ผู้ใช้:Ponpan/กระบะทราย 2

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
    Fairytale kuser.png Cravate-normal.png Crystal man.png Crystal 128 desktop.png Crystal Clear app kservices.png Information green.svg
    หน้าหลัก User พูดคุย Talk บทความ Contributions กระบะทราย Sandbox
    | |
    monobook.js
    vector.js
    คู่มือ Manual

    มิวนิก[แก้]

    ชื่อ[แก้]

    ประวัติศาสตร์[แก้]

    ยุคก่อนประวัติศาสตร์[แก้]

    การค้นพบทางโบราณคดีในมิวนิก เช่น ในเขต Freiham/Aubing บ่งชี้ว่ามีการตั้งถิ่นฐานและหลุมศพยุคแรกที่ย้อนกลับไปถึงยุคสัมฤทธิ์ (ก่อนคริสต์ศักราช 600-700 ปี)[1][2] นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชาวเคลต์ในช่วงยุคเหล็กบริเวณพื้นที่รอบเขต Perlach[3]

    ยุคโรมันและหลังยุคโรมัน[แก้]

    ถนนโรมันโบราณสายหนึ่งชื่อ Via Julia ซึ่งเชื่อมเมืองเอาก์สบวร์กและซาลซ์บูร์กเข้าด้วยกัน ตัดข้ามแม่น้ำอีซาร์ทางทิศใต้ของมิวนิกในยุคปัจจุบันบริเวณเมือง Baierbrunn และ Gauting[4] ในเขต Denning/Bogenhausen ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมิวนิกมีการขุดค้นทางโบราณคดีของชุมชนชาวโรมัน[5]

    ในศตวรรษที่ 6 และหลังจากนั้น ได้มีกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ชาวบายูวาเริน (เยอรมัน: Bajuwaren) อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงเมืองมิวนิกในปัจจุบัน เช่น ในเขต Johanneskirchen, Feldmoching, Bogenhausen และ Pasing[6][7] โบสถ์คริสต์แห่งแรกที่รู้จักถูกสร้างขึ้นราว ค.ศ. 815 ในเขต Fröttmanning[8]

    กำเนิดเมืองยุคกลาง[แก้]

    ชื่อของมิวนิกถูกกล่าวถึงครั้งแรกในอนุญาโตตุลาการเอาก์สบวร์กในชื่อ munichen

    ต้นกำเนิดของเมืองมิวนิกสมัยใหม่เป็นผลมาจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างขุนศึกทหารกับบิชอปคาทอลิกผู้มีอิทธิพล ไฮน์ริชสิงห์ ดยุกแห่งซักเซินและดยุกแห่งบาวาเรีย (เสียชีวิต 1195) หนึ่งในเจ้าชายเยอรมันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคของเขา ปกครองเหนือดินแดนอันกว้างใหญ่ในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ของเยอรมันตั้งแต่ทางเหนือและทะเลบอลติกลงไปจนถึงเทือกเขาแอลป์ ไฮน์ริชต้องการขยายอำนาจของเขาในบาวาเรียด้วยการเข้าควบคุมกิจการการค้าเกลือที่สร้างกำไรให้อย่างมาก โดยขณะนั้นผู้ควบคุมกิจการคือคริสตจักรคาทอลิกในไฟรซิง

    บิชอปอ็อทโท ฟอน ไฟรซิง (เสียชีวิต 1158) เป็นนักปราชญ์ นักประวัติศาสตร์ และบาทหลวงแห่งสังฆมณฑลไฟรซิงซึ่งกินเนื้อที่ขนาดใหญ่ในบาวาเรีย หลายปีก่อนหน้า (เวลาที่แน่นอนไม่ชัดเจน แต่คาดว่าอยู่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10) พระเบเนดิกตินได้ช่วยสร้างสะพานเก็บค่าผ่านทางและด่านศุลกากรเหนือแม่น้ำอีซาร์ (คาดว่าอยู่บริเวณเขตโอเบอร์เฟือริงในปัจจุบัน) เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าเกลือระหว่างเมืองเอาก์สบวร์กและซาลซ์บูร์กที่มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน

    ไฮน์ริชต้องการคุมสะพานเก็บค่าผ่านทางซึ่งหมายถึงรายได้สำหรับเขาเอง ดังนั้นเขาจึงทำลายสะพานและด่านศุลกากรของบิชอปในปี ค.ศ. 1156 จากนั้นเขาก็สร้างสะพานเก็บค่าผ่านทางและด่านศุลกากรขึ้นใหม่ รวมถึงตลาดเหรียญในบริเวณใกล้กับแม่น้ำใกล้ชุมชนและบ้านของเขา (ปัจจุบันคือเขตเมืองเก่า บริเวณมารีเอินพลัทซ์, มารีเอินโฮฟ และโบสถ์นักบุญปีเตอร์) สะพานเก็บค่าผ่านทางข้ามแม่น้ำอีซาร์แห่งใหม่นี้คาดว่าตั้งอยู่ที่บริเวณ Museuminsel และ Ludwigsbrücke ในปัจจุบัน[9]

    บิชอปอ็อทโทประท้วงเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิเฟรเดอริค บาร์บาโรซา หลานชายของเขา ความขัดแย้งได้ยุติลงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1158 ในเอาก์สบวร์ก เมื่อมีอนุญาโตตุลาการเอาก์สบูร์กออกมา ระบุชื่อสถานที่ที่เกิดข้อพิพาทว่า forum apud Munichen (ละติน: ลานใกล้มิวนิก) การตัดสินนี้ให้ประโยชน์แก่ดยุกไฮน์ริช แม้ว่าบิชอปอ็อทโทจะสูญเสียสะพานของเขาไป แต่คณะอนุญาโตตุลาการได้สั่งให้ไฮน์ริชจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินหนึ่งในสามของรายได้เขาให้แก่บิชอปแห่งไฟรซิง[10][11][12]

    เหตุการณ์นี้ทำให้วันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1158 ถือเป็น 'วันสถาปนา' อย่างเป็นทางการของเมืองมิวนิก แต่ไม่ใช่เพราะเป็นวันที่มีการตั้งรกรากครั้งแรก การขุดค้นทางโบราณคดีที่มารีเอินโฮฟ ก่อนที่จะมีการก่อสร้างเพื่อขยายเส้นทางรถไฟชานเมืองใต้ดิน (S-Bahn) ในปี 2012 ได้มีการค้นพบซากเรือเก่าจากศตวรรษที่ 11 ซึ่งพิสูจน์อีกครั้งว่าการตั้งถิ่นฐานในมิวนิกมีมาก่อนอนุญาโตตุลาการเอาก์สบูร์ก ค.ศ. 1158[13][14] โบสถ์นักบุญปีเตอร์อันเก่าแก่ใกล้กับมารีเอินพลัทซ์เชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นก่อนวันสถาปนาเมือง[15]

    มิวนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 16

    ปี ค.ศ. 1175 มิวนิกได้รับสถานะเป็นเมืองและมีการสร้างป้อมปราการเสริมความแข็งแกร่ง ในปี ค.ศ. 1180 ไฮน์ริชสิงห์สูญเสียการยอมรับจากจักรพรรดิเฟรเดอริค เขาได้รับการพิจารณาคดีและถูกเนรเทศ อ็อทโทที่ 1 แห่งวิทเทิลส์บัคได้รับการแต่งตั้งเป็นดยุกแห่งบาวาเรียต่อจากเขา การปกครองเมืองมิวนิกถูกเปลี่ยนมือไปยังบิชอปแห่งไฟรซิง และถูกเปลี่ยนมืออีกครั้งใน ค.ศ. 1240 ไปยังอ็อทโทที่ 2 แห่งวิทเทิลส์บัค ใน ค.ศ. 1255 เมื่อดัชชีแห่งบาวาเรียถูกแบ่งออกเป็นสองภาค มิวนิกก็ได้กลายเป็นที่พำนักของขุนนางแห่งบาวาเรียตอนบน

    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1327 เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในมิวนิก กินเวลาสองวันและทำลายเมืองไปราวหนึ่งในสาม[16][17] ดยุกลูทวิชที่ 4 ซึ่งเป็นชาวเมืองมิวนิก ได้รับเลือกเป็นกษัตริย์เยอรมันในปี ค.ศ. 1314 และขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เมื่อ ค.ศ. 1328 พระองค์ได้เสริมสถานะของเมืองให้แข็งแรงยิ่งขึ้นโดยให้เมืองเป็นผู้ผูกขาดการค้าเกลือ เป็นการรับประกันรายได้เพิ่มเติม ค.ศ. 1349 เกิดกาฬโรคระบาดทั่วมิวนิกและบาวาเรีย[18]

    ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 มิวนิกได้รับการฟื้นฟูศิลปะกอทิก ศาลากลางเก่าได้รับการต่อขยาย โบสถ์แม่พระมิวนิกซึ่งเป็นโบสถ์กอทิกที่ใหญ่ที่สุดของเมืองถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1468 เสร็จภายในเวลาเพียง 20 ปี ปัจจุบันมีสถานะเป็นมหาวิหาร

    เมืองหลวงหลังการรวมบาวาเรีย[แก้]

    ผังเมืองมิวนิกเมื่อ ค.ศ. 1642 เมื่อยังมีกำแพงและป้อมปราการของเมืองล้อมรอบ
    ผังเมืองมิวนิกเมื่อ ค.ศ. 1858 เห็นสถานีรถไฟและเส้นทางรถไฟไปยังเมือง Augsburg ทางทิศตะวันตก

    เมื่อดัชชีย่อยทั้งสี่แห่งของบาวาเรียกลับมารวมกันในปี ค.ศ. 1506 จากการทำสงครามสั้น ๆ กับดัชชีแห่ง Landshut มิวนิกจึงกลายเป็นเมืองหลวงดััชชีแห่งบาวาเรีย ศิลปะและการเมืองได้รับอิทธิพลจากราชสำนักมากขึ้น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 มิวนิกเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของการปฏิรูปคาทอลิกและศิลปะเรอแนซ็องส์ในเยอรมนี วิลเฮล์มที่ 5 ดยุกแห่งบาวาเรียดำริให้สร้างโบสถ์ซังกท์มิชชาเอลของคณะเยสุอิต ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของการปฏิรูปคาทอลิก นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 1589 ยังมีการสร้างโรงเบียร์ Hofbräuhaus ผลิตเบียร์สีน้ำตาล ปี ค.ศ. 1609 ก่อตั้งสันนิบาตคาทอลิกขึ้นในมิวนิก

    ปี ค.ศ. 1623 ช่วงที่เกิดสงครามสามสิบปี มิวนิกมีสถานะเป็นที่ประทับของเจ้านครรัฐผู้คัดเลือก เนื่องด้วยประมุขมัคซีมีลีอานที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะผู้คัดเลือกหนึ่งในการเลือกแต่งตั้งพระจักรพรรดิ แต่หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1632 มิวนิกก็ถูกปกครองโดยพระเจ้ากุสตาฟที่ 2 อดอล์ฟ กษัตริย์แห่งสวีเดน สองปีต่อมา ระหว่างปี ค.ศ. 1634 และ 1635 เกิดกาฬโรคระบาดทำให้ประชากรของเมืองราวหนึ่งในสามเสียชีวิต ภายใต้สถานะที่ประมุขเป็นผู้คัดเลือก มิวนิกเป็นศูนย์กลางสำคัญของวัฒนธรรมบารอกรวมทั้งต้องประสบกับการยึดครองของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คในปี ค.ศ. 1704 และ ค.ศ. 1742

    หลังการผูกมิตรกับฝรั่งเศสในยุคของนโปเลียนเมื่อปี ค.ศ. 1806 มิวนิกกลายเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรบาวาเรียที่สถาปนาขึ้นใหม่ ผู้คัดเลือกมัคซีมีลีอาน โยเซ็ฟ กลายเป็นกษัตริย์องค์แรกของอาณาจักร เป็นที่ตั้งของสภารัฐ (เยอรมัน: Landtag) และอัครมุขมณฑลมิวนิกและ Freising ใหม่

    ในช่วงต้นถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 กำแพงเมืองเก่าส่วนใหญ่ที่เคยทำหน้าที่เป็นป้อมปราการของมิวนิกถูกรื้อถอนเนื่องจากการขยายตัวของประชากร[19]

    เทศกาลเบียร์อ็อกโทเบอร์เฟสต์ของมิวนิกที่มีชื่อเสียงและจัดขึ้นทุกปี มีต้นกำเนิดมาจากพิธีอภิเษกสมรสครั้งหนึ่งของราชสำนักเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1810 ลานจัดพิธีเป็นส่วนหนึ่งของ 'Theresienwiese' ในปัจจุบันซึ่งอยู่ใกล้กับใจกลางเมือง

    ในปี ค.ศ. 1826 มหาวิทยาลัยลูทวิช-มัคซีมีลีอานถูกย้ายจากเมือง Landshut มายังมิวนิก อาคารที่สวยงามที่สุดหลายแห่งของเมืองมาจากยุคนี้และสร้างขึ้นในรัชสมัยของกษัตริย์บาวาเรียสามพระองค์แรก โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าลูทวิชที่ 1 ทรงส่งเสริมสถานะของเมืองมิวนิกให้กลายเป็นศูนย์กลางศิลปะ ดึงดูดศิลปินจำนวนมากเข้ามาและยกระดับคุณค่าทางสถาปัตยกรรมของเมืองด้วยการสร้างถนนใหญ่และอาคารต่าง ๆ

    สถานีรถไฟมิวนิกแห่งแรกถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1839 โดยมีเส้นทางหนึ่งสายออกจากเมืองไปทางทิศตะวันตกสู่ Augsburg ในปี ค.ศ. 1849 สถานีรถไฟแห่งใหม่สร้างเสร็จซึ่งกลายเป็นมาสถานีรถไฟกลางมิวนิก มีเส้นทางไปทางทิศเหนือถึงเมือง Landshut และ Regensburg[20][21]

    พอเข้าสู่รัชสมัยของพระเจ้าลูทวิชที่ 2 ในปี ค.ศ. 1864 พระองค์ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกเขตเมืองหลวง สนพระทัยไปกับการสร้างปราสาทอันฟุ้งเฟ้อตามพื้นที่ชนบทของบาวาเรียจนได้รับฉายาในภายหลังว่าเป็น "กษัตริย์เทพนิยาย" หากแต่ในด้านคุณความดีพระองค์ยังทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ริชชาร์ท วากเนอร์ คีตกวีคนสำคัญของเยอรมนี ทั้งปราสาทหลายแห่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามายังรัฐไบเอิร์น หลังรัชสมัยพระเจ้าลูทวิชที่ 2 สมัยของเจ้าชาย Luitpold ผู้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้มีกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นอีกมากในมิวนิก บางส่วนส่งอิทธิพลไปสู่ระดับโลก เช่น ศิลปิน Franz Stuck และกลุ่มเบลาเออไรเทอร์

    สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

    ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในปี 1914 ชาวเมืองมิวนิกใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก ฝ่ายสัมพันธมิตรปิดล้อมเยอรมนีทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิง การโจมตีทางอากาศของฝรั่งเศสในปี 1916 มีระเบิดสามลูกตกลงมาในมิวนิก

    เดือนมีนาคม ค.ศ. 1916 บริษัทเครื่องยนต์อากาศยานและรถยนต์สามแห่งได้รวมกิจการแล้วจัดตั้ง Bayerische Motoren Werke (BMW) ขึ้นในมิวนิก

    หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มิวนิกกลายเป็นศูนย์กลางความไม่สงบทางการเมืองที่สำคัญ พระเจ้าลูทวิชที่ 3 และครอบครัวของพระองค์ลี้ภัยออกจากเมืองในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ก่อนการปฏิวัติเยอรมันเพียงไม่นาน Kurt Eisner โค่นล้มราชวงศ์วิทเทิลส์บัคและตั้งรัฐประชาชนบาวาเรียขึ้น เขาดำรงตำแหน่งมุขมนตรีแห่งบาวาเรียคนแรก จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919 เขาถูกลอบสังหารโดย Anton Graf von Arco auf Valley ผู้ซึ่งต่อมาได้สถาปนาสาธารณรัฐโซเวียตบาวาเรียขึ้น เมื่อคอมมิวนิสต์เข้ายึดอำนาจสำเร็จ เลนิน ซึ่งเคยพำนักอยู่ที่มิวนิกเมื่อหลายปีก่อนหน้า ได้ส่งโทรเลขแสดงความยินดี อย่างไรก็ตาม สาธารณรัฐโซเวียตก็ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ปีเดียวกันโดยกองกำลังไฟรคอร์ ในขณะที่รัฐบาลสาธารณรัฐกำลังฟื้นฟู มิวนิกก็กลายเป็นแหล่งฟูมฟักของการเมืองหัวรุนแรง หนึ่งในนั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคสังคมนิยมแห่งชาติไม่ช้าก็เป็นที่รู้จักขึ้นมา

    สตูดิโอภาพยนตร์แห่งแรกของมิวนิก (Bavaria Film) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919[22]

    ในปี ค.ศ. 1923 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และผู้สนับสนุนเขาซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมิวนิกได้ก่อการกบฏโรงเบียร์ขึ้นในเมือง พยายามโค่นล้มสาธารณรัฐไวมาร์และยึดอำนาจ แต่ล้มเหลว ส่งผลให้ฮิตเลอร์ถูกจับกุมและพรรคนาซี (NSDAP) เป็นอัมพาตไปชั่วขณะ มิวนิกมีความสำคัญต่อพรรคนาซีขึ้นอีกครั้งเมื่อพวกเขาขึ้นสู่อำนาจในเยอรมนีเมื่อปี ค.ศ. 1933 จากนั้นได้มีการสร้างค่ายกักกันขึ้นแห่งแรกที่เมืองดัคเคา ห่างจากมิวนิกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 16 กิโลเมตร เนื่องจากมิวนิกเป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อความเจริญรุ่งโรจน์ของระบอบชาติสังคมนิยม จึงถูกเรียกว่า "เมืองหลวงแห่งขบวนการ" (เยอรมัน: Hauptstadt der Bewegung) มิวนิกเคยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ NSDAP และอาคารฟือเรอร์ (เยอรมัน: Führerbauten) หลายแห่งที่ถูกสร้างขึ้นรอบ ๆ Königsplatz อาคารบางแห่งยังคงตั้งอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

    เดือนมีนาคม ค.ศ. 1924 มิวนิกได้ออกอากาศรายการวิทยุรายการแรก สถานีดังกล่าวได้กลายมาเป็น "สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบาวาเรีย" (Bayerischer Rundfunk) ในปี 1931[23]

    อ้างอิง[แก้]

    1. "Archäologie: Forscher finden 3000 Jahre altes Grab in München". Die Welt. July 2014. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-10-21.
    2. "Muenchen.de - das offizielle Stadtportal für München". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-10-21.
    3. Klaus Schwarz: Atlas der spätkeltischen Viereckschanzen Bayerns – Pläne und Karten. München, 1959
    4. Wolfgang Krämer: Geschichte der Gemeinde Gauting einschließlich der Hofmarken Fußberg und Königswiesen nebst Grubmühle, Reismühle und Gemeinde Stockdorf sowie der Schwaigen Kreuzing und Pentenried. Selbstverlag der Gemeinde Gauting, 1949.
    5. Willibald Karl (Hrsg.): Dörfer auf dem Ziegelland. Daglfing-Denning-Englschalking-Johanneskirchen-Zamdorf. Buchendorfer, München 2002, ISBN 978-3-934036-90-1.
    6. "Sensationsfund: Die Überreste der ersten Pasinger". 17 June 2016. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-10-21.
    7. "Archäologie in München - Archäologische Staatssammlung München". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-10-21.
    8. Bernd Meier, Ludwig Maile: Heilig Kreuz Fröttmaning 815-1990. Kirchenverwaltung und Pfarrgemeinderat St. Albert, München 1990, S. 13–15.
    9. Peter Klimesch: Münchner Isarinseln – Geschichte, Gegenwart und Zukunft. (Zum nördlichen Teil der Museumsinsel mit dem Vater-Rhein-Brunnen.) In: Ralf Sartori (Hrsg.): Die neue Isar, Band 4. München 2012. ISBN 978-3-86520-447-9.
    10. Wolf-Armin Freiherr von Reitzenstein (2006), "München", Lexikon bayerischer Ortsnamen. Herkunft und Bedeutung. Oberbayern, Niederbayern, Oberpfalz (in German), München: C. H. Beck, p. 171, ISBN 978-3-406-55206-9
    11. Deutsches Ortsnamenbuch. Hrsg. von Manfred Niemeyer. De Gruyter, Berlin/Boston 2012, S. 420.
    12. Fritz Lutz: Oberföhring. Zur 75-Jahrfeier der Eingemeindung Oberföhrings. Buchendorf: Buchendorfer Verlag 1988.
    13. Archaeological Showcase at the Münchner Stadtmuseum: Discoveries from the Marienhof excavations (2011/2012), 31 March 2019.
    14. Ausgrabungen und Dokumentation - Vergangenheit aus dem Boden. Zweite Stammstrecke München. Deutsche Bahn Website. https://www.2.stammstrecke-muenchen.de/archaeologie.html Archived 5 พฤษภาคม 2021 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
    15. Christian Behrer: Das Unterirdische München. Stadtkernarchäologie in der bayerischen Landeshauptstadt. Buchendorfer Verlag, München 2001, ISBN 3-934036-40-6, Kap. 4.2.1: St. Peter, S. 61–83.
    16. Bayerischer Architekten- und Ingenieurverein (Hrsg.): München und seine Bauten. BoD – Books on Demand, 2012, S. 48/49
    17. "Suche - Stadtbrand_von_M%C3%BCnchen". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-10-21.
    18. Wie die Pest die Münchner dahinraffte - Süddeutsche Zeitung (12. Dezember 2018). https://www.sueddeutsche.de/muenchen/pest-mittelalter-geschichte-1.4250084 Archived 13 ธันวาคม 2018 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
    19. Brigitte Huber: Mauern, Tore Bastionen. München und seine Befestigungen. Hrsg.: Historischer Verein von Oberbayern. Volk Verlag, München 2015, ISBN 978-3-86222-182-0
    20. Bernhard Ücker: Die bayrische Eisenbahn 1835–1920. Süddeutscher Verlag, München, ISBN 3-7991-6255-0
    21. Siegfried Bufe: Hauptbahn München–Regensburg. Bufe Fachbuchverlag, Egglham 1997, ISBN 3-922138-61-6.
    22. David Friedmann: Die Bavaria Film 1919 bis 1945: eine Unternehmensgeschichte im Spannungsfeld kulturpolitischer und ökonomischer Einflüsse. München 2017
    23. BR-Chronik: Der BR von 1922 bis heute" (in German). Bayerischer Rundfunk. 4 June 2013. Retrieved 3 September 2015.

    ลำดับการค้นพบธาตุเคมี[แก้]

    The discovery of the 118 elements known to exist today is presented here in chronological order. The elements are listed generally in the order in which each was first defined as the pure element, as the exact date of discovery of most elements cannot be accurately defined.

    Given is each element's name, atomic number, year of first report, name of the discoverer, and some notes related to the discovery.

    ตารางธาตุ[แก้]

    {{Periodic table (discovery periods)|state=collapsed}}

    ธาตุที่ไม่สามารถระบุการค้นพบได้[แก้]

    Z ชื่อธาตุ การใช้งานครั้งแรกสุด ตัวอย่างที่ค้นพบที่เก่าแก่ที่สุด แหล่งค้นพบ/ผู้ค้นพบ สถานที่ค้นพบตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุด คำอธิบาย
    29 ทองแดง 9000 BCE 6000 BCE ตะวันออกกลาง อานาโตเลีย คาดว่าทองแดงเป็นโลหะชนิดแรกที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์[1] โดยพบในสภาพโลหะอยู่ตามธรรมชาติและต่อมาได้จากการหลอมสินแร่ คาดว่ามนุษย์พบทองแดงครั้งแรกเมื่อประมาณ 9000 ปีก่อนคริสตกาลในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวัสดุสำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์ยุคทองแดงและยุคบรอนซ์ ตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดคือลูกปัดทองแดงที่พบในเมืองโบราณชาตัลเฮอยึก (Çatalhöyük) ประเทศตุรกี ทำขึ้นตั้งแต่ 6000 ปีก่อนคริสตกาล[2]
    82 ตะกั่ว 7000 BCE 3800 BCE ทวีปแอฟริกา อะไบดอส อียิปต์ คาดว่ามนุษย์สามารถหลอมตะกั่วได้อย่างน้อยตั้งแต่ 9 พันปีก่อน, and the oldest known artifact of lead is a statuette found at the temple of Osiris on the site of Abydos dated circa 3800 BCE.[3]
    79 ทอง ก่อน 6000 BCE ราว 4400 BCE บัลแกเรีย Varna Necropolis The oldest golden treasure in the world, dating from 4,600 BC to 4,200 BC, was discovered at the burial site Varna Necropolis.
    47 เงิน ก่อน 5000 BCE ราว 4000 BCE อานาโตเลีย Estimated to have been discovered shortly after copper and gold.[4][5]
    26 เหล็ก ก่อน 5000 BCE 4000 BCE ไม่ทราบ; see History of ferrous metallurgy อียิปต์ There is evidence that iron was known from before 5000 BCE.[6] The oldest known iron objects used by humans are some beads of meteoric iron, made in Egypt in about 4000 BCE. The discovery of smelting around 3000 BCE led to the start of the iron age around 1200 BCE[7] and the prominent use of iron for tools and weapons.[8]
    6 คาร์บอน 3750 BCE ชาวอียิปต์และชาวสุเมเรียน The earliest known use of charcoal was for the reduction of copper, zinc, and tin ores in the manufacture of bronze, by the Egyptians and Sumerians.[9] Diamonds were probably known as early as 2500 BCE.[10] The first true chemical analyses were made in the 18th century,[11] and in 1789 carbon was listed by Antoine Lavoisier as an element.[12]
    50 ดีบุก 3500 BCE 2000 BCE ไม่ทราบ; see Tin#History First smelted in combination with copper around 3500 BCE to produce bronze.[13] The oldest artifacts date from around 2000 BCE.[14]
    16 กำมะถัน ก่อน 2000 BCE จีน/อินเดีย First used at least 4,000 years ago.[15] Recognized as an element by Antoine Lavoisier in 1777.
    80 ปรอท ก่อน 2000 BCE 1500 BCE จีน/อินเดีย อียิปต์ Known to ancient Chinese and Indians before 2000 BCE, and found in Egyptian tombs dating from 1500 BCE.[16]
    30 สังกะสี ก่อน 1000 BCE 1000 BCE Indian metallurgists อนุทวีปอินเดีย Extracted as a metal since antiquity (before 1000 BCE) by Indian metallurgists, but the true nature of this metal was not understood in ancient times. Identified as a unique metal by the metallurgist Rasaratna Samuccaya in 800[17] and by the alchemist Paracelsus in 1526.[18] Isolated by Andreas Sigismund Marggraf in 1746.[19]
    33 สารหนู 2500 BCE/1250 CE ยุคบรอนซ์ อัลแบร์ตุส มาญุส In use in the early bronze age; Albertus Magnus was the first European to isolate the element in 1250.[20] In 1649, Johann Schröder published two ways of preparing elemental arsenic.[20]
    51 พลวง 3000 BCE In widespread use in Egypt and the Middle East.[21]

    อ้างอิง[แก้]

    1. "The History of Copper". Rameria.com. สืบค้นเมื่อ 29/6/2559. Check date values in: |accessdate= (help)
    2. CSA – Discovery Guides, A Brief History of Copper
    3. "The History of Lead – Part 3". Lead.org.au. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    4. 47 Silver
    5. "Silver Facts – Periodic Table of the Elements". Chemistry.about.com. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    6. "26 Iron". Elements.vanderkrogt.net. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    7. Weeks, Mary Elvira; Leichester, Henry M. (1968). "Elements Known to the Ancients". Discovery of the Elements. Easton, PA: Journal of Chemical Education. pp. 29–40. ISBN 0-7661-3872-0. LCCCN 68-15217.
    8. "Notes on the Significance of the First Persian Empire in World History". Courses.wcupa.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    9. "History of Carbon and Carbon Materials – Center for Applied Energy Research – University of Kentucky". Caer.uky.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    10. "Chinese made first use of diamond". BBC News. 17 May 2005. สืบค้นเมื่อ 2007-03-21.
    11. Ferchault de Réaumur, R-A (1722). L'art de convertir le fer forgé en acier, et l'art d'adoucir le fer fondu, ou de faire des ouvrages de fer fondu aussi finis que le fer forgé (English translation from 1956). Paris, Chicago.
    12. Senese, Fred (September 9, 2009). "Who discovered carbon?". Frostburg State University. สืบค้นเมื่อ 2007-11-24. [ลิงก์เสีย]
    13. "50 Tin". Elements.vanderkrogt.net. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    14. "History of Metals". Neon.mems.cmu.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    15. "Sulfur History". Georgiagulfsulfur.com. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    16. "Mercury and the environment — Basic facts". Environment Canada, Federal Government of Canada. 2004. สืบค้นเมื่อ 2008-03-27. Italic or bold markup not allowed in: |publisher= (help)
    17. Craddock, P. T. et al. (1983), "Zinc production in medieval India", World Archaeology 15 (2), Industrial Archaeology, p. 13
    18. "30 Zinc". Elements.vanderkrogt.net. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
    19. Weeks, Mary Elvira (1933). "III. Some Eighteenth-Century Metals". The Discovery of the Elements. Easton, PA: Journal of Chemical Education. p. 21. ISBN 0-7661-3872-0.
    20. 20.0 20.1 "Arsenic". Los Alamos National Laboratory. สืบค้นเมื่อ 3 March 2013.
    21. SHORTLAND, A. J. (2006-11-01). "APPLICATION OF LEAD ISOTOPE ANALYSIS TO A WIDE RANGE OF LATE BRONZE AGE EGYPTIAN MATERIALS". Archaeometry. 48 (4): 657–669. doi:10.1111/j.1475-4754.2006.00279.x.

    แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]