พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา)
พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) | |||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
พระยาศศิวงษ์ประวัติในเครื่องยศเจ้าเมือง | |||||||||||||||||||||
| เจ้าเมืองมุกดาหาร | |||||||||||||||||||||
| ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2434 – พ.ศ. 2441 | |||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | พระจันทรสุริยวงษ์ (บุญเฮ้า จันทรสาขา) | ||||||||||||||||||||
| ถัดไป | ยกเลิกตำแหน่ง พระจันทรเทพสุริยวงษา (แสง จันทรสาขา) ในฐานะผู้ว่าราชการเมือง | ||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |||||||||||||||||||||
| เกิด | เมฆ พ.ศ. 2388 เมืองมุกดาหาร | ||||||||||||||||||||
| เสียชีวิต | พ.ศ. 2460 เมืองมุกดาหาร | ||||||||||||||||||||
| ศาสนา | ศาสนาพุทธ | ||||||||||||||||||||
| บุพการี |
| ||||||||||||||||||||
อำมาตย์เอก พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) หรือ ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) เป็นขุนนางและเจ้าเมืองมุกดาหาร ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการปกครองหัวเมืองแบบเดิมเข้าสู่ระบบราชการสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมดำรงตำแหน่งราชบุตรเมืองมุกดาหารและรักษาราชการเมือง ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้าเมืองมุกดาหารใน พ.ศ. 2434 ในนามราชทินนาม พระจันทรเทพสุริยวงษ์[1][2][3]
ต่อมาพระยาศศิวงษ์ประวัติพ้นจากตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารและดำรงตำแหน่งจางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร ก่อนเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศศิวงษ์ประวัติ และดำรงตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดนครพนม[4][5]
ประวัติ
[แก้]พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 12 ปีมะเส็ง จุลศักราช 1207 ตรงกับ พ.ศ. 2388 ที่เมืองมุกดาหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว[6]
พระยาศศิวงษ์ประวัติเป็นบุตรของอุปฮาด (แท่ง) แห่งเมืองมุกดาหาร และสืบเชื้อสายจากตระกูลเจ้าเมืองมุกดาหาร ได้แก่
- อุปฮาด (แท่ง) เป็นบุตรของพระจันทรสุริยวงษ์ (พรหม) เจ้าเมืองมุกดาหารลำดับที่ 3
- พระจันทรสุริยวงษ์ (พรหม) เป็นบุตรของพระยาจันทรสุริยวงษ์ (กิ่ง) เจ้าเมืองมุกดาหารลำดับที่ 2
- พระยาจันทรสุริยวงษ์ (กิ่ง) เป็นบุตรของพระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช (เจ้าจันทกินรี) ปฐมเจ้าเมืองมุกดาหาร
- เจ้าจันทกินรีเป็นบุตรของเจ้าจันทสุริยวงษ์ เจ้าเมืองหลวงโพนสิม
- เจ้าจันทสุริยวงษ์มีสายสืบเนื่องจากเจ้านายแห่งนครเวียงจันทน์[6][7]
การรับราชการ
[แก้]ราชบุตรเมืองมุกดาหาร
[แก้]
ท้าวเมฆเริ่มรับราชการในกรมการเมืองมุกดาหารในบรรดาศักดิ์ ท้าวสุวรรณสาร ต่อมาใน พ.ศ. 2422 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ราชบุตรเมืองมุกดาหาร ตำแหน่งหนึ่งในคณะอาญาสี่ มีหน้าที่ช่วยเจ้าเมืองและรักษาราชการบ้านเมือง[6]
ระหว่างดำรงตำแหน่งราชบุตร ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) มีบทบาทด้านการรักษาความสงบและการทหารในหัวเมืองลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงเข้าราชการในสงครามปราบฮ่อ และได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อในเวลาต่อมา[6][7]
รักษาราชการเมืองมุกดาหาร
[แก้]เมื่อพระจันทรสุริยวงษ์ (บุญเฮ้า) เจ้าเมืองมุกดาหารถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2430 ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) ในฐานะราชบุตรเข้ารักษาราชการเมืองมุกดาหารระหว่างรอการแต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่[8]
การได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองมุกดาหาร
[แก้]ใน พ.ศ. 2434 ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) เดินทางไปกรุงเทพมหานครพร้อมเครื่องราชบรรณาการ ได้แก่ ต้นไม้เงิน 2 ต้น และต้นไม้ทอง 2 ต้น เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[1][note 1]
วันที่ 4 ตุลาคม ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งราชบุตร (เมฆ) เป็น พระจันทรเทพสุริยวงษ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหาร พร้อมพระราชทานเครื่องยศ[2] และแต่งตั้งกรมการเมืองพร้อมกัน ได้แก่ ท้าวสุริยวงศ์ (เสริม) เป็นอุปฮาด ท้าวแสงเป็นราชวงษ์ ท้าวไชยกุมาร (แป้น) เป็นราชบุตร และพระราชากิจภักดี (คำ) เป็นผู้ช่วยราชการ[1]
การปกครอง
[แก้]การปักปันเขตระหว่างหัวเมือง
[แก้]วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2433 มีพระราชบัญชาให้หลวงภักดีณรงค์และหลวงอนุชิตพิทักษ์ดำเนินการปักปันเขตระหว่างเมืองนครพนม เมืองมุกดาหาร เมืองหนองหาร และเมืองสกลนคร[9]
การปักปันครั้งแรกสามารถตกลงแนวเขตได้ แต่ภายหลังมีการถอนหลักเขตบางส่วนออกจากพื้นที่เมืองสกลนคร จึงมีการร้องขอให้ส่งข้าหลวงกลับมาดำเนินการตามแนวเดิมอีกครั้ง[9]
การเปลี่ยนแปลงฐานะเมืองในเครือข่ายมุกดาหาร
[แก้]เมืองสองคอนดอนดง ซึ่งเดิมขึ้นกับเมืองอุบลราชธานี เคยถูกโอนมาขึ้นกับเมืองมุกดาหาร ก่อนกลับไปขึ้นกับเมืองอุบลราชธานีอีกครั้งใน พ.ศ. 2433[8]
การจัดตั้งมณฑล
[แก้]ใน พ.ศ. 2434 มีการจัดตั้งมณฑลลาวพวน โดยเมืองมุกดาหารอยู่ในเขตการปกครองของมณฑลดังกล่าว มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการ ประทับอยู่ที่เมืองหนองคาย[8]
บทบาทในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
[แก้]พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ส่งผลให้เมืองมุกดาหารซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำโขงมีฐานะเป็นเมืองชายแดนของสยาม[7]
พระจันทรเทพสุริยวงษ์มีบทบาทควบคุมกำลังเมืองมุกดาหารในการปฏิบัติราชการชายแดน และมีเหตุการณ์ปะทะกับฝ่ายฝรั่งเศสบริเวณแก่งเจ๊ก โดยมีกองทหารจากส่วนกลางเข้าปฏิบัติการในพื้นที่และมีพันตรีพระชำนาญคุรุวิทย์ (แย้ม ภมรมนตรี) เป็นผู้บังคับบัญชา[8][10]
ภายหลังการทำข้อตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเข้าสู่การปกครองของฝรั่งเศส ทำให้พื้นที่ในเครือข่ายอำนาจของมุกดาหารถูกแบ่งออกจากกันด้วยเขตแดนระหว่างรัฐ[7]
การกำหนดเขตแดนใหม่ส่งผลต่อประชากรที่มีที่ทำกิน เครือญาติ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง[7]
มีความพยายามติดตามและควบคุมสถานะของประชาชน ขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศสจัดระเบียบประชากรภายใต้เขตอำนาจของตน[11]
อนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศสลงนามเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลในดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง รวมถึงการไม่กีดขวางผู้ที่ประสงค์จะกลับไปยังถิ่นเดิม[12]
สุวรรณเขตมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางของฝ่ายฝรั่งเศส และเกิดการเคลื่อนย้ายประชากรจากมุกดาหารไปยังสุวรรณเขต โดยเอกสารบางส่วนระบุสาเหตุหนึ่งว่ามาจากเจ้าเมืองมุกดาหารไม่ค่อยมีจิตใจโอบอ้อมอารี[7]
ภายหลังวิกฤตการณ์ การเคลื่อนย้ายประชากรยังคงเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ ปัญหาอาหารและภัยแล้ง ที่ทำกินเดิมในฝั่งซ้าย ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และนโยบายของฝ่ายปกครองทั้งสองฝั่ง[13]
มีชาวเมืองมุกดาหารอพยพไปยังสุวรรณเขตจำนวน 56 ครัวเรือน รวม 254 คน ประกอบด้วยกรมการเมือง ขุนนางเดิม และราษฎรทั่วไป[14]
รัฐบาลสยามจัดสรรเงิน 3,500 บาทไปยังมณฑลอุดรเพื่อจัดหาข้าวและช่วยเหลือราษฎร[13]
การพ้นจากตำแหน่งเจ้าเมือง
[แก้]ในช่วง พ.ศ. 2440–2441 พระจันทรเทพสุริยวงษ์ (เมฆ) ขอพ้นจากตำแหน่งเจ้าเมืองเนื่องจากอายุมากและมีการปรับระบบราชการ ต่อมาได้รับพระราชทานตำแหน่งจางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร พร้อมเบี้ยหวัดเงินปีปีละ 500 บาท[4][8][3]
ช่วงสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมีข้อมูลต่างกัน โดยบางแหล่งระบุ พ.ศ. 2440 และบางแหล่งระบุ พ.ศ. 2441 จึงควรระบุเป็นช่วง พ.ศ. 2440–2441[8][3]
ต่อมาพระยาศศิวงษ์ประวัติได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาศศิวงษ์ประวัติ และดำรงตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดนครพนม มีศักดินา 3,000 ไร่[4][6][3]
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญ
[แก้]- ไฟล์:Satabarsa Mala Medal (Thailand) ribbon.svg เหรียญสตพรรษมาลา (ส.ม.) – พ.ศ. 2425 เหรียญที่ระลึกสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าฝ่ายหน้า(ท.จ.ว.) – พ.ศ. 2430.[15]- ไฟล์:Rachada Bhisek Medal ribbon.svg เหรียญรัชฎาภิเศกมาลา (ร.ศ.) – พ.ศ. 2436 เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีรัชดาภิเษก ครองราชย์ครบ 25 ปี ของรัชกาลที่ 5[note 2]
- ไฟล์:Praphas Mala Medal ribbon.svg เหรียญประพาสมาลา (ร.ม.ป.) – พ.ศ. 2440 เหรียญที่ระลึกในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของรัชกาลที่ 5[note 2]
- ไฟล์:Dweethabhisek Medal ribbon.svg เหรียญทวีธาภิเษกมาลา (ท.ศ.) – พ.ศ. 2441 เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีทวีธาภิเษก ทรงครองราชย์เป็นสองเท่าของรัชกาลที่ 4[note 2]
เหรียญปราบฮ่อ (ร.ป.ฮ.) – ได้รับพระราชทาน พ.ศ. 2443 เหรียญราชการสำคัญสำหรับข้าราชการและขุนนางหัวเมืองฝ่ายเหนือและอีสานที่มีส่วนร่วมหรือสนับสนุนในปราบกบฏฮ่อ[note 2]
เหรียญดุษฎีมาลา เข็มราชการแผ่นดิน หรือเหรียญราชรุจิ – เข็มราชการแผ่นดิน สำหรับสมาชิกฝ่ายทหาร เหรียญพระราชทานส่วนพระองค์หรือสำหรับผู้ทำคุณประโยชน์ในราชการหัวเมือง[note 2]
เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)[note 2]
เครื่องยศ
[แก้]เมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหาร พระยาศศิวงษ์ประวัติได้รับพระราชทานเครื่องยศ ได้แก่[6]
- หมวกตุ้มปี่
- กระบี่บั้งทอง 5 บั้ง
- เสื้อเข้มขาบดอกก้านแย่ง
- พานหมากถมเครื่องในทองคำ
- ลูกประคำทองคำ 108 เม็ด
- คณโททองคำ
- กระโถนทองคำ
- ผ้าม่วงจีน
การพระราชทานนามสกุล
[แก้]นามสกุลจันทรสาขา
[แก้]พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลแก่พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) ว่า จันทรสาฃา ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทานลำดับที่ 1370 โดยทะเบียนนามสกุลระบุวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2457 และระบุบรรพบุรุษในลำดับทวดคือพระยาจันทรสุริยวงษา (กิ่ง)[16]
ต่อมานามสกุลนี้เขียนโดยทั่วไปเป็น จันทรสาขา หลังเลิกใช้อักษร ฃ ในภาษาไทยสมัยใหม่
คำว่า “จันทร” มีความเกี่ยวข้องกับชื่อเจ้าจันทกินรีและราชทินนามของเจ้าเมืองมุกดาหาร ส่วน “สาขา” อธิบายว่าเป็นคำที่มีความหมายสัมพันธ์กับ “กิ่ง” ซึ่งเป็นชื่อบรรพบุรุษตามประวัติท้องถิ่น[6]
นามสกุลพิทักษ์พนม
[แก้]บุตรของพระยาศศิวงษ์ประวัติ คือหลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) ได้รับพระราชทานนามสกุล พิทักษ์พนม เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2485 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล[17]
ถึงแก่อนิจกรรม
[แก้]พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2460 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริอายุ 72 ปี[6]
เจดีย์บรรจุอัฐิ
[แก้]ภายหลังถึงแก่อนิจกรรม ทายาทได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิของพระยาศศิวงษ์ประวัติไว้ที่วัดศรีสุมังค์วราราม หรือวัดช้าง ในเขตเมืองมุกดาหาร[18]
เจดีย์ดังกล่าวอยู่ในบริเวณวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลผู้ปกครองเมืองมุกดาหาร และเป็นสถานที่ระลึกถึงพระยาศศิวงษ์ประวัติ
อนุสรณ์
[แก้]ราชทินนาม “ศศิวงษ์ประวัติ” ถูกนำมาใช้เป็นชื่อซอยศศิวงษ์ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระยาศศิวงษ์ประวัติและบทบาทในประวัติศาสตร์เมืองมุกดาหาร[19]
พงศาวลี
[แก้]| พงศาวลีของพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
อ่านเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 ราชกิจจานุเบกษา, “ข่าวเสด็จออกแขกเมือง”, ร.ศ. 110, เล่ม 8, หน้า 217–218.
- 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, “เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร”, ร.ศ. 110, เล่ม 8, หน้า 248.
- 1 2 3 4 มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (2542). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 11 (มื้อเก้ากอง : ฤกษ์ยาม - เล่นสาว : ประเพณี) (สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ประธาน). มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย. น.3630-3632. สืบค้นเมื่อ 2026-09-14
- 1 2 3 กรมศิลปากร, เอกสารเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449), หน้า 163–166.
- ↑ ภาณุรังษี เดือนโฮ้ง, การศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหารให้เป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดน, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2550, หน้า 153.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร, 2543, หน้า 152.
- 1 2 3 4 5 6 ธวัชชัย พรหมณะ, ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. 1893–1954, สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชีย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2545, หน้า 27–39, 42–46, 52–59.
- 1 2 3 4 5 6 กระทรวงมหาดไทย. (2529). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร. ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท. ISBN 9789747851434. ฉบับห้องสมุดเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร (ห้องสมุดกรมการปกครอง) น. 15–25.
- 1 2 จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระฯ (2019-08-30), "เดือน ๕ จุลศักราช ๑๒๕๒", จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จุลศักราช ๑๒๕๐), สืบค้นเมื่อ 2026-08-11
- ↑ พิฆเนศ อิศรมงคลรักษ์, อัตลักษณ์เชิงเลขนศิลป์ 8 กลุ่มชาติพันธุ์ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง กรณีศึกษาจังหวัดมุกดาหาร, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556, หน้า 3–8, 10, 12, 18, 21–23, 26–34.
- ↑ กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, เรื่องฝรั่งเศสเมืองมุกดาหาร, ร.5 ฝ.20/56 (รหัสไมโครฟิล์ม ม.ร.5 ฝ/26), เอกสารช่วง พ.ศ. 2436–2450; อ้างใน ธวัชชัย พรหมณะ, ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. 1893–1954, หน้า 96–100.
- ↑ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ, ประมวลสนธิสัญญากำหนดขีดชายแดนอินโดจีน–สยาม (ลาว–ไทย) 1886–1946, พ.ศ. 2539, หน้า 20–21, 263.
- 1 2 กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, มณฑลอุดรเกิดทุพภิกภัย, 23 ก.ค. ร.ศ. 122–21 พ.ค. ร.ศ. 129, เลขที่ ร.5 ม.2.25/35 (รหัสไมโครฟิล์ม ม.ร.5 ม/36/1), หน้า 12; อ้างใน ธวัชชัย พรหมณะ, ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. 1893–1954, หน้า 96–100.
- ↑ กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, ราษฎรเมืองมุกดาหารอพยพไปอยู่ฝั่งซ้าย, 20 เม.ย. ร.ศ. 122–20 มิ.ย. ร.ศ. 124, เลขที่ ร.5 ม.2.25/34 (รหัสไมโครฟิล์ม ม.ร.5 ม/36/1), หน้า 3; อ้างใน ธวัชชัย พรหมณะ, ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. 1893–1954, หน้า 96–100.
- ↑ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระฯ (2019-08-15), "เดือน ๓ จุลศักราช ๑๒๔๘", จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาค ๒๓, สืบค้นเมื่อ 2026-07-28. "และพระราชทานตราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ท.จ.ว. กับพานทองกลม คนโททอง กระโถนทอง เป็นเครื่องยศ แก่ข้าราชการ"
- ↑ มูลนิธิพระราชวังพญาไท, รายชื่อนามสกุลพระราชทาน หมวดอักษร จ, รายการเลขที่ 1370 “จันทรสาฃา” พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ).
- ↑ กรมศิลปากร, นามสกุลพระราชทาน ในรัชกาลที่ 7 ถึงรัชกาลปัจจุบัน, กรุงเทพฯ: เดือนตุลา, 2554, หน้า 88.
- ↑ ชนนภัทร จันทรสาขา, “วัดศรีสุมังค์วนาราม”.
- ↑ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร, ประวัติสถานที่สำคัญ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร, มุกดาหาร, 2562.
หมายเหตุ
[แก้]แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- หอแก้วมุกดาหารเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก
- สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร, 2543.
- จังหวัดมุกดาหาร, หนังสืออนุสรณ์ 250 ปี จังหวัดมุกดาหาร.