พระมนตรีพจนกิจ (หม่อมราชวงศ์ชาย ชุมแสง)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระมนตรีพจนกิจ
(หม่อมราชวงศ์ชาย ชุมแสง)
พระมนตรีพจนกิจ (หม่อมราชวงศ์ชายสรรพศิลป์เครือวัลย์).png
รูปปั้นพระมนตรีพจนกิจ ที่เภสัชกรรมสมาคมฯ
เกิดหม่อมราชวงศ์ชายสรรพศิลป์เครือวัลย์
21 กรกฎาคม พ.ศ. 2428
เสียชีวิตพ.ศ. 2478
ถิ่นพำนักบ้านชุมแสง 647 ถ. สุริวงษ์ พระนคร
จบจากมหาวิทยาลัยมิวนิก, มิวนิก ประเทศเยอรมันนี
อาชีพนักพฤกษศาสตร์ นักวิชาการเกษตร นักสาธารณสุข อาจารย์
มีชื่อเสียงจากนายกเภสัชกรรมสมาคมแห่งกรุงสยามคนแรก
ศาสนาพุทธ
คู่สมรสคุณผิว ชุมแสง ณ อยุธยา
บุตรเภสัชกร ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ม.ล. ประนต ชุมแสง และบุตรธิดา รวม 10 คน
บิดามารดาหม่อมเจ้าเปล่ง ชุมแสง
หม่อมวาศน์ ชุมแสง ณ อยุธยา

อำมาตย์โท พระมนตรีพจนกิจ (หม่อมราชวงศ์ชาย ชุมแสง) หรือ หม่อมราชวงศ์ชายสรรพศิลป์เครือวัลย์ ชุมแสง (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 - พ.ศ. 2478) นายกเภสัชกรรมสมาคมแห่งกรุงสยามคนแรก นักพฤกษศาสตร์ และอาจารย์ชาวไทย

ประวัติ[แก้]

พระมนตรีพจนกิจ เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระโอรสในหม่อมเจ้าเปล่ง ชุมแสง กับหม่อมวาศน์ ชุมแสง ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมแสง กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชา พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบิดาประทานนามล้อกับพระนามของ พระองค์เจ้าชายชุมแสง หรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชา ว่า หม่อมราชวงศ์ชายสรรพศิลปเครือวัลย์ ชุมแสง (M.R. Chaisanpasilkruaivalaya) แต่เมื่อเข้ารับราชการท่านใช้เพียงชื่อสั้นว่า หม่อมราชวงศ์ชาย ชุมแสง[1]

พระมนตรีพจนกิจ สมรสกับคุณผิว ชุมแสง ณ อยุธยา มีบุตร-ธิดา 9 คน

  • เภสัชกร ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. หม่อมหลวง ประนต ชุมแสง หัวหน้าภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นบุตรชายคนโต [2]

หม่อมหลวงประนต ชุมแสง สมรสกับเภสัชกรหญิงปทุมมาลย์ โพธิรังสิยากร บุตรีนายกระจ่าง โพธิรังสิยากร กับเจ้าจันทร์แสง ภาคิไนยเจ้าหลวงพิมพิสาร และปนัดดาเจ้าวังขวา (เฒ่า) กับเจ้าปิ่นแก้ว ธิดาเจ้าหลวงเทพวงศ์ลิ้นตอง เจ้าผู้ครองนครแพร่[3] มีบุตรธิดา 2 คน

พระมนตรีพจนกิจ ถึงแก่อนิจกรรมในปีพ.ศ. 2478 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

การศึกษา[แก้]

พระมนตรีพจนกิจสอบไล่ได้ชั้น 6 ภาคภาษาไทยที่โรงเรียนสวนกุหลาบไทย และภาคภาษาอังกฤษจากโรงเรียนราชวิทยาลัย ได้เข้ารับราชการในกรมคลอง กระทรวงเกษตราธิการระยะหนึ่ง จึงได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาวิชา เกษตรกรรมเขตร้อนและวิทยาศาสตร์อาณานิคม (tropical agriculture and colonial sciences) ที่เมืองวิทเซนเฮาเซิน (Witzenhausen) ประเทศเยอรมันนี และสำเร็จประกาศนียบัตรวิชาพฤกษศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมิวนิก เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมันนี มีผลการเรียนดีเด่น[1][4]

การทำงาน[แก้]

เมื่อสำเร็จการศึกษา พระมนตรีพจนกิจ กลับมารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ได้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการเกษตร สัตวบาล และการต่างประเทศ รวมทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุขระยะเริ่มแรก เช่น ผู้แทนเจ้ากรมพยาบาล ผู้บังคับการโอสถศาลารัฐบาล ผู้อำนวยการพยาบาล

ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 ย้ายโอนมาเป็นอาจารย์ ในตำแหน่งอาจารย์เอก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และเจ้าแผนกเฆมิกวิทยา (เคมี)[1] สอนวิชาต่าง ๆ หลายวิชา เช่น พฤกษศาสตร์[4] เคมี วัสดุทางการแพทย์ และเภสัชเวท แก่นักศึกษาเภสัชศาสตร์และนิสิตแพทยศาสตร์ ระหว่างที่ท่านได้สอนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ท่านจึงสนิทสนมกับนิสิตเภสัชศาสตร์รุ่นแรกๆ และด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของวิชาชีพปรุงยา พระมนตรีพจนกิจได้เกื้อหนุนให้มีการพบปะชุมนุมกันระหว่างนักเรียนของท่านที่บ้านชุมแสง บ้านของพระมนตรีพจนกิจเอง จนได้กลายมาเป็นสถานที่พบปะของทั้งเภสัชกรและนิสิตเภสัชศาสตร์ในสมัยนั้น ต่อมาบรรดานิสิตเภสัชศาสตร์และเภสัชกรที่มาชุมนุมที่บ้านของท่านเป็นประจำ ขณะนั้นไม่มีกฎหมายใดๆ กำหนดไว้ว่าการประกอบวิชาชีพในร้านยาจำเป็นต้องมีเภสัชกรทำหน้าที่ประจำ คนทั่วไปทั้งที่มีความรู้แต่มิได้เป็นเภสัชกรหรือผู้ที่ไม่รู้ ได้เปิดให้บริการในร้านยาก่อให้เกิดสภาพการปรุงยา ขายยาและโฆษณายา รวมทั้งขายยาเร่ กันอย่างกว้างขวาง ทำให้ราษฎรถูกหลอกลวงและเภสัชกรที่สำเร็จการศึกษาออกมาในช่วงนั้นประสบปัญหาการว่างงาน แม้ว่าจำนวนผู้ที่สำเร็จการศึกษาในเวลาดังกล่าวจะมีไม่มากก็ตาม[5] และแม้จะมี พระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. 2466 อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้คุ้มครองวิชาชีพเภสัชกรรมอย่างจริงจัง บรรดานิสิตเภสัชศาสตร์และเภสัชกรที่มาชุมนุมกันนั้น จึงเกิดความคิดที่จะตั้งสมาคมวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมให้วิชาชีพมีการพัฒนาทัดเทียมกับในต่างประเทศ และเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นโดยมุ่งหวังที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับที่ได้ร่ำเรียนมา จึงได้มีการก่อตั้งเภสัชกรรมสมาคมแห่งกรุงสยามขึ้น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2472 โดยมีบ้านชุมแสง เลขที่ 647 ถนนสุริวงษ์ จังหวัดพระนคร เป็นที่ทำการสถาปนาและเป็นสถานที่ทำการของสมาคมแห่งแรก เมื่อได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสมาคมแล้ว ได้มีการประชุมใหญ่ของเภสัชกรไทยขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2472 ณ บ้านของอาจารย์ A.H. Hale ถนนพระราม 1 ตรงข้ามวัดช่างแสง ในการประชุมครั้งนั้น ทำให้เกิดคณะกรรมการเภสัชกรรมสมาคมชุดแรกประกอบด้วย พระมนตรีพจนกิจ เป็นนายก อาจารย์ A.H. Hale เป็นอุปนายก ขุนสิทธิโอสถ (เสงี่ยม ปานะศุทธะ) เป็นเลขานุการ ขุนเภสัชการโกวิทย์ (เภสัช เอฬกานนท์) เป็นเหรัญญิก อาจารย์จำลอง สุวคนธ์ เป็นปฎิคม[1]

เภสัชกรรมสมาคมแห่งกรุงสยามภายในการนำของพระมนตรีพจนกิจ ได้ดำเนินการให้ความสำคัญของวิชาชีพเภสัชกรรมเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป และด้วยเจตนารมณ์ที่จะช่วยคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนมิให้ถูกหลอกหลวง หรือแอบอ้างจากผู้ที่มิได้ร่ำเรียนมา เนื่องจากพระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. 2466 นั้นกำหนดว่าเฉพาะ “การปรุงยา” เท่านั้นที่เป็นการประกอบโรคศิลปะ โดยไม่ได้ควบคุมในเรื่องของการขายยา การโฆษณายา เภสัชกรรมสมาคมฯ จึงได้เคลื่อนไหวเพื่อให้มีการตราและบังคับใช้พระราชบัญญัติเภสัชกรรม มีการพบปะชี้แจงนักการเมืองให้เข้าใจวิชาชีพเภสัชกรรม และให้มีการควบคุมการขายยา โดยเภสัชกรและควบคุมการโฆษณายา กระนั้นพระมนตรีพจนกิจก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยท่านได้ฝากฝังศิษย์ในวาระสุดท้ายไว้ว่า[1]

ฉันเป็นห่วงเรื่อง พ.ร.บ. เภสัชกรรมเหลือเกิน ขอให้สามัคคีและช่วยกันทำให้สำเร็จ.... ส่วนเค้าโครงการณ์ หรือวิธีการดำเนินการ ตลอดจนวัตถุประสงค์ของสมาคมตามที่มีอยู่แล้วนั้น ขอจงช่วยกันประคับประคองเดินตามรูปไปให้ได้ อย่าได้ละเลยหรือแตกสามัคคีเสีย...”

ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายใน “พระราชบัญญัติการแพทย์การแพทย์เพิ่มเติม พ.ศ. 2472” จึงกำหนดให้การการจำหน่ายยาเป็นการประกอบโรคศิลปะด้วย และในเวลาต่อมาจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติในที่สุด ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 และ พระราชบัญญัติควบคุมการขายยา พ.ศ. 2479 ซึ่งต่อมาเภสัชกรรมสมาคมฯ ได้เสนอให้มีการแก้ไขเป็น พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และ พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537[6]

ลำดับยศและบรรดาศักดิ์[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อนุสรณ์[แก้]

  • รูปปั้นพระมนตรีพจนกิจ ตั้งอยู่ที่เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • ห้องพระมนตรีพจนกิจ (หม่อมราชวงศ์ชายสรรพศิลป์เครือวัลย์ ชุมแสง) (501) อาคาร 80 ปี เภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • มูลนิธิพระมนตรีพจนกิจ (ม.ร.ว.ชายสรรพศิลปเครือวัลย์ ชุมแสง) หรือ ทุนพระมนตรีพจนกิจ มอบทุนการศึกษาให้กับคณะและสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศ

พงศาวลี[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 บุคคลสำคัญ : อำมาตย์โท พระมนตรีพจนกิจ (ม.ร.ว.ชายสรรพศิลปเครือวัลย์ ชุมแสง) (เผยแพร่ : 20 เมษ. 2554) - วารสารเภสัชกรรมไทย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  2. บุคคลสำคัญ : เภสัชกร ศาสตราจารย์. มล. ประนต ชุมแสง (เผยแพร่ : 27 พค. 2557)
  3. เจ้าหลวงอินทวิชัย (อินต๊ะวิชัย) หมู่บ้านวังฟ่อน
  4. 4.0 4.1 ประวัติศาสตร์ภาควิชาชีววิทยา เรียบเรียงโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ กำธร ธีรคุปต์
  5. รายงานการวิจัย เรื่อง บทบาทของบุคคลสำคัญทางด้านเภสัชกรรมไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2475-2535 (The Roles of Thai Pharmacy Leaders, 1932-1992) โดยรองศาสตราจารย์วินนา เหรียญสุวรรณและคณะ หน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  6. ประวัติเภสัชกรรมสมาคมฯ เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]