ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ธรรมกาย"

ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
 
...พระผู้มีพระภาคได้ตรัสต่อไปว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสองคนมีชาติก็ต่างกัน มีชื่อก็เพี้ยนกัน มีโคตรก็แผกกัน มีตระกูลก็ผิดกันพากันทิ้งเหย้าเรือนเสีย มาบวชเป็นบรรพชิต เมื่อจะมีผู้ถามว่า ท่านทั้งสองนี้เป็นพวกไหน เธอทั้งสองพึงตอบเขาว่า ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นพวกพระสมณศากยบุตรดังนี้เถิด ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่นเกิดขึ้นแล้วแต่รากแก้วคืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่า เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระเกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เกิดแต่พระธรรม เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นผู้รับมรดกพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า''' ธรรมกาย'''ก็ดี ว่าพรหมกาย ก็ดี ว่าธรรมภูต ก็ดี ว่าพรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต...
 
 
== ความหมายโดยพระมงคลเทพมุนี ==
 
[[พระมงคลเทพมุนี]](สด จันทสโร) แห่ง[[วัดปากน้ำภาษีเจริญ]] ผู้ซึ่งได้ค้นคว้าและปฏิบัติสมาธิจนมีชื่อเสียงท่านหนึ่งของประเทศไทย ได้อธิบายความหมายว่า "'''ธรรมกาย''' คือ กายแห่งการตรัสรู้ธรรม" ซึ่งกายนี้มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์ทุกคน ซึ่งธรรมกายจะมีมีลักษณะใสเป็นแก้วเป็นเพชร สะอาด บริสุทธิ์ ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน ๓๒ ประการ
 
คำกล่าวข้างต้นนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับพุทธพจน์ แม้หากอยู่ในยุคของอรรถกถา และ ฏีกา ซึ่งมีผู้ทรงพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาได้อยู่มากมาย จะต้องถูกคัดค้านกันอย่างมากทีเดียว เพราะตามหลักฐานในอรรถกถา เช่น อภิธัมมาวตาร ของท่านพุทธทัตตะ ผู้รจนาอรรถกถา พุทธวงศ์ และอรรถกถาพระวินัย ชื่อ วินัยวินิจฉัย กับ อุตตรวินิจฉัน ท่านกล่าวคัดค้านแม้กระทั่งการกล่าวว่า "ความดับกิเลสเป็นนิพพานทีเดียว" ทั้งนี้ก็เพราะ ผลจิต ก็ชื่อว่าดับกิเลสแล้ว แต่ผลจิตก็ยังไม่เที่ยง เป็นทุกข์อยู่ จึงไม่ใช่นิพพาน ดังนั้นพระอรรถกถาคงจะปฏิเสธหนักกับคำข้างต้นนี้อย่างแน่นอน เพราะการตรัสรู้ธรรมที่เป็นโลกิยะอันเป็นธรรมกายนั้น ไม่ได้มีอยู่ในตัวทุกคนอยู่ก่อน มิเช่นนั้นปุถุชนทุกคนก็จะเป็นพระอริยกันหมดเลยทีเดียว. ดังนั้นจึงควรทราบว่า คำข้างต้นเป็นความเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้นำมาจากคำสอนในพระไตรปิฎกเล่มใดๆเลย.{{ต้องการอ้างอิงตรงนี้}}
 
== ธรรมกายในนิกายต่างๆ ==
306

การแก้ไข

รายการนำทางไซต์