พระเวสสันดรแนวตะวันตก วัดราชาธิวาส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา


พระเวสสันดรแนวตะวันตกวัดราชาธิวาส การแสดงออกที่เปลี่ยนแปลง[แก้]

การศึกษาในเรื่องจิตรกรรมที่อุโบสถวัดราชาธิวาสนี้ จะมุ่งประเด็นไปยังการเปรียบเทียบลักษณะร่วมและลักษณะที่แตกต่างของจิตรกรรมไทยแนวประเพณีก่อนหน้านั้น กับภาพจิตรกรรมไทยที่ได้รับอิทธพลตะวันตกโดยเฉพาะในขอบเขตของพระเวสสันดรชาดกในวัดราชาธิวาส

วัดราชาธิวาส เดิมมีนามว่า วัดสมอราย เป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง มีการบูรณะปฏิสังขรณ์มาหลายครั้ง ครั้งแรกโดยกรมพระราชวังบวรสุรสีหนาท 1 ครั้งใหญ่ที่สุดคือในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงรื้อสร้างใหม่เกือบทั้งวัด อุโบสถวัดราชาธิวาสในปัจจุบัน ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งทรงได้รับแรงบันดาลใจมาจากอิทธิพลขอม แต่ก็ได้รักษาผนังอุโบสถเดิมเอาไว้โดยทรงแบ่งเนื้อที่อุโบสถออกเป็นสามส่วน ด้านหน้ามีประตู 3 ช่อง มีห้องเป็น 3 ตอน ห้องหน้าเป็นระเบียง ห้องกลางเป็นห้องพิธี มีพระสัมพุทธพรรณีจำลองเป็นพระประธาน นั่งในซุ้มเรือนแก้วที่ทรงออกแบบใหม่ มีเศวตฉัตร 9 ชั้น เบื้องบนมีภาพพระพุทธเจ้าอยู่เหนือเมฆกำลังตอบปัญหาของพระสารีบุตรและพระอินทร์เฝ้า ที่ใกล้พระประธานมีรูปศากยกษัตริย์พระประยูรญาติมาเฝ้าอยู่เบื้องหลัง ซุ้มเรือนแก้วเป็นตราประจำ 5 รัชกาล คือ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 ด้านหน้าประดิษฐานพระนิรันตรายองค์เล็ก บนเพดานเป็นลวดลายมีดาวเป็นที่เสียบหลอดไฟฟ้า ส่วนในประดิษฐานพระประธานขนาดใหญ่ซึ่งเป็นพระประธานฝีมือเก่าคือพระสัมพุทธวัฒโนภาสที่มีมาก่อน ซึ่งในส่วนกลางที่กว้างที่สุดนี้เองเป็นส่วนที่เขียนจิตรกรรมฝาผนัง โดยภาพพระเวสสันดรชาดกปรากฏในทุกๆด้านของผนัง

ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องเวสสันดรชาดกที่วัดราชาธิวาส เขียนขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงร่างภาพทั้ง 4 ด้านของผนัง ครบทั้ง 13 กัณฑ์ และได้ให้นายซีริโกลี ชาวอิตาเลียนระบายสี ส่วนในกัณฑ์ที่ 13 คือนครกัณฑ์ นายซีริโกลีเป็นผู้ร่างและระบายสีเอง จิตรกรรมทั้งหมดเขียนขึ้นด้วยเทคนิคปูนเปียกหรือเฟรสโก โดยระบายสีลงบนผนังที่ปูนฉาบผนังยังไม่แห้ง ซึ่งวิธีนี้แตกต่างจากจิตรกรรมไทยประเพณีในช่วงก่อนหน้านั้น ซึ่งมักเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยสีฝุ่น (Tempera) การนำวิธีการวาดแบบตะวันตกเข้ามานี้ทำให้สีของจิตรกรรมติดทนทานไม่กะเทาะล่อนง่าย หลังจากการหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากของอิทธิพลตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงของศิลปะไทยในจิตรกรรมอย่างต่อเนื่อง ความงามในรูปแบบอุดมคติ (Idealistic) ที่เน้นสุนทรียภาพด้วยรูปทรงอันเป็นสัญลักษณ์และนามธรรมที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้องของทัศนวิสัย แสง เงา มิติ ถูกแทนที่ด้วยลักษณะสมจริง (realistic) ดังเห็นได้จากภาพจิตรกรรมในสมัยรัชกาลที่ 4 ลงมาหลายแห่ง เช่น พระที่นั่งผนวช วัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม วัดปทุมวนาราม เป็นต้น แต่สำหรับวัดราชาธิวาสนี้นับว่าเป็นข้อยกเว้น เพราะได้ก้าวข้ามไปถึงความสมบูรณ์อย่างสูงสุดในเทคนิคจิตรกรรมแบบตะวันตก แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งรสสัมผัสของศิลปะไทย เนื่องจากการผสมผสานวิธีการวาดของตะวันตกและตะวันออกไว้ด้วยกัน โดยสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรง “เป็นอัจฉริยะแต่ผู้เดียวที่แหวกวงล้อมของศิลปะไทยที่กำลังจะดิ่งจมลึกลงไปในมหาสมุทรของอารยธรรมตะวันตก” ดังนั้นรูปแบบของการนำเสนอ ภาพทั้งหมดถูกเขียนขึ้น จึงมีลักษณะสมจริง การแสดงกล้ามเนื้อที่เหมือนจริงทางกายวิภาค การใช้แสงและเงาในภาพ การใช้ทัศนมิติทั้งเชิงเส้นและเชิงอากาศ (linear perspective and aerial perspective) อย่างสมจริง การย่นย่อระยะ (foreshortening) รวมทั้งการใส่อารมณ์ทางสีหน้าซึ่งปรากฏน้อยในจิตรกรรมไทยประเพณี ในการจัดภาพโดยรวมจะใช้ผนังแต่ละด้านเป็นกรอบเล่าเรื่องโดยไม่ใช้สินเทา โดยมีหน้าต่างคั่นแต่ละภาพออกจากกันและด้านบนของกรอบหน้าต่างเป็นภาพขนาดใหญ่แบบ narrative continutied คือภาพๆเดียวแต่เล่าเรื่องราวของกัณฑ์มากกว่าหนึ่งกัณฑ์ขึ้นไป โทนสีที่ใช้ถูกควบคุมให้มีลักษณะกลมกลืนกันทั้งหมด โดยใช้สีอ่อนที่ดูนุ่มนวลและส่วนใหญ่จะเป็นสีชมพูอ่อนหรือส้มอ่อน ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้สึกอบอุ่นแล้วยังสอดคล้องกับสีของสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นสีน้ำตาลอมชมพูด้วย แตกต่างจากงานไทยประเพณีโดยเฉพาะต้นรัตนโกสินทร์ที่เน้นพื้นสีเข้มเพื่อเน้นสีทองและปิดทองอย่างมากมาย ขณะที่การลงรักปิดทองของวัดราชาธิวาสจะถูกใช้ในการประดับประดาส่วนของสถาปัตยกรรมเช่นซุ้มเรือนแก้วติดผนังมากกว่า การนำเสนอและรูปแบบลักษณะสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

ภาพบุคคล ในงานจิตรกรรมไทยประเพณีแบ่งภาพบุคคลออกเป็นสองประเภท คือ ภาพบุคคลชั้นสูง เช่น กษัตริย์ พระพุทธเจ้า พระสาวก และภาพกาก เป็นบุคคลที่ไม่สำคัญ เช่นชาวบ้านสามัญ ในส่วนของวัดราชาธิวาสได้ให้ความสำคัญกับภาพบุคคลชั้นสูงมากกว่า บุคคลชั้นรองลงมาจะปรากฏในฐานะของไพร่พลทหารที่มีจำนวนไม่มากนัก ตัวละครมีขนาดใหญ่กินส่วนมากของพื้นที่ และมักแสดงเฉพาะตัวละครที่สำคัญ ซึ่งแตกต่างจากลักษณะในอดีตที่ต้องแบ่งส่วนของพื้นที่ไปเขียนชาดกเรื่องอื่นๆรวมทั้งภาพกากด้วย สำหรับท่าทางก็มีความเป็นธรรมชาติและมีกล้ามเนื้อสัดส่วนสมจริงมากกว่าแม้จะมีข้อผิดพลาดบ้างแต่สังเกตได้ยาก ละทิ้ง “นาฏลักษณ์” แบบประเพณี ไม่มีการปิดทองที่เครื่องทรงหรือลำตัวแต่ก็สามารถจำแนกบุคคลได้ด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่ รวมทั้งการจัดองค์ประกอบให้ตัวละครที่สำคัญเด่นชัด

ภาพสัตว์ ในจิตรกรรมไทยประเพณีแบ่งภาพสัตว์ออกเป็นสองประเภท คือ สัตว์สามัญทั่วไป และสัตว์หิมพานต์ หรือเรียกว่า สัตว์กระหนก ซึ่งประเภทหลังนี้ปรากฏในจิตรกรรมวัดราชาธิวาสในรูปแบบของลวดลายตกแต่งแต่ก็เป็นลวดลายที่ประดิษฐ์ใหม่ เช่น ลายไก่ฟ้าบนขื่อประตูที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะจีน เป็นต้น ส่วนสัตว์สามัญก็ปรากฏไม่มากเพราะมุ่งเน้นที่ตัวละครสำคัญ จะมีบ้างเช่น ช้างปัจจัยนาค หรือสัตว์ร้ายที่มาขวางทางพระนางมัทรี ซึ่งเขียนขึ้นอย่างถูกต้องตามกายวิภาค แต่ก็มีส่วนผิดเพี้ยนบ้างเช่น ในนครกัณฑ์ ช้างทรงมีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริง อาจจะเป็นเพราะกัณฑ์นี้เขียนโดยนายริโกลีที่เป็นชาวตะวันตกไม่คุ้นเคยกับสัดส่วนของช้างก็เป็นได้ นอกจากนั้นก็ยังมีรูปสัตว์สามัญที่วาดประดับผนังในส่วนนอกกรอบของเนื้อเรื่องเป็นพื้นที่เล็กๆ หลังประตูเช่น กระต่าย กวาง นกยูง ลิง

ภาพสถาปัตยกรรม ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภาพอาคารส่วนใหญ่จะเป็นอาคารทรงไทยชั้นเดียว หลังคาเครื่องไม้ทรงจั่ว และมักปิดทองอย่างงดงาม มีลักษณะที่ไม่สมจริงทางทัศนวิสัย และเมื่ออิทธิพลตะวันตกแพร่เข้ามาก็เริ่มมีอาคารแบบยุโรปปรากฏขึ้นในงานจิตรกรรมเช่นเรือนขนมปังขิง ตึกกระหลาป๋า หรือเลียนแบบมาจากภาพโปสการ์ด แต่ในส่วนของวัดราชาธิวาสนี้ แม้ว่าจะเขียนขึ้นด้วยเทคนิควิธีแบบตะวันตกอย่างชัดเจน แต่กลับไม่ปรากฏอาคารแบบตะวันตกเลย รูปแบบอาคารเป็นทรงไทยประเพณีที่วาดได้ถูกสัดส่วน อาคารบางหลังคล้ายพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง และบางหลังก็คล้ายกับอาคารที่ในรูปแบบสมัยรัชกาลที่ 5 ลงมา อันเป็นศิลปะร่วมสมัยกัน เช่น มีมุขประเจิด สาหร่ายรวงผึ้ง ลักษณะอาคารคล้ายพระที่นั่งวัชรีรมย์และสำราญมุขมาตย์ เป็นต้น

ภาพทิวทัศน์ ได้แก่ ภาพพื้นดิน ผืนน้ำ ท้องฟ้า อากาศ ภูเขา ต้นไม้ต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นฉากหลังทำให้ภาพตัวละครสำคัญเด่นขึ้นมา ซึ่งในจิตรกรรมไทยประเพณีก่อนที่จะรับอิทธิพลตะวันตก จะไม่แสดงมิติความลึกของภาพ ช่างจะระบายสีพื้นที่ว่างที่สมมติว่าเป็นท้องฟ้าให้กลืนหายไปด้วยกัน ไม่นิยมวาดเมฆหมอกซึ่งเป็นสิ่งแสดงภาวะหรือกาลเวลา ส่วนพื้นดินก็ไม่มีเส้นขอบฟ้า (Horizon line) ที่ไกลออกไป และไม่มีจุดเลือนหาย (Vanishing point) ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทางด้านทัศนวิทยาเป็นอย่างมาก พื้นน้ำมักจะวาดในรูปแบบของสัญลักษณ์เป็นวงโค้งซ้อนกันแบบประดิษฐ์ ภูเขาในจิตรกรรมประเพณีส่วนมากจะเป็นโขดหินเล็กๆได้รับอิทธิพลมาจาก เขามอ ในศิลปะจีน เพื่อให้มีขนาดพอเหมาะกับภาพและมักจะใช้เป็นส่วนกั้นฉากนอกเหนือจากสินเทา ส่วนในเวสสันดรชาดกของวัดราชาธิวาสจะเขียนทุกอย่างสมจริงตามธรรมชาติ มีการจัดสีให้มีความคมชัดน้อยลงตามระยะใกล้ไกล และทำเส้นขอบให้เลือนหายตามหลักการของรูปแบบ Sfumato รวมทั้งมีการใช้แสงเงาแสดงปริมาตรที่เรียกว่า Chiaroscuro

เนื้อหาและเรื่องราว[แก้]

เมื่อคนไทยได้มีโอกาสศึกษาวิชาการสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่บนหลักเหตุผลตามแบบตะวันตกมากยิ่งขึ้น ก็เกิดความรู้สึกว่าความเชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ โชคลางของขลังเป็นเรื่องเหลวไหล งมงาย สอดคล้องกับเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปศาสนา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเปลี่ยนความเชื่อที่งมงายเข้าสู่แก่นของธรรมะที่แท้จริง การแสดงออกทางด้านศิลปะก็สะท้อนความคิดนี้ได้อย่างมาก เช่น มีการวาดภาพที่สื่อถึงเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ หรือปริศนาธรรม รวมทั้งการวาดภาพเหมือนซึ่งแสดงออกถึงแนวคิดสัจจนิยมตามแบบตะวันตก การเขียนไตรภูมิ โลกสัณฐาน ที่ไม่เป็นความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์เสื่อมความนิยมลง ส่วนการเขียนเวสสันดรชาดกที่วัดราชาธิวาสนั้น ก็ได้ปรับเปลี่ยนการแสดงออกให้เป็นสัจจนิยมเช่นเดียวกัน ความมุ่งหมายที่แท้จริงคงไม่ได้ต้องการแสดงอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่เหนือธรรมชาติและเกินความเข้าใจของมนุษย์ หากแต่ต้องการนำเสนอธรรมะที่เป็นแก่นของชาดกเรื่องนี้ซึ่งก็คือ ทานบารมี ซึ่งพระเวสสันดรได้สั่งสมไว้ในชาติสุดท้าย จะสังเกตได้ว่า จิตรกรรมเวสสันดรชาดกที่นี่หลีกเลี่ยงการแสดงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือการแสดงพลังของเทพเจ้า ดังปรากฏในกัณฑ์ทศพร ซึ่งเล่าเรื่องการรับพรสิบประการจากพระอินทร์ของพระนางผุสดี ถูกเขียนซ่อนไว้ในกลีบเมฆอย่างเลือนลางในพื้นที่ของกัณฑ์หิมพานต์ หรือกัณฑ์สักบรรพ ซึ่งในจิตรกรรมไทยประเพณีมักวาดพราหมณ์มาทูลขอพระนางมัทรี แล้วกลับกลายเป็นพระอินทร์เหาะขึ้นด้านบน แต่ที่วัดราชาธิวาสนี้ แสดงเพียงภาพพระเวสสันดรหลั่งทักษิโณทกให้พราหมณ์เท่านั้น และถ้าหากไม่ทราบเรื่องมาก่อน จะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเป็นพระอินทร์แปลง การแสดงกัณฑ์ต่างๆออกเป็นภาพนอกจากการไม่พึงแสดงออกถึงพลังเหนือธรรมชาติแล้ว ยังคงยึดถือแนวประเพณีเป็นเกณฑ์ จุดมุ่งหมายคงจะเพื่อให้ผู้ชมรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นตอนของกัณฑ์ใด แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งท่านผู้วาดได้กระทำไว้ ซึ่งแตกต่างจากแนวประเพณีที่เป็นแบบแผนอยู่บ้าง เช่นการรวมกัณฑ์ชูชก กับจุลพนไว้ด้วยกัน โดยเขียนต่อเนื่องกัน ภาพชูชกหนีสุนัขขึ้นต้นไม้ เป็นตัวแทนของกัณฑ์ชูชก ส่วนภาพพรานเจตบุตรเป็นตัวแทนของกัณฑ์จุลพน หรือการรวมกัณฑ์ทศพรและหิมพานต์ไว้ในฉากใหญ่ฉากเดียว แม้ว่าจะเป็นกัณฑ์ที่ต่อเนื่องกัน แต่เวลาของเหตุการณ์ทั้งสองต่างกันมาก ซึ่งเป็นลักษณะของ narrative continutied ซึ่งถ้าหากเป็นจิตรกรรมไทยประเพณีอาจมีสินเทาหรือภาพทิวทัศน์แบ่ง หรือการวาดภาพเน้นฉากเริ่มต้นและฉากจบของเรื่องไว้ในกรอบใหญ่เป็นพิเศษบนด้านแป

สำหรับความสอดคล้องกับประติมากรรม ก็เกิดการแสดงออกซึ่งแตกต่างไปจากอดีตเช่นเดียวกัน ในจิตรกรรมไทยประเพณี เบื้องสะกัดหน้ามักจะเขียนภาพมารผจญ เสมือนว่าองค์พระประธานกำลังทรงพิชิตหมู่มาร แต่ในวัดราชาธิวาส บทบาทของพระประธานกลับกลายเป็นเหตุการณ์เทศนาโปรดเหล่าศากยกษัตริย์ที่กรุงกบิลพัสดุ์ และเกิดฝนโบกขรพรรษ อันเป็นเหตุให้ตรัสเล่าเรื่องเวสสันดรชาดก ความสอดคล้องอีกประการหนึ่งก็คือ พระประธานคือพระสัมพุทธพรรณีและพระนิรันตรายซึ่งอยู่เบื้องหน้าพระประธาน เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นโดยมีพระราชประสงค์ให้มีลักษณะใกล้เคียงธรรมชาติ ละทิ้งมหาบุรุษลักษณะซึ่งเหนือมนุษย์ไป อาจจะเป็นไปได้ว่าการเขียนภาพแบบสัจจนิยมเช่นนี้ก็เพื่อให้ต้องกับพระราชประสงค์เดิมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสอดคล้องกับฐานะความเป็นวัดฝ่ายธรรมยุตนิกายซึ่งโปรดให้ตั้งขึ้นเพื่อปฏิรูปพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์