พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร

พระนาม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทรฯ
พระนามเต็ม กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร นเรนทรสุริยวงศ์ อิศวรพงศพรพิพัฒนศักดิรัตนธำรง คุณาลงกฏเกียรติวิบุล อดุลยเดชบพิตร
พระอิสริยยศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น 2
กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร
ฐานันดรศักดิ์ พระองค์เจ้าชั้นเอก
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2337
สิ้นพระชนม์ 27 เมษายน พ.ศ. 2399 (61 ชันษา)
พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
หม่อม หม่อมน่วม หม่อมจับ หม่อมตาด และหม่อม (ยังไม่ปรากฏนาม)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทรฯ (8 ตุลาคม พ.ศ. 2337 - 27 เมษายน พ.ศ. 2399) ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ปีขาล ฉศก จุลศักราช 1156 ตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2337 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาศิลา ณ บางช้าง ธิดาในขรัวยายฟักทอง ราชินิกุล ณ บางช้าง (ขรัวยายฟ้กทองนั้นมีบิดานาม ขุนสนิทภิรมย์ ซึ่งเป็นบุตรชายท่านยายเจ้ามุก ส่วนมารดาคือท่านยายเชียง บุตรสาวของท่านตาเจ้าแทนและท่านเจ้ามุก โดยเจ้าแทนมีศักดิ์เป็นพระชนกทอง หรือพระชนกของ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 1)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทรฯ ทรงเป็นต้น ราชสกุล "พนมวัน" พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร และได้ทรงกำกับกรมพระนครบาล

ในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2375 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรมขึ้นเป็น กรมขุนพิพิธภูเบนทร และโปรดเกล้าฯ ให้กำกับกรมคชบาล ต่อมาในรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ เลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร นเรนทรสุริยวงศ์ อิศวรพงศพรพิพัฒนศักดิรัตนธำรง คุณาลงกฎเกียรติวิบุลย อดุลยเดชบพิตร ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2394

กรมพระพิพิธฯทรงกำกับ กรมพระนครบาล (เวียง) ระหว่างรัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 โดยมีการโปรดฯ ให้กำกับกรมพระคชบาลเพิ่มอีกหนึ่งกรมอีกด้วย โดยกรมทั้งสองต่างเป็นกรมสำคัญที่มีผู้คนสังกัดมากทั้งสองกรม

ทรงประทับอยู่ที่วังท้ายหับเผย (วังที่ 1) และสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันจันทร์ เดือน 5 แรม 8 ค่ำ ปีมะโรง อัฐศก จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2399 พระชันษา 62 ปี

ณ เดือน 4 ขึ้น 11 ค่ำ วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2400 เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระศพกรมพระพิพิธโภคภูเบนทรฯ มาลงเรือเอกไชยที่หน้าวัดพระเชตุพน เวลา 2 ยามเศษ แห่หามไปเข้าเมรุผ้าขาวที่หลังวัดอรุณราชวราราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการมหรสพ 2 วัน 2 คืน พระราชทานพระโกศทองใหญ่ (เมื่อชักพระศพ) และได้เสด็จจพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ณ เดือน 4 ขึ้น 13 ค่ำ วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2400.

พระอนุชา และ พระภคินีร่วมพระมารดาศิลา[แก้]

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทรฯ มี พระอนุชาและพระภคินีร่วมพระมารดาศิลา รวม 5 พระองค์ ประกอบด้วย

1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวงศ์ (ที่ 10 ใน รัชกาลที่ 2) ประสูติ ณ วันอังคาร เดือน 8 ปีกุน พ.ศ. 2334 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4

2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร (ที่ 17 ใน รัชกาลที่ 2) ประสูติ ณ วันพุธ เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม ปีขาล พ.ศ. 2337 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันจันทร์ เดือน 5 แรม 8 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2399 ทรงเป็นต้นราชสกุลพนมวัน

3. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (ที่ 22 ใน รัชกาลที่ 2) ประสูติ ณ วันพุธ เดือน 6 ขึ้น 4 ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ. 2341 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 แรม 13 ค่ำ ปีกุน พ.ศ. 2406 ทรงเป็นต้นราชสกุลกุญชร

4. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ (ที่ 35 ใน รัชกาลที่ 2) ประสูติ ณ วันอาทิตย์ เดือน 7 ขึ้น 12 ค่ำ ตรงกับวันที่ 24 พฤษภาคม ปีระกา ตรีศก 1213 พ.ศ. 2344 ทรงเป็นต้นราชสกุลทินกร

5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอินทนิล (ที่ 42 ใน รัชกาลที่ 2) ประสูติ ณ วันพุธ เดือน 11 ขึ้น 6 ค่ำ ปีชวด พ.ศ. 2347 สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อปีวอก พ.ศ. 2419 พระชันษา 65 ปี

ความเกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติ[แก้]

ในพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯถึงพระบรมวงศ์ผู้ทรงอาวุโส ช่วงใกล้จะเสด็จสวรรคตนั้น พระนามของกรมขุนพิพิธฯนั้นปรากฏอยู่ในรายชื่อเจ้านายสี่พระองค์ที่ทรงหมายจะให้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ โดยรายชื่อดังกล่าวมีชื่ออยู่ด้วยกัน 4 พระองค์ ประกอบด้วย

1. ท่านฟ้าใหญ่ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

2. ท่านฟ้าน้อย (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)

3. กรมขุนเดช (กรมขุนเดชอดิศร พระองค์เจ้ามั่ง ต่อมาในรัชกาลที่ 4 สถาปนาเป็น กรมสมเด็จพระเดชาดิศร หรือ สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร)

4. กรมขุนพิพิธฯ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร)

กรมพระพิพิธฯมีเจ้ากรม และจางวาง เป็นพวกราชินิกุลบางช้างพระญาติพระวงศ์ รวมทั้งข้าหลวงคนน้ำข้าในกรมอีกมาก ครั้นเมื่อปลายรัชกาลที่ ๓ ครั้งทรงพระประชวรจวนจะเสด็จสวรรคต กรมพระพิพิธฯท่านมีข้าในกรมมากมาย ซึ่งส่วนมากเป็นเชื้อสายพวกบางช้างดังกล่าว เมื่อคราวสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ สวรรคต พวกข้าในกรมก็เคยหวังกันไว้ว่าเจ้านายจะได้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลฯ กรมพระพิพิธฯจึงทรงพระวิตกว่า หากเปลี่ยนรัชกาลไม่ว่าท่านพระองค์ใด จะเสด็จขึ้นครองราชย์ แต่อำนาจก็คงอยู่ที่เจ้าพระยาพระคลัง (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์) และพระยาศรีพิพัฒน์ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ) ซึ่งอาจจะพาลหาเหตุเอาผิดกับท่าน กรมพระพิพิธฯจึงทรงระดมผู้คนพวกข้าในกรมที่อยู่ข้างนอกเข้ามาอยู่ในวัง ข้าในกรมของท่านมีมากมายดังกล่าวพากันเข้ามาอยู่ระวังรักษาพระองค์ล้นหลามจนต้องไปอาศัยนอนวัดโพธิ์ที่อยู่ใกล้ ๆ ความทราบถึงเจ้าพระยาพระคลังจึงได้ไปเฝ้าปรับความเข้าใจ เหตุการณ์ก็สงบเรียบร้อย กรมพระพิพิธฯปล่อยข้าในกรมกลับไปหมด

ดนตรีปี่พาทย์และการละคร[แก้]

กรมพระพิพิธฯ นั้น โปรดดนตรีปี่พาทย์และการละครเป็นอย่างมาก โดยทรงมีทั้งวงปี่พาทย์ และละครนอก ในช่วงรัชกาลที่ 2 และ ละครใน ในช่วงรัชกาลที่3 ในพระนิพนธ์เรื่อง "ตำนานละคร" ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า ฯ กรมพระพิพิธฯ ทรงมีวงปี่พาทย์ผู้ชายวงหนึ่ง ซึ่งเป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่สำหรับทำรับเสภา คือประกอบการเล่นเสภา โดยเป็นพระราชนิยมใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ รัชกาลที่ 2 และ ในสมัยรัชกาลที่ 3 แม้ละครของหลวงไม่มี แต่ก็มีละคร อย่างละครหลวงของเจ้านาย และขุนนางใหญ่โตถึง 11และ โรง 1 ใน 11 คือ ละครฯโรงของ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ ซึ่งว่ากันว่า กระบวนรำสวยงามดีกว่าโรงอื่น ๆ ทั้งนั้น

การศึก[แก้]

ในปี พ.ศ. 2369 เกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ ยก ทัพเข้ามายึดนครราชสีมา ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดฯให้กรมขุนพิพิธฯ เป็นแม่ทัพบัญชาการกองทัพ ตั้งทัพสกัดตามชายทุ่ง ตั้งแต่ สามเสน ถึงทุ่งวัวลำพอง (หัวลำโพง) โค้งออกตามชายทุ่งบางกะปิ ไปจรดแม่น้ำเจ้าพระยา กรมพระพิพิธฯ เป็นแม่ทัพทรงตั้งกองบัญชาการอยู่ที่บริเวณวัดแหลม (วัดแหลม หรือ บางที ก็เรียกว่า "วัดไทรทอง" เนื่องด้วยคงมีต้นไทรใหญ่อยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาวัดแหลม ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร") ทรงวางแนวรบที่สองตามแนวกำแพง พระนครด้านนอก (คลองบางลำภูโค้งไปตามคลองโอ่งอ่าง) แต่กองทัพเวียงจันทน์ พ่ายแพ้กองทัพไทยทุกด้านที่ยกเข้ามา ยังไม่ทันบุกเข้ามาถึงพระนคร.

หลังศึกเจ้าอนุวงศ์สงบ กรมพระพิพิธฯ จึงทรงชักชวนเจ้าพี่เจ้าน้องให้ร่วมกันบูรณะวัดแหลม ทรงสร้างพระเจดีย์เรียงรายไว้หน้าวัด 5 องค์ ถึงรัชกาลที่4 จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดว่า "วัดเบญจบพิตร" หมายถึงวัดของเจ้านาย 5 พระองค์

ต่อมาถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงซื้อที่ดินราษฎรทางด้านสวนในบริเวณใกล้กับวัดเบญจบพิตร เพื่อทรงสร้างวังส่วนพระองค์ ทรงพระราชดำริว่า วัดเบญจบพิตร นั้น ทรุดโทรมแล้ว จึงทรงถวายที่ดินเป็นที่วิสุงคามสีมา สร้างวัดเบญจบพิตรขึ้นใหม่ ให้งดงามพร้อมสรรพเป็นวัดใหญ่ พระราชทานนามให้ใกล้เคียงชื่อเดิมว่า "วัดเบญจมบพิตร" เติม "ม" ลงไป มีความหมายว่า วัดที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 5 ทรงสร้าง.

พระโอรส-พระธิดา[แก้]

ทรงมีพระหม่อม คือ หม่อมน่วม หม่อมจับ หม่อมตาด และหม่อม (ยังไม่ปรากฏนาม) โดยมีพระโอรสและพระธิดา ดังต่อไปนี้

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวสิ้นชีพิตักไษย, เล่ม ๑๘, ตอน ๑๕, ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๔, หน้า ๒๐๕
  • ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, และรัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549. 360 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-221-818-8
  • บรรเจิด อินทุจันทร์ยง. ราชสกุลพระบรมราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : องค์การค้าของคุรุสภา, พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2539. หน้า หน้าที่. ISBN 974-005-650-8
  • บทความ นิยาย เวียงวัง ตอนที่ 60 [1]]