้ายไปปอยซี (Poissy) ซึ่งเป็นที่ที่โมเนท์ไม่ชอบเนไม่ชอบ จากหน้าต่างรถไฟระหว่างแวร์นองและกาสนีโมเนท์สนีโมเนก็พบจิแวร์นีย์ (Giverny) ในนอร์มังดี ในเดือนเมษายนปีค.ศ. 1883 โมเนท์ก็ย้ายไปแวร์นองและต่อมาจิแวร์นีย์ ซึ่งเป็นที่ที่โมเนท์ทำสวนขนาดใหญ่และเป็นที่ที่โมเนท์เนเขียนภาพตลอดในบั้นปลายของชีวิต หลังจากเอิร์นเนสเสียชีวิต อลิซก็แต่งงานกับโมเนท์เมื่อปีคเนเมื่อปีค.ศ. 1892<ref Name=guggenheim />
 
=== จิแวร์นีย์ ===
[[ไฟล์:Giverny - maison Claude Monet01.jpg|thumb|250px|บ้านและสวนที่จิแวร์นีย์]]
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1883 โมเนท์เนก็เช่าที่ดินสองเอเคอร์ที่จิแวร์นีย์จากเจ้าของที่ดินบริเวณนั้น ตัวบ้านตั้งอยู่ใกล้ถนนสายหลักระหว่างแวร์นองกับกาสนี ตัวบ้านมีโรงนาที่โมเนท์ใช้เป็นห้องสำหรับเขียนภาพ ภูมิทัศน์บริเวณนั้นก็เหมาะกับการเขียนภาพของโมเนท์ นอกจากนั้นครอบครัวก็ยังช่วยกันทำสวนดอกไม้ใหญ่ ฐานะของโมเนท์ก็เริ่มดีขึ้นเมื่อมีพอล ดูรานด์ รูลเป็นนายหน้าขายภาพเขียนให้ ในปี ค.ศ. 1890 โมเนท์ก็มีฐานะดีพอที่จะซื้อบ้าน สิ่งก่อสร้างในบริเวณนั้น และที่ดินเป็นของตนเอง ต่อมาโมเนท์ก็สร้างห้องเขียนภาพอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่กว่าเดิมและเป็นเพดานที่มีแสงส่องเข้ามาได้ ตั้งแต่คริสต์ทศศตวรรษ 1880 จนกระทั่งโมเนท์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1926 โมเนท์เขียนภาพหลายชุดสำหรับการแสดงภาพเขียน ซึ่งแต่ละชุดโมเนท์ก็จะวาดตัวแบบเดียวกันแต่จากมุมต่างๆกันและต่างเวลากันตามแต่แสงและภาวะอากาศจะเปลี่ยนแสงสีของสิ่งที่วาด เช่นภาพชุดกองฟางที่เขียนระหว่างปี ค.ศ. 1890-1891 ซึ่งเขียนจากหลายมุมและต่างฤดูและต่างเวลากันในแต่ละวัน ภาพเขียนชุดอื่นๆ ที่โมเนท์ก็ได้แก่ ชุด[[มหาวิหารรูออง]], ชุดต้นพอพพลา, ชุดตึกรัฐสภาอังกฤษ, ชุดยามเช้าบนฝั่งแม่น้ำเซน, และชุดดอกบัวซึ่งโมเนท์เขียนที่จิแวร์นีย์
 
บางครั้งโมเนท์ยังชอบเขียนภาพธรรมชาติที่ตกแต่งแล้วเช่นภายในสวนที่โมเนท์จัดตกแต่งเองที่บ้านจิแวร์นีย์[http://commons.wikimedia.org/wiki/ภาพ:Jardin_du_Monet.jpg] ซึ่งเป็นสวนที่มีสระน้ำ, สะพานเล็กๆ ข้ามสระ, ต้นวิลโลร้องไห้, และดอกบัว ซึ่งสวนจริงยังมีให้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ นอกจากนั้นก็ยังเดินขึ้นล่องริมฝั่งแม่น้ำเซนเพื่อเขียนรูป ระหว่างปี ค.ศ. 1883 ถึงปี ค.ศ. 1908 โมเนท์เดินทางไป[[เมดิเตอร์เรเนียน]] ซึ่งโมเนท์เขียนภาพสิ่งที่น่าสนใจ, ภูมิทัศน์ และ ทะเลทัศน์ เมื่อไป[[เวนิส]]โมเนท์ก็เขียนภาพชุดเวนิส และลอนดอนเป็นชุดตึกรัฐสภาอังกฤษ และสะพานชาริงครอส
{{จิตรกรตะวันตก}}
 
[[หมวดหมู่:จิตรกรชาวฝรั่งเศส|มโเนท์โมเน]]
[[หมวดหมู่:จิตรกรในคริสต์ศตวรรษที่ 19|มโเนท์โมเน]]
[[หมวดหมู่:จิตรกรในคริสต์ศตวรรษที่ 20|มโเนท์โมเน]]
[[หมวดหมู่:จิตรกรยุคอิมเพรสชั่นนิสม์|มโเนท์โมเน]]
[[หมวดหมู่:จิตรกรภูมิทัศน์|มโเนท์โมเน]]
 
[[ar:كلود مونيه]]
ผู้ใช้นิรนาม

รายการนำทางไซต์