พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์.jpg
ฉายเมื่อปี ค.ศ. 1883 ขณะดำรงตำแหน่งราชทูตสยามประจำกรุงปารีส

พระอิสริยยศ พระวรวงศ์เธอ
ฐานันดรศักดิ์ พระองค์เจ้า
ราชวงศ์ จักรี
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2394
สิ้นพระชนม์ 16 มีนาคม พ.ศ. 2477 (83 ปี)
พระบิดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมสาย กรมขุนราชสีหวิกรม
พระมารดา หม่อมน้อย ชุมสาย ณ อยุธยา
หม่อม หม่อมตลับ ชุมสาย ณ อยุธยา

นายพันเอกพิเศษ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2394 [1] - 16 มีนาคม พ.ศ. 2477 [2]) ทรงเป็นพระโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมสาย กรมขุนราชสีหวิกรม อธิบดีกรมช่างศิลป์หมู่และช่างศิลา กับหม่อมน้อย อดีตหม่อมในกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ เมื่อประสูติมีพระนามว่า หม่อมเจ้าชายปฤษฎางค์ ทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นพระองค์เจ้า ในปี พ.ศ. 2426

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นนักเรียนหลวงเสด็จไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนราฟเฟิลล์ สิงคโปร์ พร้อมกับพระอนุชาอีกหลายพระองค์ จากนั้นได้เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2414 และเข้าศึกษาในราชวิทยาลัยแห่งลอนดอน (King's College London) มหาวิทยาลัยลอนดอน ในสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ จากนั้นเสด็จกลับประเทศไทย รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้รับราชการตำแหน่งผู้ช่วยราชการ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศรวรฤทธิ์ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงขอกลับไปศึกษาเพิ่มเติมด้านวิศวกรรมโยธา และด้านการจัดการโรงกษาปณ์ [3]

ในปี พ.ศ. 2423 ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นล่ามและตรีทูต ในคณะของเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี เพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร และได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตไทยคนแรกประจำสำนักเซนต์เจมส์แห่งอังกฤษ และประจำประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริการวมถึง 12 ประเทศ ได้เป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งออสเตรียและปรัสเซีย ก่อนได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูตประจำกรุงปารีส

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชหัตถเลขาถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ให้แสดงความเห็นต่อปัญหา เหตุการณ์อังกฤษยึดเมืองมัณฑะเลย์ ในปี พ.ศ. 2428 เป็นการส่วนพระองค์ แต่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้นำพระราชหัตถ์เลขาและคำกราบบังคมทูล ไปประชุมปรึกษาพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ และข้าราชการผู้ใหญ่ในสถานทูต และก็ได้ตกลงกันว่าจะทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นรวมกัน ทั้ง 4 พระองค์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีก 7 คน และเป็นที่มาของคำเสนอให้ปฏิรูปการเมืองการปกครอง หรือ "คำกราบบังคมทูล ร.ศ. 103" ซึ่งสาระสำคัญคือรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย [3]

ในปีถัดมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าน้องยาเธอทั้ง 3 พระองค์ และพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เสด็จกลับกรุงเทพฯโดยทันที แต่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ยังไม่เสด็จกลับ ด้วยทรงติดภารกิจในการลงพระนามให้สยามเป็นสมาชิกในองค์การไปรษณีย์โทรเลขสากล และจัดพิมพ์แสตมป์สยามในระบบสากลเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นจึงเสด็จกลับสยามพร้อมกับพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2429

กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ไม่ทรงเป็นที่โปรดปรานตั้งแต่นั้นมา ต่อมาทรงเข้ารับราชการ โดยทรงรับผิดชอบด้านกรมไปรษณีย์และโทรเลข [4] และทรงถวายบังคมลาออกจากราชการในปี พ.ศ. 2433 ขณะเสด็จไปประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เสด็จไปที่ศรีลังกาและทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ตั้งแต่ พ.ศ. 2439 ทรงมีพระฉายาว่า พระชินวรวงศ์ ทรงผนวชอยู่เป็นเวลาหลายปี ต่อมาภายหลังทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดทีปทุตตมาราม เป็นวัดไทยวัดแรกในกรุงโคลัมโบ ระหว่างปี พ.ศ. 2448 - 2453 [5]

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เสด็จกลับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2454 เพื่อถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้กลับไปศรีลังกาอีก จากนั้นทรงเป็นบรรณาธิการแผนกภาษาไทยให้กับหนังสือพิมพ์ "สยามออบเซิร์ฟเวอร์" ของพระอรรถการประสิทธิ์ อยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นประทับอยู่ในตรอกกัปตันบุช และในที่สุดในตรอกวัดมหาพฤฒาราม จนสิ้นพระชนม์ด้วยความยากไร้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2477 ขณะพระชนมายุ 84 พรรษา

ชีวิตส่วนพระองค์[แก้]

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ มีหม่อมท่านหนึ่งคือ หม่อมตลับ ที่สมรสกันตั้งแต่ก่อนออกมาศึกษาในยุโรป แต่ทั้งสองมิได้มีบุตรธิดาด้วยกัน ในงานเขียนของ ดับเบิลยู. เอส. บริสโทว์ (W.S. Bristowe) ได้อ้างว่าหม่อมต่างด้าวนางหนึ่งที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงคบหาเมื่อครั้งอยู่ในลอนดอนเป็นน้องสาวของนาย เจ. สตีเวนส์ (J. Stevens) นายไปรษณีย์คนแรกของเมืองเชียงใหม่ และกล่าวอีกว่าพระองค์เจ้าปฤษฎางค์มีสัมพันธ์สวาทกับสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวแล้ว[6] แต่ปรากฏด้วยหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าหลวงทรงส่งหม่อมตลับให้ตามไปอยู่ในฐานะภรรยาราชทูตที่ปารีสในปี พ.ศ. 2427 และในที่สุดผู้กล่าวหาพระองค์ได้มีหนังสือไปขอขมาในขณะที่ทรงเป็นสังฆราชที่นครโคลัมโบ

ดูเพิ่ม[แก้]

  • ความเคลื่อนไหวสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม
  • บุญพิสิฐ ศรีหงส์. สัมพันธภาพระหว่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจาอยู่หัวกับพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ จากหลักฐานชั้นต้นสู่คำถามต่อนักวิชาการและนักเขียนประวัติศาสตร์-รัฐศาสตร์. รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 (ก.ย.-ธ.ค. 2554), หน้า 1-81.

อ้างอิง[แก้]

  1. The Life and Time of Prince Prisdang(ฉบับแปลไทย)
  2. ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, และรัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549. 360 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-221-818-8
  3. 3.0 3.1 เรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งแรก สมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ กับ "คำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการ เปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ. ๑๐๓" หนังสือ ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 24 ฉบับที่ 12 วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2546
  4. พิพัฒน์ ชูวรเวช, พ.ต.อ. นายแพทย์. ตำนานแสตมป์ไทยสำหรับนักสะสม. กรุงเทพ : อรุณการพิมพ์, พ.ศ. 2546. 264 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-91019-9-5
  5. ศรีลังกา : กฐินพระราชทาน ณ วัดทีปทุตตมาราม ปฐมฤกษ์ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-ศรีลังกา
  6. จิระนันท์ พิตรปรีชา. ลูกผู้ชายชื่อนายหลุยส์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สยามบันทึก, 2552, หน้า 147-149
  • สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. การเมืองการปกครองไทย พ.ศ. ๑๗๖๒ - ๒๕๐๐. กรุงเทพ : คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, พ.ศ. 2547. 801 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-92371-5-3