ข้ามไปเนื้อหา

พระมหากษัตริย์เยรูซาเลม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระมหากษัตริย์
แห่งเยรูซาเลม
ราชาธิปไตยในอดีต
ตราแผ่นดินราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระเจ้าอ็องรีที่ 2 แห่งเยรูซาเลม
พระมหากษัตริย์แห่งเยรูซาเลมองค์สุดท้าย

ปฐมกษัตริย์ โกเดอฟรอยแห่งบูยง
องค์สุดท้าย พระเจ้าอ็องรีที่ 2
สถานพำนัก หอคอยดาวิด, เมืองเก่า (เยรูซาเลม)
ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
เริ่มระบอบ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1099
สิ้นสุดระบอบ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1291 (194 ปี 300 วัน)
ผู้อ้างสิทธิ์ จำนวนมาก

พระมหากษัตริย์แห่งเยรูซาเลม[1] เป็นตำแหน่งสูงสุดของประมุขแห่งราชอาณาจักรเยรูซาเลม หนึ่งในรัฐนักรบครูเสดที่ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยเหล่าเจ้าผู้ปกครองชาวคริสต์ที่เข้ายึดเมืองในคราวสงครามครูเสดครั้งที่ 1

โกเดอฟรอยแห่งบูยง หรือ กอดฟรีย์ เป็นประมุขพระองค์แรกของราชอาณาจักรเยรูซาเลม แต่พระองค์เองปฏิเสธตำแหน่ง "กษัตริย์" และใช้ตำแหน่ง "ผู้พิทักษ์โบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์" แทน ดังนั้นตำแหน่ง "กษัตริย์" อย่างเป็นทางการถูกใช้โดยผู้สืบบัลลังก์ของเขาคือ พระเจ้าโบดวงที่ 1 แห่งเยรูซาเลม ใน ค.ศ. 1100 กรุงเยรูซาเลมถูกยึดครองใน ค.ศ. 1187 แต่ราชอาณาจักรเยรูซาเลมยังคงอยู่รอด และได้ย้ายเมืองหลวงไปยังเอเคอร์ใน ค.ศ. 1191 เมืองเยรูซาเลมถูกยึดคืนกลับมาอีกครั้งในสงครามครูเสดครั้งที่ 6 ช่วงค.ศ. 1229 - 1239 และ ค.ศ. 1241 - 1244 ราชอาณาจักรเยรูซาเลมสุดท้ายถูกยุบเลิกจากการล่มสลายของเอเคอร์ นำมาซึ่งจุดจบของพวกครูเสดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมื่อ ค.ศ. 1291

หลังจากรัฐครูเสดล่มสลายไปแล้ว พระอิสริยยศ "พระมหากษัตริย์แห่งเยรูซาเลม" ถูกอ้างสิทธิโดยเหล่าพระราชตระกูลของยุโรปที่สืบเชื้อสายมาจากพระมหากษัตริย์ไซปรัสหรือพระมหากษัตริย์เนเปิลส์ ตามตำแหน่งโดยพิธีการของกษัตริย์แห่งเยรูซาเลมถูกใช้โดยสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน อีกทั้งตำแหน่งนี้เคยถูกอ้างสิทธิโดยอ็อทโท ฟ็อน ฮาพส์บวร์คและพระมหากษัตริย์อิตาลีจนถึง ค.ศ. 1946

พระมหากษัตริย์แห่งเยรูซาเลม (ค.ศ. 1099–1291)

[แก้]

ราชอาณาจักรเยรูซาเลมมีจุดเริ่มต้นมาจากสงครามครูเสดครั้งที่ 1 โดยโกเดอฟรอยแห่งบูยง แต่เขาปฏิเสธการสวมมงกุฎและตำแหน่งพระมหากษัตริย์ "ตามคำร้องขอของเขา เขาจะไม่สวมมงกุฎทองคำ ในขณะที่พระผู้ไถ่ต้องสวมมงกุฎหนาม"[2] เขาได้ใช้อิสริยยศ "แอดโวเคตุส ซังก์ตี เซปุลชรี" (Advocatus Sancti Sepulchri; ผู้พิทักษ์โบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์) ใน ค.ศ. 1099 และสาบานตนเป็นประมุขแห่งเยรูซาเลมในโบสถ์พระคริสตสมภพที่เมืองเบธเลเฮม

ปีต่อมา โกเดอฟรอยเสียชีวิต พี่ชายของเขาคือ โบดวงที่ 1 เป็นพระองค์แรกที่ใช้ตำแหน่ง "พระมหากษัตริย์" และเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ประกอบพิธีราชาภิเษกในโบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ในเมืองเยรูซาเลม

ตำแหน่งพระมหากษัตริย์แห่งเยรูซาเลมเดิมมีลักษณะเลือกตั้งและมีการสืบสันตติวงศ์บางส่วน ในช่วงยุครุงเรืองของราชอาณาจักรในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 มีราชวงศ์และลำดับการสืบราชสันตติวงศ์เริ่มชัดเจนมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นกษัตริย์จะได้รับการเลือกตั้ง หรืออย่างน้อยต้องได้รับการยอมรับจากฮูตกูร์แห่งเยรูซาเลม ที่นี่กษัตริย์จะได้รับการพิจารณาว่าเป็น พรีมุส อินเตร์ ปาเรส (Primus inter pares; เป็นลำดับแรกท่ามกลางคนทั้งหลาย) และเมื่อกษัตริย์ไม่ทรงอยู่การปฏิบัติหน้าที่จะดำเนินการโดยผู้ดูแลระดับสูง (Seneschal)

พระราชวังถูกสร้างตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ตั้งอยู่ทางใต้ของป้อมปราการเยรูซาเลม[3] ราชอาณาจักรเยรูซาเลมได้แนะนำโครงสร้างระบอบศักดินาแบบฝรั่งเศสให้แก่ชาวลิแวนต์ กษัตริย์จะทรงมีศักดินาที่ดินจำนวนมากรวมเข้าในฐานะแว่นแคว้นของกษัตริย์ซึ่งมีความผันแผรจากกษัตริย์องค์หนึ่งไปยังอีกองค์หนึ่ง กษัตริย์จะต้องทรงรับผิดชอบในการนำราชอาณาจักรเข้าสู่สมรภูมิรบ แม้ว่าหน้าที่นี้จะเป็นของพวกพลตระเวน

ในขณะที่หลายอาณาจักรในยุโรปช่วงนั้นกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ราชาธิปไตยแบบรวมอำนาจสู่ศูนย์กลาง แต่กษัตริย์เยรูซาเลมสูญเสียพระราชอำนาจอย่างต่อเนื่องให้แก่เหล่าบารอน เหตุนี้เพราะส่วนใหญ่กษัตริย์หลายพระองค์มักจะมีพระชนมายุน้อย และมีความถี่ของการตั้งผู้สำเร็จราชการบ่อยครั้ง

หลังจากการล่มสลายของเมืองเยรูซาเลมใน ค.ศ. 1187 เมืองหลวงถูกย้ายไปยังเอเคอร์ และอยู่ที่นั่นจนถึงค.ศ. 1291 แต่พิธีราชาภิเษกมักจะถูกจัดที่ไทร์ ในช่วงนี้ตำแหน่งกษัตริย์เป็นเพียงตำแหน่งในนาม ซึ่งถูกกำหนดโดยเหล่ากษัตริย์ยุโรปที่ไม่เคยประทับในเอเคอร์ เมื่อคอนราดที่ 3 ได้เป็นพระมหากษัตริย์แต่ประทับอยู่ที่ทางตอนใต้ของเยอรมนี พระญาติฝ่ายพระราชบิดาของพระองค์ คือ อูก เคานต์แห่งเบรียง อ้างสิทธิเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งราชอาณาจักรเยรูซาเลม และตั้งเขาเป็นผู้สืบทอดทางอ้อม การอ้างสิทธินี้เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1264 ในฐานะผู้สืบเชื้อสายที่อาวุโสสูงสุดและเป็นทายาทผู้มีสิทธิอันชอบธรรมของอาลิกซ์แห่งช็องปาญ พระราชธิดาองค์ที่สองในสมเด็จพระราชินีนาถอีซาแบลที่ 1 แห่งเยรูซาเลม อูกเป็นพระโอรสในพระราชธิดาองค์โตของพระนางอาลิกซ์ แต่ถูกข้ามสิทธิโดยสภาฮูตกูร์ให้แก่พระญาติ คือ อูกแห่งแอนติออก ซึ่งในอนาคตคือ พระเจ้าอูกที่ 3 แห่งไซปรัส และอูกที่ 1 แห่งเยรูซาเลม

หลังจากพระเจ้าคอนราดที่ 3 ถูกประหารชีวิตโดยพระเจ้าการ์โลที่ 1 แห่งเนเปิลส์ใน ค.ศ. 1268 ตำแหน่งกษัตริย์กลายเป็นของราชวงศ์ลูซียง ซึ่งได้เป็นพระมหากษัตริย์ไซปรัสพร้อมกัน แต่พระเจ้าการ์โลที่ 1 ก็ใช้พระราชทรัพย์ซื้อสิทธิในบัลลังก์จากหนึ่งในผู้อ้างสิทธิใน ค.ศ. 1277

ในปีนั้น พระองค์ส่งโรเจอร์แห่งซานเซเวรีโนไปยังตะวันออกในฐานะผู้ดูแลที่ดิน โรเจอร์ยึดครองเมืองเอเคอร์และบังคับให้เหล่าบารอนสวามิภักดิ์ โรเจอร์ถูกเรียกตัวกลับใน ค.ศ. 1282 เนื่องด้วยเหตุการณ์สายัณห์ซิซิลี และปล่อยให้โอโด ปัวเลอเชียนดำเนินการแทน ทรัพยากรและอำนาจของเขามีน้อยและเขาถูกขับไล่โดยพระเจ้าอ็องรีที่ 2 แห่งไซปรัส เมื่อพระองค์เสด็จมาจากไซปรัสเพื่อประกอบราชาภิเษกเป็นกษัตริย์เยรูซาเลม

เอเคอร์ถูกยึดครองโดยมัมลูก ใน ค.ศ. 1291 พวกครูเสดก็ถูกกำจัดออกจากแผ่นดินใหญ่

ราชอาณาจักรเยรูซาเลม : Kingdom of Jerusalem
(ค.ศ. 1099–ค.ศ. 1118)

• ราชวงศ์บูโลญ •
พระปรมาภิไธย พระราชสมภพ อภิเษกสมรส สวรรคต
1 โกเดอฟรอย
(Godefroy de Bouillon)
"ผู้พิทักษ์โบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์"
ค.ศ. 1099–1100
ราว ค.ศ. 1060
พระราชสมภพที่บูลอญ-ซูร์-แมร์ฝรั่งเศส หรือ บราบันต์
โอรสในเออสตาชที่ 2 เคานต์แห่งบูโลญกับอีดแห่งลอแรน
ไม่อภิเษกสมรส 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1100
เยรูซาเลม ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุราว 40 พรรษา
2 พระเจ้าโบดวงที่ 1
(Baudouin I)
ค.ศ. 1100–1118
ราว ค.ศ. 1058
พระราชสมภพที่ลอแรน
โอรสในเออสตาชที่ 2 เคานต์แห่งบูโลญกับอีดแห่งลอแรน
โกเดอีลด์แห่งโตนี
ไม่มีโอรสธิดา

อาร์ดาแห่งอาร์เมเนีย
ค.ศ. 1097
ไม่มีโอรสธิดา

อเดลาเซีย เดล วาสโต
ค.ศ. 1112
ไม่มีโอรสธิดา
2 เมษายน ค.ศ. 1118
อาริช รัฐเคาะลีฟะฮ์ฟาฏิมียะฮ์
พระชนมายุราว 60 พรรษา
ราชอาณาจักรเยรูซาเลม : Kingdom of Jerusalem
(ค.ศ. 1118–1153)

• ราชวงศ์เรอแตล •
พระปรมาภิไธย พระราชสมภพ อภิเษกสมรส สวรรคต
3 พระเจ้าโบดวงที่ 2
(Baudouin II)
ค.ศ. 1118–1131
ไม่ปรากฏ
พระราชสมภพที่ฝรั่งเศส
โอรสในอูกที่ 1 เคานต์แห่งเรอแตลกับเมลีแซงด์แห่งม็องต์แตร์รี
มอร์เฟียแห่งเมลีแตง
ค.ศ. 1101
พระราชธิดา 4 พระองค์
21 สิงหาคม ค.ศ. 1131
เยรูซาเลม ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
4
เมลีแซงด์

(Melisende)
ค.ศ. 1131–1153
ครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าฟูลก์

ถึง ค.ศ. 1143
ครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าโบดวงที่ 3 ถึง ค.ศ. 1153

ค.ศ. 1105
พระราชสมภพที่เยรูซาเลม
โอรสในพระเจ้าโบดวงที่ 2 กับมอร์เฟียแห่งเมลีแตง
ฟูลก์ที่ 5 เคานต์แห่งอ็องฌู
2 มิถุนายน ค.ศ. 1129
พระราชโอรส 2 พระองค์
11 กันยายน ค.ศ. 1161
เยรูซาเลม ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุ 56 พรรษา

ใน ค.ศ. 1127 ฟูลก์ที่ 5 เคานต์แห่งอ็องฌูได้รับคณะทูตจากพระเจ้าโบดวงที่ 2 แห่งเยรูซาเลม พระเจ้าโบดวงที่ 2 ไม่ทรงมีรัชทายาทชาย แต่ทรงกำหนดให้เจ้าหญิงเมลีแซนเดอ พระราชธิดาองค์โตเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ พระเจ้าโบดวงที่ 2 ทรงต้องการความปลอดภัยในการปกป้องมรดกที่พระราชธิดาจะได้รับ โดยมีพระราชประสงค์ให้เจ้าหญิงอภิเษกสมรสกับขุนนางผู้ทรงอำนาจ ฟูลก์เป็นนักรบครูเสดที่ร่ำรวยและเป็นผู้นำทางทหารที่มีประสบการณ์ อีกทั้งเป็นม่ายชายาถึงแก่กรรม ประสบการณ์ในสนามรบได้พิสูจน์ว่าเขาเป็นบุคคลที่มีค่าในรัฐชายแดนที่มักจะมีสงครามเช่นนี้

แต่ฟูลก์ได้ยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าในการเป็นแค่พระราชสวามีของสมเด็จพระราชินีนาถ ก็คือตัวเขาต้องการเป็นพระมหากษัตริย์เคียงข้างราชบัลลังก์ของเมลีแซนเดอ พระเจ้าโบดวงที่ 2 ทรงยอมรับข้อเสนออย่างไม่ขัดข้องเนื่องด้วยประสงค์จะใช้อำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์ทางกองทัพของฟูลก์ ฟูลก์จึงสละตำแหน่งเคานต์แห่งอ็องชูให้แก่ฌอฟรัว โอรสของเขาที่เกิดจากชายาคนแรก และล่องเรือไปเพื่อรับตำแหน่งกษัตริย์แห่งเยรูซาเลมในอนาคต ซึ่งเขาเสกสมรสกับเจ้าหญิงเมลีแซนเดอในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1129 หลังจากนั้นพระเจ้าโบดวงทรงสนับสนุนตำแหน่งของเจ้าหญิงเมลีแซนเดอในราชอาณาจักร โดยให้พระนางเป็นผู้ปกครองเพียงพระองค์เดียวของพระราชโอรสที่ประสูติจากฟูลก์ พระเจ้าโบดวงที่ 3 ในอนาคตประสูติใน ค.ศ. 1130

ฟูลก์และเมลีแซนเดอกลายเป็นพระประมุขร่วมแห่งเยรูซาเลมใน ค.ศ. 1131 หลังการสวรรคตของพระเจ้าโบดวงที่ 3 ในช่วงแรกพระเจ้าฟูลก์ทรงเข้าควบคุมกิจการในราชอาณาจักรทั้งหมดและกีดกันสมเด็จพระราชินีนาถเมลีแซนเดอออกไป พระองค์ทรงโปรดเพื่อนร่วมชาติจากอ็องฌูมากกว่าขุนนางพื้นเมือง รัฐนักรบครูเสดทางตอนเหนือหวาดกลัวว่า พระเจ้าฟูลก์จะใช้พระราชอำนาจของอาณาจักรเยรูซาเลมเหนือดินแดนของพวกเขา ดังที่พระเจ้าโบดวงที่ 2 เคยทำไป แต่พระเจ้าฟูลก์มีพลังพระราชอำนาจน้อยกว่าพระสัสสุระมาก ทำให้รัฐทางตอนเหนือปฏิเสธอำนาจของพระองค์

ในเยรูซาเลมเอง พระเจ้าฟูลก์ก็ไม่เป็นที่พอใจของเหล่าชาวเยรูซาเลมคริสต์รุ่นที่สองซึ่งเติบโตมากตั้งแต่สงครามครูเสดครั้งแรก "คนพื้นเมือง"เหล่านี้ชื่นชอบพระญาติของสมเด็จพระราชินีนาถเมลีแซนเดอ คือ อูกที่ 2 แห่งจัฟฟา ผู้ซึ่งจงรักภักดีต่อสมเด็จพระราชินีนาถ พระเจ้าฟูลก์ทรงมองอูกเป็นศัตรู และใน ค.ศ. 1134 พระองค์ต้องการกำจัดอูก โดยกล่าวหาว่าเขามีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับสมเด็จพระราชินีนาถเมลีแซนเดอ อูกก่อการจลาจลเพื่อประท้วงและหลบซ่อนตัวในดินแดนของเขาเองที่จัฟฟา อีกทั้งเป็นพันธมิตรกับมุสลิมที่อัสเคลอน เขาได้ชัยชนะต่อกองทัพของพระเจ้าฟูลก์ แต่ก็ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ อัครบิดรแห่งเยรูซาเลมได้เข้ามาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาท ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระราชินีนาถเมลีแซนเดอ พระเจ้าฟูลก์ทรงเห็นด้วยกับการสงบศึกและอูกต้องถูกเนรเทศออกจากราชอาณาจักรเป็นเวลาสามปี ซึ่งเป็นโทษสถานเบา

การสวรรคตของพระเจ้าฟูลเกต์ จากภาพประกอบหนังสือของวิลเลียมแห่งไทร์ "Historia and Old French Continuation" วาดที่เอเคอร์ ราวศตวรรษที่ 13 Bib. Nat. Française

แต่มีความพยายามในการลอบสังหารอูก พระเจ้าฟูลก์และผู้สนับสนุนพระองค์ถูกมองโดยทั่วไปว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ แม้ว่าจะไม่มีการพิสูจน์คดีจริงๆ เรื่องอื้อฉาวเหล่านี้กลายเป็นประโยชน์แก่พรรคพระราชินีในการยึดอำนาจการปกครอง ซึ่งพระนางทรงก่อการรัฐประหารวังหลวง เบอร์นาร์ด แฮมิลตัน นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ได้เขียนว่า กลุ่มผู้สนับสนุนพระเจ้าฟูลก์ต้อง "อยู่อย่างหวาดกลัวชีวิตภายในวัง" นักประวัติศาสตร์และนักเขียนร่วมสมัยอย่าง วิลเลียมแห่งไทร์ เขียนถึงฟูลก์ว่า "พระองค์ไม่สามารถที่จะออกความคิดได้แม้แต่เรื่องที่เล็กๆน้อยๆโดยปราศจากความเห็นชอบ (ของเมลีแซงด์ ผลก็คือสมเด็จพระราชินีนาถเมลีแซนเดอทรงควบคุมอำนาจของรัฐบาลโดยตรงอย่างไม่ต้องสงสัยตั้งแต่ ค.ศ. 1136 เป็นต้นไป ก่อน ค.ศ. 1136 พระเจ้าฟูลก์ทรงไกล่เกลี่ยกับพระมเหสี และทำให้พระราชโอรสองค์ที่สองประสูติคือ เจ้าชายอามอรี

ใน ค.ศ. 1143 ขณะที่พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีนาถประทับพักผ่อนในเอเคอร์ พระเจ้าฟูลก์เสด็จสวรรคตจากอุบัติเหตุขณะล่าสัตว์ ม้าของพระองค์พลาดสะดุดและล้มลง และกะโหลกพระเศียรของพระองค์ถูกทับโดยอานม้า "มันสมองของพระองค์พุ่งออกมาจากหูทั้งสองข้างและรูจมูก" ตามคำบรรยายของวิลเลียมแห่งไทร์ พระวรกายของพระองค์ถูกนำกับมายังเอเคอร์ ทรงหมดสติไปสามวันและสวรรคต พระบรมศพถูกฝังที่โบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ในเยรูซาเลม แม้ว่าชีวิตสมรสจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สมเด็จพระราชินีนาถเมลีแซนเดอทรงเสียพระทัยต่อการจากไปของพระเจ้าฟูลก์ทั้งแสดงออกในที่สาธารณะและการส่วนพระองค์ พระเจ้าฟูลก์มีพระราชโอรสสามคน คือ ฌอฟรัวที่ประสูติจากชายาคนแรก และเจ้าชายโบดวงกับเจ้าชายอามอรีที่ประสูติแต่พระนางเมลีแซงด์ พระเจ้าโบดวงที่ 3 ขึ้นสืบราชบัลลังก์เป็นประมุขร่วมกับพระราชชนนี ใน ค.ศ. 1143 การครองราชย์ช่วงต้นรัชกาลของพระองค์เป็นการทะเลาะขัดแย้งกับพระราชชนนีอย่างรุนแรงในเรื่องสิทธิในการครอบครองเยรูซาเลม จนกระทั่งค.ศ. 1153 เมื่อพระองค์สามารถยึดครองอำนาจของรัฐบาลภายใต้พระองค์เอง สมเด็จพระราชินีนาถเมลีแซนเดอสละราชบัลลังก์ พระองค์กับพระราชชนนีก็ไกล่เกลี่ยกันภายหลัง พระราชชนนีเมลีแซนเดอสวรรคตใน ค.ศ. 1161 ส่วนพระเจ้าโบดวงที่ 3 สวรรคตใน ค.ศ. 1163 โดยไร้รัชทายาท ราชอาณาจักรสืบทอดไปยังพระราชอนุชา ครองราชย์เป็น พระเจ้าอามอรีที่ 1 แม้ว่าจะมีความขัดแย้งในหมู่ขุนนางกับพระมเหสีในพระเจ้าอามอรี คือ อานแย็สแห่งกูร์เตอแน แต่พวกเขาก็ยินดีที่จะยอมรับการสมรสนี้ใน ค.ศ. 1157 ในช่วงที่พระเจ้าโบดวงที่ 3 ยังคงสามารถสืบทายาทได้ แต่ในช่วงนี้สภาฮูตกูร์ปฏิเสธที่จะยอมรับอามอรีเป็นกษัตริย์ จนกว่าพระองค์จะยอมหย่าขาดจากพระราชินีอานแย็ส ความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระราชินีอานแย็สนั้นต้องยอมรับว่าอาจกล่าวเกินจริงโดยนักพงศาวดารร่วมสมัยอย่าง วิลเลียมแห่งไทร์ ซึ่งอคติจากการที่พระราชินีอานแย็สกีดกันไม่ให้เขารับตำแหน่งอัครบิดรแห่งเยรูซาเลมในช่วงทศวรรษต่อมา และผู้สืบทอดงานของวิลเลียม คือ เออร์โนลด์ ได้กล่าวถึงบุคลิกของพระนางในด้านศีลธรรมว่า "ไม่ควรมีพระราชินีเช่นนี้ในเมืองอันศักดิ์สิทธิ์อย่างเยรูซาเลม" ("car telle n'est que roine doie iestre di si haute cite comme de Jherusalem")

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อหาความสัมพันธ์ร่วมวงศ์ตระกูลเดียวกันก็เพียงพอแล้วสำหรับฝ่ายที่จะโค่นพระนางออกจากตำแหน่งราชินี พระเจ้าอามอรีทรงเห็นด้วยและขึ้นสืบราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการโดยปราศจากพระราชินี แต่อานแย็สยังครองตำแหน่งเคานต์เตสแห่งจัฟฟาและอัสเคลอน และได้รับเงินรายได้จากศักดินาที่ดิน คริสตจักรตัดสินว่าทายาทของพระเจ้าอามอรีกับอดีตพระราชินีอานแย็สนั้นเป็นทายาทที่ชอบโดยกฎหมาย และยังคงลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ดังเดิม ต่อมาพระโอรสธิดาของอานแย็สจะมีอำนาจสูงในเยรูซาเลมเป็นเวลาเกือบ 20 ปี พระเจ้าอามอรีสวรรคตและสืบบัลลังก์โดยพระโอรสที่ประสูติแต่อานแย็ส คือ พระเจ้าโบดวงที่ 4

การอภิเษกสมรสของพระเจ้าอามอรีที่ 1 กับมาเรีย โคมเนเนที่ไทร์

อานแย็สแห่งกูร์เตอแนสมรสใหม่กับเรย์นัลด์แห่งซีดง และสมเด็จพระพันปีหลวงมาเรีย โคมเนเนเสกสมรสกับเบเลียนแห่งอีเบลิน ใน ค.ศ. 1177 พระราชธิดาของพระเจ้าอามอรีที่ประสูติแต่อานแย็ส คือ เจ้าหญิงซีบิลล์ มีความพร้อมด้านพระชันษา และพร้อมมีทายาท และมีสถานะที่มั่นคงในการสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระอนุชา แต่พระราชธิดาของพระเจ้าอามอรีที่ประสูติแต่พระพันปีหลวงมาเรีย คือ เจ้าหญิงอีซาแบล ทรงได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวของพระบิดาเลี้ยง คือ พวกตระกูลอีเบลิน

ใน ค.ศ. 1179 พระเจ้าโบดวงที่ 4 เริ่มต้นวางแผนให้เจ้าหญิงซีบิลล์เสกสมรสกับอูกที่ 3 ดยุกแห่งบูร์กอญ หลังจากพระสวามีองค์แรกของเจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ แต่ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1180 แผนนี้ก็ไม่ได้ดำเนินการ เรย์มอนด์ที่ 3 เคานต์แห่งตริโปลีพยายามก่อการรัฐประหาร โดยระดมพลในเยรูซาเลมร่วมกับโบฮีมอนด์ที่ 3 แห่งแอนติออก ในการบีบบังคับให้กษัตริย์จัดการเสกสมรสของพระเชษฐภคินีกับขุนนางท้องถิ่นที่เขาเลือก อาจจะเป็น โบดวงแห่งอีเบลิน พี่ชายของเบเลียน เพื่อต่อต้านแผนการนี้ กษัตริย์ทรงรีบจัดงานเสกสมรสของพระขนิษฐากับกีแห่งลูซียง น้องชายของอามอรี กรมวังของราชอาณาจักร การจับคู่กับชาวต่างชาติเป็นสิ่งจำเป็นที่สามารถนำความช่วยเหลือทางทหารจากภายนอกเข้ามาในราชอาณาจักรได้ เมื่อพระเจ้าฟีลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศสยังทรงพระเยาว์ สถานะของกีคือเป็นขุนนางของกษัตริย์ฝรั่งเศส และพระญาติของเจ้าหญิงซีบิลล์คือ พระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ ผู้ซึ่งเป็นหนี้ในการแสวงบุญของสมเด็จพระสันตะปาปา พันธมิตรทั้งสองนี้จำเป็นสำหรับเยรูซาเลม

วิลเลียมแห่งไทร์ค้นพบอาการโรคเรื้อนของโบดวงที่ 4 ครั้งแรก จากหนังสือ L'Estoire d'Eracles ฉบับภาษาฝรั่งเศส วาดในฝรั่งเศสทศวรรษที่ 1250

ใน ค.ศ. 1182 พระเจ้าโบดวงที่ 4 ก็เริ่มทรงทุพพลภาพมากขึ้น จากพระอาการโรคเรื้อน พระองค์ทรงแต่งตั้งกีเป็น บาอิลลี เรย์มอนด์ต่อต้านเรื่องนี้ แต่เมื่อกีไม่เป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์โบดวงอีกต่อไปแล้ว ในปีถัดมาเรย์มอนด์ได้รัยการแต่งตั้งเป็นบาอิลลีใหม่อีกครั้ง และได้รับสิทธิในการครอบครองเบรุต พระเจ้าโบดวงหันมาทำข้อตกลงกับเรย์มอนด์และสภาฮุตกูร์ ให้โบดวงแห่งมงแฟรา พระโอรสของเจ้าหญิงซีบิลล์ที่ประสูติแต่พระสวามีองค์แรก ให้มีสิทธิสืบบัลลังก์ก่อนซีบิลล์และกี โบดวงองค์น้อยได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ร่วมของพระมาตุลาใน ค.ศ. 1183 ในพระราชพิธีมีเรย์มอนด์เป็นประธาน เป็นที่ตกลงว่าหากยุวกษัตริย์สวรรคตในช่วงที่ยังทรงพระเยาว์ คณะผู้สำเร็จราชการจะเปลี่ยนผ่านไปยัง "ทายาทผู้มีความชอบธรรมที่สุด" และต่อจากนั้นคือเหล่าญาติวงศ์ ได้แก่ กษัตริย์แห่งอังกฤษและฝรั่งเศส และจักรพรรดิฟรีดริชที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาจะสามารถตัดสินชี้ระหว่างสิทธิของซีบิลล์และสิทธิของอีซาแบล "ทายาทผู้มีความชอบธรรมที่สุด" เหล่านี้จะไม่ถูกเสนอชื่อ

พระเจ้าโบดวงที่ 4 สวรรคตในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1185 และพระนัดดาขึ้นสืบบัลลังก์ เรย์มอนด์ได้เป็นบาอิลลี แต่เขาส่งผ่านการเป็นผู้ปกครองของพระเจ้าโบดวงที่ 5 ไปยังฌอแกล็งที่ 3 เคานต์แห่งเอดเดสซา อาฝ่ายแม่ของเขา โดยอ้างว่าเขาไม่ต้องการให้แก่ข้อกังขาเมื่อยุวกษัตริย์ที่ดูเหมือนอ่อนแอนั้นสวรรคตขึ้นมา พระเจ้าโบดวงที่ 5 สวรรคตในฤดูร้อน ค.ศ. 1186 ที่เอเคอร์ ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสนใจในพระราชพินัยกรรมของพระเจ้าโบดวงที่ 4

หลังจากพระราชพิธีพระศพ ฌอแกล็งตั้งให้เจ้าหญิงซีบิลล์เป็นผู้สืบสันตติวงศ์ของพระอนุชา แต่พระนางต้องยินยอมที่จะหย่าขาดจากกี เช่นเดียวกับที่พระราชชนกของพระนางหย่าขาดจากพระราชชนนี ด้วยการรับประกันว่าพระนางจะได้รับอนุญาตให้เลือกพระสวามีองค์ใหม่ ในวันราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถซีบิลล์ทรงสวมมงกุฎให้กับกีทันที ในขณะที่เรย์มอนด์ก็เดินทางไปยังนาบลัสซึ่งเป็นที่พำนักของเบเลียนและสมเด็จพระพันปีหลวงมาเรีย และทำการเรียกประชุมขุนนางที่จงรักภักดีต่อเจ้าหญิงอีซาแบลและตระกูลอีเบลิน เรย์มอนด์ต้องการให้เจ้าหญิงอีซาแบลกับอ็องฟรอยที่ 4 แห่งโตรอน พระสวามีของพระนางสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์ แต่อ็องฟรอยมีบิดาเลี้ยงคือ เรย์นัลด์แห่งชาตียง นั้นเป็นพันธมิตรของพระเจ้ากี อ็องฟรอยจึงละทิ้งเรย์มอนด์และหันไปถวายความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระราชินีนาถซีบิลล์และพระเจ้ากี

ราชอาณาจักรเยรูซาเลม : Kingdom of Jerusalem
(ค.ศ. 1153–1205)

• ราชวงศ์อ็องฌู •
พระปรมาภิไธย พระราชสมภพ อภิเษกสมรส สวรรคต
5 พระเจ้าฟูลค์
(Foulques)
ค.ศ. 1131–1143
ครองราชย์ร่วมกับ

เมลีแซงด์

ค.ศ. 1089/1092
พระราชสมภพที่อ็องเฌ ฝรั่งเศส
โอรสในฟูลค์ที่ 4 เคานต์แห่งอ็องฌูกับแบร์ทราดแห่งมงฟอร์ต
เออร์เมนการ์ด เคานต์เตสแห่งเมน
ค.ศ. 1109
พระโอรสธิดา 4 พระองค์

เมลีแซงด์แห่งเยรูซาเลม
2 มิถุนายน ค.ศ. 1129
พระราชโอรส 2 พระองค์
13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1143
เอเคอร์ ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุราว 52 พรรษา
6 พระเจ้าโบดวงที่ 3
(Baudouin III)
ค.ศ. 1143–1163
ครองราชย์ร่วมกับ
เมลีแซงด์ถึง ค.ศ. 1153
ค.ศ. 1130
โอรสในพระเจ้าฟูลก์กับเมลีแซงด์
ธีโอโดรา โคมเนเน
ค.ศ. 1158
ไม่มีโอรสธิดา
10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1163
เบรุต ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุ 33 พรรษา
7 พระเจ้าอามอรีที่ 1
(Amaury I)
ค.ศ. 1163–1174
ค.ศ. 1136
โอรสในพระเจ้าฟูลก์กับเมลีแซงด์
อานแย็สแห่งกูร์เตอแน
ค.ศ. 1157
มีพระราชโอรสธิดา 3 พระองค์

มาเรีย โคมเนเน
29 สิงหาคม ค.ศ. 1167
พระราชธิดา 2 พระองค์
11 กรกฎาคม ค.ศ. 1174
เยรูซาเลม ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุ 38 พรรษา
8 พระเจ้าโบดวงที่ 4 กษัตริย์เรื้อน
(Baudouin IV le Lépreux)
ค.ศ. 1174–1185
ครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าโบดวงที่ 5 ตั้งแต่ ค.ศ. 1183
ค.ศ. 1161
เยรูซาเลม
โอรสในพระเจ้าอามอรีกับอานแย็สแห่งกูร์เตอแน
ไม่อภิเษกสมรส 16 มีนาคม ค.ศ. 1185
เยรูซาเลม ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุ 24 พรรษา
9 พระเจ้าโบดวงที่ 5
(Baudouin V)
ค.ศ. 1183–1186
ครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าโบดวงที่ 4

ถึง ค.ศ. 1185

ค.ศ. 1177
โอรสในกูลเยลโมแห่งมอนแฟร์ราโตกับซีบิล
ไม่อภิเษกสมรส สิงหาคม ค.ศ. 1186
เอเคอร์ ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุ 9 พรรษา
10
ซีบิล

(Sibylle)
ค.ศ. 1186–1190
ครองราชย์ร่วมกับ

พระเจ้ากี

ราว ค.ศ. 1157
ธิดาในพระเจ้าอามอรีกับอานแย็สแห่งกูร์เตอแน
กูลเยลโมแห่งมอนแฟร์ราโต
ค.ศ.1176
พระราชโอรส 1 พระองค์

กีแห่งลูซินญ็อง
เมษายน ค.ศ. 1180
พระราชธิดา 2 พระองค์
25 มกราคม (คาดว่า) ค.ศ. 1190
เอเคอร์ ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุราว 40 พรรษา
11 พระเจ้ากี
(Guy de Lusignan)
ค.ศ. 1186–1190/1192
ครองราชย์ร่วมกับซีบิล ถึง ค.ศ. 1190
ราว ค.ศ. 1150 หรือ 1159/1160
โอรสในอูกที่ 8 แห่งลูซินญ็องกับบรูกอญ เดอ ราญกง
ซีบิลแห่งเยรูซาเลม
เมษายน ค.ศ.1180
พระราชธิดา 2 พระองค์
18 กรกฎาคม ค.ศ. 1194
นิโคเซีย ไซปรัส
พระชนมายุราว 45 พรรษา
12
อีซาแบลที่ 1

(Isabelle I)
ค.ศ. 1190/1192–1205
ครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าคอนราด

ถึง ค.ศ. 1192
ครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าอ็องรีที่ 1 ค.ศ. 1192–1197
ครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าอามอรีที่ 2 ตั้งแต่ ค.ศ. 1197

ราว ค.ศ. 1172
พระราชสมภพที่นาบลัส ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
ธิดาในพระเจ้าอามอรีกับมาเรีย โคมเนเน
อ็องฟรอยที่ 4 แห่งโตรอน
พฤศจิกายน ค.ศ.1183
ไม่มีพระโอรสธิดา

กอร์ราโดแห่งมอนแฟร์ราโต
24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1190
พระราชธิดา 1 พระองค์

อ็องรีที่ 2 เคานต์แห่งช็องปาญ
6 พฤษภาคม ค.ศ. 1192
พระราชธิดา 2 พระองค์

อามอรีแห่งลูซียง
มกราคม ค.ศ. 1198
พระราชธิดา 3 พระองค์
5 เมษายน ค.ศ. 1205
เอเคอร์ ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุ 33 พรรษา
13 พระเจ้าคอนราด
(Conrad de Montferrat)
ค.ศ. 1190/1192–1192
ครองราชย์ร่วมกับ

อีซาแบลที่ 1

กลางทศวรรษที่ 1140
พระราชสมภพที่มอนแฟร์ราโต จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
โอรสในวิลเลียมที่ 5 มาร์เควสแห่งมงแฟรากับจูดิธแห่งบาเบ็นแบร์ก
ไม่ปรากฏนาม
ก่อน ค.ศ. 1179
ไม่มีโอรสธิดา

ธีโอโดรา แองเจลินา
ค.ศ. 1186/1187
ไม่มีโอรสธิดา

อีซาแบลที่ 1 แห่งเยรูซาเลม
24 พฤศจิกายน ค.ศ.1180
พระราชธิดา 1 พระองค์
28 เมษายน ค.ศ. 1192
เอเคอร์ ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุราว 40 พรรษา
14 พระเจ้าอ็องรีที่ 1
(Henry I)
ค.ศ. 1192–1197
ครองราชย์ร่วมกับ

อีซาแบลที่ 1

29 กรกฎาคม ค.ศ. 1166
พระราชสมภพที่ช็องปาญ ฝรั่งเศส
โอรสในอ็องรีที่ 1 เคานต์แห่งช็องปาญกับมารีแห่งฝรั่งเศส
อีซาแบลที่ 1 แห่งเยรูซาเลม
6 พฤษภาคม ค.ศ.1192
พระราชธิดา 2 พระองค์
10 กันยายน ค.ศ. 1197
เอเคอร์ ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุ 31 พรรษา
15 พระเจ้าอามอรีที่ 2
(Amaury de Lusignan)
ค.ศ. 1198–1205
ครองราชย์ร่วมกับ

อีซาแบลที่ 1

ค.ศ. 1145
โอรสในอูกที่ 8 แห่งลูซินญ็องกับบรูกอญ เดอ ราญกง
เอสเชวาแห่งอีเบอลิน
ก่อน 29 ตุลาคม ค.ศ. 1114
โอรสธิดา 6 พระองค์

อีซาแบลที่ 1 แห่งเยรูซาเลม
มกราคม ค.ศ.1198
พระราชธิดา 3 พระองค์
1 เมษายน ค.ศ. 1205
เอเคอร์ ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
พระชนมายุ 60 พรรษา

ราชวงศ์อาเลรามีชีและบริแอนน์ (ค.ศ. 1205–1228)

[แก้]
ราชอาณาจักรเยรูซาเลม : Kingdom of Jerusalem
(ค.ศ. 1205–1228)

• ราชวงศ์อาเลรามีชีและบริแอนน์ •
พระปรมาภิไธย พระราชสมภพ อภิเษกสมรส สวรรคต
16 มารี
(Marie de Montferrat)
ค.ศ. 1205–121
ครองราชย์ร่วมกับ

พระเจ้าฌ็องที่ 1

ค.ศ. 1192
ธิดาในพระเจ้าคอนราดแห่งมงแฟรากับอีซาแบลที่ 1
ฌ็องแห่งบริแอนน์

14 กันยายน ค.ศ. 1210
พระราชธิดา 1 พระองค์

ค.ศ. 1212
พระชนมายุราว 20 พรรษา
17 พระเจ้าฌ็องที่ 1
(Jean I)
ค.ศ. 1210–1212
ครองราชย์ร่วมกับมารี
ราว ค.ศ. 1170
โอรสในเอราร์ที่ 2 แห่งบริแอนน์กับอานแย็สแห่งมงฟอร์คอน

มารีแห่งมงแฟรา
14 กันยายน ค.ศ. 1210
พระราชธิดา 1 พระองค์

สเตฟานีแห่งอาร์เมเนีย
พระราชโอรส 1 พระองค์

เบเรนเจเรียแห่งเลออน
ค.ศ. 1224
โอรสธิดา 4 พระองค์
27 มีนาคม ค.ศ. 1237
พระชนมายุราว 67 พรรษา
18
อีซาแบลที่ 2

(Isabelle II)
โยลังด์
(Yolande de Brienne)
ค.ศ. 1212–1228
ครองราชย์ร่วมกับ

พระเจ้าเฟรเดอริกตั้งแต่ ค.ศ. 1225

ค.ศ. 1145
ธิดาในฌ็องแห่งบริแอนน์กับมารีแห่งมงแฟรา
จักรพรรดิเฟรเดริกที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1225
โอรสธิดา 2 พระองค์
1 เมษายน ค.ศ. 1205
อานดรีอา ราชอาณาจักรซิซิลี
พระชนมายุ 16 พรรษา
19 พระเจ้าเฟรเดอริก
(Frédéric de Hohenstaufen)
ค.ศ. 1225–1228
ครองราชย์ร่วมกับ

อีซาแบลที่ 2

ค.ศ. 1194
โอรสในจักรพรรดิไฮน์ริชที่ 6 กับคอนสแตนส์ ราชินีแห่งซิซิลี
คอนสแตนส์แห่งอารากอน
สิงหาคม ค.ศ. 1179
พระราชโอรส 1 พระองค์

อีซาแบลที่ 2 แห่งเยรูซาเลม
ค.ศ. 1186/1187
โอรสธิดา 2 พระองค์

อิซาเบลลาแห่งอังกฤษ
24 พฤศจิกายน ค.ศ.1180
โอรสธิดา 4 พระองค์
13 ธันวาคม ค.ศ. 1250
ปุลยา ราชอาณาจักรซิซิลี
พระชนมายุ 55 พรรษา
ราชอาณาจักรเยรูซาเลม : Kingdom of Jerusalem
(ค.ศ. 1118–1153)

• ราชวงศ์โฮเอินชเตาเฟิน •
พระปรมาภิไธย พระราชสมภพ อภิเษกสมรส สวรรคต
20 พระเจ้าคอนราดที่ 2
(Conrad IV de Hohenstaufen)
ค.ศ. 1228–1254
25 เมษายน ค.ศ. 1228
พระราชสมภพที่อานดรีอา ราชอาณาจักรซิซิลี
โอรสในจักรพรรดิฟรีดริชที่ 2 กับสมเด็จพระราชินีนาถอีซาแบลที่ 2
เอลีซาเบ็ทแห่งบาวาเรีย
1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1246
โอรสธิดา 11 พระองค์
21 พฤษภาคม ค.ศ. 1254
ลาเวลโล ราชอาณาจักรซิซิลี
พระชนมายุ 26 พรรษา
21 พระเจ้าคอนราดที่ 3
(Conradin)
ค.ศ. 1254–1268
ค.ศ. 1105
พระราชสมภพที่ปราสาทว็อล์ฟชไตน์ ลันทซ์ฮูท บาวาเรีย จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
โอรสในพระเจ้าโบดวงที่ 2 กับมอร์เฟียแห่งเมลีแตง
ไม่อภิเษกสมรส 29 ตุลาคม ค.ศ. 1268
คาสเตล เดลโลโว นาโปลี ราชอาณาจักรซิซิลี
พระชนมายุ 16 พรรษา
ราชอาณาจักรเยรูซาเลม : Kingdom of Jerusalem
(ค.ศ. 1268–1291)

• ราชวงศ์ลูซิญญอง •
พระปรมาภิไธย พระราชสมภพ อภิเษกสมรส สวรรคต
22 พระเจ้าอูก
(Hugues III de Lusignan)
ค.ศ. 1268–1284
ค.ศ. 1235
บุตรในอ็องรีแห่งแอนติออกกับอีซาแบลแห่งไซปรัส
อีซาแบลแห่งอีเบอลิน
หลัง 25 มกราคม ค.ศ. 1255
พระราชโอรส 1 พระองค์
21 พฤษภาคม ค.ศ. 1254
นิโคเซีย ราชอาณาจักรไซปรัส
พระชนมายุ 49 พรรษา
23 พระเจ้าฌ็องที่ 2
(Jean II)
ค.ศ. 1284–1285
ค.ศ. 1259/1267
โอรสในพระเจ้าอูกกับอีซาแบลแห่งอีเบอลิน
ไม่อภิเษกสมรส 20 พฤศภาคม ค.ศ. 1285
นิโคเซีย ราชอาณาจักรไซปรัส
พระชนมายุ 17 หรือ 26 พรรษา
24 พระเจ้าอ็องรีที่ 2
(Henry II)
ค.ศ. 1285–1324
ใช้พระอิสริยยศหลัง ค.ศ. 1291
ค.ศ. 1271
โอรสในพระเจ้าอูกกับอีซาแบลแห่งอีเบอลิน
คอนสแตนซ์แห่งซิซิลี
16 ตุลาคม ค.ศ. 1317
ไม่มีโอรสธิดา
31 สิงหาคม ค.ศ. 1324
สโตรโวลอส ราชอาณาจักรไซปรัส
พระชนมายุ 53 พรรษา

อ้างอิง

[แก้]
  1. Guy. Encyclopædia Britannica Online. 2012. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2012.
  2. Whitworth Porter (2013). A History of the Knights of Malta. Cambridge Library Collection - European History. Cambridge University Press. p. 18. ISBN 978-1-108-06622-8. สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2014. Refusing the title of King and the diadem which were offered him, upon the plea that he would never wear a crown of gold where his Saviour had worn a crown of thorns, he modestly contented him with the title of Defender and Advocate of the Holy Sepulchre.
  3. Adrian J. Boas (2009). Jerusalem in the Time of the Crusades: Society, Landscape and Art in the Holy City under Frankish Rule. Routledge. pp. 79–82. ISBN 978-0-415-48875-4.

บรรณานุกรม

[แก้]