ป้อมอาเมร์
| ป้อมอาเมร์ | |
|---|---|
| ส่วนหนึ่งของรัฐราชสถาน | |
| อาเมร์ รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย | |
| พิกัด | 26°59′09″N 75°51′03″E / 26.9859°N 75.8507°E |
| ประเภท | ป้อมปราการ และ พระราชวัง |
| ข้อมูล | |
| ควบคุมโดย | รัฐบาลรัฐราชสถาน |
| เปิดสู่ สาธารณะ | Yes |
| สภาพ | ดี |
| ประวัติศาสตร์ | |
| สร้าง | 967 |
| วัสดุ | หินทราย และ หินอ่อน |
| ประเภท | วัฒนธรรม |
| เกณฑ์ | ii, iii |
| ขึ้นเมื่อ | 2013 (การประชุม ครั้งที่ 37) |
| เป็นส่วนหนึ่งของ | หมู่ป้อมเนินแห่งรัฐราชสถาน |
| เลขอ้างอิง | 247 |
| ภูมิภาค | เอเชียใต้ |
ป้อมอาเมร์ (ฮินดี: आमेर क़िला, อังกฤษ: Amer Fort) หรือ ป้อมอัมเบร์ (อังกฤษ: Amber Fort) ตั้งอยู่ที่เมืองอาเมร์ ชานเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่มีขนาดเพียง 4 ตารางกิโลเมตร (1.5 ตารางไมล์)[1] ห่างจากชัยปุระเป็นระยะทาง 11 กิโลเมตร (6.8 ไมล์) ป้อมอาเมร์นั้นเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของชัยปุระ โดยที่ตั้งนั้นโดดเด่นอยู่บนผาหินเหนือทะเลสาบ[2][3] สร้างโดยมหาราชา มาน สิงห์ที่ 1 ป้อมปราการแห่งนี้มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรมซึ่งผสมผสานกันระหว่างศิลปะฮินดูและศิลปะราชปุตอันเป็นเอกลักษณ์ สามารถมองเห็นได้จากระยะทางไกลเนื่องจากมีขนาดกำแพงปราการที่ใหญ่และแน่นหนา พร้อมประตูทางเข้าหลายแห่ง ถนนที่ปูด้วยหินหลายสาย ซึ่งเมื่ออยู่บนป้อมแล้วสามารถมองเห็นทะเลสาบเมาตาได้อย่างชัดเจนบริเวณด้านหน้า[3][4][5][6]
ความสวยงามของบรรยากาศของป้อมอาเมร์นั้นซ่อนอยู่ภายในกำแพงเมืองที่แบ่งเป็นทั้งหมด 4 ชั้น (แต่ละชั้นคั่นด้วยทางเดินกว้าง) โดยภายในเป็นหมู่พระที่นั่งซึ่งสร้างจากหินทรายสีแดงและหินอ่อน หมู่พระที่นั่งภายในป้อมอาเมร์ประกอบด้วย ทิวันเนอาม (Diwan-E-Aam) หรือท้องพระโรง, ทิวันเนฆัส (Diwan-e-Khas) หรือท้องพระโรงส่วนพระองค์, ศีษมหัล (Shish Mahal) พระตำหนักซึ่งเป็นห้องทรงประดับกระจกสำหรับมหาราช และ ชยมนเทียร (Jai Mandir) ซึ่งเป็นตำหนักอยู่บนชั้นสอง, อารามบาฆ (Aram Bagh) ซึ่งเป็นสวนสวยจัดเป็นรูปดาวแฉกแบบโมกุลคั่นกลางระหว่างอาคาร และ สุชนิวาส (Sukh Niwas) ซึ่งเป็นพระตำหนักที่ใช้การปรับอากาศภายในพระตำหนักให้เย็นลงด้วยการทำให้ลมเป่าผ่านรางน้ำตกที่มีอยู่โดยรอบภายในพระตำหนัก ทำให้ภายในตำหนักนี้มีอากาศเย็นอยู่เสมอ จากลักษณะโดยรวมอันสวยงามของบริเวณภายในป้อม จึงนิยมเรียกป้อมแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "พระราชวังอาเมร์"[4] พระราชวังในป้อมอาเมร์นี้เคยเป็นที่ประทับของราชปุต มหาราชา และพระราชวงศ์ของอาเมร์ในอดีต นอกจากนี้บริเวณประตูทางเข้าพระราชวังใกล้กับประตูคเณศ เป็นที่ตั้งของมนเทียรศิลามาตาเทวีซึ่งภายในมีศาลบูชาพระแม่ทุรคา ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม ซึ่งมหาราชา มาน สิงห์ทรงเคารพบูชาอย่างสูง เนื่องจากพระองค์ได้ทรงพระสุบินถึงพระแม่ทุรคาทูลให้ทราบว่าพระองค์จะชนะสงครามกับมหาราชาแห่งเบงกอลในปีค.ศ. 1604[3][7][8]
ป้อมอาเมร์ และป้อมชยครห์ ทั้งสองนั้นตั้งอยู่บนเขาจีลกาตีละ (Cheel ka Teela) อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาอะราวัลลี ทั้งสองป้อมนี้ถือว่าเป็นสถานที่เดียวกัน เนื่องจากสามารถเดินทางหากันได้โดยทางเชื่อมใต้ดิน ซึ่งใช้เป็นทางหลบหนีสำหรับเชื้อพระวงศ์ในกรณีที่ป้อมอาเมร์นั้นถูกยึดครอง[4][9][10]
จากสถิติปีค.ศ. 2007 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมป้อมอาเมร์มีจำนวนถึง 5,000 คนต่อวัน และ 1.4 ล้านคนต่อปี[1]
ระเบียงภาพ
[แก้]- ป้อมอาเมร์ยามค่ำคืน
- ป้อมอาเมร์กับทะเลสาบเมาตา
- อุโมงค์ลับเชื่อมระหว่างป้อมอาเมร์กับป้อมชยครห์
- เสาสองชั้นภายในดิวัน-อิ-อัม
- งานเขียนสีบนเพดาน
- รายละเอียดภายในพระตำหนักประดับกระจก
- ผนังด้านของของคเณศโปล
- บริเวณระเบียงชั้นบนมองจากลานกว้างชั้นที่ 4
- พระตำหนักประดับกระจก มองจากลานกว้างชั้นที่ 2
- โดมของป้อมอาเมร์
- พานอรามาของบริเวณสวนภายในป้อม
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Outlook Publishing (1 December 2008). Outlook. Outlook Publishing. pp. 39–. สืบค้นเมื่อ 18 April 2011.
- ↑ Mancini, Marc (1 February 2009). Selling Destinations: Geography for the Travel Professional. Cengage Learning. p. 539. ISBN 978-1-4283-2142-7. สืบค้นเมื่อ 19 April 2011.
- 1 2 3 Abram, David (15 December 2003). Rough guide to India. Rough Guides. p. 161. ISBN 978-1-84353-089-3. สืบค้นเมื่อ 19 April 2011.
- 1 2 3 Pippa de Bruyn; Keith Bain; David Allardice; Shonar Joshi (2010). Frommer's India. Frommer's. pp. 521–522. ISBN 978-0-470-55610-8.
- ↑ "Amer Fort - Jaipur" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2017-11-17.
- ↑ "Maota Sarover -Amer-jaipur". Agam pareek. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-06-30. สืบค้นเมื่อ 2015-09-25.
- ↑ Rajiva Nain Prasad (1966). Raja Mān Singh of Amer. World Press. สืบค้นเมื่อ 18 April 2011.
- ↑ Lawrence A. Babb (1 July 2004). Alchemies of violence: myths of identity and the life of trade in western India. SAGE. pp. 230–231. ISBN 978-0-7619-3223-9. สืบค้นเมื่อ 19 April 2011.
- ↑ "Jaipur". Jaipur.org.uk. สืบค้นเมื่อ 16 April 2011.
- ↑ D. Fairchild Ruggles (2008). Islamic gardens and landscapes. University of Pennsylvania Press. pp. 205–206. ISBN 978-0-8122-4025-2.
อ่านเพิ่ม
[แก้]- Crump, Vivien; Toh, Irene (1996). Rajasthan (hardback). New York: Everyman Guides. p. 400. ISBN 1-85715-887-3.
- Michell, George; Martinelli, Antonio (2005). The Palaces of Rajasthan. London: Frances Lincoln. p. 271 pages. ISBN 978-0-7112-2505-3.
- Tillotson, G.H.R (1987). The Rajput Palaces – The Development of an Architectural Style (Hardback) (First ed.). New Haven and London: Yale University Press. p. 224 pages. ISBN 0-300-03738-4.