ข้ามไปเนื้อหา

พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา)
พระยาศศิวงษ์ประวัติในเครื่องยศเจ้าเมือง
เจ้าเมืองมุกดาหาร
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2434  พ.ศ. 2441
ก่อนหน้าพระจันทรสุริยวงษ์ (บุญเฮ้า จันทรสาขา)
ถัดไปยกเลิกตำแหน่ง พระจันทรเทพสุริยวงษา (แสง จันทรสาขา) ในฐานะผู้ว่าราชการเมือง
ตำแหน่งราชการอื่น
ราชบุตรเมืองมุกดาหาร
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2422  พ.ศ. 2430
รักษาราชการเมืองมุกดาหาร
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2430  พ.ศ. 2434
จางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2442  พ.ศ. 2450
กรมการพิเศษจังหวัดนครพนม
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2450  พ.ศ. 2460
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด
เมฆ

พ.ศ. 2388
เมืองมุกดาหาร
เสียชีวิตพ.ศ. 2460
เมืองมุกดาหาร
ศาสนาศาสนาพุทธ
บุพการี
  • อุปฮาด (แท่ง) (บิดา)

อำมาตย์เอก พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) หรือ ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) เป็นขุนนางและเจ้าเมืองมุกดาหาร ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการปกครองหัวเมืองแบบเดิมเข้าสู่ระบบราชการสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมดำรงตำแหน่งราชบุตรเมืองมุกดาหารและรักษาราชการเมือง ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้าเมืองมุกดาหารใน พ.ศ. 2434 ในนามราชทินนาม พระจันทรเทพสุริยวงษ์[1][2][3]

ต่อมาพระยาศศิวงษ์ประวัติพ้นจากตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารและดำรงตำแหน่งจางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร ก่อนเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศศิวงษ์ประวัติ และดำรงตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดนครพนม[4][5]

ประวัติ

[แก้]

พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 12 ปีมะเส็ง จุลศักราช 1207 ตรงกับ พ.ศ. 2388 ที่เมืองมุกดาหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว[6]

พระยาศศิวงษ์ประวัติเป็นบุตรของอุปฮาด (แท่ง) แห่งเมืองมุกดาหาร และสืบเชื้อสายจากตระกูลเจ้าเมืองมุกดาหาร ได้แก่

  • อุปฮาด (แท่ง) เป็นบุตรของพระจันทรสุริยวงษ์ (พรหม) เจ้าเมืองมุกดาหารลำดับที่ 3
  • พระจันทรสุริยวงษ์ (พรหม) เป็นบุตรของพระยาจันทรสุริยวงษ์ (กิ่ง) เจ้าเมืองมุกดาหารลำดับที่ 2
  • พระยาจันทรสุริยวงษ์ (กิ่ง) เป็นบุตรของพระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช (เจ้าจันทกินรี) ปฐมเจ้าเมืองมุกดาหาร
  • เจ้าจันทกินรีเป็นบุตรของเจ้าจันทสุริยวงษ์ เจ้าเมืองหลวงโพนสิม
  • เจ้าจันทสุริยวงษ์มีสายสืบเนื่องจากเจ้านายแห่งนครเวียงจันทน์[6][7]

การรับราชการ

[แก้]

ราชบุตรเมืองมุกดาหาร

[แก้]
ตราตั้งท้าวสุวรรณสารเป็นราชบุตร

ท้าวเมฆเริ่มรับราชการในกรมการเมืองมุกดาหารในบรรดาศักดิ์ ท้าวสุวรรณสาร ต่อมาใน พ.ศ. 2422 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ราชบุตรเมืองมุกดาหาร ตำแหน่งหนึ่งในคณะอาญาสี่ มีหน้าที่ช่วยเจ้าเมืองและรักษาราชการบ้านเมือง[6]

ระหว่างดำรงตำแหน่งราชบุตร ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) มีบทบาทด้านการรักษาความสงบและการทหารในหัวเมืองลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงเข้าราชการในสงครามปราบฮ่อ และได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อในเวลาต่อมา[6][7]

รักษาราชการเมืองมุกดาหาร

[แก้]

เมื่อพระจันทรสุริยวงษ์ (บุญเฮ้า) เจ้าเมืองมุกดาหารถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2430 ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) ในฐานะราชบุตรเข้ารักษาราชการเมืองมุกดาหารระหว่างรอการแต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่[8]

การได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองมุกดาหาร

[แก้]

ใน พ.ศ. 2434 ท้าวสุวรรณสาร (เมฆ) เดินทางไปกรุงเทพมหานครพร้อมเครื่องราชบรรณาการ ได้แก่ ต้นไม้เงิน 2 ต้น และต้นไม้ทอง 2 ต้น เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[1][note 1]

วันที่ 4 ตุลาคม ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งราชบุตร (เมฆ) เป็น พระจันทรเทพสุริยวงษ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหาร พร้อมพระราชทานเครื่องยศ[2] และแต่งตั้งกรมการเมืองพร้อมกัน ได้แก่ ท้าวสุริยวงศ์ (เสริม) เป็นอุปฮาด ท้าวแสงเป็นราชวงษ์ ท้าวไชยกุมาร (แป้น) เป็นราชบุตร และพระราชากิจภักดี (คำ) เป็นผู้ช่วยราชการ[1]

การปกครอง

[แก้]

การปักปันเขตระหว่างหัวเมือง

[แก้]

วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2433 มีพระราชบัญชาให้หลวงภักดีณรงค์และหลวงอนุชิตพิทักษ์ดำเนินการปักปันเขตระหว่างเมืองนครพนม เมืองมุกดาหาร เมืองหนองหาร และเมืองสกลนคร[9]

การปักปันครั้งแรกสามารถตกลงแนวเขตได้ แต่ภายหลังมีการถอนหลักเขตบางส่วนออกจากพื้นที่เมืองสกลนคร จึงมีการร้องขอให้ส่งข้าหลวงกลับมาดำเนินการตามแนวเดิมอีกครั้ง[9]

การเปลี่ยนแปลงฐานะเมืองในเครือข่ายมุกดาหาร

[แก้]

เมืองสองคอนดอนดง ซึ่งเดิมขึ้นกับเมืองอุบลราชธานี เคยถูกโอนมาขึ้นกับเมืองมุกดาหาร ก่อนกลับไปขึ้นกับเมืองอุบลราชธานีอีกครั้งใน พ.ศ. 2433[8]

การจัดตั้งมณฑล

[แก้]

ใน พ.ศ. 2434 มีการจัดตั้งมณฑลลาวพวน โดยเมืองมุกดาหารอยู่ในเขตการปกครองของมณฑลดังกล่าว มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการ ประทับอยู่ที่เมืองหนองคาย[8]

บทบาทในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

[แก้]

พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ส่งผลให้เมืองมุกดาหารซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำโขงมีฐานะเป็นเมืองชายแดนของสยาม[7]

พระจันทรเทพสุริยวงษ์มีบทบาทควบคุมกำลังเมืองมุกดาหารในการปฏิบัติราชการชายแดน และมีเหตุการณ์ปะทะกับฝ่ายฝรั่งเศสบริเวณแก่งเจ๊ก โดยมีกองทหารจากส่วนกลางเข้าปฏิบัติการในพื้นที่และมีพันตรีพระชำนาญคุรุวิทย์ (แย้ม ภมรมนตรี) เป็นผู้บังคับบัญชา[8][10]

ภายหลังการทำข้อตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเข้าสู่การปกครองของฝรั่งเศส ทำให้พื้นที่ในเครือข่ายอำนาจของมุกดาหารถูกแบ่งออกจากกันด้วยเขตแดนระหว่างรัฐ[7]

การกำหนดเขตแดนใหม่ส่งผลต่อประชากรที่มีที่ทำกิน เครือญาติ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง[7]

มีความพยายามติดตามและควบคุมสถานะของประชาชน ขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศสจัดระเบียบประชากรภายใต้เขตอำนาจของตน[11]

อนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศสลงนามเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลในดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง รวมถึงการไม่กีดขวางผู้ที่ประสงค์จะกลับไปยังถิ่นเดิม[12]

สุวรรณเขตมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางของฝ่ายฝรั่งเศส และเกิดการเคลื่อนย้ายประชากรจากมุกดาหารไปยังสุวรรณเขต โดยเอกสารบางส่วนระบุสาเหตุหนึ่งว่ามาจากเจ้าเมืองมุกดาหารไม่ค่อยมีจิตใจโอบอ้อมอารี[7]

ภายหลังวิกฤตการณ์ การเคลื่อนย้ายประชากรยังคงเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ ปัญหาอาหารและภัยแล้ง ที่ทำกินเดิมในฝั่งซ้าย ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และนโยบายของฝ่ายปกครองทั้งสองฝั่ง[13]

มีชาวเมืองมุกดาหารอพยพไปยังสุวรรณเขตจำนวน 56 ครัวเรือน รวม 254 คน ประกอบด้วยกรมการเมือง ขุนนางเดิม และราษฎรทั่วไป[14]

รัฐบาลสยามจัดสรรเงิน 3,500 บาทไปยังมณฑลอุดรเพื่อจัดหาข้าวและช่วยเหลือราษฎร[13]

การพ้นจากตำแหน่งเจ้าเมือง

[แก้]

ในช่วง พ.ศ. 2440–2441 พระจันทรเทพสุริยวงษ์ (เมฆ) ขอพ้นจากตำแหน่งเจ้าเมืองเนื่องจากอายุมากและมีการปรับระบบราชการ ต่อมาได้รับพระราชทานตำแหน่งจางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร พร้อมเบี้ยหวัดเงินปีปีละ 500 บาท[4][8][3]

ช่วงสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมีข้อมูลต่างกัน โดยบางแหล่งระบุ พ.ศ. 2440 และบางแหล่งระบุ พ.ศ. 2441 จึงควรระบุเป็นช่วง พ.ศ. 2440–2441[8][3]

ต่อมาพระยาศศิวงษ์ประวัติได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาศศิวงษ์ประวัติ และดำรงตำแหน่งกรมการพิเศษจังหวัดนครพนม มีศักดินา 3,000 ไร่[4][6][3]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญ

[แก้]

เครื่องยศ

[แก้]

เมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหาร พระยาศศิวงษ์ประวัติได้รับพระราชทานเครื่องยศ ได้แก่[6]

  • หมวกตุ้มปี่
  • กระบี่บั้งทอง 5 บั้ง
  • เสื้อเข้มขาบดอกก้านแย่ง
  • พานหมากถมเครื่องในทองคำ
  • ลูกประคำทองคำ 108 เม็ด
  • คณโททองคำ
  • กระโถนทองคำ
  • ผ้าม่วงจีน

การพระราชทานนามสกุล

[แก้]

นามสกุลจันทรสาขา

[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลแก่พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) ว่า จันทรสาฃา ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทานลำดับที่ 1370 โดยทะเบียนนามสกุลระบุวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2457 และระบุบรรพบุรุษในลำดับทวดคือพระยาจันทรสุริยวงษา (กิ่ง)[16]

ต่อมานามสกุลนี้เขียนโดยทั่วไปเป็น จันทรสาขา หลังเลิกใช้อักษร ฃ ในภาษาไทยสมัยใหม่

คำว่า “จันทร” มีความเกี่ยวข้องกับชื่อเจ้าจันทกินรีและราชทินนามของเจ้าเมืองมุกดาหาร ส่วน “สาขา” อธิบายว่าเป็นคำที่มีความหมายสัมพันธ์กับ “กิ่ง” ซึ่งเป็นชื่อบรรพบุรุษตามประวัติท้องถิ่น[6]

นามสกุลพิทักษ์พนม

[แก้]

บุตรของพระยาศศิวงษ์ประวัติ คือหลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) ได้รับพระราชทานนามสกุล พิทักษ์พนม เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2485 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล[17]

ถึงแก่อนิจกรรม

[แก้]

พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ จันทรสาขา) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2460 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริอายุ 72 ปี[6]

เจดีย์บรรจุอัฐิ

[แก้]

ภายหลังถึงแก่อนิจกรรม ทายาทได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิของพระยาศศิวงษ์ประวัติไว้ที่วัดศรีสุมังค์วราราม หรือวัดช้าง ในเขตเมืองมุกดาหาร[18]

เจดีย์ดังกล่าวอยู่ในบริเวณวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลผู้ปกครองเมืองมุกดาหาร และเป็นสถานที่ระลึกถึงพระยาศศิวงษ์ประวัติ

อนุสรณ์

[แก้]

ราชทินนาม “ศศิวงษ์ประวัติ” ถูกนำมาใช้เป็นชื่อซอยศศิวงษ์ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระยาศศิวงษ์ประวัติและบทบาทในประวัติศาสตร์เมืองมุกดาหาร[19]

พงศาวลี

[แก้]

อ่านเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 ราชกิจจานุเบกษา, “ข่าวเสด็จออกแขกเมือง”, ร.ศ. 110, เล่ม 8, หน้า 217–218.
  2. 1 2 ราชกิจจานุเบกษา, “เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร”, ร.ศ. 110, เล่ม 8, หน้า 248.
  3. 1 2 3 4 มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (2542). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 11 (มื้อเก้ากอง : ฤกษ์ยาม - เล่นสาว : ประเพณี) (สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ประธาน). มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย. น.3630-3632. สืบค้นเมื่อ 2026-09-14
  4. 1 2 3 กรมศิลปากร, เอกสารเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449), หน้า 163–166.
  5. ภาณุรังษี เดือนโฮ้ง, การศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหารให้เป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดน, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2550, หน้า 153.
  6. 1 2 3 4 5 6 7 8 สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร, 2543, หน้า 152.
  7. 1 2 3 4 5 6 ธวัชชัย พรหมณะ, ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. 1893–1954, สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชีย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2545, หน้า 27–39, 42–46, 52–59.
  8. 1 2 3 4 5 6 กระทรวงมหาดไทย. (2529). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร. ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท. ISBN 9789747851434. ฉบับห้องสมุดเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร (ห้องสมุดกรมการปกครอง) น. 15–25.
  9. 1 2 จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระฯ (2019-08-30), "เดือน ๕ จุลศักราช ๑๒๕๒", จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จุลศักราช ๑๒๕๐), สืบค้นเมื่อ 2026-08-11
  10. พิฆเนศ อิศรมงคลรักษ์, อัตลักษณ์เชิงเลขนศิลป์ 8 กลุ่มชาติพันธุ์ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง กรณีศึกษาจังหวัดมุกดาหาร, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556, หน้า 3–8, 10, 12, 18, 21–23, 26–34.
  11. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, เรื่องฝรั่งเศสเมืองมุกดาหาร, ร.5 ฝ.20/56 (รหัสไมโครฟิล์ม ม.ร.5 ฝ/26), เอกสารช่วง พ.ศ. 2436–2450; อ้างใน ธวัชชัย พรหมณะ, ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. 1893–1954, หน้า 96–100.
  12. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ, ประมวลสนธิสัญญากำหนดขีดชายแดนอินโดจีน–สยาม (ลาว–ไทย) 1886–1946, พ.ศ. 2539, หน้า 20–21, 263.
  13. 1 2 กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, มณฑลอุดรเกิดทุพภิกภัย, 23 ก.ค. ร.ศ. 122–21 พ.ค. ร.ศ. 129, เลขที่ ร.5 ม.2.25/35 (รหัสไมโครฟิล์ม ม.ร.5 ม/36/1), หน้า 12; อ้างใน ธวัชชัย พรหมณะ, ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. 1893–1954, หน้า 96–100.
  14. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, ราษฎรเมืองมุกดาหารอพยพไปอยู่ฝั่งซ้าย, 20 เม.ย. ร.ศ. 122–20 มิ.ย. ร.ศ. 124, เลขที่ ร.5 ม.2.25/34 (รหัสไมโครฟิล์ม ม.ร.5 ม/36/1), หน้า 3; อ้างใน ธวัชชัย พรหมณะ, ความสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็นเมืองสุวรรณเขต ระหว่าง ค.ศ. 1893–1954, หน้า 96–100.
  15. จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระฯ (2019-08-15), "เดือน ๓ จุลศักราช ๑๒๔๘", จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาค ๒๓, สืบค้นเมื่อ 2026-07-28. "และพระราชทานตราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ท.จ.ว. กับพานทองกลม คนโททอง กระโถนทอง เป็นเครื่องยศ แก่ข้าราชการ"
  16. มูลนิธิพระราชวังพญาไท, รายชื่อนามสกุลพระราชทาน หมวดอักษร จ, รายการเลขที่ 1370 “จันทรสาฃา” พระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ).
  17. กรมศิลปากร, นามสกุลพระราชทาน ในรัชกาลที่ 7 ถึงรัชกาลปัจจุบัน, กรุงเทพฯ: เดือนตุลา, 2554, หน้า 88.
  18. ชนนภัทร จันทรสาขา, “วัดศรีสุมังค์วนาราม”.
  19. สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร, ประวัติสถานที่สำคัญ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร, มุกดาหาร, 2562.

หมายเหตุ

[แก้]
  1. เมืองมุกดาหารในอดีตเคยมีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช โดยต้องปฏิบัติธรรมเนียมตามอย่างเมืองประเทศราชทั่วไป คือการจัดส่งเครื่องราชบรรณาการซึ่งรวมถึง ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ถวายแด่ราชสำนักสยามโดยตรง
  2. 1 2 3 4 5 6 ไม่ทราบว่าได้รับพระราชทานเมื่อไหร่ หากแต่ประดับอยู่ที่อกในภาพถ่าย

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]