พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา)
เจ้าเมืองมุกดาหาร, จางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร, กรมการพิเศษจังหวัดนครพนม
ก่อนหน้า พระจันทรสุริยวงษ์ (บุญเฮ้า จันทรสาขา)
ถัดไป พระจันทรเทพสุริยวงษา (แสง จันทรสาขา)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด ๒๓๘๘
เมืองมุกดาหาร
เสียชีวิต ๒๔๖๐
เมืองมุกดาหาร
ศาสนา ศาสนาพุทธ

อำมาตย์เอก พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) อดีตเจ้าเมืองมุกดาหารองค์ที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๔๔๒) จากราชวงศ์เวียงจันทน์ในฐานะเจ้าเมืองประเทศราช อดีตราชบุตรผู้รักษาราชการเมืองมุกดาหาร อดีตจางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร อดีตกรมการพิเศษจังหวัดนครพนม (พ.ศ. ๒๔๔๒-๒๔๖๐) อดีตจางวางอำเภอมุกดาหาร อำมาตย์เอก พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) เป็นต้นสกุลพระราชทาน จันทรสาขา แห่งจังหวัดมุกดาหารและเป็นต้นสกุลพระราชทาน พิทักษ์พนม แห่งอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในภาคอีสานของประเทศไทย

ราชตระกูล[แก้]

พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) เป็นพระโอรสในเจ้าอุปฮาด (แถง หรือ แท่ง) เจ้าอุปฮาด (แถง หรือ แท่ง) เป็นพระโอรสในพระจันทรสุริยวงษ์ (พรหม) เจ้าเมืองมุกดาหารองค์ที่ ๓ พระจันทรสุริยวงษ์ (พรหม) เป็นบุตรเจ้าพระยาจันทรสุริยวงษาดำรงมหาราชการ (กิ่ง) เจ้าเมืองมุกดาหารองค์ที่ ๒ เจ้าพระยาจันทรสุริยวงษา (กิ่ง) เป็นพระราชโอรสในเจ้าพระยาจันทรศรีโสราชอุปราชามันธาตุราช (เจ้าจันทกินรี หรือเจ้ากินนรี) เจ้าเมืองมุกดาหารพระองค์แรกผู้ก่อตั้งเมืองมุกดาหารหรือเมืองบังมุก เจ้าพระยาจันทรศรีโสราชอุปราชามันธาตุราช (เจ้าจันทกินรี) เป็นพระราชโอรสในเจ้าจันทสุริยวงษ์ (จารย์จันทสุริยวงษ์) เจ้าเมืองหลวงโพนสิมในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ปัจจุบันอยู่ในแขวงสุวรรณเขต (สะหวันนะเขต) ของประเทศลาว เจ้าจันทสุริยวงษ์ (จารย์จันทสุริยวงษ์) มีพี่น้องคือเจ้าแก้วมงคลหรือเจ้าแก้วบูฮม (จารย์แก้ว) เจ้าเมืองท่งศรีภูมิองค์แรกผู้ก่อตั้งเมืองท่งศรีภูมิ และเป้นต้นราชวงศ์เจ้าจารย์แก้วแห่งภาคอีสาน ทั้ง ๒ พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในเจ้าศรีวิชัยหรือเจ้าศรีวรมงคล เป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าศรีวรวงษาธิราช (เจ้ามหาอุปราชศรีวรวังโส) พระมหากษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๑๑๘-๒๑๒๓) และเป็นพระราชปนัดดาในพระเจ้าโพธิสารราชแห่งนครหลวงพระบาง[1] อนึ่งพระเจ้าศรีวรวงษาธิราช (เจ้ามหาอุปราชศรีวรวังโส) ผู้เป็นปฐมราชตระกูลของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) นี้ ทรงเป็นพระราชอนุชาในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๑ พระมหากษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมหาราชพระองค์ที่ ๒ ของราชอาณาจักรล้านช้างและประเทศลาว

นับได้ว่าบรรพบุรุษของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) ได้ปกครองหัวเมืองลาวฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขงหลายหัวเมือง อาทิ เป็นเจ้าเมืองมุกดาหารสายตรงมากถึง ๓ องค์ จาก ๗ องค์ อีกทั้งยังเคยปกครองนครเวียงจันทน์ นครหลวงพระบาง เมืองหลวงโพนสิม (เมืองโพนสิม) เมืองเซโปน (เมืองตะโปน) เมืองพิน เมืองนอง (เมืองละนอง) เมืองพาลุกากรภูมิ เมืองคันธบุรี (เมืองไกสอน พมวิหาน) เมืองดอนตาล (อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร) เป็นต้น

พระประวัติ[แก้]

พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) เป็นเชื้อสายเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์อันเก่าแก่ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๑๒ ปีมะเส็ง จ.ศ. ๑๒๐๗ หรือ พ.ศ. ๒๓๘๘ ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) เริ่มเข้ารับราชการเป็นกรมการเมืองมุกดาหารได้รับการสถาปนาเป็นที่ ท้าวสุวรรณสาร จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๒๒ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงพระยศเป็นที่ เจ้าราชบุตร ตำแหน่งคณะอาญาสี่เมืองมุกดาหาร ได้เป็นผู้คุมกำลังเมืองมุกดาหารไปราชการรักษาด่านทางป้องกันทัพญวนซึ่งพ่ายแพ้แก่ฝรั่งเศสและหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในเขตเมืองวัง เมืองเซโปน (เมืองตะโปน) ชายแดนเมืองมุกดาหารติดต่อกับชายแดนเวียดนาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๕ เคยเป็นนายกองคุมกำลังเมืองมุกดาหารไปปราบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ (ทุ่งไหหิน) จนได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อ เคยคุมกำลังเมืองมุกดาหาร ไปต่อสู้กับกำลังฝ่ายฝรั่งเศสที่ยกมายึดเอาดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ดินแดนลาวปัจจุบัน) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าราชบุตร (เมฆ) ว่าที่เจ้าเมืองมุกดาหาร รักษาการในตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหาร ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ เจ้าราชบุตร (เมฆ) ได้เดินทางมายังกรุงเทพมหานครเพื่อรับพระราชทานสัญญาบัตรตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหาร พร้อมทั้งได้นำส่วยและเครื่องราชบรรณาการมีต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ไปทูลเกล้าฯ ถวายด้วย ณ กรุงเทพมหานครในฐานะเมืองประเทศราชชายพระราชอาณาเขต นับเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชบรรณาการเป็นครั้งสุดท้ายเจ้านายลาวเมืองมุกดาหาร หลังจากนั้นได้มีการยกเลิกประเพณีดังกล่าว ในครั้งนั้นทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ พระจันทรเทพสุริยวงษาเจ้าเมืองมุกดาหาร ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารเมื่ออายุ ๔๖ ปี เมื่อมีการยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองเปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองจึงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นจางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร รับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินปี ปีละ ๕๐๐ บาท ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ จึงได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เลื่อนให้เป็นที่ อำมาตย์เอก พระยาศศิวงษ์ประวัติ ถือศักดินา ๓,๐๐๐ ไร่ ในตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดนครพนม ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า จันทรสาขา[2]

ได้เป็นราชบุตรเมืองมุกดาหาร[แก้]

พ.ศ. ๒๔๒๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) เป็นที่ราชบุตรเมืองมุกดาหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งการปกครองในคณะอาญาสี่ตามจารีตการปกครองของราชอาณาจักรล้านช้างมาแต่โบราณ ดังปรากฏความในเอกสารตราตั้งรัชกาลที่ ๕ ดังนี้

ให้ท้าวสุวรรณสาร เปนราชบุตรเมืองมุกดาหาร จงช่วยพระจันทรสุริยวงษา เจ้าเมืองมุกดาหารคิดอ่านราชการบ้านเมือง แลฟังบังคับบัญชาผู้ใหญ่ในเมือง แต่ที่เปนยุติธรรมแลชอบด้วยราชการ จงเว้นการควรเว้น หมั่นประพฤติการควรประพฤติ แลรักษาความซื่อสัตยสุจริตต่อกรุงเทพมหานคร ตามอย่างธรรมเนียมผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนี้ จงเจริญศุขสวัสดิ ทำราชการตั้งแต่บัดนี้ไปเทอญ ตั้งแต่ณวัน ๓๔ฯ๙ ค่ำปีเถาะเอกศก เปนปีที่ ๑๒ ของตราดวงที่ประทับมานี้ ประจำการแผ่นดินสยาม ศักราช ๑๐๔๑ เปนวันที่ ๓๙๐๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ สมเดจพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บรมราช[3]

ขึ้นเป็นเจ้าเมืองมุกดาหาร[แก้]

เมื่อเจ้าราชบุตร (เมฆ) ได้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าเมืองและว่าที่เจ้าเมืองมุกดาหารแล้ว ต่อมาอีก ๓ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๓๔ จึงได้เดินทางลงไปรับพระราชทานสัญญาบัตรในตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารที่กรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามสัญญาบัตรประทับพระราชสัญจกร ตั้งให้ราชบุตร (เมฆ) เป็นที่ พระจันทรเทพสุริยวงษ์ดำรงมหาราชการ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารในฐานะพระประเทศราชตามจารีตเดิม ตั้งแต่วันที่ ๔ เดือนตุลาคม ร.ศ. ๑๑๐ ปรากฏความในราชกิจจานุเบกษา ร.ศ. ๑๑๐ การแต่งตั้งเจ้าเมืองครั้งนี้ประกอบด้วยกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ดำรงตำแหน่งคณะอาญาสี่และผู้ช่วยราชการเมืองอีก ๗ ท่าน คือ ท้าวเสริม ให้ดำรงตำแหน่งอุปฮาตเมืองมุกดาหาร ท้าวแสง ให้ดำรงตำแหน่งราชวงศ์เมืองมุกดาหาร ท้าวแป้น ให้ดำรงตำแหน่งราชบุตรเมืองมุกดาหาร พระวรบุตรภักดี (อ่าง) ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองมุกดาหาร พระศรีวรวงษ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองมุกดาหาร พระราชกิจภักดี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองมุกดาหาร พระศรีวรราช ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองมุกดาหาร[4]

เครื่องยศ[แก้]

  • หมวกตุ้มปี่ ๑ ใบ
  • กระบี่บั้งทอง ๕ บั้ง
  • เสื้อเข้มขาบดอกก้านแย่ง ๑ ผืน
  • พานหมากถมเครื่องในทองคำ ๑ สำรับ
  • ลูกประคำทองคำ ๑๐๘ เม็ด ๑ สาย
  • คณโททองคำ ๑ ลูก
  • กระโถนทองคำ ๑ ลูก
  • ผ้าม่วงจีน ๑ ผืน[5]

ผลงาน[แก้]

สร้างเรือมณฑล[แก้]

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) เมื่อครั้งเป็นที่พระจันทรเทพสุริยวงษ์เจ้าเมืองมุกดาหาร ได้ชักชวนประชาชนชาวเมืองมุกดาหารร่วมแรงร่วมใจกันเสาะหาต้นตะเคียนในเขตเมืองมุกดาหารจนพบต้นตะเคียนที่งดงามและสูงใหญ่ที่สุดของเมือง ณ ดงบักอี่หรือดงบั่งอี บริเวณท้องที่อำเภอดอนตาลต่อเขตแดนอำเภอนิคมคำสร้อย แล้วนำมาขุดถากสำเร็จเป็นเรือเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๖ พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) ได้ตั้งมงคลนามของเรือว่า เรือมณฑล เรือมณฑลเป็นเรือประวัติศาสตร์คู่บ้านคู่เมืองของมุกดาหารมาแต่อดีต มีอายุร้อยกว่าปี ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ ณ วัดศรีสุมังค์ ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เป็นเรือขุดจากต้นตะเคียนทั้งต้น มีความยาว ๒๐ เมตร กว้าง ๑.๒๐ เมตร บรรจุฝีพายได้ ๔๕ คน ประชาชนเล่าลือกันว่าเป็นเรือที่สวยงามที่สุดและชนะเลิศการแข่งเรือในบุญส่วงเฮือแถบลุ่มแม่น้ำโขงมาโดยตลอด เรือมณฑลเคยเป็นเรือรับเสด็จเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ พระองค์เจ้าชายดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จมาตรวจราชการภาคอีสานบริเวณมณฑลอุดรและมณฑลร้อยเอ็ด พระองค์ได้ประทับบนเรือมณฑลเพื่อล่องแก่งในลำแม่น้ำโขงจากเมืองธาตุพนมมายังเมืองมุกดาหารเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เรือมณฑลเคยลงน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ หลังจากนั้นได้เก็บรักษาไว้ ณ วัดศรีสุมังค์ นับถือกันว่าเป็นเรือประวัติศาสตร์ของชาติและเป็นโบราณวัตถุหรือสมบัติอันล้ำค่าของชาวเมืองมุกดาหาร ต่อมาชาวเมืองมุกดาหารจึงได้ปรึกษาหารือร่วมกันเพื่ออนุรักษ์เรือไว้ไม่ให้ทรุดโทรมและได้บูรณะซ่อมแซมเรือมณฑลแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙[6]

ถึงแก่กรรม[แก้]

พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) ถึงแก่กรรมเมื่อวันเสาร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ตรงกับวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) สิริรวมอายุได้ ๗๒ ปี

การพระราชทานนามสกุล[แก้]

นามสกุลจันทรสาขา[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามสกุลแก่เจ้าเมืองมุกดาหารและทายาทผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองมุกดาหารว่า จันทรสาฃา เขียนเป็นอักษรโรมันว่า Chandrasa^kha^ เลขทะเบียนสกุลพระราชทานที่ ๑๓๗๐ ทรงพระราชทานแก่พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งที่จางวางอำเภอมุกดาหาร ทวดชื่อพระจันทรสุริยวงษา (กิ่ง) ๒๕/๔/๑๔ ต่อมานิยมเขียนคำว่า จันทรสาฃา เป็น จันทรสาขา เนื่องจากปัจจุบันไม่มีการใช้อักษร ฃ แล้ว[7] ดังปรากฏในเอกสารพระราชทานนามสกุลว่า ขอให้นามสกุลของ พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) จางวางอำเภอมุกดาหาร เมืองนครพนม มณฑลอุดร ทวดชื่อพระยาจันทรสุริยวงษา (กิ่ง) ตามที่ขอมานั้นว่า จันทรสาขา (เขียนเป็นอักษรโรมันว่า Chandrasa^kha^) อันเปนมงคลนาม ขอให้สกุลจันทรสาขา มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงอยู่ในกรุงสยามชั่วกัลปาวสาน พระที่นั่งพิมานปฐม. วันที่ ๒๑ เมษายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๗. อนึ่ง คำว่า จันทร มาจากพระนามเดิมของต้นราชตระกูลผู้สร้างเมืองมุกดาหารหรือเมืองบังมุกคือ เจ้าจันทกินรี หรือ เจ้าพระยาจันทรสีโสราชอุปราชามันธาตุราช และมาจากราชทินนามประจำเมืองของเจ้าเมืองมุกดาหารคือ จันทรสุริยวงษา ส่วนคำว่า สาขา เป็นภาษาบาลีตรงกับคำว่า กิ่ง ซึ่งเป็นพระนามเดิมของพระราชอัยกา (ปู่) ของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ)

นามสกุลพิทักษ์พนม[แก้]

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามสกุลแก่ทายาทผู้สืบเชื้อสายจากอำมาตย์เอก พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) อดีตเจ้าเมืองมุกดาหารองค์สุดท้ายว่า พิทักษ์พนม โดยเป็นสกุลอันมาแต่ราชทินนามเดิมของทายาท ลำดับสกุลพระราชทานอักษร พ-ฟ ที่ ๖๕ ทรงพระราชทานแก่หลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) นามเดิมว่าท้าวศรีหรือท้าวทุม ดำรงตำแหน่งนายอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นบุตรชายของอำมาตย์เอก พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) พระราชทานสกุลเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๕[8] นอกจากนี้ หลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม) ยังสืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองธาตุพนมผ่านทางเจ้านางยอดแก้ว (ก่องมะนี) พระชายาในเจ้าพระยาจันทรสุริยวงษา (กิ่ง) ผู้เป็นชวด (บิดาของทวด) ของหลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม) เจ้านางยอดแก้ว (ก่องมะนี) เป็นพระธิดาในเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี) เจ้าเมืองธาตุพนมองค์ที่ ๒

เจดีย์บรรจุพระอัฐิ[แก้]

เมื่อพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) ถึงแก่กรรมแล้ว ทายาทบุตรหลานได้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิไว้ ณ วัดศรีสุมังค์วรารามหรือวัดสีสุมัง (วัดช้าง) คนทั่วไปเรียกว่าวัดเจ้าคุณพระยา เนื่องจากเป็นวัดที่พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) ตลอดจนเจ้าเมืองมุกดาหารทุกพระองค์ในอดีตและทายาทบุตรหลานในตระกูลเจ้านายเมืองมุกดาหารเป็นเจ้าอุปถัมภ์ วัดศรีสุมังค์วราราม ตั้งอยู่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนดำรงค์มุกดา ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มีอายุเก่าแก่กว่า ๒๐๐ ปี ภายในวัดมีพระวิหารเก่าแก่อิทธิพลศิลปกรรมอาณานิคมฝรั่งเศสซึ่งส่งผ่านมาทางช่างชาวเวียดนามและชาวลาว พระวิหารเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนมีซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างหรือซุ้มบังเกิ้นเป็นรูปอาร์คโค้ง พระประธานภายในพระวิหารเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกพุทธลักษณะแบบลาวหรือศิลปะล้านช้าง นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีพระเจดีย์ขนาดใหญ่รูปแบบอิทธิพลพระธาตุพนมด้วย[9]

พระเจดีย์บรรจุพระอัฐิพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) หรือพระธาตุเจ้าคุณพระยา ตั้งอยู่ระหว่างพระวิหารและสิมหรือพระอุโบสถบริเวณด้านหน้าพระเจดีย์ขนาดใหญ่อิทธิพลทางศิลปกรรมจากพระธาตุพนม พระเจดีย์บรรจุพระอัฐิมีลักษณะคล้ายพระเจดีย์ศรีสองรัก (พระธาตุสีสองฮัก) อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นพระเจดีย์ขนาดเล็กและเตี้ย มีถ้าน (ฐาน) ธาตุรูปแอวขัน ๒ ชั้น ไม่ปรากฏตีนธรณีหรือถ้านลุ่ม (ฐานล่าง) เรือนธาตุหรือองค์ธาตุเป็นรูปดอกบัวจูม (ดอกบัวตูม) หรือหมากน้ำเต้าประดับลายปูนปั้นนูนต่ำเป็นรูปดอก ๔ กลีบ มีทั้งดอกขนาดเล็กและดอกขนาดใหญ่ทาสีทอง บริเวณมุมเรือนธาตุเป็นรูปดอกกาบทิศหรือดอกกระจังทาสีทอง ยอดธาตุประกอบด้วยตีนหีบและดวงปลี ปลายยอดสุดเป็นรูปน้ำค้างหรือดอกบัวจูม (ดอกบัวตูม) ทาสีทอง ทั้งองค์พระเจดีย์ทาสีขาวเป็นพื้น ด้านหน้าพระเจดีย์มีแผ่นป้ายภาพและประวัติโดยย่อของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ)[10]

อนุสรณ์[แก้]

ชาวเมืองมุกดาหารและทางราชการได้นำราชทินนาของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) มาตั้งเป็นชื่อซอยบริเวณถนนศรีบุญเรืองและถนนสมุทรศักดารักษ์ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ชื่อว่า ซอยศศิวงษ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีในราชการบ้านเมืองของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ)

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.mukdahannews.com/a-mukdahan.htm
  2. http://www.mukdahanguide.com/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=8#.V2yj5Pntmko
  3. สุรจิตต์ จันทรสาขา. เมืองมุกดาหาร. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ๒๕๔๓. น. ๑๕๒
  4. http://www.mukdahannews.com/a-mukdahan.htm
  5. สุรจิตต์ จันทรสาขา. เมืองมุกดาหาร. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ๒๕๔๓. น. ๕๒
  6. https://www.facebook.com/MukdahanBanChan/posts/828894997128189
  7. https://sites.google.com/site/thailandsurname/home/-c
  8. กรมศิลปากร. นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๗ ถึงรัชกาลปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : เดือนตุลา. ๒๕๕๔. น. ๘๘
  9. http://zeekway.com/wat-srisumank-wanaram/
  10. http://board.palungjit.org/7774791-post85.html