ข้ามไปเนื้อหา

พิต-ไฟเตอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พิต-ไฟเตอร์
นักพัฒนาอาตาริเกมส์
ผู้จัดจำหน่ายอาร์เคด บ้าน
นักออกแบบแกรี สตาร์ก
มาร์ก เพียร์ซ
นักเขียนโปรแกรมแกรี สตาร์ก
พอล กวิน
ศิลปินร็อบ โลว์
ผู้ประพันธ์เพลงจอห์น พอล
แพลตฟอร์มอาร์เคด, อามิกา, แอมสตรัด ซีพีซี, อาตาริ เอสที, คอมโมดอร์ 64, เอ็มเอส-ดอส, เกมบอย, ลิงซ์, มาสเตอร์ซิสเตม, เจเนซิส, ซูเปอร์นินเทนโดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ซิสเตม, แซดเอกซ์ สเปกตรัม
วันวางจำหน่าย
แนวเกมต่อสู้
โหมดการเล่นผู้เล่นสูงสุด 3 คนพร้อมกัน
ระบบอาร์เคดอาตาริ จี1 ฮาร์ดแวร์

พิต-ไฟเตอร์ (อังกฤษ: Pit-Fighter) เป็นเกมต่อสู้อาร์เคด ค.ศ. 1990 โดยบริษัทอาตาริเกมส์ซึ่งใช้นักแสดงสดแบบดิจิทัล[3] และเป็นเกมต่อสู้เกมแรกของบริษัทอาตาริ[2] ทั้งนี้ เกมอาร์เคดของญี่ปุ่นได้รับการเผยแพร่โดยบริษัทโคนามิ ส่วนเวอร์ชันบ้านเผยแพร่โดยบริษัทเท็งเง็ง

แอนิเมชันกราฟิกสำหรับตัวละครของผู้เล่นและคู่ต่อสู้ได้รับการสร้างขึ้นผ่านกระบวนการบลูสกรีน โดยนักแสดงตัวจริงจะทำการโพสท่าและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่หน้ากล้องวิดีโอ ส่วนแอนิเมชันตัวละครบนหน้าจอของเกมเป็นการเล่นซ้ำของฟุตเทจจริง ไม่ใช่แอนิเมชันแบบโรโตสโคป (วาดใหม่) ทั้งนี้ พิต-ไฟเตอร์ เป็นเกมต่อสู้เกมที่สองที่ใช้สไปรต์การดิจิไทซ์ ต่อจากเรไกโดชิ: ไชนีสเอกซอซิสต์ ของบริษัทโฮมเดทา

รูปแบบการเล่น

[แก้]

รูปแบบการเล่นคล้ายกับไวโอเลนซ์ไฟต์ของบริษัทไทโต และสตรีตสมาร์ตของบริษัทเอสเอ็นเค ผู้เล่นจะต้องต่อยและเตะคู่ต่อสู้จนกว่าพลังงานจะหมด หากผู้เล่นกดปุ่มทั้งสามปุ่มพร้อมกัน ตัวละครจะใช้ "ท่าพิเศษ" ทั้งนี้ ผู้เล่นเริ่มต้นด้วยการเลือกหนึ่งในสามตัวละครที่สามารถเล่นได้ ซึ่งแต่ละคนมีการเคลื่อนไหว, ความเร็ว และพลังที่แตกต่างกัน โดยสามารถเล่นได้สูงสุดสามคนในแต่ละครั้ง แต่จะมีคู่ต่อสู้พิเศษให้ต่อสู้ในระหว่างการแข่ง 15 แมตช์ที่แตกต่างกันของเกม

ทุก ๆ ไฟต์ที่สามจะเป็นยกโบนัสที่เรียกว่ากรัดจ์แมตช์[4] ซึ่งในกรัดจ์แมตช์ ผู้เล่นจะต้องต่อสู้กับร่างโคลนที่ควบคุมโดยซีพียูของนักสู้หากเล่นคนเดียว หรือปะทะกับผู้เล่นคนอื่นในเกมหลายผู้เล่น การถูกน็อกลงสามครั้งจะทำให้ผู้เล่นออกจากกรัดจ์แมตช์ และผู้ชนะคือคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ ส่วนการแพ้กรัดจ์แมตช์ไม่ได้ขับไล่ผู้เล่น แต่ผู้ชนะจะได้รับเงินโบนัส

สำหรับ "แชมเปียนชิปแมตช์" เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้เล่นกับบุคคลลึกลับที่เยาะเย้ยระหว่างการแข่งเป็นระยะ ซึ่งคือแมสด์วอร์ริเออร์ โดยหากมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคนก่อนการแข่งครั้งนี้ พวกเขาจะต้องต่อสู้กันจนตาย จนกว่าจะมีผู้ชนะเพียงคนเดียวและสามารถต่อสู้กับเขาได้

นอกจากนี้ ฝูงชนสามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการโจมตี, ทิ้งอาวุธที่ใช้งานได้ หรือผลักผู้เล่นที่หลงทางกลับเข้าสู่การต่อสู้ ส่วนเพาเวอร์อัป "ยาเม็ดเพิ่มพลัง" ทำให้ผู้เล่นแข็งแกร่งขึ้นชั่วคราว และรับความเสียหายจากการโจมตีน้อยลง

ตัวละคร

[แก้]

พิต-ไฟเตอร์ มี 3 นักสู้ที่สามารถเล่นได้ ได้แก่:

พิต-ไฟเตอร์ มีฝ่ายตรงข้ามที่ไม่สามารถเล่นได้ 8 คน ซึ่งตัวละครหลายตัวมีชื่อนักแสดงที่รับบท:[3]

  • เอกซ์คิวชันเนอร์ (จอห์น อาไกวร์)[8]
  • เซาธ์ไซด์ จิม (เจมส์ ธอมป์สัน)[9]
  • เอนเจิล (แองเจลา สเตลลาโต)[10]
  • ซี.ซี. ไรเดอร์ (ริช วาร์กัส)[11]
  • แมด ไมลส์ (ไมลส์ แม็คโกแวน)[12]
  • เฮฟวีเมทัล (คิม โรดส์)[13]
  • เชนแมน เอ็ดดี (เอ็ดดี เบนันซิโอ)[14]
  • แมสด์วอร์ริเออร์ (บิล แมคอะลีนัน)[15]

คนอื่น ๆ:

  • ไนฟ์วูแมน (ไดแอน แบร์ตุชชี)[16]
  • ไนฟ์แมน (มิลต์ โลเปอร์)[17]
  • ฟันาลีวูแมน (ทีนา ไซเรเตอร์)[18]
  • ฟันาลีวูแมน (มาเรีย เลนิตซกี)[19]
  • บิ๊กคิดอินเดอะคราวด์ (เกเบรียล โครา)[20]
  • คราวด์ (ร็อบ โรว์)[21]

การตลาด

[แก้]

ใน ค.ศ. 1991 มีเวอร์ชันของเกมวางจำหน่ายสำหรับซูเปอร์นินเทนโดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ซิสเตม, เมกาไดรฟ์/เจเนซิส, มาสเตอร์ซิสเตม, อามิกา, แอมสตรัด ซีพีซี, อาตาริ เอสที, คอมโมดอร์ 64, เอ็มเอส-ดอส, และแซดเอกซ์ สเปกตรัม ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 เวอร์ชันสเปกตรัมได้รับการเผยแพร่โดยเป็นส่วนหนึ่งของเกมรวมซูเปอร์ไฟเตอร์ ร่วมกับไฟนอลไฟต์ และดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ เรสเซิลเมเนีย[22] อนึ่ง เวอร์ชันซูเปอร์นินเทนโดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ซิสเตมขาดผู้ชมแบบโต้ตอบ, อาวุธ และตัวละครสามตัว ได้แก่: เซาธ์ไซด์ จิม, เฮฟวีเมทัล และแมด ไมลส์

เวอร์ชันพกพาเปิดตัวสำหรับอาตาริลิงซ์และเกมบอยใน ค.ศ. 1992 ส่วนบริษัทไทเกอร์อิเล็กทรอนิกส์ได้เปิดตัวเวอร์ชันพกพาเฉพาะของตัวเอง[23][24]

นอกจากนี้ เกมอาร์เคดเวอร์ชันโปรแกรมเลียนแบบอยู่ในมิดเวย์อาร์เคดเทรเซอส์ 2 สำหรับเกมคิวบ์, เพลย์สเตชัน 2 และเอกซ์บอกซ์ รวมถึงและในมิดเวย์อาร์เคดเทรเซอส์ดีลักซ์อิดิชัน (ค.ศ. 2006) สำหรับไมโครซอฟท์ วินโดวส์ ซึ่งเวอร์ชันนี้เดินเครื่องด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเกมอาร์เคดดั้งเดิม ตลอดจนพิต-ไฟเตอร์ ได้รวมอยู่ในมิดเวย์อาร์เคดออริจินส์เมื่อ ค.ศ. 2012[25]

การตอบรับ

[แก้]
การตอบรับ
คะแนนปฏิทรรศน์
สิ่งพิมพ์เผยแพร่คะแนน
คอมพิวเตอร์แอนด์วิดีโอเกมส์90 เปอร์เซ็นต์ (อาร์เคด)[26]
นินเท็นโดเพาเวอร์กราฟิกและเสียง: 2.5; การควบคุม: 2; ความท้าทาย: 2; ธีมและความสนุก: 2.5 (ซูเปอร์นินเทนโดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ซิสเตม)
เมกาเทค80 เปอร์เซ็นต์ (เมกาไดรฟ์)[27]
ยัวร์ซินแคลร์28 เปอร์เซ็นต์ (แซดเอกซ์ สเปกตรัม)

บริษัทอาตาริได้ขายเฉพาะอาร์เคดกว่า 8,000 เครื่องทั่วโลก ซึ่งรวมถึง 5,500 เครื่องในทวีปอเมริกาเหนือและ 1,000 เครื่องในทวีปยุโรป[1] และ 1,500 เครื่องในประเทศญี่ปุ่นโดยบริษัทโคนามิ นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีการสร้างและขายสำเนาละเมิดลิขสิทธิ์มากกว่า 10,000 ชุดในประเทศเกาหลีใต้ โดยมีการขายชุดเพิ่มเติมจำนวนมาก (เฉพาะพีซีบี)

ในทวีปอเมริกาเหนือ เกมนี้ได้เป็นตู้อาร์เคดตั้งตรงงที่ทำรายได้สูงสุดในชาร์ตรีเพลย์อาร์เคดในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1990[28] และรายได้จากการหยอดเหรียญรายสัปดาห์เฉลี่ยอยู่ที่ 413.75 ดอลลาร์ต่อหน่วยอาร์เคดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ค.ศ. 1990[29] ส่วนในประเทศญี่ปุ่น เกมแมชชีนฉบับวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1991 ระบุว่าพิต-ไฟเตอร์ เป็นหน่วยอาร์เคดบนโต๊ะที่ประสบความสำเร็จสูงสุดอันดับเจ็ดของเดือน[30]

จูเลียน ริกนอล จากนิตยสารคอมพิวเตอร์แอนด์วิดีโอเกมส์ให้คะแนนเวอร์ชันอาร์เคดนี้ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ โดยกล่าวถึงเกมนี้ว่าเป็น "เกมบีตเอ็มอัปที่สนุกสุดเหวี่ยงซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลัง" และ "หนึ่งในเกมต่อสู้อาร์เคดที่สนุกที่สุดในระยะเวลาอันยาวนาน"[26] ส่วนนิตยสารแซป!64 ให้คำวิจารณ์เชิงลบแก่เกมนี้มากกว่า โดยกล่าวเกมนี้ว่าเป็นเกม "เกมบีตเอ็มอัปที่ต่อต้านช่วงสำคัญสุดยอด" และเขียนว่าโหมดแสดงตัวอย่างเป็นส่วนที่ดีที่สุดของเกม พวกเขาติเตียนเฟรมอนิเมชันที่จำกัดและเปรียบเทียบกับเดอะคอมบาไทรส์ และไฟนอลไฟต์อย่างไม่พึงใจ[31]

ส่วนเดวิด วิลสัน จากนิตยสารคอมพิวเตอร์เกมมิงเวิลด์พอใจเวอร์ชันอามิกา โดยระบุว่า "เป็นเกมอาร์เคดที่ได้เทเลพอร์ต" และสรุปว่าเกมนี้ "นำเสนอตัวเลือกสำหรับผู้เล่นสองคนที่ขาดหายไปในเกมต่อสู้หลาย ๆ เกม และมีความชุลมุนวุ่นวายเพียงพอสำหรับเกมเมอร์ที่มีความรุนแรงที่สุด"[32]

ด้านจอร์จและร็อบได้วิจารณ์เวอร์ชันซูเปอร์นินเทนโดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ซิสเตมในนิตยสารนินเท็นโดเพาเวอร์[33] โดยจอร์จแสดงความคิดเห็นว่าเกมนี้ "ควบคุมยากมาก" และร็อบแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกราฟิกที่ใช้คนแปลงเป็นดิจิทัล โดยระบุว่า "มันไม่สำคัญว่าจะใช้เทคโนโลยีใหม่หรือไม่ คำถามคือ "เกมนี้สนุกไหม" และฉันคิดว่าคำตอบในกรณีนี้คือ "ไม่""[33] ซึ่งร็อบและจอร์จให้คะแนนกราฟิกและเสียงที่ 2.5, การควบคุมที่ 2, ความท้าทายที่ 2 ตลอดจนธีมและความสนุกที่ 2.5

อนึ่ง นิตยสารเมกาเทคให้คะแนนเวอร์ชันเมกาไดรฟ์ที่ 80 เปอร์เซ็นต์[34] ขณะที่นิตยสารเมกาได้จัดอันดับเวอร์ชันเมกาไดรฟ์ไว้อันดับที่ 27 สำหรับเกมเมกาไดรฟ์ยอดนิยมตลอดกาล[35]

ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 นิตยสารยัวร์ซินแคลร์ได้ให้คะแนนเวอร์ชันแซดเอกซ์ สเปกตรัม ที่ 28 เปอร์เซ็นต์[22]

สิ่งสืบเนื่อง

[แก้]

นิตยสารอิเล็กทรอนิกเกมมิงมันทลีและนิตยสารเกมโปรได้มีตัวอย่างภาคต่อที่วางแผนไว้ในชื่อพิตไฟเตอร์ II โดยบริษัทเท็งเง็ง ซึ่งเดิมทางนิตยสารอ้างว่าสร้างเสร็จแล้วกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ และจะวางจำหน่ายสำหรับเซกา เจเนซิส ในไตรมาสที่สี่ของ ค.ศ. 1993[36][37]

โดยตัวละครอย่างคาโต, บัซ และไท ได้กลับมาพร้อมกับนักสู้ใหม่ที่เลือกได้สามคน ได้แก่: คอนเนอร์ (แชมป์คาราเต้), ทานยา (ราชินีโรลเลอร์) และชีฟ (อดีตบอดีการ์ด) ซึ่งนักสู้ใหม่เหล่านั้นยังเป็นตัวละครสามตัวที่สามารถเล่นได้ในเกมที่ตามมาของบริษัทอาตาริอย่างการ์เดียนส์ออฟเดอะฮูด ตลอดจนมีภาพที่แสดงนักสู้ซีพียูสองตัว ได้แก่ เฮลกา (ด่าน 1) และเจย์-เจย์ (ด่าน 2)[36]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 "Production Numbers" (PDF). Atari Games. August 31, 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2013-05-10. สืบค้นเมื่อ April 19, 2021.
  2. 1 2 "News Digest". RePlay. Vol. 15 no. 12. September 1990. p. 23.
  3. 1 2 "Pit-Fighter (Video Game 1990)". IMDb.
  4. "Pit-Fighter". MobyGames. สืบค้นเมื่อ November 9, 2013.
  5. "Bill Chase". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  6. "Marc D. Williams". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  7. "Glenn Fratticelli". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  8. "John Aguire". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  9. "James Thompson". IMDb (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  10. "Angela Stellato". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  11. "Rich Vargas". IMDb (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  12. "Miles McGowan". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  13. "Kim Rhodes". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  14. "Eddie Venancio". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  15. "Bill McAleenan". IMDb (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  16. "Dianne Bertucci". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  17. "Milt Loper". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  18. "Tina Scyrater". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  19. "Maria Lenytzkyj". IMDb (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  20. "Gabriel Knight". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  21. "Rob Rowe". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  22. 1 2 "Super Fighter". Ysrnry.co.uk. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 13, 2012. สืบค้นเมื่อ August 10, 2012.
  23. "Tiger Electronics Electronic Pit Fighter Reviews, Pricing, Specs". Engadget (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-11-09. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  24. "Tiger Pit Fighter". www.handheldmuseum.com. สืบค้นเมื่อ 2022-11-09.
  25. "Midway Arcade Origins Review". IGN. November 13, 2012. สืบค้นเมื่อ October 15, 2016.
  26. 1 2 Rignall, Julian (January 1991). "Pit Fighter". Computer+Video Games. No. 110. p. 140. สืบค้นเมื่อ March 26, 2018.
  27. MegaTech rating, EMAP, issue 5, page 78, May 1992
  28. "RePlay: The Players' Choice". RePlay. Vol. 16 no. 1. October 1990. p. 4.
  29. "Editorial". RePlay. Vol. 16 no. 4. January 1991. p. 6.
  30. "Game Machine's Best Hit Games 25 - テーブル型TVゲーム機 (Table Videos)". Game Machine (ภาษาญี่ปุ่น). No. 395. Amusement Press, Inc. January 1, 1991. p. 37.
  31. Hogg, Robin (February 1991). "Pit-Fighter (Atari games)". Zzap!64. p. 51.
  32. Wilson, David (October 1992). "Domark's Punch-Drunk Coin-Op Conversion: Pit-Fighter". Computer Gaming World. No. 99. p. 66.
  33. 1 2 George; Rob (January 1992). "George & Rob's Now Playing". Nintendo Power. Vol. 32. p. 102.
  34. "Pit-Fighter Review" (PDF). MegaTech. February 1992. pp. 28–30.
  35. "Top Mega Drive Games of All Time". Mega. No. 1. Future Publishing. October 1992. p. 76.
  36. 1 2 Gurka, John (August 1993). "Fact-Files: Pit Fighter II". Electronic Gaming Monthly. No. 49. Sendai Publishing. pp. 134–135.
  37. "Short ProShots: Genesis (Pit-Fighter II)". GamePro. No. 51. IDG. October 1993. p. 148.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]