ผู้ประกอบการสังคม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นิสิตจากกรีนคลับที่วิทยาลัยนิวโคม ได้จัดตั้งองค์กรผู้ประกอบการทางสังคมขึ้นในปี 2010 เพื่อกระตุ้นให้คนลดปริมาณขยะและใช้ชีวิตอย่างรักสิีงแวดล้อมมากขึ้น

ผู้ประกอบการสังคม คือการใช้สตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการอื่นในการพัฒนา หาทุน และแก้ไขปัญหาทางสังคม วัฒนธรรมหรือสิ่งแวดล้อม[1] แนวคิดนี้อาจใช้กับองค์กรที่หลากหลาย ซึ่งมีขนาด จุดมุ่งหมายและความเชื่อแตกต่างกันออกไป[2] ผู้ประกอบการที่แสวงหากำไรมักจะวัดผลการดำเนินงานโดยใช้เมตริกทางธุรกิจเช่นกำไรรายได้และการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น แต่ผู้ประกอบการทางสังคมไม่ใช่องค์กรที่ไม่หวังผลกำไรหรือการผสมระหว่างการสร้างผลกำไรและการสร้างผลบวกเพื่อคืนแก่สังคม เพราะฉะนั้นจึงใช้ตัววัดอื่น ผู้ประกอบการทางสังคมมักจะพยายามเพิ่มเป้าหมายด้านสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างซึ่งมักเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอาสา[3] ในด้านต่างๆเช่นการบรรเทาความยากจน การดูแลสุขภาพ และการพัฒนาชุมชน

บางครั้งองค์กรเพื่อสังคมที่แสวงหาผลกำไรอาจได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเป้าหมายทางสังคมหรือวัฒนธรรมขององค์กร แต่นั้นก็ไม่ได้เป็นจุดหมาย ตัวอย่างเช่น องค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ที่อยู่อาศัยและการจ้างงานแก่คนไร้บ้านอาจดำเนินธุรกิจร้านอาหารทั้งเพื่อระดมเงินและจัดหางานให้คนไร้บ้าน

ในปีค.ศ. 2010 ผู้ประกอบการทางสังคมได้รับการอำนวยความสะดวกโดยการใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะเครือข่ายทางสังคมและเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ เว็บไซต์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการทางสังคมสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์แต่มีเป้าหมายเดียวกันและกระตุ้นให้พวกเขาทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ เรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของกลุ่มและระดมทุนผ่าน คราวด์ฟันดิง(crowdfunding)

นิยามสมัยใหม่[แก้]

ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน และผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ มูฮัมหมัด ยูนูส (ซ้าย)กับสองหนุ่มผู้ประกอบการสังคม(ขวา)

ในช่วงปี 2000 นักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานได้ถกเถียงกันว่าบุคคลหรือองค์กรใดที่จะสามารถพิจารณาให้เป็นผู้ประกอบการทางสังคมได้ จนถึงขณะนี้ไม่มีการตกลงร่วมกันอย่างจริงจังกับคำจำกัดความของการประกอบการทางสังคมเนื่องจากสาขาต่าง ๆ สาขาวิชาและประเภทองค์กรต่าง ๆ มีความเกี่ยวเนื่องกับการประกอบการทางสังคม ตั้งแต่ธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรไปจนถึงงานแบบไฮบริดโดยรวมงานการกุศลกับกิจกรรมทางธุรกิจ องค์กรการกุศลที่แสวงหาผลกำไร องค์กรภาคสมัครใจ และองค์กรนอกภาครัฐ ผู้ใจบุญ นักกิจกรรมทางสังคม นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและผู้ปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นด้านสังคมอื่น ๆ มักเรียกกันว่าผู้ประกอบการทางสังคม ผู้ประกอบการทางสังคมสามารถรวมหลากหลายประเภทอาชีพและภูมิหลังทางวิชาชีพ ตั้งแต่งานสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาชุมชนไปจนถึงการประกอบการและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นการยากที่จะกำหนดว่าใครเป็นผู้ประกอบการทางสังคม เดวิด บอร์นสตีนได้ใช้คำว่า "ผู้ริเริ่มทางสังคม" มาใช้แทนผู้ประกอบการทางสังคม เนื่องจากมีการสร้างสรรค์กลยุทธ์ที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิมที่ผู้ประกอบการทางสังคมหลายแห่งใช้ [4]สำหรับคำจำกัดความที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ประกอบการทางสังคมมีความจำเป็นต้องทำต้องกำหนดให้ชััดเจนเพื่ิอแยกออกจากกิจกรรมอาสาอื่น ๆ และกิจกรรมเพื่อการกุศล และกำหนดขอบเขตภายในที่ผู้ประกอบการสังคมต้องดำเนินการ[5] นักวิชาการบางคนได้สนับสนุนการจำกัด คำว่าผู้ก่อตั้งองค์กรต้องอาศัยรายได้ที่ได้รับโดยตรงจากผู้บริโภคที่เสียเงิน แทนที่จะเป็นรายได้จากการบริจาคหรือเงินช่วยเหลือ

ผู้ประกอบการทางสังคมในสังคมยุคใหม่มีรูปแบบการประกอบการที่เห็นแก่ประโยชน์ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ ผู้ประกอบการจะกลายเป็นความพยายามทางสังคมเมื่อเปลี่ยนทุนทางสังคมในทางที่มีผลต่อสังคมในเชิงบวก[6] เป็นข้อได้เปรียบเนื่องจากความสำเร็จของการประกอบการทางสังคมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางสังคมที่ธุรกิจของบริษัทแบบดั้งเดิมไม่จัดลำดับความสำคัญ ผู้ประกอบการทางสังคมตระหนักถึงปัญหาทางสังคมในทันที แต่ยังต้องการที่จะเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้นของปัญหาที่ข้ามสาขาวิชาและทฤษฎี เข้าใจมากขึ้นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับสังคมช่วยให้ผู้ประกอบการทางสังคมในการพัฒนาวิธีแก้ที่เป็นนวัตกรรมและระดมทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อส่งผลกระทบต่อโลกมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจขององค์กรแบบดั้งเดิม การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความพึงพอใจของสังคมมากกว่าการเพิ่มผลกำไรสูงสุด[7]

บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการทางสังคม ได้แก่ ชาวปากีสถาน Akhter Hameed Khan และชาวบังคลาเทศมูฮัมหมัด ยูนูสเป็นผู้ก่อตั้ง Grameen Bank ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดเรื่อง microcredit เพื่อสนับสนุนนักประดิษฐ์ในหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คนอื่น ๆ เช่น อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอินเดียแนโพลิส สตีเฟ่น โกลด์สมิท กล่าวถึงความพยายามทางสังคมในระดับท้องถิ่นโดยใช้ภาคเอกชนเพื่อให้บริการในเมือง[8][9]

ลักษณะ[แก้]

โจวาน่า โดมิซิโลได้ก่อตั้ง Ashokas ในปี 2017 และเป็นองค์กรณ์เพื่อสนับสนุนนักลงทุนท้องถิ่น เดย์ตันบอกกับพนักงานของเค้าให้มองหาสี่สิ่งที่สำคัญความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพของผู้ประกอบการ ผลกระทบทางสังคมของแนวคิดและจริยธรรม[10] การสร้างสรรค์มีสองส่วนที่สำคัญ การตั้งเป้าหมายและการแก้ปัญหา ผู้ประกอบการทางสังคมมีความคิดสร้างสรรค์พอที่จะมีวิสัยทัศน์ในสิ่งที่พวกเขาต้องการจะทำให้เกิดขึ้นและรู้ว่าจะทำให้วิสัยทัศน์เกิดขึ้นได้อย่างไร[11] ในหนังสือ พลังจองคนไม่มีเหตุผล John Elkington และ Pamela Hartigan อธิบายว่าทำไมผู้ประกอบการทางสังคมไม่มีเหตุผล โดยอ้างว่าชายหญิงเหล่านี้อยากได้ผลกำไรทางสังคมที่คนอื่นไม่หวังผล และยังไม่สนใจหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าวิสาหกิจของพวกเขาจะล้มเหลวและพยายามวัดผลลัพธ์ที่ไม่มีใครสามารถวัดได้[12]

คุณภาพของผู้ประกอบการมาจากความคิดสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการไม่เพียงแต่มีความคิดที่ต้องดำเนินการแล้วพวกเขารู้ว่าจะใช้มันได้อย่างไรและมีความสมจริงในวิสัยทัศน์ของการนำไปปฏิบัติ เดรย์ตันกล่าวว่า ผู้ประกอบการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเค้าเอาความคิดมาใช้และพวกเขาก็ไม่สามารถหยุดได้จนกว่าความคิดนั้นจะไม่ใช่แค่การใช่้งานในที่เดียว แต่เป็นการใช้งานใน สังคมทั้งหมด[13] สิ่งนี้แสดงออกผ่านความคิดที่ชัดเจนว่าพวกเขาเชื่อว่าในอนาคตจะมีลักษณะอย่างไรและมีแรงบรรดาลใจที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ผู้ประกอบการไม่พอใจกับสถานะเดิม พวกเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ดี[14]

การวัดผลการเปลี่ยนเปลงทางสังคมต้องวัดว่าไอเดียอย่างเดียวนั้นจะสามารถสร้างความเปลีี่ยนแปลงได้อยู่รึเปล่าเมื่อผู้เริ่มความคิดไม่อยู่แล้ว ถ้าความคิดนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง เมื่อนำไปใช้แล้วจะสร้างความเปลี่ยนแปลงแม้จะไม่มีผู้นำที่มีพรสวรรค์[15] หนึ่งในเหตุผลที่คนเหล่านี้ถูกมองว่าไม่มีเหตุผลนั้นมาจากเหตุที่ว่าพวกเขาไม่มีความสามารถหรือสกิวที่จะทำสิ่งเหล่านั้นเอง แต่ล้อมรอบตัวเองด้วยกลุ่มคนที่มีความสามารถเหล่านั้น[16]


อ้างอิง[แก้]

  1. The New Heros, What is Social Entrepreneurship, Oregon Public Broadcasting, 2005
  2. "The Meaning of Social Entrepreneurship," J. Gregory Dees, 1998, rev 2001 "The Meaning of Social Entrepreneurship". caseatduke.org. สืบค้นเมื่อ 2013-05-03. 
  3. Thompson, J.L. (2002). "The World of the Social Entrepreneur". The International Journal of Public Sector Management 15 (4/5): 413. 
  4. David Bornstein, "How to Change the World" (New York: Oxford University Press, 2007), 1, 92
  5. Abu-Saifan, S. 2012. Social Entrepreneurship: Definition and Boundaries. Technology Innovation Management Review. February 2012: 22-27.
  6. Alvord, Sarah H., Brown, David L., and Letts, Christine W. "Social Entrepreneurship and Societal Transformation: An Exploratory Study." The Journal of Applied Behavioral Science. no. 3 (2004): 260-282.
  7. Baron, David P. "Corporate Social Responsibility and Social Entrepreneurship." Journal of Economics & Management Strategy. no. 3 (2007): 683-717.
  8. "Let's hear those ideas". The Economist. August 12, 2010. สืบค้นเมื่อ July 28, 2014. 
  9. Goldsmith, Stephen (March 2010). The Power of Social Innovation: How Civic Entrepreneurs Ignite Community Networks for Good. Jossey-Bass. ISBN 978-0-470-57684-7. 
  10. Bornstein, David (2007). How to Change the World. New York: Oxford University Press. pp. 121–122. ISBN 978-0-19-533476-0. 
  11. Bornstein, David (2007). How to Change the World. New York: Oxford University Press. p. 124. ISBN 978-0-19-533476-0. 
  12. Elkington, John (2008). The Power of Unreasonable People. Boston: Harvard Business Press. pp. 15–19. ISBN 978-1-4221-0406-4. 
  13. Bornstein, David (2007). How to Change the World. New York: Oxford University Press. pp. 124–126. ISBN 978-0-19-533476-0. 
  14. Elkington, John (2008). The Power of Unreasonable People. Boston: Harvard Business Press. pp. 11–13. ISBN 978-1-4221-0406-4. 
  15. Bornstein, David (2007). How to Change the World. New York: Oxford University Press. pp. 126–127. ISBN 978-0-19-533476-0. 
  16. Elkington, John (2008). The Power of Unreasonable People. Boston: Harvard Business Press. p. 21. ISBN 978-1-4221-0406-4.