พระพิฆเนศ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พระพิฆเนศวร)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้เกี่ยวกับเทพเจ้าในศาสนาฮินดู สำหรับรางวัลทางดนตรีของประเทศไทย ดูที่ รางวัลพิฆเนศวร
พระพิฆเนศ
  • การเริ่มต้น, ความสำเร็จ, สติปัญญา และ ศิลปะวัฒนธรรม (ในประเทศไทย)
  • การขจัดอุปสรรค[1][2]
Attired in an orange dhoti, an elephant-headed man sits on a large lotus. His body is red in colour and he wears various golden necklaces and bracelets and a snake around his neck. On the three points of his crown, budding lotuses have been fixed. He holds in his two right hands the rosary (lower hand) and a cup filled with three modakas (round yellow sweets), a fourth modaka held by the curving trunk is just about to be tasted. In his two left hands, he holds a lotus in the upper hand and an axe in the lower, with its handle leaning against his shoulder.
เทวรูปพระพิฆเนศองค์มหึมาที่วัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา
ชื่อในอักษรเทวนาครีगणेशः
ชื่อในการทับศัพท์ภาษาสันสกฤตGaṇeśa
ส่วนเกี่ยวข้องเทวะ, พระพรหม (คณปัตยะ), Saguna Brahman(Panchayatana puja),พระอิศวร
วิมานเขาไกรลาศ (เคียงพระศิวะและพระปารวตี), คเนศโลก
มนตร์Oṃ Shri Gaṇeśāya Namaḥ
Oṃ Gaṃ Gaṇapataye Namaḥ
อาวุธParaśu (axe), pāśa (noose), aṅkuśa (elephant goad)
สัญลักษณ์โอม, ขนมโมทกะ
พาหนะหนู
คัมภีร์คเนศปุรณะ, Mudgala Purana, Ganapati Atharvashirsa
เพศบุรุษ
เทศกาลคเนศจตุรถี
ข้อมูลส่วนบุคคล
คู่ครอง
บิดา-มารดา
พี่น้องShanmukha (elder brother) Sastha (younger brother)

พระคเณศ (สันสกฤต: गणेश ทมิฬ: பிள்ளையார் อังกฤษ: Ganesha) ชาวไทยนิยมเรียกว่า พระพิฆเนศ[3] (विघ्नेश) พระพิฆเณศวร พระพิฆเณศวร์ หรือ พระคณปติ ทรงเป็นเทพใน ศาสนาฮินดู ทรงเป็นเทพแห่งความสำเร็จ ทั้งยังทรงเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการและการประพันธ์ ทรงเป็นหัวหน้านำคณะข้ามอุปสรรคทั้งปวง (ผู้เป็นใหญ่เหนืออุปสรรค)

พระพิฆเนศกับสังคมไทย[แก้]

ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่ามีการบูชาเทพต่าง ๆ ในศาสนาพราหมณ์อยู่มากมาย รวมทั้งพระพิฆเนศซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ดูได้จากการพบรูปสลักพระพิฆเนศในเทวสถานตามเมืองต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศไทย โดยมีหลักฐานการค้นพบเทวรูปบูชาพระพิฆเนศที่เก่าแก่ในสมัยที่ขอมเรืองอำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นต้นว่าเทวรูปบูชานั้นสลักจากหิน ค้นพบทางแถบจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจัดแสดงอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร

คนไทยถือว่าพระพิฆเนศเป็นที่เคารพสักการะในฐานะบรมครูแห่งศิลปวิทยาการ 18 ประการ โดยคนไทยยอมรับในพระพิฆเนศให้เป็นเทพแห่งศิลปะทั้งมวล และเป็นเทพองค์สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งทางศาสนาพราหมณ์ได้สถาปนาพระพิฆเนศเป็นเทพพระองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีใด ๆ เป็นการคารวะในฐานะบรมครูผู้ประสาทปัญญาและความสำเร็จ สามารถขจัดอุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป กิจการทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี หน่วยงานราชการ กรมศิลปากร และ มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงได้ถือเอาพระพิฆเนศเป็นตราสัญลักษณ์

พระพิฆเนศ เป็นพระโอรสของ พระศิวะ และ พระปารวตี มีพระวรกายเป็นมนุษย์ มีพระเศียรเป็นช้าง ทุกคนเคารพนับถือพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็น "วิฆเนศ" นั่นคือ เจ้า (อิศ) แห่งอุปสรรค (วิฆณ) เพราะเจ้าแห่งอุปสรรคสามารถปลดปล่อยอุปสรรคได้ และยังหมายถึงทรงเป็นเทพแห่งความสำเร็จในทุกศาสตร์สรรพสิ่งหรือเทพแห่งการเริ่มต้นใหม่ทั้งปวง เมื่อพิจารณาความหมายในทางสัญญะ พระวรกายที่อ้วนพีนั้นหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ พระเศียรที่เป็นช้างหมายถึงทรงมีปัญญามาก พระเนตรที่เล็กคือสามารถมองแยกแยะสิ่งถูกผิด พระกรรณและพระนาสิกที่ใหญ่หมายถึงทรงมีสัมผัสพิจารณาที่ดีเลิศ พระพิฆเนศทรงมีหนูเป็นพระสหาย (บางก็ว่าเป็นพระพาหนะ) ซึ่งอาจเปรียบได้กับความคิดที่พุ่งพล่าน รวดเร็ว ดังนั้นมนุษย์จึงต้องมีปัญญากำกับเป็นดั่งเจ้านายในใจตน

พระพิฆเนศกับการนำมาเป็นตราสัญลักษณ์ของสถาบัน[แก้]

จากคติความเชื่อที่ว่าพระพิฆเนศเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการ โดยในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ด้วยความเลื่อมใสของพระองค์ที่มีต่อพระพิฆเนศ จนถึงขนาดที่ว่าได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวาลัยเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของเทวรูปพระพิฆเนศขึ้น ณ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม และทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับพระพิฆเนศไว้สำหรับการนาฏศิลป์โดยเฉพาะ เมื่อทรงตั้ง วรรณคดีสโมสร ก็พระราชทานเทวรูปพระพิฆเนศเป็นตราประจำสถาบันนั้น เมื่อ กรมศิลปากร เกิดขึ้นและรับตราดังกล่าวมาเป็นตราประจำกรม โดยตรากรมศิลปากร ใช้เป็นรูปพระพิฆเนศประทับลวดลายกนกลักษณะคล้ายเมฆ ทรงถือปาศะครอบน้ำวัชระและทันตะอยู่ในวงกลมที่ล้อมรอบด้วยดวงแก้ว 7 ดวง หมายถึงศิลปวิทยา 7 อย่างที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่ของกรมศิลปากร และต่อมายังได้ใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของ มหาวิทยาลัยศิลปากร[4][5] วิทยาลัยช่างศิลป และ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ [6]

ลักษณะของพระพิฆเนศ[แก้]

มีพระวรกายเป็นมนุษย์เพศชาย อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย มีพระเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว (ถูกขวานปรศุรามหักเสียงา) สีพระวรกายสีแดง (บางแห่งว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง) มี 4 พระกร พระหัตถ์ขวาบนทรงตรีศูล พระหัตถ์ขวาล่างทรงงาช้าง พระหัตถ์ซ้ายบนทรงปาศะ (เชือก) พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงขันน้ำมนต์เป็นกะโหลกศีรษะมนุษย์

ทรงมีหนูมุสิกะเป็นพระสหาย (บางก็ว่าเป็นพระพาหนะ)

ปกรณัม[แก้]

ในคราวที่ พระศิวะ เสด็จไปบำเพ็ญสมาธิเป็นระยะเวลานานอยู่นั้น พระปารวตี เนื่องจากประทับอยู่พระองค์เดียวเลยเกิดความเหงา และมีพระประสงค์ที่จะมีผู้มาคอยดูแลพระองค์ และป้องกันคนภายนอกที่จะเข้ามาก่อความวุ่นวายในพระตำหนัก จึงทรงเสกเด็กขึ้นมาเพื่อเป็นพระโอรสที่จะเป็นเพื่อนในยามที่พระศิวะเสด็จออกไปตามพระกิจต่าง ๆ มีอยู่คราวหนึ่ง เมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงน้ำในพระตำหนักด้านในนั้น พระศิวะเสด็จกลับมาและเมื่อจะเสด็จเข้าไปด้านใน ก็ทรงถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากมิทรงทราบว่าเป็นใครและในลักษณะเดียวกัน พระศิวะก็มิทรงทราบว่าเด็กหนุ่มนั้นเป็นพระโอรสที่พระปารวตีทรงเสกขึ้นมา เมื่อพระองค์ทรงถูกขัดพระทัยก็ทรงพิโรธและทรงตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้ พลางถามว่ารู้ไหมว่ากำลังห้ามใครอยู่ ฝ่ายเด็กหนุ่มนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเป็นใคร เพราะตนกำลังทำตามพระบัญชาของพระปารวตี และทั้งสองก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างรุนแรงจนเทพทั่วทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถูกตรีศูลของพระศิวะจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป

ในขณะนั้นเอง พระปารวตีเมื่อทรงได้ยินเสียงดังกึกก้องไปทั่วจักรวาลก็เสด็จออกมาด้านนอก และถึงกับทรงสิ้นพระสติเมื่อทอดพระเนตรร่างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ และเมื่อทรงได้พระสติก็ทรงมีความโศกาอาดูรและตัดพ้อพระสวามีที่มีใจโหดเหี้ยมทำร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็นพระโอรสของพระนางเอง เมื่อทรงได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้น พระศิวะก็ตรัสว่าจะทำให้เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่ แต่ก็เกิดปัญหาเนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิ่งใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่งทรงกระวนกระวายพระทัย เนื่องจากหากดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมาได้ เมื่อเห็นเช่นนั้น พระศิวะ จึงทรงโยนตรีศูลอาวุธของพระองค์ออกไปหาศีรษะสิ่งที่มีชีวิตแรกที่พบมา และปรากฏว่าเหล่าเทพได้นำเอาศีรษะช้างมา ซึ่งพระศิวะทรงนำศีรษะมาต่อให้และชุบชีวิตให้ใหม่ พร้อมยกย่องให้เป็นเทพที่สูงที่สุด และขนานนามว่า "พระพิฆเนศ" ซึ่งแปลว่าเทพผู้ขจัดปัดเป่าอุปสรรค และยังประทานพรว่าในการประกอบพิธีการต่าง ๆ ทั้งหมดนั้นจะต้องทำพิธีบูชาพระพิฆเนศก่อนเพื่อความสำเร็จของพิธีนั้น

เนื่องจากพระพิฆเนศมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่น ๆ นั้น ได้มีการอธิบายถึงพระวรกายของพระองค์ดังนี้

  1. พระเศียรของพระองค์หมายถึงวิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต
  2. พระวรกายแสดงถึงการที่ทรงเป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นปฐพี
  3. พระเศียรช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด
  4. เสียงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคำว่า "โอม" (ॐ) ซึ่งเป็นเสียงแสดงถึงความเป็นสัจจะของสุริยจักรวาล
  5. พระหัตถ์ขวาล่างทรงงาช้างที่หักครึ่ง ซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นปากกาในการเขียนมหากาพย์ มหาภารตะ ให้ ฤๅษีวยาส และเป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละ
  6. พระหัตถ์ซ้ายบนทรงปาศะ (เชือก) ที่ทรงใช้ในการนำพามนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งธรรมะและหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง ทรงป้องกันและพันฝ่าความยากลำบาก
  7. อีกพระหัตถ์ทรงลูกประคำ แสดงว่าการแสวงหาความรู้จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
  8. ขนมโมทกะ หรือขนมลัฑฑูในงวง เป็นการชี้นำว่ามนุษย์จะต้องแสวงหาความหวานชื่นในจิตวิญญาณของตนเอง เพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเพื้อเผื่อแผ่ให้กับคนอื่น ๆ
  9. พระกรรณที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัด หมายความว่าพระองค์ทรงพร้อมที่รับฟังสิ่งที่เราร้องเรียนและเรียกหา
  10. งูที่พันอยู่รอบพระอุทร แสดงถึงพลังที่มีอยู่โดยรอบ
  11. หนูที่ทรงใช้เป็นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือพระองค์ และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตที่เล็กและเป็นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก

เทศกาลคเณศจตุรถี[แก้]

ดูบทความหลักที่: คเนศจตุรถี
การอุ้มเทวรูปพระพิฆเนศลงน้ำ ที่เมืองมุมไบ ในเทศกาลคเณศจตุรถี

เทศกาลคเณศจตุรถี นับเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการบูชาพระพิฆเนศ จะกระทำในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พระองค์ทรงชนะอสูร เชื่อกันว่าพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อประทานพรอันประเสริฐสูงสุดแก่ผู้ศรัทธาพระองค์ท่าน เทศกาลนี้มีการจัดพิธีกรรมบูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศอินเดียและทั่วโลก มีการจัดสร้างเทวรูปพระพิฆเนศขนาดใหญ่โตมโหฬารเพื่อเข้าพิธีบูชา จากนั้นจะแห่เทวรูปไปทั่วเมืองและมุ่งหน้าไปสู่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายต่าง ๆ ถนนหนทางทั่วทุกหนแห่งจะมีแต่ผู้คนออกมาชมการแห่เทวรูปนับร้อยนับพันองค์ ผู้ศรัทธาทุกคนแต่งชุดส่าหรีสีสันสวยงาม ขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำสรัสวตี เป็นต้น แล้วทำพิธีลอยเทวรูปลงสู่แม่น้ำหรือทะเล

เทศกาลคเณศจตุรถีและพิธีกรรมต่าง ๆ กระทำกันมาแต่โบราณ มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย และหนึ่งในพิธีกรรมที่กระทำกันก็คือ "เอกวีสติ ปัตรบูชา" หรือการบูชาด้วยใบไม้ 21 ชนิดเป็นเวลา 21 วัน[7]

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม[แก้]

ใน พ.ศ. 2553 ค่าย Shemaroo Entertainmant ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนอินเดีย เรื่อง "Bal Ganesh" หรือในชื่อภาษาไทยว่า พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งปัญญา ถึง 2 ภาค

อ้างอิง[แก้]

  1. Heras 1972, p. 58.
  2. Getty 1936, p. 5.
  3. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, กรุงเทพพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556, หน้า 834
  4. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ ๒๔) เรื่องกำหนดภาพเครื่องหมายราชการ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พุทธศักราช ๒๔๘๒, ราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ ๕๓ เล่ม ๖๘ หน้า ๑๒๙๖ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๙๔
  5. ประกาศมหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๑๘๒ ง หน้า ๒๕ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๙
  6. ความเชื่อ เรื่อง พระพิฆเนศวรในบริบทของสังคมไทย
  7. สืบสานประเพณีพิธีคเณศจตุรถี และคเณศวิวาหะ (แต่งงานพระคเณศ), Sanook.com วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 2:42 น.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]