ข้ามไปเนื้อหา

พระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเมธีธรรมสาร

(ไสว จันทโสภา , ธมฺมสาโร)
พระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) พ.ศ. 2511
ส่วนบุคคล
เกิด7 พฤษภาคม พ.ศ. 2432 (90 ปี)
มรณภาพ18 สิงหาคม พ.ศ. 2522
นิกายมหานิกาย
การศึกษา- พระปริยัติธรรม แผนกบาลี
- คัมภีร์มูลกัจจายน์
ตำแหน่งชั้นสูง
ที่อยู่วัดบ้านกร่าง ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
บรรพชา10 พฤษภาคม พ.ศ. 2448
อุปสมบท23 เมษายน พ.ศ. 2452
พรรษา70 พรรษา
ตำแหน่ง- อดีตเจ้าคณะแขวงอำเภอศรีประจันต์/เจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์
- อดีตเจ้าคณะหมวดตำบลศรีประจันต์
- อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านกร่าง
- อดีตผู้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร
- อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร

พระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) นิยมเรียกว่า "หลวงพ่อเมธี" หรือ "หลวงพ่อไสว วัดบ้านกร่าง" เป็นพระสงฆ์ชาวไทย มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญยก ตำแหน่งทางพระสังฆาธิการเป็นอดีตเจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านกร่าง ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติ

[แก้]

ชาติภูมิ

[แก้]

ชื่อ ไหว (ภายหลังเปลี่ยนเป็นไสว) นามสกุล จันทโสภา ชาตะ วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2432 (วันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู) ณ บ้านหัวขนอน เมืองสุพรรณบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี[1]

เป็นบุตรคนที่ 1 ในจำนวน 4 คน ของนายหวาด กับ นางจาบ นามสกุล จันทโสภา[1]

มีศักดิ์เป็นญาติกับพระครูสุนทรานุกิจ (กริ่ง หํโส) อดีตเจ้าคณะอำเภอสามชุก เจ้าอาวาสวัดสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี[2]

วัยเยาว์

[แก้]

วัยเยาว์ เมื่ออายุ 5 ขวบ พ.ศ. 2437 มารดาถึงแก่กรรม บิดาจึงนำไปมอบเป็นบุตรบุญธรรมและเป็นศิษย์หลวงพ่อกาบ (มักสะกดผิดเป็นกาพย์) พฺรหฺมสโร เจ้าอาวาสวัดจรรย์ ซึ่งอยู่ละแวกบ้าน

ได้รับการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนจากหลวงพ่อกาบ เรียนหนังสือทั้งอักษรไทยและอักษรขอมจนชำนาญคล่องแคล่ว อายุย่าง 15 ปี พ.ศ. 2447 หลวงพ่อกาบจึงส่งไปเรียนคัมภีร์มูลกัจจายน์ที่วัดบ้านกร่าง ในสมัยหลวงตาแก้วเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งมีครูเหลี่ยม อดีตพระครูฐานานุกรมในพระเทพโมลี (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร) เป็นผู้ดำเนินการสอน โดยเพลแล้วแบกคัมภีร์ไปเรียนที่วัดบ้านกร่าง ตกเย็นจึงกลับมาอยู่ที่วัดจรรย์[1]

บรรพชา

[แก้]

พ.ศ. 2448 หลวงพ่อกาบให้นายหวาด (บิดา) พาไปฝากเรียนบาลีที่กรุงเทพมหานคร บิดาจึงนำไปมอบตัวไว้กับพระเปลี่ยน วัดบางลำภูบน (วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร) เป็นเด็กวัดอยู่ประมาณ 7 วัน พระเปลี่ยนจึงพาไปพบพระใบฎีกาเปรมซึ่งอยู่วัดเดียวกันทำพิธีบรรพชาให้ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2448[1] (วันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง)

เป็นสามเณรจำวัดอยู่วัดบางลำภูบน (วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร) พอฉันเพลแล้วแบกคัมภีร์ไปเรียนหนังสือที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารทุกวัน เรียนจบหมดหนังสือที่นำมาจากเมืองสุพรรณบุรีแล้ว ก็ไปขอยืมตำราแล้วซื้อใบลานมาจดคัดลอกต่อทุกวัน

ครั้นถึงฤดูเข้าพรรษา มหาทิมซึ่งอยู่ที่บ้านบาตร เป็นผู้เคารพรักกับหลวงพ่อกาบ ทราบว่าลูกศิษย์หลวงพ่อกาบมาอยู่วัดบางลำภูบน (วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร) จึงเดินทางไปเยี่ยมเสมอ ๆ จวบจนออกพรรษาแล้วมหาทิมจึงชักชวนไปอยู่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อจะได้อยู่ใกล้กัน และดูแลอุปัฏฐากได้สะดวก

พ.ศ. 2449 ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ศึกษาคัมภีร์มูลกัจจายน์และบาลี โดยมีมหาจันทรเป็นผู้สอนบาลี ครั้นออกพรรษาแล้วมหาจันทรเห็นว่าที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารมีเรื่องราวยุ่งยาก ส่งผลให้ศิษย์เรียนไม่สะดวก จึงชักชวนย้ายไปอยู่ที่วัดเทพธิดารามวรวิหาร ในสมัยพระสุนทรสมาจารย์ (สวน) เป็นเจ้าอาวาส

พ.ศ. 2450 จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดารามวรวิหาร โดยศึกษาจากอาจารย์ทุม (หรือทิม พระมหาทิม ?) วัดราชนัดดารามวรวิหาร ในเพลศึกษาบาลีจากมหาจันทร วัดเทพธิดารามวรวิหาร หลังเพลแล้วไปศึกษาบาลีต่อจากอาจารย์ขาวที่วัดมหรรณพารามวรวิหาร กลางคืนศึกษาจากพระศรีสมโพธิ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระพิมลธรรม (นาค สุมนนาโค) วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร) ต่อมาจึงย้ายสำนักเรียนจากวัดมหรรณพารามวรวิหารไปศึกษาจากพระยาธรรมปรีชา (ทิม เปรียญ) ซึ่งเป็นอาจารย์หลวงดำเนินการสอนอยู่ที่เก๋งวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร[3]

อุปสมบท

[แก้]

พ.ศ. 2452 อายุครบ 20 ปี พระสุนทรสมาจารย์ (สวน) เจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร จะจัดพิธีอุปสมบทให้ที่กรุงเทพมหานคร แต่ญาติโยมทางบ้านไม่ยินยอม จึงต้องเดินทางกลับมาอุปสมบทที่เมืองสุพรรณบุรี

อุปสมบท วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2452 (วันศุกร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา) ณ พัทธสีมาวัดปลายนา ตำบลปลายนา อำเภอไผ่จำศีล เมืองอ่างทอง (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี) โดย[1]

ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า "ธมฺมสาโร" [ทำ-มะ-สา-โร] อุปสมบทแล้วกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดารามวรวิหาร เพื่อศึกษาตามเดิม และปีเดียวกันนี้เข้าแปลบาลี ได้ประโยค 1 ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม[3] ต่อมาเป็นพระฐานานุกรมในพระสุนทรสมาจารย์ (สวน) เจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร มีสมณศักดิ์ที่ พระใบฎีกา และพระสมุห์ตามลำดับ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร เป็นต้นมา

พ.ศ. 2460 กลับมาช่วยหลวงพ่อกาบจัดงานผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดจรรย์ โดยนิมนต์พระประสิทธิ์สุตคุณ เจ้าอาวาสวัดราชนัดดารามวรวิหารมาเป็นประธานจัดงาน 3 วัน 3 คืน เสร็จงานแล้วจึงกลับวัดเทพธิดารามวรวิหาร[3]

พ.ศ. 2463 พระครูธรรมรังษี (พัน กิจฺจกโร) เจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร อาพาธเป็นอัมพฤกษ์และอัมพาตตามลำดับ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ พระสมุห์ไหว ธมฺมสาโร เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส จึงปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสตามที่ได้รับมอบหมาย

พ.ศ. 2468 เจ้าอธิการผ่อง พฺรหฺมสโร เจ้าอาวาสวัดยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เรียกตัวให้มาช่วยทำการปฏิสังขรณ์วิหารหลังเก่าของวัดยาง เป็นระยะเวลา 1 ปี แล้วได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะหมวดตำบลศรีประจันต์แทนเจ้าอธิการผ่อง เสร็จแล้วจึงกลับวัดเทพธิดารามวรวิหาร

วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2469 พระครูธรรมรังษี (พัน กิจฺจกโร) เจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหารมรณภาพ พระสมุห์ไหว ธมฺมสาโร จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร จวบจนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระมหาปาล อินฺทโชโต เปรียญธรรม 3 ประโยค จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2469[4] พระสมุห์ไหว ธมฺมสาโร จึงพ้นจากตำแหน่ง

ครั้นใกล้เข้าพรรษา พ.ศ. 2469 พระสมุห์ไหว ธมฺมสาโร จึงกลับมาจำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อกาบ ที่วัดจรรย์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ถึง พ.ศ. 2481 จึงได้รับคำสั่งจากคณะสงฆ์ให้ย้ายมาอยู่ที่วัดบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านกร่าง จากนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกร่าง เจ้าคณะแขวงอำเภอศรีประจันต์ กับได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร และพระราชาคณะ ตามลำดับ กระทั่งถึงแก่มรณภาพในปี พ.ศ. 2522[3]

ตำแหน่ง

[แก้]

งานปกครอง

[แก้]
  • พ.ศ. 2453 - 2469 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร
  • พ.ศ. 2468 - 2482 เป็นเจ้าคณะหมวดตำบลศรีประจันต์
  • พ.ศ. 2469 เป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร
  • พ.ศ. 2481 - 2522 เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกร่าง
  • พ.ศ. 2481 - 2482 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะแขวงอำเภอศรีประจันต์
  • พ.ศ. 2481 - 2522 เป็นพระอุปัชฌาย์
  • พ.ศ. 2482 - 2522 เป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอศรีประจันต์ / เจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์

งานศึกษา

[แก้]
  • พ.ศ. 2489 เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม วัดบ้านกร่าง
  • พ.ศ. 2489 เป็นกรรมการตรวจประโยคธรรมสนามหลวง
  • พ.ศ. 2496 เป็นกรรมการศึกษา โรงเรียนประชาบาลวัดบ้านกร่าง

สมณศักดิ์

[แก้]

อาพาธ และมรณภาพ

[แก้]

พระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) อาพาธเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี พ.ศ. 2513 จึงเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรุงเทพมหานคร หลังผ่าตัดแล้วสบายดีเป็นปกติอยู่ระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นเริ่มอาพาธกระเสาะกระแสะเรื่อยมา จนถึง พ.ศ. 2518 ร่างกายเสื่อมโทรมลงมากทั้งจากความชราและอาพาธ จนไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเอง ต้องนั่งรถเข็น

หลังจากนั้นอาการก็ทรุดลงตามลำดับ ต้องพักรักษาตัวอยู่ภายในกุฏิ มีอาการหนักถึงขั้นแพทย์ลงความเห็นว่าจะต้องมรณภาพแน่ ๆ 2 - 3 ครั้ง แม้จะผ่านพ้นอาการอาพาธหนักเช่นนี้มาได้ แต่ก็ไม่กลับไปแข็งแรงได้ดังเดิม มีแต่ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ จนต้องนอนติดเตียง จวบจนมรณภาพด้วยโรคชรา ณ กุฏิสงฆ์วัดบ้านกร่าง วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2522 เวลา 21.23 น. สิริอายุ 90 ปี อุปสมบทได้ 70 พรรษา[1]

อนุสรณ์ และสิ่งเกี่ยวเนื่อง

[แก้]
  • รูปเหมือนพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2508 สมัยพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) ยังครองสังขารอยู่ ปัจจุบันประดิษฐานที่มณฑป วัดบ้านกร่าง
  • รูปเหมือนพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) ประดิษฐานที่มณฑป พระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) โรงเรียนศรีประจันต์ เมธีประมุข
  • โรงเรียนวัดบ้านกร่าง เมธีประสิทธิ์ เป็นชื่อในช่วงเวลาหนึ่งของโรงเรียนวัดบ้านกร่าง ซึ่งพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) เป็นผู้อุปถัมภ์โรงเรียนดังกล่าว[5][3]
  • อาคารเมธีประสิทธ์ แรกตั้งชื่อว่า อาคารเมธีประสิทธิ์วิทยาคาร แต่ชื่อยาวเกินไป จึงตัดลงเหลือเพียง อาคารเมธีประสิทธิ์[3] เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนวัดบ้านกร่าง ซึ่งพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) เป็นผู้อุปถัมภ์การก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2497[5]
  • อาคารเมธีธรรมสารศึกษา ๑ เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนวัดบ้านกร่าง ซึ่งพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) เป็นผู้อุปถัมภ์การก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2511[5]
  • อาคารเมธีธรรมสาร ๒ เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนวัดบ้านกร่าง ซึ่งพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) เป็นผู้อุปถัมภ์การก่อสร้าง โดยรื้อย้ายอาคารเมธีประสิทธ์ซึ่งชำรุดทรุดโทรม ย้ายมาปลูกสร้างใหม่เป็นอาคารเรียนแบบ 017 เมื่อ พ.ศ. 2520[5]
  • โรงเรียนเมธีอนุกูล เป็นโรงเรียนเอกชน ตั้งอยู่ที่วัดจรรย์ ซึ่งพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) เป็นผู้อุปถัมภ์เกื้อกูล เจ้าของโรงเรียนจึงตั้งชื่อว่า "โรงเรียนเมธีอนุกูล" ปัจจุบันเลิกกิจการแล้ว[3]
  • โรงเรียนศรีประจันต์ เมธีประมุข เป็นโรงเรียนซึ่งสร้างขึ้นโดยความริเริ่มของพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) พร้อมด้วยกรรมการอำเภอ พ่อค้า และประชาชนชาวอำเภอศรีประจันต์ ปัจจุบันเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำอำเภอศรีประจันต์[6]
  • วันบูรพาจารย์วัดบ้านกร่าง เป็นวันคล้ายวันมรณภาพ พระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) มีพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และถวายภัตตาหารเพล วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี

ศิษยานุศิษย์

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2525). ประเพณี พิธีพจน์ อนุสรณ์ พระเมธีธรรมสาร วันพระราชทานเพลิงศพ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม.
  2. ↑ คณะกรรมการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก. (2531). อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูสุนทรานุกิจ (หลวงพ่อกริ่ง หํโส) 23 เมษายน 2531. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง.
  3. 1 2 3 4 5 6 7 พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต). (2542). หลวงพ่อ เพื่อวัด เพื่อบ้าน อนุสรณ์ 20 ปี พระเมธีธรรมสาร. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัทสหธรรมิกจำกัด.
  4. ↑ พระสุนทรกิจโกศล. (2510). รำพันพิลาปของสุนทรภู่ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระมงคลธรรมรังษี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร.
  5. 1 2 3 4 "โรงเรียนวัดบ้านกร่าง - ประวัติโรงเรียน". sites.google.com. สืบค้นเมื่อ 2026-09-20.
  6. ↑ "ประวัติของโรงเรียนศรีประจันต์"เมธีประมุข" - โรงเรียนศรีประจันต์ "เมธีประมุข"". www.methipramuk.ac.th. 2020-05-23. สืบค้นเมื่อ 2025-02-21.

สืบตำแหน่ง

[แก้]