ข้ามไปเนื้อหา

พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 แห่งสกอตแลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 แห่งสกอตแลนด์
พระสาทิสลักษณ์ของพระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ราวปี ค.ศ. 1797
กษัตริย์แห่งสกอตแลนด์
ครองราชย์25 มีนาคม ค.ศ. 1306 – 7 มิถุนายน ค.ศ. 1329[1]
บรมราชาภิเษก25 มีนาคม ค.ศ. 1306
ก่อนหน้าจอห์น (1296)[1]
ถัดไปเดวิดที่ 2[1]
ประสูติ(1274-07-11)11 กรกฎาคม ค.ศ. 1274
น่าจะเป็นปราสาทเทิร์นเบอร์รี (Turnberry Castle) ในอายร์เชอร์ ประเทศสกอตแลนด์
สวรรคต7 มิถุนายน ค.ศ. 1329(1329-06-07) (54 ปี)[1]
Manor of Cardross, Dunbartonshire, Scotland
ฝังพระศพ
คู่อภิเษก
พระราชบุตร
more...
ราชวงศ์Bruce
พระราชบิดาRobert de Brus, 6th Lord of Annandale[1]
พระราชมารดาMarjorie, Countess of Carrick[1]
Guardian of Scotland
(Second Interregnum)
ดำรงตำแหน่ง
1298–1300
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
การยุทธ์

พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 แห่งสกอตแลนด์ (11 กรกฎาคม ค.ศ. 1274 – 7 มิถุนายน ค.ศ. 1329), หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ โรเบิร์ต เดอะ บรูซ (แกลิกสกอต: Raibeart am Brusach) เป็นกษัตริย์แห่งชาวสกอต ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1306 จนสวรรคตในปี ค.ศ. 1329[1] พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ทรงนำพาสกอตแลนด์ในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพสกอตแลนด์ครั้งที่หนึ่งเพื่อต่อต้านอังกฤษ พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ประสบความสำเร็จในการต่อสู้ตลอดรัชสมัยเพื่อฟื้นฟูสกอตแลนด์ให้กลับมาเป็นราชอาณาจักรเอกราช และทรงได้รับการยกย่องในสกอตแลนด์ในฐานะวีรบุรุษของชาติ พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 เป็นพระราชปนัดดาของ พระเจ้าเดวิดที่ 1 และพระอัยกาของพระองค์ คือ โรเบิร์ต เดอ บรูซ ลอร์ดแห่งแอนนันเดลที่ 5 เป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องสิทธิในราชบัลลังก์สกอตแลนด์ในช่วง The Great Cause[1]

ในฐานะเอิร์ลแห่งแคร์ริก รอเบิร์ตสนับสนุนการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์สกอตแลนด์โดยตระกูลของเขา และเข้าร่วมกับวิลเลียม วอลเลซ เพื่อต่อต้านพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1298 รอเบิร์ตได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์สกอตแลนด์ร่วมกับจอห์น โคมิน แห่งแบดเดอนอค ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการแย่งชิงราชบัลลังก์ และ วิลเลียม แลมเบอร์ตัน บิชอปแห่งเซนต์แอนดรูว์ส แต่เขาลาออกในปี ค.ศ. 1300 เนื่องจากความขัดแย้งกับโคมิน และดูเหมือนว่าจอห์น บัลลิออล จะได้ขึ้นครองราชบัลลังก์สกอตแลนด์ในไม่ช้า หลังจากยอมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ในปี ค.ศ. 1302 และกลับเข้าสู่ “สันติภาพของพระราชา” แล้วรอเบิร์ตก็ได้รับสืบทอดสิทธิการอ้างราชบัลลังก์สกอตแลนด์ของตระกูล เมื่อบิดาของเขาถึงแก่กรรม

การที่รอเบิร์ตมีส่วนในการสังหาร จอห์น โคมิน แห่งแบดเดอนอค ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1306 ส่งผลให้เขาถูกสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 5 ลงโทษขับออกจากศาสนา (excommunication) แม้ว่าในเวลาต่อมา เขาจะได้รับการอภัยโทษจากโรเบิร์ต วิชาร์ต บิชอปแห่งกลาสโกว์ก็ตาม รอเบิร์ตดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อยึดราชบัลลังก์ และได้รับการสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์แห่งสกอตส์ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1306 กองทัพของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 เอาชนะพระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ในยุทธการที่เมธเวน ทำให้พระองค์ต้องหลบหนีซ่อนตัว ก่อนจะเสด็จกลับมาในปี ค.ศ. 1307 และมีชัยเหนือกองทัพอังกฤษในยุทธการที่ลอเดิร์นฮิลล์ จากนั้นทรงทำสงครามกองโจรต่อต้านอังกฤษ

พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 เอาชนะคู่แข่งทางการเมืองคนอื่น ๆ ของพระองค์ ทำลายที่มั่นของพวกเขา และในปี ค.ศ. 1309 ก็ทรงจัดการประชุมรัฐสภาครั้งแรกของพระองค์ ระหว่างปี ค.ศ. 1310–1314 ชัยชนะทางทหารหลายครั้งได้ทำให้พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ทรงสามารถยึดครองดินแดนส่วนใหญ่ของสกอตแลนด์ได้ และในยุทธการที่แบนน็อคเบิร์น พระองค์ทรงมีชัยเหนือกองทัพอังกฤษที่มีขนาดใหญ่กว่าภายใต้การนำของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษ อันเป็นการยืนยันการสถาปนาราชอาณาจักรสกอตแลนด์ที่เป็นเอกราชขึ้นอีกครั้ง ยุทธการดังกล่าวนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยกองทัพของพระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ในเวลานั้นสามารถโจมตีอย่างรุนแรงทั่วภาคเหนือของอังกฤษได้อย่างเสรี ขณะเดียวกันพระองค์ยังได้ขยายสงครามต่อต้านอังกฤษด้วยการส่งกองทัพบุกไอร์แลนด์ และเรียกร้องให้ชาวไอร์แลนด์ลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2

แม้หลังชัยชนะในยุทธการที่แบนน็อคเบิร์นและการยึดป้อมปราการสุดท้ายของอังกฤษที่เมืองเบริก-อะพอน-ทวีดได้ในปี ค.ศ. 1318 แต่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ยังคงปฏิเสธที่จะสละการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าเหนือดินแดนสกอตแลนด์ ในปี ค.ศ. 1320 ขุนนางสกอตแลนด์ได้ยื่นคำประกาศอาร์โบรธต่อสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 22 โดยประกาศให้พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 เป็นพระมหากษัตริย์ที่ชอบธรรมของพวกเขา และยืนยันสถานะของสกอตแลนด์ในฐานะราชอาณาจักรเอกราช ในปี ค.ศ. 1324 สมเด็จพระสันตะปาปาทรงยอมรับพระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ในฐานะกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ที่เป็นเอกราช และในปี ค.ศ. 1326 พันธมิตรฝรั่งเศส–สกอตแลนด์ได้ถูกฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งในสนธิสัญญาโคร์เบล ในปี ค.ศ. 1327 อังกฤษได้ปลดพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ออกจากราชบัลลังก์ และตั้งพระราชโอรสของพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระนามว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 จากนั้นในปี ค.ศ. 1328 ได้มีการทำสันติภาพระหว่างสกอตแลนด์และอังกฤษผ่าน สนธิสัญญาเอดินบะระ–นอร์แทมป์ตัน โดยที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทรงสละการอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือสกอตแลนด์ทั้งหมด

พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 สวรรคตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1329 และพระราชโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อเป็นพระเจ้าเดวิดที่ 2 แห่งสกอตแลนด์ พระศพของพระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ถูกฝังไว้ที่มหาวิหารดันเฟิร์มลิน ขณะที่พระหทัย (หัวใจ) ถูกนำไปบรรจุไว้ที่มหาวิหารเมลโรส และอวัยวะภายในถูกและบรรจุไว้ที่โบสถ์เซนต์เซิร์ฟ

ช่วงต้นพระชนม์ชีพ (1274–1292)

[แก้]

ประสูติ

[แก้]
ซากปรักหักพังของปราสาทเทิร์นเบอร์รี ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1

พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 ประสูติเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1274[3][1] ไม่ทราบแน่ชัดว่าพระองค์ประสูติ ณ สถานที่ใด น่าจะเป็นปราสาทเทิร์นเบอร์รี (Turnberry Castle) ในอายร์เชอร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเอิร์ลดอมของพระมารดาของพระองค์[4] แม้จะมีข้อสันนิษฐานว่าพระองค์อาจประสูติที่เมืองลอกมาเบนในดัมฟรีส์เชอร์ หรือเมืองริตเทิลในเอสเซกซ์ก็ตาม[5][6][7][nb 1][1] รอเบิร์ต เดอ บรุส ลอร์ดแห่งแอนนานเดลที่ 1 ต้นตระกูลบรูซ (เดอ บรุส) ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสกอตแลนด์ในรัชสมัยของพระเจ้าเดวิดที่ 1 และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ลอร์ดแห่งแอนนานเดลในปี ค.ศ. 1124[8] ว่าที่กษัตริย์ในอนาคตเป็นบุตรชายคนโตในบรรดาพี่น้อง 10 คนของรอเบิร์ต เดอ บรุส ลอร์ดแห่งแอนนานเดลที่ 6 และมาร์จอรี เคาน์เตสแห่งแคร์ริก พระองค์ทรงสืบทอดบรรดาศักดิ์เอิร์ลแห่งแคร์ริกจากพระราชมารดา และทรงได้รับบรรดาศักดิ์ลอร์ดแห่งแอนนานเดลพร้อมด้วยสายเลือดแห่งราชวงศ์ผ่านทางพระราชบิดา ในฐานะพระปนัดดาชั้นที่ 4 ของพระเจ้าเดวิดที่ 1 ซึ่งสิทธิ์แห่งการสืบสายพระโลหิตนี้เองที่ทำให้พระองค์ทรงสามารถอ้างสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์สกอตแลนด์ได้[9] นอกเหนือจากตำแหน่งลอร์ดแห่งแอนนานเดลแล้ว ตระกูลบรูซยังถือครองที่ดินในแอเบอร์ดีนเชอร์และดันดี รวมถึงอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากในอังกฤษ (ได้แก่ คัมเบอร์แลนด์, เทศมณฑลเดอรัม, เอสเซกซ์, มิดเดิลเซกซ์, นอร์ทัมเบอร์แลนด์ และยอร์กเชอร์) ตลอดจนในเทศมณฑลแอนทริมในไอร์แลนด์[10][11]

ทรงพระเยาว์

[แก้]

มีข้อมูลปรากฏเกี่ยวกับช่วงวัยเยาว์ของพระองค์น้อยมาก เชื่อกันว่าพระองค์ทรงได้รับการเลี้ยงดูภายใต้การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมแองโกล-นอร์มัน (Anglo-Norman) แห่งอังกฤษทางตอนเหนือและสกอตแลนด์ทางตะวันออกเฉียงใต้ กับวัฒนธรรมแกลิก (Gaelic) แห่งสกอตแลนด์ทางตะวันตกเฉียงใต้และพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของแม่น้ำฟอร์ท (River Forth) แอนนานเดลมีระบบสังคมแบบระบบฟิวดัล (Feudalism) อย่างเต็มรูปแบบ และมีการใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงเหนือ (Northern Middle English) ทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งในเวลาต่อมาภาษาดังกล่าวได้พัฒนาไปเป็นภาษาสกอต (Scots language) ตามประวัติศาสตร์แล้วแคร์ริกถือเป็นส่วนหนึ่งของแกลโลเวย์ และแม้ว่าเหล่าเอิร์ลแห่งแคร์ริกจะเริ่มนำระบบฟิวดัลเข้ามาปรับใช้บ้างแล้วก็ตาม แต่สังคมของแคร์ริกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ยังคงมีความเป็นเคลติกและพูดภาษาแกลิกอย่างเด่นชัด[12]

มีความเป็นไปได้สูงที่พระเจ้ารอเบิร์ตที่ 1 จะสามารถตรัสได้ถึง 3 ภาษามาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พระองค์น่าจะได้รับการศึกษาให้สามารถตรัส อ่าน และอาจรวมถึงการเขียนภาษาแองโกล-นอร์มัน ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในกลุ่มขุนนางชาวสกอตเชื้อสายนอร์มัน รวมถึงสมาชิกในครอบครัวสายสกอต-นอร์มันของพระองค์ด้วย นอกจากนี้ พระองค์ยังน่าจะสามารถตรัสได้ทั้งภาษาแกลิก ซึ่งเป็นภาษาประจำสถานที่ประสูติของพระองค์ในแคร์ริกและครอบครัวฝ่ายพระราชมารดา รวมถึงภาษาสกอตโบราณ (Early Scots) อีกด้วย[13][14][15] ในฐานะทายาทผู้สืบทอดกองมรดกจำนวนมหาศาลและคริสต์ศาสนิกชนผู้เคร่งครัด พระองค์น่าจะทรงได้รับความรู้ทางภาษาละตินในระดับที่ใช้งานได้ ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในเอกสารสิทธิ์ทางกฎหมาย (Charter lordship) รวมถึงคัมภีร์และบทสวดทางศาสนา ปัจจัยเหล่านี้เปิดโอกาสให้พระองค์และพระอนุชาทรงเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งในด้านกฎหมาย การเมือง พระคัมภีร์ ชีวประวัติธรรมิกชน (Vitae) ปรัชญา ประวัติศาสตร์ รวมถึงระเบียบวินัยแห่งอัศวินและวรรณกรรมประเภทร้อยกรองอัศวิน (Romance)

พระราชโอรส–ธิดา

[แก้]
Child by Isabella of Mar
Name Birth Death Notes
Marjorie12962 March 1316Married in 1315 Walter Stewart, 6th High Steward of Scotland, by whom she had one child (Robert II of Scotland).
Children by Elizabeth de Burgh
NameBirthDeathNotes
Margaretunknown1346/47Married in 1345 William de Moravia, 5th Earl of Sutherland; had a son, John (1346–1361).[1]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. Robert Wishart's 1310 written absolution for Robert's murder of John Comyn, describes Robert as a layman of Carrick, indicating Carrick / Turnberry was either his primary residence, or place of birth. Lochmaben has a claim, as a possession of the Bruce family, but is not supported by a medieval source. Contemporary claims of the Bruce estate at Writtle, Essex, during the coronation of Edward, have been discounted by G. W. S. Barrow.

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Weir, Alison (2008). Britain's Royal Families: The Complete Genealogy. Vintage. pp. 207–211. ISBN 978-0099539735.
  2. "St_Serf's_Church,_Dumbarton".
  3. Murison, A. F. (2005). King Robert the Bruce. Kessinger. ISBN 978-1417914944.
  4. Macnamee 2006, p. 10, and Armstrong, Peter, Bannockburn 1314: Robert Bruce's Great Victory
  5. "Robert the Bruce – the Hero Scottish King". The Bruce Trust – Robert the Bruce Commemoration website. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 October 2018. สืบค้นเมื่อ 5 November 2018.
  6. Mair, George (28 October 2018). "Robert the Bruce was ENGLISH', claims medieval historian". สืบค้นเมื่อ 3 November 2018.
  7. "Historian claims Robert the Bruce was born in Essex and not Ayrshire". BBC News. 3 November 2018.
  8. Ntungwa, Arnold (1996). Scottish History: Robert The Bruce. Heinemann Library. ISBN 978-0431058832.
  9. Magna Carta Ancestry: A Study in Colonial and Medieval Families By Douglas Richardson, Kimball G. Everingham.
  10. Macnamee 2006, p. 27
  11. Penman 2014, p. 13
  12. Barrow 2005, p. 34
  13. Barrow 2005, pp. 34–35
  14. Macnamee 2006, p. 12
  15. Penman 2014, p. 16