พระเจ้านาศิร อัลดีน ชาห์ กอญัร
| พระเจ้านาศิร อัลดีน ชาห์ กอญัร ناصرالدین شاه قاجار | |||||
|---|---|---|---|---|---|
| ชาห์อันชาห์ | |||||
พระรูปในปี 1889 | |||||
| ชาห์แห่งอิหร่าน | |||||
| ครองราชย์ | 5 กันยายน 1848 – 1 พฤษภาคม 1896 | ||||
| ก่อนหน้า | มุฮัมมัด ชาห์ | ||||
| ถัดไป | มุซัฟฟัร อัดดีน ชาห์ | ||||
| ประสูติ | 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1831[1] แทบรีซ ประเทศอิหร่าน | ||||
| สวรรคต | 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1896 (64 ปี) เตหะราน ประเทศอิหร่าน | ||||
| คู่อภิเษก | 85 นาง | ||||
| |||||
| ราชวงศ์ | กอญัร | ||||
| พระราชบิดา | มุฮัมมัด ชาห์ | ||||
| พระราชมารดา | มาลัก ญะฮาน ขานุม | ||||
| ศาสนา | อิสลามชีอะห์ | ||||
พระเจ้านาศิร อัลดีน ชาห์ กอญัร (ناصرالدین شاه قاجار) เป็นชาห์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์กอญัรของอิหร่าน ครองราชย์ระหว่างปี 1848 ถึง 1896 นับเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อิหร่าน (เกือบห้าสิบปี) และเป็นกษัตริย์กอญัรองค์แรกที่เดินทางไปยังยุโรปหลายครั้ง พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำอิหร่านเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และเป็นผู้นำที่อยู่กึ่งกลางระหว่างอิหร่านดั้งเดิมกับกระแสอิทธิพลตะวันตกที่ถาโถมเข้าสู่ภูมิภาค
ประวัติ
[แก้]พระเจ้านาศิร อัลดีน ชาห์ ประสูติเมื่อปี 1831 ที่เมืองแทบรีซ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน ได้รับพระนามว่า เจ้าชายนาศิรุดดีน (ناصرالدین میرزا) เป็นพระโอรสของพระเจ้ามุฮัมมัด ชาห์ กอญัร และพระนางมาลัก ญะฮาน ขานุม ซึ่งสืบเชื้อสายกอญัรเช่นกัน เจ้าชายนาศิรุดดีนได้รับการศึกษาจากนักวิชาการศาสนาและขันทีในราชสำนัก ทั้งในด้านภาษาอาหรับ วรรณกรรมอิหร่าน ประวัติศาสตร์ ศาสนาอิสลาม รวมถึงศิลปะและธรรมเนียมแบบเปอร์เซีย พระองค์มีความสนใจด้าน บทกวี ภาพวาด การเขียนบันทึก
เมื่อพระบิดาสวรรคตในปี 1848 เจ้าชายนาศิรุดดีนวัยเพียง 17 ปี ได้รับการสนับสนุนจาก อามีร์ กับบีร์ (Amir Kabir) มหาอำมาตย์คนสำคัญให้ขึ้นครองราชย์ โดยเลือกใช้พระนามว่า “นาศิร อัลดีน ชาห์” ซึ่งแปลว่า “ผู้พิทักษ์ศาสนาแห่งความศรัทธา”
การปฏิรูปอิหร่าน
[แก้]ต้นรัชสมัย พระเจ้านาศิร อัลดีน ชาห์ ให้ความไว้วางใจแก่มหาอำมาตย์อามีร์ กับบีร์ ในการดำเนินการปฏิรูปด้านการคลัง การศึกษา และการบริหารราชการ โดยหนึ่งในผลงานสำคัญของกับบีร์คือการก่อตั้ง สถาบัน “ดารัลฟุนูน” (دارالفنون) ในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นโรงเรียนสมัยใหม่แห่งแรกของอิหร่าน สอนวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และภาษายุโรป โดยมีครูชาวออสเตรียและยุโรปมาสอนโดยตรง[2]
พระองค์ทรงสนับสนุนการพิมพ์ ทรงจัดให้มี “ราชกิจจานุเบกษาอิหร่าน” ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ราชการฉบับแรกของประเทศ ส่งเสริมให้ราชสำนักใช้สื่อเพื่อเผยแพร่แนวคิด รวมถึงสนับสนุนการแปลหนังสือวิทยาศาสตร์และปรัชญาตะวันตก นอกจากนี้ การเดินทางเยือนยุโรปของชาห์ 3 ครั้งในปี 1873, 1878 และ 1889 กระตุ้นให้พระองค์นำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การถ่ายภาพ, การรถไฟ, ระบบไปรษณีย์, โทรเลข และโรงละครแบบตะวันตกเข้าสู่อิหร่าน
อย่างไรก็ตาม อามีร์ กับบีร์ พยายามลดอำนาจและรายได้ของขุนนางระดับสูงในราชสำนัก โดยตัดงบประมาณที่ฟุ่มเฟือย ปรับปรุงระบบภาษี และจัดระเบียบกองทัพใหม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเป็นศัตรูของบรรดาข้าราชการเก่าและกลุ่มชนชั้นสูงที่สูญเสียผลประโยชน์ พระมารดาของชาห์ก็ไม่พอใจที่กับบีร์ควบคุมพระโอรสและสั่งการข้ามหน้าหลายเรื่อง เธอจึงร่วมมือกับขุนนางในราชสำนักเพื่อยุยงให้ชาห์ระแวงเขา ท้ายที่สุดเขาถูกปลดและถูกประหารในภายหลัง การสูญเสียเขาทำให้นโยบายปฏิรูปชะลอตัวลง ราชสำนักหันกลับสู่ระบบอุปถัมภ์แบบเก่ามากขึ้น
แม้จะมีความพยายามปฏิรูปหลายด้าน แต่โครงสร้างการปกครองในสมัยของนาศิร อัลดีน ชาห์ ยังคงเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ขึ้นอยู่กับกษัตริย์เพียงผู้เดียว การแต่งตั้งขุนนางข้าราชการขึ้นอยู่กับพระราชประสงค์โดยตรง และระบบการคลังถูกควบคุมแบบรวมศูนย์ การทุจริตในราชสำนักและการเก็บภาษีแบบกดขี่จากชาวบ้านยังคงดำเนินอยู่ ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องในชนชั้นกลางและกลุ่มศาสนา
ความสัมพันธ์กับยุโรป
[แก้]พระเจ้านาศิร อัลดีน ชาห์ ทรงเป็นกษัตริย์กอญัรองค์แรกที่เดินทางเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการ เคยเสด็จเยือนจักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออสเตรีย ประเทศฝรั่งเศส ราชอาณาจักรปรัสเซีย และสหราชอาณาจักร ในช่วงปี 1873, 1878 และ 1889[3] การเสด็จครั้งเหล่านี้มีทั้งเป้าหมายด้านการทูต การค้า และเพื่อศึกษาความเจริญของตะวันตก พระองค์ทรงหลงใหลเทคโนโลยี ภาพถ่าย การพิมพ์ การแสดง และวัฒนธรรมฝรั่งเศส ซึ่งนำมาปรับใช้ในราชสำนักอิหร่าน [4]
อย่างไรก็ตาม การเปิดรับตะวันตกของพระองค์ก็มาพร้อมกับการมอบสัมปทานทางเศรษฐกิจให้ต่างชาติ ซึ่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งรุนแรง ตัวอย่างสำคัญคือ สัมปทานยาสูบปี 1890 ที่ให้อังกฤษควบคุมการผลิตและขายยาสูบทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิด “การประท้วงยาสูบ” จากพ่อค้า นักการศาสนา และประชาชนนำโดย คุม ชีราซ ผู้เป็นมุญตะฮิดแห่งนครศักดิ์สิทธิ์ จนชาห์ต้องยกเลิกสัมปทานในปีต่อมา[5]
ถูกลอบสังหาร
[แก้]
แม้ทรงครองราชย์ยาวนานและพยายามรักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไว้ตลอดรัชสมัย แต่กระแสไม่พอใจในสังคมอิหร่านต่อพระองค์ก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะจากปัญญาชน พ่อค้า และกลุ่มนักการศาสนา ที่มองว่าพระองค์ยินยอมให้ต่างชาติเข้ามาแสวงหาประโยชน์เกินควร โดยเฉพาะอังกฤษและรัสเซีย
กระแสความตื่นตัวทางการเมืองนี้ นำไปสู่การต่อต้านอย่างลับ ๆ ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดปฏิวัติคือ มีร์ซา เรซา เคอร์มานี (Mirza Reza Kermani) นักคิดและนักกิจกรรมศาลนา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของนักเขียนอย่างเชค อะห์มัด รูชตี (Sheikh Ahmad Rouhhi) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักคิดอิสลามแนวปฏิรูปคนสำคัญอย่างจะมาลุดดีน อัลอัฟกานี ซึ่งเป็นนักคิดสมัยใหม่ที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมและเรียกร้องให้โลกมุสลิมลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเอกราชและศักดิ์ศรี[3]
เมื่อความไม่พอใจสะสมมานาน ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1896 มีร์ซา เรซา ได้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้านาศิร อัลดีน ชาห์ ที่ศาลเจ้าอับดุลอะซิม ชานเมืองเตหะราน โดยใช้อาวุธปืนยิงในขณะที่ชาห์กำลังสวดภาวนา[2] พระองค์สิ้นพระชนม์ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากถูกยิง ขณะมีพระชนม์ 65 ปี และครองราชย์มาเกือบครึ่งศตวรรษ มีร์ซา เรซา ถูกจับกุมทันที และถูกประหารชีวิตในเวลาต่อมา
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Nāṣer al-Dīn Shāh | Qājār Shah of Iran, Assassination & Legacy | Britannica".
- 1 2 Amanat, Abbas. Pivot of the Universe: Nasir al-Din Shah and the Iranian Monarchy, 1831–1896, I.B. Tauris, 1997.
- 1 2 Keddie, Nikki R. Modern Iran: Roots and Results of Revolution, Yale University Press, 2006.
- ↑ Abrahamian, Ervand. A History of Modern Iran, Cambridge University Press, 2008.
- ↑ Afary, Janet. The Iranian Constitutional Revolution, 1906–1911, Columbia University Press, 1996.