พระหลักเมือง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้าหลักเมือง
文澳城隍廟|城隍爺與諸神像.jpg
ภาษาจีน

พระหลักเมือง (อังกฤษ: City God; จีน: 城隍神) หรือ เจ้าหลักเมือง เป็นเทพยดาหรือผีบ้านผีเมืองที่คอยปกป้องรักษาเมือง[1]ที่มาจากคติวิญญาณนิยมและเป็นที่นิยมอย่างเด่นชัดในศาสนาผี ศาสนาชาวบ้านจีน ศาสนาพื้นบ้านพม่า และศาสนาท้องถิ่นของเอเชีย. โดยเทพยดาหรือผีบ้านผีเมืองอาจจะเป็นบุรุษหรือสตรี หรือ วีรชน หรือ บรรพบุรุษได้รับการยกย่องหรือนับถือจากท้องถิ่นนั้นๆ.[2]

ในศาสนาชาวบ้านจีน[แก้]

ที่มาของชื่อ[แก้]

นามของเจ้าหลักเมือง (จีน: 城隍神) ในภาษาจีน อักขระตัวแรก คำว่า เฉิง (cheng 城) หมายถึง "กำแพงเมือง" ("กำแพงป้องกัน" หรือโดยการขยาย "กำแพงเมือง") และตัวอักษรที่สอง หวง (huang 隍) หมายถึงตามตัวอักษร "คูเมือง". เสิน (shen 神) แปลว่า เทพยดา เมื่อรวมกันแล้ว เฉิงหวงเสิน (Chenghuangshen) อันเป็นชื่อของเทพารักษ์หรือเทพยดาที่ได้รับหน้าที่ในการปกป้องเมืองจากสวรรค์. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำแพงและคูน้ำโดยรอบนคร โดยในเวลาต่อมาคติการบูชาเป็นสถาปนาวิญญาณของเจ้าเมืองที่ดูแลเมืองที่มีคุณุปการและได้รับการยกย่องให้เป็นทางการ เป็นเวลาสามปีในฐานะเทพารักษ์แห่งเมืองเมื่อสิ้นชีวิต.[3]

ในศาสนาผีของไทย[แก้]

ในศาสนาผีตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งเชื่อกันว่าการตั้งเมืองจำเป็นต้องมีหลักเพื่อความเสถียรภาพและความมั่นคงของบ้านเมืองโดยจะคำนวณโดยเอาฤกษ์วันตั้งหลักเมืองมารวมกับดวงพระมหากษัตริย์หรือเจ้าเมืองในตอนนั้นแลวจะได้เป็นชะตาเมืองนำไปฝังใต้เสา โดยปกติพระหลักเมืองจะประดิษฐานอยู่ที่ศาลหลักเมือง ส่วนเสาหลักเมืองกรุงเทพฯนั้นครั้นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีนั้น โปรดให้มีพระราชพิธีฝังเสาพระหลักเมือง ตามความเชื่อของโบราณราชประเพณีแต่ทรงให้เปลี่ยนจากการฝังคนทั้งเป็นที่มีในสมัยสุโขทัยถึงสมัยอยุธยาเป็นหุ่นดินสี่ทิศของเมืองแทนเนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าที่ทำมาแต่ครั้งก่อนได้ฝีการฝังคนทั้งเป็นแต่ก็รักษาเมืองไว้ไม่ได้ ส่วนตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับศาลหลักเมืองที่เล่าว่ามีผู้เสียสละชีวิตไว้จำนวนสี่คนที่ก้นหลุมของเสาหลักเมือง คือ นายอิน นายจัน นายมั่น และนายคง ซึ่งทั้งสี่คนนี้ยอมที่จะเป็นวิญญาณเพื่อคอยรักษาเมือง ทั้งหมดเป็นจริตคนไทยที่เวลาใดมีละครหรือภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์แต่ไม่ได้ตรงทั้งหมดมักจะชอบจำรวมกัน โดยในที่นี้คนไทยได้จำมาจากละครเรื่อง"เจ้ากรรมนายเวร" [4]

ส่วนการฝังคนทั้งเป็นทั้งในเสาพระราชวังหรือเสาหลักเมืองของประเทศไทยครั้งสุดท้ายในสมัยอยุธยาตอนปลาย ส่วนครั้งสุดท้ายของโลกสันนิษฐานว่าเป็นที่เมืองมัณฑะเลย์ในมุมเมืองสี่ทิศและในพระราชวังมัณฑะเลย์ในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง กษัตริย์พม่า[5]

อ้างอิง[แก้]

  1. พระหลักเมือง
  2. [1]
  3. Yang 1967, p. 156.
  4. "ศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2012-04-24. สืบค้นเมื่อ 2012-04-03.
  5. ศิลปวัฒนธรรม (2020-12-08). "การสร้างเมือง 'มัณฑะเลย์' กับตำนานความสยดสยองของธรรมเนียมพม่า". ศิลปวัฒนธรรม.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]