ความเจ็บปวด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ปวด)
บทความนี้กล่าวถึงความเจ็บปวดทางกายเนื่องจากสิ่งเร้าอันตราย สำหรับความทุกข์ทางกายและทางใจตามพุทธศาสนา ดูที่ เวทนา
ความเจ็บปวด
OuchFlintGoodrichShot1941.jpg
หญิงแสดงอาการเจ็บเมื่อเจาะเลือด
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก
ICD-10 R52
ICD-9 338
DiseasesDB 9503
MedlinePlus 002164
MeSH D010146

ความเจ็บปวด[1] (อังกฤษ: Pain) เป็นความทุกข์ทางกายที่เกิดเพราะสิ่งเร้าที่รุนแรงหรืออันตราย แต่เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน ที่เป็นอัตวิสัย การนิยามมันจึงเป็นเรื่องยาก องค์การมาตรฐานสากล International Association for the Study of Pain (IASP) ได้กำหนดนิยามที่ใช้อย่างกว้างขวางว่า "ความเจ็บปวดเป็นประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและทางอารมณ์ ที่สัมพันธ์กับโอกาสหรือการเกิดขึ้นจริง ๆ ของความเสียหายในเนื้อเยื่อ หรือที่อธิบายได้โดยใช้คำที่กล่าวถึงความเสียหายเช่นนั้น"[2] ในการวินิจฉัยทางการแพทย์ ความเจ็บปวดพิจารณาว่าเป็นอาการของโรคที่เป็นเหตุ

ความเจ็บปวดปกติจะจูงใจให้บุคคลถอยตัวออกจากสถานการณ์ที่ทำให้เสียหาย ให้ปกป้องรักษาอวัยวะที่บาดเจ็บเมื่อกำลังหาย และให้หลีกเลี่ยงประสบการณ์คล้าย ๆ กันในอนาคต[3] ความเจ็บปวดโดยมากจะหายไปเองเมื่อหมดสิ่งเร้าอันตรายและเมื่อแผล/การบาดเจ็บหายดี แต่ก็อาจคงยืนต่อไปได้ ความเจ็บปวดบางอย่างสามารถเกิดแม้เมื่อไม่มีสิ่งเร้าอันตราย ไม่มีความเสียหาย และไม่มีโรค[4]

ในประเทศพัฒนาแล้ว ความเจ็บปวดเป็นเหตุสามัญที่สุดให้คนไข้หาหมอ[5][6] มันเป็นอาการสามัญที่สุดในโรคต่าง ๆ และสามารถบั่นทอนคุณภาพและความเป็นอยู่ในชีวิตของคนไข้[7] ยาแก้ปวดธรรมดา ๆ ใช้ได้ในกรณี 20-70%[8] ปัจจัยทางจิตอื่น ๆ รวมทั้งการได้ความช่วยเหลือจากสังคม การสะกดจิต ความตื่นเต้น หรือเครื่องล่อความสนใจต่าง ๆ มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อความทุกข์เนื่องจากความเจ็บปวด[9][10]

การจัดหมวด[แก้]

ในปี พ.ศ. 2537 เพราะความจำเป็นในการกล่าวถึงความเจ็บปวดอย่างมีระบบ IASP ได้จัดหมวดหมู่ของความเจ็บปวดตามลักษณะโดยเฉพาะ ๆ ดังต่อไปนี้[11]

  1. เขตในร่างกายที่มีปัญหา (เช่น ที่ท้อง ที่ขา)
  2. ระบบที่ทำงานผิดปกติซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บปวด (เช่น ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร)
  3. ช่วงเวลาและรูปแบบของความเจ็บปวด
  4. ระดับความเจ็บปวดและช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการ
  5. เหตุ

แต่ศาสตราจารย์ประสาทวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Clifford J. Woolf และนักวิชาการอื่น ๆ ก็ได้วิจารณ์ว่า ระบบนี้ไม่สามารถแนะแนวงานวิจัยและการรักษาได้[12] ดร. Woolf ได้เสนอหมวดหมู่ความเจ็บปวดไว้ 3 อย่าง คือ[13]

  1. ความเจ็บปวดจากโนซิเซ็ปชัน (nociceptive pain)
  2. ความเจ็บปวดจากการอักเสบ (inflammatory pain) ซึ่งสัมพันธ์กับความเสียหายที่เนื้อเยื่อและการแทรกซึมของเซลล์ภูมิต้านทานจากเส้นเลือด
  3. ความเจ็บปวดจากโรค (pathological pain) ซึ่งเป็นสภาวะโรคที่มีเหตุจากความเสียหายต่อระบบประสาทหรือการทำงานผิดปกติของมัน เช่น ไฟโบรไมอัลเจีย, โรคเส้นประสาทนอกส่วนกลาง (peripheral neuropathy), ความเจ็บปวดเนื่องจากความตึงเครียด (tension) เป็นต้น

ระยะ[แก้]

ความเจ็บปวดมักจะเป็นเรื่องชั่วคราว และจะหายไปเมื่อหมดสิ่งเร้าอันตราย หรือโรค หรือการบาดเจ็บที่ได้หายดี แต่ความเจ็บปวดบางอย่างเช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเส้นประสาทนอกส่วนกลาง มะเร็ง และโรคความเจ็บปวดที่ไม่ทราบสาเหตุ (idiopathic pain) ก็อาจคงยืนเป็นปี ๆ ความเจ็บปวดที่คงยืนเป็นเวลานานเรียกว่า ความเจ็บปวดเรื้อรัง (chronic) และความเจ็บปวดที่หายไปเร็วกว่าเรียกว่า ความเจ็บปวดเฉียบพลัน (acute) โดยปกติแล้ว การแยกความเจ็บปวด 2 อย่างนี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ความเจ็บคงยืน โดยเป็นระยะที่นิยามอย่างลอย ๆ ระยะที่ใช้มากที่สุดก็คือ 3 เดือน และ 6 เดือน จากที่เริ่มเจ็บ[14] แม้จะยังมีนักทฤษฎีและนักวิจัยที่กำหนดความแตกต่างที่ 12 เดือน[15]:93 และก็ยังมีผู้อื่นอีกที่เรียกความเจ็บปวดน้อยกว่า 30 วันว่า "ฉับพลัน" ที่มากกว่า 6 เดือนว่า "เรื้อรัง" และที่อยู่ในระหว่าง ๆ ว่า "กึ่งเฉียบพลัน" (subacute)[16] ส่วนนิยามทางเลือกหนึ่งที่นิยมของ "ความเจ็บปวดเรื้อรัง" จะไม่มีกำหนดเวลา แต่เป็น "ความเจ็บปวดที่คงยืนเกินระยะเวลาที่คาดหวังว่าจะหาย"[14] ความเจ็บปวดเรื้อรังอาจระบุได้ว่าเนื่องกับมะเร็ง หรือไม่เนื่องกับเนื้อร้าย (benign)[16]

จากโนซิเซ็ปชัน[แก้]

ดูบทความหลักที่: โนซิเซ็ปชัน

ความเจ็บปวดจากโนซิเซ็ปชันมีเหตุจากกากระตุ้นใยประสาท (โนซิเซ็ปเตอร์) รับความรู้สึกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ใกล้หรือเกินระดับที่เป็นอันตราย และสามารถแจกแจงตามรูปแบบของสิ่งเร้าอันตราย สิ่งเร้าสามัญที่สุดรวมทั้งความเย็นร้อน แรงกล (การบีบ การฉีก การบาด) และสารเคมี (เช่น ไอโอดีนที่แผล หรือสารเคมีที่ร่างกายหลั่งเมื่อเกิดการอักเสบ)

ความเจ็บปวดจากโนซิเซ็ปชันอาจแบ่งเป็นที่มาจากอวัยวะภายใน (visceral) จากร่างกายส่วนลึก (deep somatic) และจากร่างกายส่วนตื้น (superficial somatic) อวัยวะภายในต่าง ๆ ไวมากต่อแรงยืด การขาดเลือดเฉพาะที่ และการอักเสบ แต่ไม่ค่อยไวต่อสิ่งเร้าอื่น ๆ ที่อาจทำให้อวัยวะอื่น ๆ เจ็บ เช่น ความร้อนไหม้ หรือการบาด ความเจ็บปวดเพราะอวัยวะภายในเป็นแบบกระจาย ยากจะกำหนดตำแหน่งโดยเฉพาะ และบ่อยครั้งเกิดต่างที่ไกล ๆ ในอวัยวะอื่นที่ผิว ๆ บางครั้งอาจมีร่วมกับความคลื่นไส้และการอาเจียน โดยคนไข้อาจบอกว่าทำให้วิงเวียน อยู่ลึก ๆ เหมือนถูกบีบ หรือเจ็บแบบทื่อ ๆ (ไม่ใช่เจ็บจี๊ด)[17]

ความเจ็บจากร่างกายส่วนลึกเกิดจากการกระตุ้นโนซิเซ็ปเตอร์ที่เอ็นยึด เอ็นกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเลือด พังผืด และกล้ามเนื้อ เป็นความเจ็บแบบทื่อ ๆ ทำให้ปวด และกำหนดที่โดยเฉพาะ ๆ ได้ยาก ตัวอย่างรวมทั้งอาการแพลง (ที่ข้อเท้าเป็นต้น) หรือกระดูกหัก/แตก ส่วนความเจ็บจากร่างกายส่วนตื้นมาจากโนซิเซ็ปเตอร์ที่ผิวหนังหรือที่โครงสร้างส่วนผิวอื่น ๆ เป็นความเจ็บจี๊ด อยู่เฉพาะจุด และกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจนได้ง่าย ตัวอย่างของความบาดเจ็บที่ทำให้เจ็บปวดเช่นนี้รวมทั้งแผลตื้น ๆ และแผลไหม้ระดับแรก[15]

จากโรคเส้นประสาท[แก้]

ความเจ็บปวดจากโรคเส้นประสาท (Neuropathic pain) เกิดจากความเสียหายหรือโรคที่ระบบประสาทส่วนไหนก็ได้ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้ความรู้สึกทางกาย[18] ความเจ็บปวดจากโรคเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral neuropathic pain) จะทำให้รู้สึกเจ็บร้อน/ไหม้ เหน็บชา เหมือนไฟช็อต เหมือนถูกแทง เหมือนถูกตำด้วยเข็ม[19] การกระทบถูกเส้นประสาท (ulnar nerve) ที่ข้อศอกจะทำให้เจ็บเนื่องจากเส้นประสาท

จากอวัยวะที่ไม่มี[แก้]

ความเจ็บปวดจากอวัยวะที่ไม่มี (Phantom pain) เป็นความรู้สึกเจ็บปวดในอวัยวะที่ตัดออกไปแล้ว หรือว่าที่ไม่ส่งสัญญาณไปให้สมองอีกต่อไป เป็นความเจ็บปวดเนื่องจากเส้นประสาทอีกอย่างหนึ่ง[20]

ความชุกของ phantom pain ในผู้ที่ตัดอวัยวะส่วนบนออกเกือบถึง 82% และในผู้ที่ตัดอวัยวะส่วนล่างออก 54%[20] งานศึกษาหนึ่งพบว่า หลังจากการผ่าตัด 8 วัน คนไข้ 72% จะรู้สึกเจ็บปวดในอวัยวะที่ไม่มี และหลัง 6 เดือน จะเหลือ 67%[21][22] คนไข้บางคนจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างต่อเนื่องแต่จะมากน้อยและมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน คนอื่นจะเจ็บหลายครั้งต่อวันหรือน้อยกว่านั้น โดยบอกว่า เป็นความเจ็บแบบจี๊ด เหมือนถูกบีบ แสบไหม้ หรือเป็นตะคริว ถ้าเจ็บต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ ส่วนร่างกายที่ปกติอาจจะเริ่มไวความเจ็บ (sensitized) คือการถูกต้องอวัยวะส่วนที่ปกติ อาจทำให้ส่วนที่ไม่มีเจ็บ ความเจ็บอาจเกิดเมื่อถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ[23]:61-9

การฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าไปที่เส้นประสาทหรือเขตที่ไวความรู้สึกของอวัยวะที่ด้วน อาจช่วยบรรเทาความเจ็บเป็นวัน ๆ สัปดาห์ ๆ หรือบางครั้งตลอดกาล แม้ฤทธิ์ของยาจะหมดไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง และการฉีดน้ำเกลือ (hypertonic) เล็กน้อยเข้าไปที่เนื้อเยื่อระหว่างข้อกระดูกสันหลัง จะทำให้เจ็บกระจายเข้าไปในอวัยวะที่ไม่มีเป็นสิบ ๆ นาที แล้วตามด้วยการหายหรือบรรเทาเจ็บเป็นชั่วโมง ๆ สัปดาห์ ๆ หรือนานกว่านั้น การสั่นอวัยวะที่ด้วนอย่างแข็งขัน หรือกระตุ้นด้วยไฟฟ้า หรือปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านอิเล็กโทรดที่ฝังในไขสันหลัง สามารถบรรเทาความเจ็บปวดในคนไข้บางคน[23]{:61-9 การบำบัดด้วยกล่องกระจก (Mirror box therapy) ซึ่งสร้างภาพลวงของการเคลื่อนไหวของและการสัมผัสต่ออวัยวะที่ไม่มี อาจลดระดับความเจ็บ[24]

การอัมพาตครึ่งล่าง (paraplegia) คือการเสียความรู้สึกและการเคลื่อนไหวหลังจากความบาดเจ็บที่ไขสันหลังอย่างหนัก อาจตามมาด้วยความเจ็บปวดในอวัยวะรอบ ๆ (girdle pain) ในระดับเดียวกันของร่างกายที่ไขสันหลังเสียหาย ด้วยความปวดอวัยวะภายในเมื่อกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่เต็ม หรือในคนไข้ 5-10% ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดในส่วนร่างกายที่เป็นอัมพาต ความปวดในอวัยวะที่ไม่มีนี้เริ่มต้นจากความรู้สึกแสบไหม้หรือเหน็บชา แต่อาจกลายเป็นเหมือนถูกทับหรือถูกหนีบที่เจ็บมาก หรือรู้สึกเหมือนไฟวิ่งลงไปที่ขาหรือเหมือนบิดมีดในเนื้อ อาการอาจเริ่มทันทีหรืออาจเริ่มเป็นปี ๆ หลังจากบาดเจ็บ การผ่าตัดมีน้อยมากที่จะช่วยในระยะยาว[23]{:61-9

จากจิตใจ[แก้]

ความเจ็บปวดที่เกิดจากจิตใจ (Psychogenic pain, psychalgia, somatoform pain) เป็นความเจ็บที่เกิดจากหรือเพิ่มขึ้น เพราะปัจจัยทางจิตใจ ทางอารมณ์ หรือทางพฤติกรรม[25] ความปวดหัว ปวดหลัง และปวดท้องบางครั้งจึงวินิจฉัยว่าเกิดจากจิตใจ[25] ผู้ป่วยมักถูกมองในแง่ไม่ดี เพราะทั้งหมอพยาบาลและบุคคลทั่วไปมักจะคิดว่า ความเจ็บปวดที่เกิดจากจิตใจไม่ได้มีจริง ๆ อย่างไรก็ดี แพทย์เฉพาะทางจะพิจารณาว่า มันไม่ได้จริงน้อยกว่า หรือเจ็บน้อยกว่า ความเจ็บปวดที่เกิดจากเหตุอื่น ๆ[26]

คนไข้ที่เจ็บปวดเป็นระยะเวลานาน ๆ บ่อยครั้งจะมีปัญหาทางจิตใจ เมื่อวัดด้วย Minnesota Multiphasic Personality Inventory (เพื่อตรวจสอบบุคลิกภาพและปัญหาทางจิตใจ) โดยจะได้คะแนนส่วน hysteria, ความซึมเศร้า และไฮโปคอนดริเอซิส (สามอย่างรวมกันเรียกว่า neurotic triad) ที่สูงขึ้น นักวิจัยบางพวกเสนอว่า เป็นบุคลิกภาพแบบ neuroticism ที่ทำความเจ็บปวดฉับพลันให้กลายเป็นแบบเรื้อรัง แต่หลักฐานทางคลินิกก็ชี้ไปในด้านตรงกันข้าม คือ ความเจ็บปวดเรื้อรังเป็นเหตุของ neuroticism เมื่อสามารถลดความเจ็บปวดระยะยาวด้วยการรักษา คะแนนวัด neurotic triad และความวิตกกังวลก็จะลดลง บ่อยครั้งกลับไปสู่ระดับปกติ ความเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) ซึ่งมักต่ำในคนไข้ที่เจ็บปวดเรื้อรัง ก็จะดีขึ้นด้วยเมื่อหายเจ็บ[23]{:31-2

Breakthrough pain[แก้]

Breakthrough pain (ความเจ็บปวดแบบบุกทะลุทะลวง) เป็นความเจ็บปวดฉับพลันชั่วคราวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยวิธีการบริหารความเจ็บปวดปกติของคนไข้จะไม่ช่วย คนไข้มะเร็งโดยสามัญจะมีความเจ็บปวดในระดับเป็นพื้น ที่ควบคุมด้วยยาซึ่งทานเป็นปกติได้ แต่บางครั้งจะรู้สึกเจ็บอย่างรุนแรงคือ "บุกทะลุทะลวง" ผ่านยามาได้ ลักษณะความเจ็บเช่นนี้ในคนไข้มะเร็งจะต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับเหตุ ซึ่งอาจจะต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างเข้มช่วยรักษา เช่นสารโอปิออยด์รวมทั้ง fentanyl[27][28][29]

การไม่รู้ความเจ็บปวด[แก้]

การรู้ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อป้องกันความบาดเจ็บ และเพื่อช่วยให้รู้ว่า ได้เกิดความบาดเจ็บ ความไม่รู้เจ็บ (analgesia) เป็นบางครั้งบางคราวอาจเกิดขึ้นในสถานการณ์พิเศษบางอย่าง เช่น ในระหว่างสงครามหรือเกมกีฬา เช่นทหารในสมรภูมิอาจไม่รู้สึกเจ็บเป็นชั่วโมง ๆ หลังจากเสียอวัยวะหรือความบาดเจ็บที่รุนแรง[30]

ถึงแม้นิยามความเจ็บปวดของ IASP จะมีความทุกข์เป็นส่วนสำคัญ[2] แต่ก็สามารถเกิดภาวะที่รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงโดยไม่ทุกข์ร้อนในบางคน อาศัยการฉีดมอร์ฟีนหรือการผ่าตัดทางประสาท[26] คนไข้เช่นนี้รายงานว่า ตนรู้สึกเจ็บแต่ไม่เป็นทุกข์ คือรู้ว่าตนเจ็บแต่ทุกข์น้อย หรือไม่เป็นทุกข์เลย[31]

นอกจากนั้น ความไม่สนใจความเจ็บปวดก็ยังสามารถมีตั้งแต่กำเนิดได้ด้วย แม้จะมีน้อย คือ คนไข้จะรู้สึกเจ็บปวด รู้สึกว่าไม่น่าพอใจ แต่จะไม่หลีกเลี่ยงการประสบซ้ำกับสิ่งเร้าที่ทำให้เจ็บปวด[32]

ความไม่ไวความเจ็บปวดอาจเป็นผลของความผิดปกติในระบบประสาท ซึ่งปกติจะเป็นผลของความเสียหายต่อเส้นประสาทที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) เช่นไขสันหลังบาดเจ็บ โรคเบาหวาน หรือโรคเรื้อนในประเทศที่ยังมีโรคนี้อยู่[33] คนไข้พวกนี้จะเสี่ยงต่อความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ และการติดเชื้อ เพราะมีการบาดเจ็บที่ไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้โรคเบาหวานที่ประสาทเสียหาย มักจะมีแผลเปื่อยที่เท้าที่ไม่ค่อยหายเพราะว่า รู้สึกน้อยลง[34]

มีคนน้อยคนยิ่งกว่านั้น ผู้ไม่ไวความเจ็บปวดเนื่องจากความผิดปกติของระบบประสาทตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเรียกว่าอาการไม่ไวความเจ็บปวดแต่กำเนิด (congenital insensitivity to pain, CIP)[32] เด็กที่มีอาการนี้จะสร้างความเสียหายอย่างซ้ำ ๆ โดยไม่ระวัง ที่ลิ้น ตา ข้อต่อ ผิวหนัง และกล้ามเนื้อ บางคนจะเสียชีวิตก่อนจะถึงวัยผู้ใหญ่ ส่วนคนอื่นจะมีการคาดหมายคงชีพที่ลดลง[ต้องการอ้างอิง] คนไข้โดยมากที่มี CIP มีโรคเส้นประสาทรับความรู้สึกและเส้นประสาทอิสระที่เป็นกรรมพันธุ์ (hereditary sensory and autonomic neuropathy) ซึ่งรวม familial dysautonomia[A] และ congenital insensitivity to pain with anhidrosis[B][35] โรคเหล่านี้ล้วนมีอาการไวความเจ็บปวดลดลงบวกกับความผิดปกติทางประสาทอื่น ๆ โดยเฉพาะต่อระบบประสาทอิสระ[32][35]

นอกจากนั้น การกลายพันธุ์ซึ่งมีน้อยมากของยีน SCN9A ที่เข้ารหัสช่องแคลเซียม Nav1.7 ที่จำเป็นเพื่อเข้ารหัสข้อมูลของสิ่งเร้าอันตราย ยังสัมพันธ์กับอาการไม่ไวความเจ็บปวดแต่กำเนิดอีกด้วย[36]

ผลต่อชีวิต[แก้]

ผู้ร่วมการทดลองที่เจ็บปวดแบบฉับพลันหรือเรื้อรัง จะบกพร่องในการใส่ใจ ความจำใช้งาน ความยืดหยุ่นได้ทางประชาน การแก้ปัญหา และความไวในการประมวลข้อมูล[37] ความเจ็บปวดทั้งสองแบบยังสัมพันธ์กับความซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความกลัว และความโกรธ[38]

ทฤษฏี[แก้]

รูปของเรอเน เดการ์ตวาดโดยจิตรกรชาวดัตช์ Jan Baptist Weenix (พ.ศ. 2190-2192)

สมัยก่อนค้นพบนิวรอนและบทบาทของมันในความเจ็บปวด มีการเสนอการทำงานของร่างกายหลายอย่างเพื่ออธิบายความเจ็บปวด มีทฤษฎีต้น ๆ ของชาวกรีกโบราณหลายทฤษฎี บิดาของแพทย์ตะวันตกฮิปพอคราทีส เชื่อว่า มันเกิดเพราะความไม่สมดุลของน้ำแบบต่าง ๆ ในร่างกาย[39] ในคริสต์ทศวรรษ์ที่ 11 นักปราชญ์ชาวเปอร์เซียอิบน์ ซีนาตั้งทฤษฎีว่า มีความรู้สึกประเภทต่าง ๆ รวมทั้งสัมผัส ความเจ็บปวด และความจั๊กจี้/ความเร้าอารมณ์ทางกายที่เป็นสุข[40]

ในปี พ.ศ. 2187 นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเรอเน เดการ์ตตั้งทฤษฎีว่า ความเจ็บปวดเป็นความปั่นป่วนที่ส่งไปตามใยประสาทจนถึงสมอง[39][41] ผลงานของเดการ์ตและของอิบน์ ซีนา ได้เกิดขึ้นก่อนการพัฒนาทฤษฎีความรู้สึกจำเพาะ (specificity theory) ที่เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นทฤษฎีที่เห็นความเจ็บปวดว่า "เป็นความรู้สึกเฉพาะอย่างหนึ่ง โดยมีกลไกความรู้สึกเป็นของตนเองอันเป็นอิสระจากสัมผัสและความรู้สึกอื่น ๆ"[42]

ทฤษฎีที่เด่นอีกอย่างหนึ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 คือ ทฤษฎีความเข้มข้น (intensive theory) ซึ่งมองว่า ความเจ็บปวดไม่ใช่ความรู้สึกที่เฉพาะเจาะจง แต่เป็นสภาพทางอารมณ์ที่เกิดจากสิ่งเร้าที่เข้มข้นรุนแรงกว่าปกติ เช่น แสงที่สว่างมาก แรงกระทบหรืออุณหภูมิที่รุนแรง[43]

ทฤษฎีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่างหนึ่งคือ ทฤษฎีควบคุมโดยประตู (gate control theory4) ซึ่งเสนอโดย Ronald Melzack และ Patrick Wall ในวารสาร Science ปี 2508 ในบทความ "กลไกความเจ็บปวด - ทฤษฎีใหม่ (Pain Mechanisms: A New Theory)"[44] ซึ่งเสนอว่า ใยประสาททั้งแบบเส้นผ่าศูนย์กลางเล็ก (ความเจ็บปวด) และใหญ่ (สัมผัส แรงดัน แรงสั่น) จะส่งข้อมูลไปจากจุดที่บาดเจ็บไปยังเป้าหมายสองที่ในปีกหลังของไขสันหลัง และถ้าใยประสาทใหญ่ยิ่งส่งสัญญาณมากขึ้นเท่าไรโดยเปรียบเทียบที่ไปถึงเซลล์ยับยั้ง ก็จะรู้สึกเจ็บน้อยลงเท่านั้น[41]

มิติ 3 อย่างของความเจ็บปวด[แก้]

ในปี 2511 Ronald Melzack และ Kenneth Casey แสดงมิติ 3 อย่างของความเจ็บปวด[10]

  • "sensory-discriminative" (ระดับความเจ็บปวด ตำแหน่ง ลักษณะ และระยะเวลาของความเจ็บ)
  • "affective-motivational" (ความเป็นทุกข์ และแรงกระตุ้นให้หนีจากทุกข์)
  • "cognitive-evaluative" (กระบวนการทางประชานรวมทั้งการประเมิน ค่านิยมของสังคม เรื่องล่อความสนใจ และการสะกดจิต)

พวกเขาตั้งทฤษฎีว่า ระดับความเจ็บปวด (sensory discriminative) และความทุกข์ (affective-motivational) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับสิ่งเร้าที่ทำให้เจ็บเท่านั้น แต่การทำงานทางประชานในระดับที่สูงกว่า สามารถมีอิทธิพลต่อระดับความเจ็บปวดและความทุกข์ที่รู้สึก การทำงานทางประชาน "อาจมีผลต่อทั้งประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและทางอารมณ์ หรืออาจเปลี่ยนมิติ affective-motivational เป็นหลัก ดังนั้น ความตื่นเต้นในช่วงเกมกีฬาหรือในสงคราม ดูเหมือนจะยุติมิติทั้งสองของความเจ็บปวด ในขณะที่การสะกดจิตและยาหลอกอาจลดมิติ affective-motivational และไม่มีผลโดยเปรียบเทียบต่อมิติ sensory-discriminative"[10]:432 งานนี้ได้สรุปว่า "ความเจ็บปวดไม่ใช่สามารถรักษาด้วยการลดความรู้สึกทางประสาทสัมผัสด้วยยาชา การผ่าตัด และวิธีเช่นเดียวกันอื่น ๆ ได้เพียงเท่านั้น แต่ด้วยการสร้างอิทธิพลต่อปัจจัยทาง motivational-affective และทางประชานได้ด้วย"[10]:435

เขตต่าง ๆ ในเปลือกสมองที่สัมพันธ์กับความเจ็บปวด

ทฤษฎีปัจจุบัน[แก้]

ทฤษฎีความเข้มข้นที่ตั้งในปี 2417 ว่า ความเจ็บปวดสามารถเกิดขึ้นได้กับสิ่งเร้าใดก็ได้ถ้ารุนแรงพอ ได้พิสูจน์ว่าไม่จริงอย่างชัดเจนแล้ว มีใยประสาทรับความรู้สึกบางอย่างที่ตอบสนองต่อทั้งสิ่งเร้าอันตรายและที่ไม่เป็นอันตราย แต่ก็มีโนซิเซ็ปเตอร์ ซึ่งเป็นตัวรับความรู้สึกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าอันตรายเท่านั้น ที่ปลายของโนซิเซ็ปเตอร์ สิ่งเร้าอันตรายจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าเข้ามาในเซลล์ ซึ่งถ้าเกิดขีดเริ่มเปลี่ยน ก็จะทำให้เซลล์ส่งศักยะงานตามใยประสาทไปยังไขสันหลัง (หรือก้านสมอง) รูปแบบสิ่งเร้าที่จำเพาะซึ่งยังโนซิเซ็ปเตอร์ให้ตอบสนอง สิ่งเร้าไม่ว่าจะเป็นสารเคมี แรงกล หรือความเย็นร้อน จะกำหนดโดยช่องไอออนที่แสดงออกที่ปลาย มีช่องไอออนเป็นโหล ๆ ที่ได้ระบุแล้ว แม้รายละเอียดการทำงานของพวกมันยังจะต้องศึกษาต่อไป[45]

สัญญาณเกี่ยวกับความเจ็บปวดจะเดินทางจากปลายไปยังไขสันหลัง ผ่านใยประสาทแบบ A-delta หรือ C เพราะใยแบบ A-delta หนากว่า โดยมีปลอกไมอีลินบาง ๆ ซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้า จึงสามารถส่งสัญญาณได้เร็วกว่า (5-30 เมตรต่อวินาที) ใยประสาทแบบ C (0.5-2 เมตรต่อวินาที) ที่ไร้ปลอกไมอีลิน[46] สัญญาณที่มาจากใย A-delta จะทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ดโดยรู้สึกก่อน แล้วตามด้วยความปวดแบบทื่อ ๆ หรือปวดร้อน ที่ส่งโดยใยแบบ C[47] ใยประสาทของ "first order neuron" จะวิ่งเข้าไขสันหลังแล้ววิ่งขึ้น/ลง 1-2 ข้อกระดูกสันหลังตาม Lissauer's tract

สำหรับความรู้สึกจากกายยกเว้นใบหน้า ใยประสาทนำเข้าของโนซิเซ็ปเตอร์ซึ่งเป็น first order neuron จะเดินทางเข้าไปสุดเป็นไซแนปส์ที่ปีกหลังของไขสันหลัง (dorsal horn) เชื่อมกับ second order neuron ซึ่งอยู่ที่ปีกหลังโดยแบ่งกลุ่มออกเป็นชั้นต่าง ๆ ที่เรียกว่า ลามีเน (laminae) ใยประสาทแบบซีไปสุดที่นิวรอนในชั้น 1 และ 2 ส่วนใยประสาทแบบเอ-เด็ลตาไปสุดที่นิวรอนในชั้น 1, 2 และ 5[48]

ต่อจากนั้น ใยประสาทของ second order neuron จึงทแยงข้ามไขสันหลังผ่าน anterior white commissure แล้ววิ่งขึ้นไปตาม spinothalamic tract แต่ก่อนจะไปถึงสมอง spinothalamic tract จะแยกออกเป็นส่วน lateral neospinothalamic tract และ medial paleospinothalamic tract[49]

นักวิชาการได้ระบุใยประสาทของ second order neuron ที่ส่งสัญญาณจากใยประสาทโนซิเซ็ปเตอร์แบบ A-delta fiber และ C โดยเฉพาะไปยังทาลามัสแล้ว ส่วนใยประสาทอื่น ๆ จากเซลล์ที่เรียกว่า wide dynamic range neuron จะตอบสนองต่อทั้งใยประสาท A-delta fiber และ C ด้วย ตอบสนองต่อใยประสาทแบบ A-beta ที่ส่งสัญญาณเกี่ยวกับสัมผัส แรงดัน และแรงสั่นด้วย[46]

ในทาลามัส ข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บปวดจะส่งต่อไปยัง insular cortex (ซึ่งเชื่อว่า มีบทบาทเกี่ยวกับความรู้สึกที่ทำให้ความเจ็บปวด ต่างจากความรู้สึกอื่น ๆ ที่จูงให้มีพฤติกรรมในการรักษาภาวะธำรงดุลของร่างกาย ความรู้สึกรวมทั้ง ความคันและความคลื่นไส้วิงเวียน) และ Anterior cingulate cortex (ซึ่งเชื่อว่า มีบทบาททางอารมณ์เกี่ยวกับความเจ็บปวด คือทำให้ทุกข์)[50] อนึ่ง ความเจ็บปวดที่กำหนดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำจะทำให้ primary somatosensory cortex และ secondary somatosensory cortex ทำงานด้วย[51]

บทบาททางวิวัฒนาการและพฤติกรรม[แก้]

ความเจ็บปวดเป็นระบบป้องกันตนเองของร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิดรีเฟล็กซ์ชักอวัยวะออกจากสิ่งเร้าที่ก่อความเจ็บปวด เป็นตัวสร้างความโน้มเอียงเพื่อให้รักษาป้องกันอวัยวะที่กำลังหายจากแผล และเพื่อหลีกเลียงสถานการณ์ที่เป็นอันตรายเช่นเดียวกันในอนาคต[3][52] เป็นความรู้สึกที่สำคัญของสัตว์ และจำเป็นต่อการรอดชีวิตอย่างมีสุขภาพดี คนไข้ภาวะไม่ไวความเจ็บปวดแต่กำเนิดจะมีการคาดหมายคงชีพที่ลดลง[32]

ในหนังสือของเขา เมื่อตอบคำถามว่าทำไมต้องรู้สึกเจ็บ นักชีววิทยา ดร. ริชาร์ด ดอว์กินส์ ได้สมมติทางเลือกของความเจ็บปวด ให้เป็นการยกธงแดงในใจ แล้วอ้างว่า ธงแดงจะไม่พอ เพราะความจำเป็น/ความต้องการต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิตจะแข่งขันกัน สิ่งมีชีวิตซึ่งเหมาะสมที่สุด จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ความเจ็บปวดจะสมดุลคือไม่มากหรือน้อยเกิน ความเจ็บปวดที่อาจทำให้ถึงตายเมื่อไม่สนใจจะรู้สึกแรงที่สุด ดังนั้น ความเจ็บปวดในระดับต่าง ๆ อาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวแสดงความสำคัญของความเสี่ยงในระดับต่าง ๆ ต่อบรรพบุรุษของมนุษย์[C] แต่การเทียบกันอย่างนี้จะไม่สมบูรณ์ เพราะการคัดเลือกโดยธรรมชาติไม่ได้สร้างสัตว์ที่สมบูรณ์ทุกอย่าง และอาจเป็นเหตุให้เกิดผลที่เป็นการปรับตัวไม่ดี เช่นการชอบทานอาหารขยะในมนุษย์[53]

ความเจ็บปวดที่ไม่รู้สาเหตุ (เช่น ที่คงยืนหลังจากหายแผลหรือหายโรคแล้ว หรือที่เกิดโดยไม่มีสาเหตุ) อาจเป็นข้อยกเว้นอย่างหนึ่งของทฤษฎีดีว่า ความเจ็บปวดช่วยในการรอดชีวิต แม้จะมีนักจิตวิทยาบางพวกที่อ้างว่า ความเจ็บปวดเช่นนี้เกิดจากจิต เพื่อเป็นเครื่องล่อใจป้องกันไม่ให้รู้สึกถึงอารมณ์ที่เป็นอันตราย[54]

ขีดเริ่มเปลี่ยน[แก้]

ในงานวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาความเจ็บปวด ขีดเริ่มเปลี่ยนจะวัดโดยเพิ่มระดับสิ่งเร้า เช่น กระแสไฟฟ้าหรือความร้อน ที่ใช้เร้าร่างกาย ขีดเริ่มเปลี่ยนของความรู้สึกเจ็บ (pain perception threshold) ก็คือระดับสิ่งเร้าที่เริ่มทำให้เจ็บ ส่วนขีดเริ่มเปลี่ยนของความทนความเจ็บ (pain tolerance threshold) ก็คือจุดที่ผู้ร่วมการทดลองเริ่มมีพฤติกรรมเพื่อระงับความเจ็บ

ความแตกต่างระหว่างขีดเริ่มเปลี่ยนสองอย่างนี้ จะสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งชาติพันธุ์ กรรมพันธุ์ และเพศ บุคคลจากเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนรายงานว่า ความร้อนแบบแผ่รังสีในบางระดับว่าทำให้เจ็บ เทียบกับคนยุโรปเหนือที่บอกว่าไม่เจ็บ หญิงชาวอิตาลีอดทนต่อไฟช็อต ได้น้อยกว่าหญิงชาวยิวหรือหญิงกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกัน ทุก ๆ วัฒนธรรมจะมีคนบางพวก ผู้มีระดับขีดเริ่มเปลี่ยนของความรู้สึกเจ็บและความอดทนสูงกว่าคนอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ที่มีอาการหัวใจล้ม จะมีขีดเริ่มเปลี่ยนของความเจ็บเนื่องจากไฟช็อต ตะคริว และความร้อนที่สูงกว่าคนอื่น ๆ[23]{:17-9

การประเมิน[แก้]

การรายงานเองของคนไข้เป็นวิธีประเมินที่เชื่อถือได้มากที่สุด[55][56][57] โดยแพทย์พยาบาลบางท่านอาจประเมินระดับความเจ็บปวดของคนไข้ต่ำกว่าความจริง[58]

นิยามของความเจ็บปวดที่ใช้มากที่สุดในการพยาบาล เน้นธรรมชาติที่เป็นอัตวิสัยและความสำคัญในการเชื่อรายงานของคนไข้ ที่นางพยาบาลคู่หนึ่งเสนอในปี 2511 ก็คือ "ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่คนที่กำลังประสบมันบอกว่ามันเป็น โดยมีเมื่อเขาบอกว่ามันมี"[59]

เพื่อประเมินระดับ อาจจะให้คนไข้กำหนดความเจ็บปวดเป็นคะแนน 0-10 โดย 0 หมายถึงไม่เจ็บเลย และ 10 หมายถึงเจ็บมากที่สุดที่เคยในชีวิต ในภาษาอังกฤษ ลักษณะของความเจ็บปวดสามารถตรวจได้โดย McGill Pain Questionnaire ที่ให้คนไข้ระบุคำต่าง ๆ ที่แสดงความรู้สึกเจ็บปวดของตนเองได้ดีที่สุด[7]

Multidimensional pain inventory[แก้]

Multidimensional Pain Inventory (MPI) เป็นชุดคำถามที่ออกแบบเพื่อประเมินสภาพทางจิต-สังคม ของคนไข้ที่เจ็บปวดแบบเรื้อรัง งานวิจัยปี 2531 ซึ่งวิเคราะห์ผลที่ได้จากแบบคำถาม ได้แบ่งคนไข้ที่เจ็บปวดแบบเรื้อรังออกเป็น 3 กลุ่ม[60]

  1. dysfunctional - บุคคลที่รู้สึกว่าเจ็บปวดมาก รายงานว่าความเจ็บปวดรบกวนชีวิตอย่างมาก รายงานความทุกข์ใจที่มีเหตุจากความเจ็บปวดในระดับที่สูงกว่า และรายงานการทำกิจกรรมในระดับต่ำ
  2. interpersonally distressed - บุคคลที่รู้สึกอย่างสามัญว่า คู่ชีวิต/บุคคลสำคัญในชีวิตไม่เห็นใจ/ไม่เกื้อกูลในปัญหาเพราะความเจ็บปวดของตน
  3. adaptive copers เป็นคนไข้ที่รายงานการช่วยเหลือเกื้อกูลของสังคมในระดับสูง ระดับความเจ็บปวดที่ค่อนข้างต่ำและรบกวนชีวิตน้อย และร่วมกิจกรรมของชีวิตในระดับสูง

นักวิจัยได้แนะนำการรวมลักษณะของ MPI ร่วมกับโพลไฟล์ความเจ็บปวด 5 ประเภทของ IASP เพื่อกำหนดอาการของคนไข้ให้ได้ดีที่สุด[14]

คนไข้ที่ไม่พูด[แก้]

เมื่อบุคคลพูดไม่ได้และไม่สามารถรายงานความเจ็บปวด การสังเกตการณ์ก็จะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และพฤติกรรมบางอย่างสามารถใช้เป็นตัวระบุความเจ็บปวด พฤติกรรมเช่นหน้าตาบูดเบี้ยวและการระวังจุดที่เจ็บ การส่งเสียงดังหรือลดลง การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบพฤติกรรมประจำและความเปลี่ยนแปลงของสถานะจิตใจ

คนไข้ที่รู้สึกเจ็บปวดอาจลดพฤติกรรมทางสังคม ลดความอยากอาหาร และทานอาหารน้อยลง ความเปลี่ยนแปลงที่ต่างจากปกติ เช่น เสียงครางเมื่อขยับ และการจำกัดพิสัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย ก็อาจใช้เป็นตัวระบุความเจ็บปวดได้ด้วย สำหรับคนไข้ที่พูดแต่ไม่สามารถบอกอาการตัวเองได้อย่างชัดเจน เช่น ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม ความงงที่เพิ่มขึ้นหรือพฤติกรรมที่ดุขึ้น ไม่สงบเพิ่มขึ้น อาจแสดงว่าเจ็บจึงต้องประเมินเพิ่มขึ้น

ทารกก็รู้สึกเจ็บได้เหมือนกัน แต่เพราะไม่สามารถพูดเพื่อบอกได้ จึงต้องแสดงความทุกข์โดยร้องไห้ ความเจ็บปวดควรประเมินโดยให้พ่อแม่มีส่วนร่วม ผู้อาจได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในทารกซึ่งไม่ชัดเจนสำหรับแพทย์พยาบาล ทารกเกิดก่อนกำหนดจะไวความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าทารกปกติ[61]

อุปสรรคการรายงานอื่น ๆ[แก้]

การประสบและตอบสนองต่อความเจ็บปวด จะสัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคม-วัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งเพศ ชาติพันธุ์ และอายุ[62][63]

ผู้สูงอายุอาจไม่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดเหมือนคนที่มีอายุน้อยกว่า เพราะสมรรถภาพในการรับรู้อาจถอยลงเนื่องจากความเจ็บป่วยหรือการใช้ยา ความซึมเศร้าอาจเป็นอุปสรรคไม่ให้รายงานความเจ็บปวด การดูแลตัวเองที่ลดลงอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังประสบความเจ็บปวด ผู้สูงอายุอาจลังเลในการรายงานความเจ็บปวด เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นว่าอ่อนแอ หรือรู้สึกเกรงใจหรืออายคนอื่น หรืออาจรู้สึกว่าความเจ็บปวดเป็นการลงโทษที่สมควรแก่ตน[64][65]

อาจมีอุปสรรคทางวัฒนธรรมที่ลดการรายงานความเจ็บปวด คนไข้อาจรู้สึกว่าการรักษาบางอย่างไม่เข้ากับความเชื่อทางศาสนาของตน อาจไม่รายงานความเจ็บปวดเพราะรู้สึกว่า เป็นนิมิตว่าความตายได้ใกล้เข้ามาแล้ว หลายคนกลัวมลทินของการติดยา และหลีกเลี่ยงการรักษาเพื่อไม่ใช้ยาที่อาจทำให้ติด คนเอเชียเป็นจำนวนมากกลัวเสียหน้าโดยยอมรับว่าตนเจ็บและต้องการความช่วยเหลือ โดยเชื่อว่าควรจะอดทนเก็บเงียบ เทียบกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่คนรู้สึกว่า ควรรายงานความเจ็บปวดทันทีเพื่อให้ได้การรักษาทันที[61]

เพศก็เป็นปัจจัยในการรายงานความเจ็บปวดด้วย ความแตกต่างระหว่างเพศอาจมาจากความกดดันทางสังคมและวัฒนธรรม คืออาจคาดหวังว่าหญิงจะมีอารมณ์อ่อนไหวและแสดงความเจ็บปวดมากกว่า และชายจะอดทนมากกว่า[61]

โดยเป็นตัวช่วยวินิจฉัยทางการแพทย์[แก้]

ความเจ็บปวดเป็นอาการของโรคต่าง ๆ หลายอย่าง การรู้ถึงจุดเริ่มต้นที่ปวด ตำแหน่ง ระดับความเจ็บ รูปแบบการเกิด (เช่น เป็นต่อเนื่อง เป็นระยะ ๆ เป็นต้น) อะไรที่ทำให้แย่หรือดีขึ้น ลักษณะการเกิด (เช่น ร้อนแสบ ปวดจี๊ด เป็นต้น) จะช่วยแพทย์ให้วินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเจ็บหน้าอกที่รู้สึกหนักมากอาจแสดงว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด ในขณะที่การเจ็บหน้าอกเหมือนกับฉีกอาจแสดงว่าอาจมีแผลที่ท่อเลือดแดง (aortic dissection)[66][67]

การวัดความเจ็บปวดทางสรีรภาพ[แก้]

มีการใช้ fMRI เพื่อวัดความเจ็บปวด ซึ่งสัมพันธ์กับรายงานของคนไข้ได้ดี[68][69][70]

การบริหาร[แก้]

การบำบัดความเจ็บปวดที่ไม่เพียงพอเป็นเรื่องทั่วไปในแผนกศัลยกรรม หน่วยอภิบาล แผนกฉุกเฉิน แพทย์ทั่วไป ในการบริหารความเจ็บปวดเรื้อรังทุกอย่างรวมทั้งที่เนื่องจากมะเร็งและจากโรคขั้นสุดท้าย[71] ซึ่งเกิดขึ้นกับคนไข้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงคนชราที่อ่อนแอ[72] ในประเทศสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาและเชื้อสายฮิปาเนียและลาติน มีโอกาสต้องเป็นทุกข์อย่างไม่จำเป็นเมื่ออยู่ใต้การดูแลของแพทย์[73] และการเจ็บปวดของหญิงมักจะรักษาน้อยเกินเมื่อเทียบกับชาย[74]

IASP สนับสนุนให้ยอมรับการบรรเทาความเจ็บปวดว่า เป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง ว่า ความเจ็บปวดเรื้อรังควรพิจารณาว่าเป็นโรคอีกชนิดหนึ่งเอง และแพทยศาสตร์เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ควรมีสาขาเฉพาะทางของตนโดยเฉพาะ[75] ในปัจจุบัน มีการแพทย์เฉพาะทางเพียงในประเทศจีนและประเทศออสเตรเลีย[76] โดยในประเทศอื่น ๆ จะเป็นส่วนของการแพทย์เฉพาะทางอื่น ๆ รวมทั้งวิสัญญีวิทยา ประสาทวิทยา การแพทย์บรรเทาอาการ (palliative medicine) และจิตเวช[77]

ในปี 2554 องค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์รายงานว่า คนเป็นสิบ ๆ ล้านคนทั่วโลกไม่ได้ยาที่ไม่แพงเพื่อบำบัดความเจ็บปวดที่รุนแรง[78]

การเลี้ยงลูกด้วยนมอาจช่วยลดความเจ็บปวดของทารกเนื่องจากการฉีดวัคซีน[79]

ยา[แก้]

ทารกอายุ 7 เดือนกำลังฉีดวัคซีนกันโรคโปลิโอ

ความเจ็บปวดฉับพลันมักจะบริหารด้วยาเช่น ยาระงับปวด (analgesic) และยาระงับความรู้สึก (anesthetic) กาเฟอีนที่ใส่เพิ่มกับยาแก้ปวดเช่น ไอบิวพรอเฟน อาจเพิ่มประโยชน์[80][81] แต่การบริหารความเจ็บปวดเรื้อรังยากกว่า และอาจต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม รวมทั้งแพทย์ เภสัชกร นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ผู้ช่วยแพทย์อื่น ๆ และพยาบาล[82]

น้ำตาล (ซูโครส) ในปากจะช่วยลดความเจ็บปวดของทารกเพิ่งเกิด เมื่อต้องตรวจรักษาด้วยวิธีการบางอย่าง เช่นการกรีดและการระบายหนองที่ส้นเท้า การเจาะหลอดเลือดดำ และการฉีดยาในกล้ามเนื้อ แต่จะไม่ช่วยลดความเจ็บปวดเนื่องจากการขริบหนังหุ้มปลายองคชาต และก็ยังไม่ชัดเจนว่าช่วยลดความเจ็บในการรักษาอื่น ๆ ด้วยหรือไม่[83] นอกจากนั้น ก็ไม่มีผลต่อคลื่นไฟฟ้าในสมอง (EEG) เนื่องกับความเจ็บปวดสำหรับเด็กเพิ่งเกิด หนึ่งวินาทีหลังจากเริ่มกรีดและระบายหนองที่ส้นเท้า[84] การให้ทานน้ำหวาน ๆ จะช่วยลดอัตราและระยะการร้องไห้ของเด็กอายุระหว่าง 1-12 เดือนเมื่อฉีดวัคซีน[85]

จิตวิทยา[แก้]

บุคคลที่ได้การเกื้อกูลสนับสนุนทางสังคมจะเจ็บเนื่องกับโรคมะเร็งน้อยกว่า ใช้ยาลดปวดน้อยกว่า รายงานการปวดท้องคลอดและรับยาชาทางผิวหนังเมื่อกำลังคลอดลูก และเป็นทุกข์จากความเจ็บหน้าอกหลังจากผ่าตัดหัวใจแบบไบพาส (coronary artery bypass surgery) น้อยกว่า[86]

การสะกดจิตอาจมีผลอย่างสำคัญต่อระดับความเจ็บปวด คนไข้ 35% รายงานว่าความปวดบรรเทาลงหลังฉีดน้ำเกลือถ้าเข้าใจว่าเป็นมอร์ฟีน ปรากฏการณ์ยาหลอกเช่นนี้จะชัดยิ่งขึ้นในคนไข้ที่มักวิตกกังวล ดังนั้น การลดความวิตกกังวลอาจอธิบายผลเช่นนี้ได้โดยบางส่วน แม้จะไม่ทั้งหมด ยาหลอกมีผลสำหรับความเจ็บปวดแบบรุนแรงดีกว่าความเจ็บปวดเบา ๆ แต่ให้ผลน้อยลง ๆ เมื่อให้ซ้ำ ๆ[23]{:26-8

เป็นไปได้ที่คนไข้ที่เจ็บปวดเรื้อรังบางพวก จะมีใจจดจ่ออยู่ในกิจกรรมหรือการบันเทิงจนกระทั่งไม่รู้สึกเจ็บ หรือรู้สึกเจ็บน้อยลงมาก[23]{:22-3

การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) ให้ผลปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนไข้เจ็บปวดแบบเรื้อรัง แต่มีผลลดความทุกข์เพียงเล็กน้อย และไม่ปรากฏว่ามีผลต่อการหายเจ็บ[87] การรักษาด้วยการยอมรับและการให้สัญญา (ACT) อาจมีผลดีต่อการรักษาความเจ็บปวดเรื้อรัง[88]

งานวิเคราะห์อภิมานจำนวนหนึ่งพบว่า การบรรเทาโดยสะกดจิตจะลดความเจ็บปวดเพราะการตรวจวินิจฉัยหรือศัลยกรรม ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และลดความเจ็บปวดที่สัมพันธ์กับมะเร็งและการคลอดลูก[89] ส่วนงานทบทวนวรรณกรรม 13 งานในปี 2550 พบหลักฐานว่า การลดความเจ็บปวดเรื้อรังด้วยการสะกดจิตมีผลภายในสถานการณ์บางอย่าง แม้คนไข้ที่ลงทะเบียนร่วมงานศึกษาเหล่านี้จะมีจำนวนน้อย จึงอาจมีปัญหาทางสถิติในการตรวจจับความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองต่าง ๆ และโดยมากไร้กลุ่มควบคุมที่น่าเชื่อถือไม่ว่าจะโดยยาหลอกหรือความคาดหวัง นักวิจัยจึงได้สรุปว่า "แม้ผลงานศึกษาดังว่า จะสนับสนุนการใช้การสะกดจิตโดยทั่วไปเพื่อรักษาความเจ็บปวดเรื้อรัง แต่จะต้องมีงานศึกษามากกว่านี้มาก เพื่อจะกำหนดผลของการสะกดจิตต่อภาวะความเจ็บปวดเรื้อรังต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์"[90]

การแพทย์ทางเลือก[แก้]

ความเจ็บปวดเป็นเหตุสามัญที่สุดของการใช้แพทย์ทางเลือก[91] งานวิเคราะห์ผลงานศึกษาที่มีคุณภาพดีที่สุด 13 งานปี 2552 ซึ่งใช้การฝังเข็มรักษาความเจ็บปวด สรุปว่า มีความแตกต่างน้อยมากระหว่างกลุ่มที่ใช้การฝังเข็มจริง ฝังเข็มหลอก และไม่ฝังเข็มเลย[92] แต่ก็มีงานทบทวนวรรณกรรมอื่น ๆ ที่พบประโยชน์[93][94][95]

นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานเบื้องต้นสนับสนุนยาสมุนไพรหลายอย่าง[96] มีความสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวิตามินดีกับความเจ็บปวด แต่หลักฐานจากการทดลองที่มีกลุ่มควบคุมพบว่า นอกเหนือจากโรคกระดูกน่วม (osteomalacia) ผลที่ได้ก็ยังไม่ชัดเจน[97]

งานวิเคราะห์อภิมานปี 2546 ซึ่งตรวจการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มพบว่า การยักย้ายข้อต่อไขสันหลัง (spinal manipulation) "มีผลดีกว่าการรักษาหลอก แต่ไม่มีผลดีกว่าการรักษาโดยแพทย์ทั่วไป ยาระงับปวด กายภาพบำบัด การออกกำลังกาย หรือ back school" ในการรักษาความปวดหลังด้านล่าง (lower back pain)[98]

วิทยาการระบาด[แก้]

ความเจ็บปวดเป็นเหตุหลักที่คนไข้เกิน 50% ไปแผนกฉุกเฉิน[99] และไปหาหมอทั่วไป 30%[100]

งานศึกษาทางวิทยาการระบาดต่าง ๆ รายงานความชุกของความเจ็บปวดเรื้อรังใน 12-80% ของประชากรทั้งหมด[101] ซึ่งสามัญยิ่งขึ้นเมื่อใกล้ถึงการเสียชีวิต งานศึกษาในคนไข้ 4,703 คน พบว่า คนไข้ 26% รู้สึกเจ็บปวดภายใน 2 ปีหลังแห่งชีวิต โดยเพิ่มเป็น 46% ในเดือนสุดท้าย[102]

งานสำรวจเด็ก 6,636 คนอายุระหว่าง 0-18 ปีพบว่า ในบรรดาเด็ก 5,424 คนที่ตอบ 54% รู้สึกเจ็บใน 3 เดือนที่ผ่านมา 1/4 รายงานว่าเจ็บแบบเกิดอีกหรือแบบต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือนหรือมากกว่านั้น และในพวกนี้ 1/3 รายงานความเจ็บปวดที่รุนแรงและบ่อย ระดับความเจ็บปวดเรื้อรังในเด็กหญิงสูงกว่า และจำนวนรายงานว่ามีความเจ็บปวดเรื้อรังในเด็กหญิง จะเพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตาระหว่างอายุ 12-14 ปี[103]

พิธีทางศาสนาของชนพื้นเมืองอเมริกันกลุ่ม Mandan ราวปี พ.ศ. 2378

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

ธรรมชาติและความหมายของความเจ็บปวดทางกาย มีความเข้าใจอย่างหลายหลากในบรรดาศาสนาและวัฒนธรรมต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน[104][105]

ความเจ็บปวดทางกายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญรวมทั้ง นโยบายบริหารจัดการความเจ็บปวด การควบคุมยาเสพติด สิทธิของสัตว์ สวัสดิภาพของสัตว์ การทรมาน การบังคับสัตว์หรือมนุษย์ด้วยความเจ็บปวด ในบริบทหลาย ๆ ระดับ การทำให้เจ็บอย่างจงใจเป็นการลงโทษต่อการผิดกฎ/กฎหมาย หรือเพื่อฝึกหรือเปลี่ยนคนผิด หรือเพื่อยับยั้งทัศนคติและพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ การลงโทษแบบ 凌迟 (凌遲) ที่ใช้ในประเทศจีนระหว่าง พ.ศ. 1443-2448 เป็นการค่อย ๆ หั่นชิ้นส่วนของร่างกายออกเป็นระยะเวลานานจนกว่าจะเสียชีวิต ได้ใช้ลงโทษเพื่ออาชญากรรมหนัก เช่น การกบฏหรือปิตุฆาต

ในบางวัฒนธรรม ข้อปฏิบัติที่สุดโต่งเช่น ทุกรกิริยา หรือพิธีการรับเข้ากลุ่มที่เจ็บปวด ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ยกตัวอย่างเช่น คนเผ่าพื้นเมืองของบราซิล (Sateré-Mawé) ใช้มดที่มีพิษ (Paraponera clavata|) เป็นส่วนของพิธีรับเข้ากลุ่มนักรบ[106]

สัตว์อื่น ๆ[แก้]

วิธีประเมินความเจ็บปวดในมนุษย์ส่วนมากที่เชื่อถือได้คือคงเส้นคงวาที่สุดก็คือโดยถาม บุคคลหนึ่ง ๆ อาจรายงานความเจ็บปวดที่วัดไม่ได้ทางสรีรภาพโดยประการทั้งปวง แต่ทารกและสัตว์ไม่สามารถตอบคำถามว่ารู้สึกเจ็บหรือไม่ ดังนั้น เกณฑ์ที่ใช้นิยามความเจ็บปวดในมนุษย์จึงใช้กับทารกหรือสัตว์ไม่ได้ นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ ได้เสนอข้อคิดเห็นสำหรับความยากลำบากเช่นนี้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เรอเน เดการ์ตอ้างว่า สัตว์ไม่รู้ตัว และดังนั้นจึงไม่เจ็บหรือเป็นทุกข์เหมือนมนุษย์[107]

ศ. ดร. เบอร์นาร์ด โรลลิน ที่มหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโด ผู้เป็นนักเขียนหลักของกฎหมายรัฐบาลกลางสหรัฐสองฉบับเนื่องด้วยการบรรเทาความเจ็บในสัตว์[D] ได้เขียนไว้ว่า นักวิจัยไม่แน่ใจจนกระทั่งคริสต์ทศวรรษ 1980 ว่า สัตว์รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่ และสัตวแพทย์ที่ฝึกอาชีพในสหรัฐอเมริกาก่อนปี 2532 ได้รับการสอนไม่ให้สนใจความเจ็บปวดของสัตว์[109] เมื่อเขาต้องยุ่งเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์และสัตวแพทย์อื่น ๆ เขามักจะถูกท้าให้พิสูจน์ว่า สัตว์รู้ตัวจริง ๆ และให้ยกหลักฐานที่ยอมรับได้ทางวิทยาศาสตร์ว่า สัตว์รู้สึกเจ็บปวดได้[109] ในปัจจุบัน ความเห็นว่าสัตว์รู้สึกเจ็บปวดต่างจากมนุษย์ มีอยู่แต่ในชนกลุ่มน้อย ตามนักเขียนผู้หนึ่ง

แต่งานทบทวนทางวิชาการในเรื่องนี้ก็ยังแสดงความกำกวมอยู่ คือแม้ข้ออ้างว่า สัตว์สามารถคิดและรู้สึกได้อย่างน้อยก็แบบง่าย ๆ จะมีหลักฐานที่ชัดเจน[110] แต่ก็ยังมีนักวิชาการที่ตั้งความสงสัยว่า สภาพจิตใจของสัตว์จะกำหนดอย่างน่าเชื่อถือได้อย่างไร[107][111] สมรรถภาพของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่นแมลง ในการรู้สึกเจ็บและเป็นทุกข์ก็ไม่ชัดเจน[112][113][114]

แม้ความรู้สึกเจ็บปวดในสัตว์จะรู้ไม่ได้อย่างชัดเจน แต่ก็สามารถอนุมานได้ด้วยปฏิกิริยาทางกายและทางพฤติกรรม[115] ผู้ชำนาญเฉพาะทางปัจจุบันเชื่อว่า สัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมดสามารถรู้สึกเจ็บปวด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางประเภท เช่น หมึกสายก็อาจรู้ด้วย[112][116][117] สำหรับสัตว์ พืช และสิ่งอื่น ๆ คำถามว่า พวกมันรู้สึกเจ็บได้หรือไม่ เป็นปัญหานอกสมรรถภาพปัจจุบันของวิทยาศาสตร์ เพราะพวกมันไม่มีกลไกทางกายภาพไร ๆ ที่รู้จัก ซึ่งทำให้รู้สึกเจ็บได้ โดยเฉพาะก็คือ ไม่มีโนซิเซ็ปเตอร์ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตร่วมทั้งพืช เห็ดรา และแมลงส่วนมาก[118] แต่ก็มียกเว้นบ้าง เช่นในแมลงวันทอง[119]

ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง สารโอปิออยด์ธรรมชาติ (เช่น เอ็นดอร์ฟิน) เป็นสารปรับประสาท (neuromodulator) ที่ลดความเจ็บปวดโดยมีฤทธิ์ต่อตัวรับโอปิออยด์ (opioid receptor) ของเซลล์ประสาท[120] และทั้งโอปิออยด์และตัวรับโอปิออยด์ก็มีตามธรรมชาติในสัตว์พวกกุ้งกั้งปูด้วย โดยแม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถสรุปอะไรได้[121] แต่การมีกลไกลเช่นนี้อาจแสดงว่า สัตว์พวกล็อบสเตอร์อาจรู้สึกเจ็บปวดได้[121][122] สารโอปิออย์อาจมีผลต่อความเจ็บปวดในสัตว์เหล่านี้เหมือนกับในสัตว์มีกระดูกสันหลัง[122] ดังนั้น สัตวแพทย์จึงให้ยาระงับปวดและยาระงับความรู้สึกแก่สัตว์เพื่อระงับปวด ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเผื่อไว้ โดยเป็นยาเดียวกันกับที่ใช้ในมนุษย์[123]

ประวัติศัพท์อังกฤษ[แก้]

คำว่า peyn เป็นคำภาษาอังกฤษที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1840 โดยมาจากคำภาษาฝรั่งเศสเก่า peine ซึ่งก็มาจากคำภาษาละติน poena ซึ่งแปลว่า "การลงโทษ บทลงโทษ"[124] (ใน late Latin ยังหมายความว่า "ความทรมาน ความยากลำบาก ความทุกข์" ด้วย) และจากภาษากรีก ποινή (poine) ซึ่งโดยทั่วไปหมายความว่า "ราคาที่จ่าย บทลงโทษ การลงโทษ"[125][126]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. familial dysautonomia (FD) หรือ Riley-Day syndrome หรือโรคเส้นประสาทรับความรู้สึกและเส้นประสาทในระบบประสาทอิสระแบบ III (hereditary sensory and autonomic neuropathy, HSAN-III) เป็นความผิดปกติในระบบประสาทอิสระที่มีผลต่อพัฒนาการและการอยู่รอดของนิวรอนรับความรู้สึก นิวรอนเกี่ยวกับระบบประสาทซิมพาเทติก และนิวรอนเกี่ยวกับระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ในระบบรับความรู้สึกและระบบประสาทอิสระ โดยมีผลเป็นอาการต่าง ๆ รวมทั้งการไม่ไวความเจ็บปวด ไม่สามารถผลิตน้ำตา โตช้า และความดันโลหิตที่ไม่คงที่ (เช่น ความดันสูงเป็นพัก ๆ และความดันต่ำโดยขึ้นอยู่กับอิริยาบถ) คนไข้ FD มีปัญหาบ่อย ๆ ในการอาเจียน ปอดบวม ปัญหาการพูดและการเคลื่อนไหว ปัญหาการกลืน การรับรู้ความร้อน ความเจ็บปวด และรสชาติที่บกพร่อง ความดันโลหิตที่ไม่คงที่ และ gastrointestinal dysmotility โดยไม่มีปัญหาเรื่องความเฉลียวฉลาด
  2. Congenital insensitivity to pain with anhidrosis (CIPA) หรือ hereditary sensory and autonomic neuropathy type IV (HSAN-IV) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีน้อยมากของระบบประสาท ที่ป้องกันไม่ให้รู้สึกความเจ็บปวด ความร้อนเย็น หรือความรู้สึกที่ต้องอาศัยเส้นประสาทอื่น ๆ (รวมทั้งการปวดปัสสาวะ) แต่ก็ยังสามารถรู้สึกแรงดันได้
  3. ยกตัวอย่างเช่น การอดอาหาร ความหนาวมาก และการบาดเจ็บอย่างรุนแรงล้วนรู้สึกว่าเจ็บปวด/เป็นทุกข์มาก เทียบกับบาดแผลเล็กน้อยที่เพียงรู้สึกรำคาญ
  4. ดร. โรลลิน ได้ร่างกฎหมาย "1985 Health Research Extension Act" และการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์สำหรับกฎหมาย "1985 Food Security Act"[108]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Pain", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕, "(แพทยศาสตร์) ๑. อาการเจ็บปวด ๒. ความเจ็บปวด" 
  2. 2.0 2.1 "International Association for the Study of Pain: Pain Definitions". สืบค้นเมื่อ 2015-01-12. "Pain is an unpleasant sensory and emotional experience associated with actual or potential tissue damage, or described in terms of such damage."  Derived from Bonica, JJ (June 1979). "The need of a taxonomy". Pain 6 (3): 247–8. PMID 460931. doi:10.1016/0304-3959(79)90046-0. 
  3. 3.0 3.1 Lynn, B (1984). "Cutaneous nociceptors". In Winlow, W; Holden, AV. The neurobiology of pain: Symposium of the Northern Neurobiology Group, held at Leeds on 18 April 1983. Manchester: Manchester University Press. p. 106. ISBN 9780719009969. 
  4. Raj, PP (2007). "Taxonomy and classification of pain". In Niv, D; Kreitler, S; Diego, B และคณะ. The Handbook of Chronic Pain. Nova Biomedical Books. ISBN 9781600210440. 
  5. Debono, DJ; Hoeksema, LJ; Hobbs, RD (2013-08). "Caring for Patients with Chronic Pain: Pearls and Pitfalls". Journal of the American Osteopathic Association 113 (8): 620–627. PMID 23918913. doi:10.7556/jaoa.2013.023. 
  6. Turk, DC; Dworkin, RH (2004). "What should be the core outcomes in chronic pain clinical trials?". Arthritis Research & Therapy 6 (4): 151–4. PMC 464897. PMID 15225358. doi:10.1186/ar1196. 
  7. 7.0 7.1 Breivik, H; Borchgrevink, PC; Allen, SM; Rosseland, LA; Romundstad, L; Hals, EK; Kvarstein, G; Stubhaug, A (July 2008). "Assessment of pain". Br J Anaesth 101 (1): 17–24. PMID 18487245. doi:10.1093/bja/aen103. 
  8. Moore, RA; Wiffen, PJ; Derry, S; Maguire, T; Roy, YM; Tyrrell, L (2015-11-04). "Non-prescription (OTC) oral analgesics for acute pain - an overview of Cochrane reviews.". The Cochrane database of systematic reviews 11: CD010794. PMID 26544675. doi:10.1002/14651858.CD010794.pub2. 
  9. Eisenberger, NI; Lieberman, M (2005). "Why it hurts to be left out: The neurocognitive overlap between physical and social pain". In Williams, KD. The Social Outcast: Ostracism, Social Exclusion, Rejection, & Bullying (Sydney Symposium of Social Psychology). East Sussex: Psychology Press. p. 210. ISBN 9781841694245. 
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 Melzack, R; Casey, KL. "Sensory, motivational and central control determinants of chronic pain: A new conceptual model". In Kenshalo, DR. The skin senses: Proceedings of the first International Symposium on the Skin Senses, held at the Florida State University in Tallahassee, Florida. p. 432. 
  11. Merskey, H; Bogduk, N (1994). Classification of Chronic Pain (2 ed.). Seattle: International Association for the Study of Pain. pp. 3 & 4. ISBN 978-0931092053. 
  12. Woolf, CJ; Bennett, GJ; Doherty, M; Dubner, R; Kidd, B; Koltzenburg, M; Lipton, R; Loeser, JD; Payne, R; Torebjork, E (September 1998). "Towards a mechanism-based classification of pain?". Pain 77 (3): 227–9. PMID 9808347. doi:10.1016/S0304-3959(98)00099-2. 
  13. Woolf, CJ (Nov 2010). "What is this thing called pain?". Journal of Clinical Investigation 120 (11): 3742–4. PMC 2965006. PMID 21041955. doi:10.1172/JCI45178. 
  14. 14.0 14.1 14.2 Turk, DC; Okifuji, A (2001). "Pain terms and taxonomies of pain". In Bonica, JJ; Loeser, JD; Chapman, CR; Turk, DC; Butler, SH. Bonica's management of pain. Hagerstwon, MD: Lippincott Williams & Wilkins. ISBN 9780781768276. 
  15. 15.0 15.1 Coda, BA; Bonica, JJ (2000). "General considerations of acute pain". In Spanswick, CC; Main, CJ. Pain management: an interdisciplinary approach. Edinburgh: Churchill Livingstone. ISBN 9780443056833. 
  16. 16.0 16.1 Thienhaus, O; Cole, BE (2002). "Classification of pain". In Weiner, R. Pain management: a practical guide for clinicians. Boca Raton: CRC Press. p. 28. ISBN 9780849322624. 
  17. Urch, CE; Suzuki, R. "Pathophysiology of somatic, visceral, and neuropathic cancer pain". In Sykes, N; Bennett MI; Yuan, C-S. Clinical pain management: Cancer pain (2 ed.). London: Hodder Arnold. pp. 3–12. ISBN 978-0-340-94007-5. 
  18. Treede, RD; Jensen, TS; Campbell, JN; Cruccu, G; Dostrovsky, JO; Griffin, JW; Hansson, P; Hughes, R; Nurmikko, T; Serra, J (April 2008). "Neuropathic pain: redefinition and a grading system for clinical and research purposes". Neurology 70 (18): 1630–5. PMID 18003941. doi:10.1212/01.wnl.0000282763.29778.59. Archived from the original on 2008-11-20. 
  19. Paice, JA (2003). "Mechanisms and management of neuropathic pain in cancer". J. Support Oncol. 1 (2): 107–20. PMID 15352654. 
  20. 20.0 20.1 Kooijman, CM; Dijkstra, PU; Geertzen, JH; Elzinga, A; van der Schans, CP (July 2000). "Phantom pain and phantom sensations in upper limb amputees: an epidemiological study". Pain 87 (1): 33–41. PMID 10863043. doi:10.1016/S0304-3959(00)00264-5. 
  21. Jensen, TS; Krebs, B; Nielsen, J; Rasmussen, P (November 1983). "Phantom limb, phantom pain and stump pain in amputees during the first 6 months following limb amputation". Pain 17 (3): 243–56. PMID 6657285. doi:10.1016/0304-3959(83)90097-0. 
  22. Jensen, TS; Krebs, B; Nielsen, J; Rasmussen, P (March 1985). "Immediate and long-term phantom limb pain in amputees: incidence, clinical characteristics and relationship to pre-amputation limb pain". Pain 21 (3): 267–78. PMID 3991231. doi:10.1016/0304-3959(85)90090-9. 
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 23.4 23.5 23.6 Wall, PD; Melzack, R (1996). The challenge of pain (2nd ed.). New York: Penguin Books. ISBN 9780140256703. 
  24. Ramachandran, VS; Rogers-Ramachandran, D (April 1996). "Synaesthesia in phantom limbs induced with mirrors". Proc. Biol. Sci. 263 (1369): 377–86. PMID 8637922. doi:10.1098/rspb.1996.0058. 
  25. 25.0 25.1 "Psychogenic Pain". Cleveland Clinic. สืบค้นเมื่อ 2017-09-25. 
  26. 26.0 26.1 "International Association for the Study of Pain: Pain Definitions". Archived from the original on 2008-05-12. สืบค้นเมื่อ 2010-10-12. 
  27. Mishra, S; Bhatnagar, S; Chaudhary, P; Rana, SP (2009-01). "Breakthrough cancer pain: review of prevalence, characteristics and management". Indian Journal of Palliative Care 15 (1): 14–8. PMC 2886208. PMID 20606850. doi:10.4103/0973-1075.53506. 
  28. Caraceni, A; Hanks, G; Kaasa, S; Bennett, MI; Brunelli, C; Cherny, N; Dale, O; De Conno, F; Fallon, M; Hanna, M; Haugen, DF; Juhl, G; King, S; Klepstad, P; Laugsand, EA; Maltonib, M; Mercadante, S; Nabal, M; Pigni, A; Radbruch, L; Reid, C; Sjogren, P; Stone, PC; Tassinari, D; Zeppetella, G (2012-02). "Use of opioid analgesics in the treatment of cancer pain: evidence-based recommendations from the EAPC". The Lancet Oncology 13 (2): e58–68. PMID 22300860. doi:10.1016/S1470-2045(12)70040-2. Archived from the original on 2014-10-19. 
  29. Zeppetella, G; Davies, AN (2013). "Opioids for the management of breakthrough pain in cancer patients". The Cochrane Database of Systematic Reviews 10: CD004311. PMID 24142465. doi:10.1002/14651858.CD004311.pub3. 
  30. Melzack, R; Wall, PD (1996). The challenge of pain (2nd ed.). London: Penguin. p. 7. ISBN 978-0-14-025670-3.  อ้างอิง Beecher, HK (1959). Measurement of subjective responses. New York: Oxford University Press. 
  31. Grahek, Nikola (2001). "Feeling pain and being in pain". ISBN 9780262517324. 
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 Nagasako, EM; Oaklander, AL; Dworkin, RH (February 2003). "Congenital insensitivity to pain: an update". Pain 101 (3): 213–9. PMID 12583863. doi:10.1016/S0304-3959(02)00482-7. 
  33. Brand, PW; Yancey, P (1997). The gift of pain: why we hurt & what we can do about it. Grand Rapids, Mich: Zondervan Publ. ISBN 9780310221449. 
  34. Lipsky, BA; Berendt, AR; Deery, HG; Embil, JM; Joseph, WS; Karchmer, AW; LeFrock, JL; Lew, DP; Mader, JT; Norden, C; Tan, JS (October 2004). "Diagnosis and treatment of diabetic foot infections". Clin. Infect. Dis. 39 (7): 885–910. PMID 15472838. doi:10.1086/424846. 
  35. 35.0 35.1 Axelrod, FB; Hilz, MJ (December 2003). "Inherited autonomic neuropathies". Semin Neurol 23 (4): 381–90. PMID 15088259. doi:10.1055/s-2004-817722. 
  36. Raouf, R; Quick, K; Wood, JN (November 2010). "Pain as a channelopathy". J. Clin. Invest. 120 (11): 3745–52. PMC 2965577. PMID 21041956. doi:10.1172/JCI43158. 
  37. Hart, RP; Wade, JB; Martelli, MF (April 2003). "Cognitive impairment in patients with chronic pain: the significance of stress". Curr Pain Headache Rep 7 (2): 116–26. PMID 12628053. doi:10.1007/s11916-003-0021-5. 
  38. Bruehl, S; Burns, JW; Chung, OY; Chont, M (March 2009). "Pain-related effects of trait anger expression: neural substrates and the role of endogenous opioid mechanisms". Neurosci Biobehav Rev 33 (3): 475–91. PMC 2756489. PMID 19146872. doi:10.1016/j.neubiorev.2008.12.003. 
  39. 39.0 39.1 Linton (2005). Models of Pain Perception. Elsevier Health. 
  40. Dallenbach, KM (1939-07). "Pain: History and present status". American Journal of Psychology 52: 331–347. doi:10.2307/1416740. 
  41. 41.0 41.1 Melzack, R; Katz, J (2004). "The Gate Control Theory: Reaching for the Brain". In Craig, KD; Hadjistavropoulos, T. Pain: psychological perspectives. Mahwah, N.J: Lawrence Erlbaum Associates, Publishers. ISBN 9780415650618. 
  42. Bonica, JJ (1990). "History of pain concepts and therapies". The management of pain 1 (2 ed.). London: Lea & Febiger. p. 7. ISBN 9780812111224. "a specific sensation, with its own sensory apparatus independent of touch and other senses" 
  43. Finger, S (2001). Origins of neuroscience: a history of explorations into brain function. USA: Oxford University Press. p. 149. ISBN 9780195146943. 
  44. Melzack, R; Wall, PD (November 1965). "Pain mechanisms: a new theory". Science 150 (3699): 971–9. PMID 5320816. doi:10.1126/science.150.3699.971. Archived from the original on 2012-01-14. 
  45. Woolf, CJ; Ma, Q (2007-08). "Nociceptors--noxious stimulus detectors". Neuron 55 (3): 353–64. PMID 17678850. doi:10.1016/j.neuron.2007.07.016. 
  46. 46.0 46.1 Marchand, S (2010). "Applied pain neurophysiology". In Beaulieu, P; Lussier, D; Porreca, F และคณะ. Pharmacology of pain. Seattle: International Association for the Study of Pain Press. pp. 3–26. ISBN 978-0-931092-78-7. 
  47. Skevington, S (1995). Psychology of pain. New York: Wiley. p. 9. ISBN 9780471957737. 
  48. Basbaum & Jessell 2013, Signals from Nociceptors Are Conveyed to Neurons in the Dorsal Horn of the Spinal Cord, pp. 534-536
  49. Skevington, S. M. (1995). Psychology of pain. Chichester, UK: Wiley. p. 18. ISBN 9780471957737. 
  50. Craig, AD (2003). "Pain mechanisms: labeled lines versus convergence in central processing". Annu. Rev. Neurosci. 26: 1–30. PMID 12651967. doi:10.1146/annurev.neuro.26.041002.131022. 
  51. Romanelli, P; Esposito, V (July 2004). "The functional anatomy of neuropathic pain". Neurosurg. Clin. N. Am. 15 (3): 257–68. PMID 15246335. doi:10.1016/j.nec.2004.02.010. 
  52. Bernston, GG; Cacioppo, JT (2007). (pain) +withdrawal%22&cd=1#v=onepage&q=%22One%20general%20class%20of%20spinal%20reflexes%20consists%20of%20the%20flexor%20(pain)%20withdrawal%22&f=true "The neuroevolution of motivation". In Gardner, WL; Shah, JY. Handbook of Motivation Science. New York: The Guilford Press. p. 191. ISBN 9781593855680. 
  53. Dawkins, Richard (2009). The Greatest Show on Earth. Free Press. pp. 392–395. 
  54. Sarno, JE (2006). The divided mind: the epidemic of mindbody disorders. New York: ReganBooks. ISBN 9780061174308. 
  55. Amico, Donita (2016). Health & physical assessment in nursing. Boston: Pearson. p. 173. ISBN 9780133876406. 
  56. Taylor, Carol (2015). Fundamentals of nursing : the art and science of person-centered nursing care. Philadelphia: Wolters Kluwer Health. p. 241. ISBN 9781451185614. 
  57. Venes, Donald (2013). Taber's cyclopedic medical dictionary. Philadelphia: F.A. Davis. p. 1716. ISBN 9780803629776. 
  58. Prkachin, KM; Solomon, PE; Ross, J (June 2007). "Underestimation of pain by health-care providers: towards a model of the process of inferring pain in others". Can. J. Nurs. Res. 39 (2): 88–106. PMID 17679587. 
  59. Rosdahl, Caroline Bunker; Kowalski, Mary T (2007). Textbook of basic nursing. Lippincott Williams & Wilkins. p. 704. ISBN 978-0-7817-6521-3. "Pain is whatever the experiencing person says it is, existing whenever he says it does" 
  60. Turk, DC; Rudy, TE (April 1988). "Toward an empirically derived taxonomy of chronic pain patients: integration of psychological assessment data". J. Consult. Clin. Psychol. 56 (2): 233–8. PMID 3372831. doi:10.1037/0022-006X.56.2.233. 
  61. 61.0 61.1 61.2 Jarvis, C (2007). Physical examination & health assessment. St. Louis, Mo: Elsevier Saunders. pp. 180–192. ISBN 9781455728107. 
  62. Encandela, JA (1993). "Social science and the study of pain since Zborowski: A need for a new agenda". Soc Sci Med 36 (6): 783–91. doi:10.1016/0277-9536(93)90039-7. 
  63. Zborowski, M (1969). People in Pain. San Francisco: Josey-Bass. 
  64. Encandela, JA (1997). "Social Construction of pain and aging: Individual artfulness within interpretive structures". Symb Interaction 20 (3): 251–273. doi:10.1525/si.1997.20.3.251. 
  65. Lawhorne, L; Passerini, J (1999). "Chronic Pain Management in the Long Term Care Setting: Clinical Practice Guidelines". American Medical Directors Association: 1–27. 
  66. Panju, AA; Hemmelgarn, BR; Guyatt, GH; Simel, DL (October 1998). "The rational clinical examination. Is this patient having a myocardial infarction?". JAMA 280 (14): 1256–63. PMID 9786377. doi:10.1001/jama.280.14.1256. 
  67. Slater, EE; DeSanctis, RW (May 1976). "The clinical recognition of dissecting aortic aneurysm". Am. J. Med. 60 (5): 625–33. PMID 1020750. doi:10.1016/0002-9343(76)90496-4. 
  68. Brown; Chatterjee; Younger; Mackey (2011-09). "Towards a Physiology-Based Measure of Pain: Patterns of Human Brain Activity Distinguish Painful from Non-Painful Thermal Stimulation". PLOS ONE. PMC 3172232. PMID 21931652. doi:10.1371/journal.pone.0024124. 
  69. Paddock, Catharine (2011-09-15). "Tool That Measures Pain Objectively Under Way". Medical News Today. สืบค้นเมื่อ 2017-09-25. 
  70. Reuters Editorial (2011-09-13). "Feeling pain? The computer can tell". Reuters. สืบค้นเมื่อ 2017-09-25. 
  71. Brown, AK; Christo, PJ; Wu, CL (December 2004). "Strategies for postoperative pain management". Best Pract Res Clin Anaesthesiol 18 (4): 703–17. PMID 15460554. doi:10.1016/j.bpa.2004.05.004. 
  72. Selbst, SM; Fein, JA (2006). "Sedation and analgesia". In Henretig, FM; Fleisher, GR; Ludwig, S. Textbook of pediatric emergency medicine. Hagerstwon, MD: Lippincott Williams & Wilkins. ISBN 9781605471594. 
  73. Bonham, VL (2001). "Race, ethnicity, and pain treatment: striving to understand the causes and solutions to the disparities in pain treatment" (PDF). J Law Med Ethics 29 (1): 52–68. PMID 11521272. 
  74. Hoffmann, DE; Tarzian, AJ (2001). "The girl who cried pain: a bias against women in the treatment of pain". J Law Med Ethics 29 (1): 13–27. PMID 11521267. 
  75. Delegates to the International Pain Summit of the International Association for the Study of Pain (2010). "Declaration of Montreal". Archived from the original on 2011-05-13. 
  76. Horlocker, TT; Cousins, MJ; Bridenbaugh, PO; Carr, DL (2008). Cousins and Bridenbaugh's Neural Blockade in Clinical Anesthesia and Pain Medicine. Hagerstwon, MD: Lippincott Williams & Wilkins. ISBN 9780781773881. 
  77. "Physical Medicine and Rehabilitation". Archived from the original on 2008-05-16. 
  78. Human Rights Watch (2011). "Tens of Millions Face Death in Agony". สืบค้นเมื่อ 2013-08-26. 
  79. Harrison, D; Reszel, J; Bueno, M; Sampson, M; Shah, VS; Taddio, A; Larocque, C; Turner, L (2016-10-28). "Breastfeeding for procedural pain in infants beyond the neonatal period.". The Cochrane database of systematic reviews 10: CD011248. PMID 27792244. doi:10.1002/14651858.CD011248.pub2. 
  80. Derry, CJ; Derry, S; Moore, RA (2014-12-011). "Caffeine as an analgesic adjuvant for acute pain in adults". The Cochrane database of systematic reviews 12: CD009281. PMID 25502052. doi:10.1002/14651858.CD009281.pub3. 
  81. Derry, Sheena; Wiffen, Philip J.; Moore, R. Andrew (2015-07-14). "Single dose oral ibuprofen plus caffeine for acute postoperative pain in adults". The Cochrane Database of Systematic Reviews (7): CD011509. ISSN 1469-493X. PMID 26171993. doi:10.1002/14651858.CD011509.pub2. 
  82. Thienhaus, O; Cole, BE (2002). "The classification of pain". In Weiner, RS. Pain management: A practical guide for clinicians (American Academy of Pain Management). p. 29. 
  83. Stevens, Bonnie; Yamada, Janet; Ohlsson, Arne; Haliburton, Sarah; Shorkey, Allyson; Yamada, Janet (2016). "Sucrose for analgesia in newborn infants undergoing painful procedures". Cochrane Database of Systematic Reviews 7: CD001069. PMID 27420164. doi:10.1002/14651858.CD001069.pub5. 
  84. Lasky, RE; van Drongelen, W (2010-10-09). "Is sucrose an effective analgesic for newborn babies?". Lancet 376 (9748): 1201–3. PMID 20817245. doi:10.1016/S0140-6736(10)61358-X. 
  85. Harrison, D; Stevens, B; Bueno; M. "(June 2010). "Efficacy of sweet solutions for analgesia in infants between 1 and 12 months of age: a systematic review"". Arch. Dis. Child 95 (6): 406–13. PMID 20463370. doi:10.1136/adc.2009.174227. 
  86. Williams, KD; Forgas, JP; von Hippel, W. The social outcast: Ostracism, social exclusion, rejection, and bullying. New York: Cambridge University Press. pp. 109–127.  อ้างอิง Eisenberger, NI; Lieberman (2005). "Why it hurts to be left out: The neurocognitive overlap between physical and social pain" (PDF). Archived from the original on 2012-02-29. 
  87. Vlaeyen, JW; Morley, S (2005). Cognitive-behavioral treatments for chronic pain: what works for whom? 21 (1). pp. 1–8. PMID 15599126. doi:10.1097/00002508-200501000-00001. 
  88. Ost, LG (2014-10). "The efficacy of Acceptance and Commitment Therapy: an updated systematic review and meta-analysis.". Behaviour research and therapy 61: 105–21. PMID 25193001. doi:10.1016/j.brat.2014.07.018. 
  89. doi:10.1080/00029157.2008.10401640
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand [1]
  90. Elkins, G; Jensen, MP; Jensen, DR; Patterson (2007). "Hypnotherapy for the management of chronic pain". International Journal of Clinical and Experimental Hypnosis 55 (3): 283. PMC 2752362. PMID 17558718. doi:10.1080/00207140701338621. 
  91. Astin, JA (1998). "Why patients use alternative medicine: Results of a national study". Journal of the American Medical Association 279 (19): 1548–1553. PMID 9605899. doi:10.1001/jama.279.19.1548. 
  92. Madsen, MV; Gøtzsche, PC; Hróbjartsson, A (2009). "Acupuncture treatment for pain: systematic review of randomised clinical trials with acupuncture, placebo acupuncture, and no acupuncture groups". BMJ 338: a3115. PMC 2769056. PMID 19174438. doi:10.1136/bmj.a3115. 
  93. Chiu, HY; Hsieh, YJ; Tsai, PS (2016-02-07). "Systematic review and meta-analysis of acupuncture to reduce cancer-related pain". Eur J Cancer Care. PMID 26853524. doi:10.1111/ecc.12457. สืบค้นเมื่อ 2016-03-09. 
  94. Chang, S-C; Hsu, C-H; Hsu, C-K; Yang, SS-D; Chang, S-J (2016). "The efficacy of acupuncture in managing patients with chronic prostatitis/chronic pelvic pain syndrome: A systemic review and meta-analysis". Neurourol Urodyn. PMID 26741647. doi:10.1002/nau.22958. 
  95. Ji, M; Wang, X; Chen, M; Shen, Y; Zhang, X; Yang, J (2015). "The Efficacy of Acupuncture for the Treatment of Sciatica: A Systematic Review and Meta-Analysis". Evid Based Complement Alternat Med 2015: 192808. PMC 4575738. PMID 26425130. doi:10.1155/2015/192808. 
  96. Gagnier, JJ; Oltean, H; van Tulder, MW; Berman, BM; Bombardier, C; Robbins, CB (2016). "Herbal Medicine for Low Back Pain: A Cochrane Review". Spine 41 (2): 116–33. PMID 26630428. doi:10.1097/BRS.0000000000001310. 
  97. Straube, S; Moore, R Andrew; Derry, S; McQuay, HJ (2009). "Vitamin D and chronic pain". Pain 141 (1): 10–13. PMID 19084336. doi:10.1016/j.pain.2008.11.010. 
  98. Assendelft, WJJ; Morton, SC; Yu, EI; Suttorp, MJ; Shekelle, PG (2004). "Spinal manipulative therapy for low back pain". Cochrane Database Syst Rev (1): CD000447. PMID 14973958. doi:10.1002/14651858.CD000447.pub2. 
  99. Cordell, WH; Keene, KK; Giles, BK; Jones, JB; Jones, JH; Brizendine, EJ (2002). "The high prevalence of pain in emergency medical care". American Journal of Emergency Medicine 20 (3): 165–9. PMID 11992334. doi:10.1053/ajem.2002.32643. 
  100. Hasselström, J; Liu-Palmgren, J; Rasjö-Wrååk, G (2002). "Prevalence of pain in general practice". Eur J Pain 6 (5): 375–85. PMID 12160512. doi:10.1016/S1090-3801(02)00025-3. 
  101. Abu-Saad Huijer, H (2010). "Chronic pain: a review". J Med Liban 58 (1): 21–7. PMID 20358856. 
  102. Smith, AK; Cenzer, IS; Knight, SJ; Puntillo, KA; Widera, E; Williams, BA; Boscardin, WJ; Covinsky, KE (November 2010). "The epidemiology of pain during the last 2 years of life". Annals of Internal Medicine 153 (9): 563–9. PMC 3150170. PMID 21041575. doi:10.7326/0003-4819-153-9-201011020-00005. 
  103. Perquin, CW,; Hazebroek-Kampschreur, AA; Hunfeld, JA; Bohnen, AM; van Suijlekom-Smit, LW; Passchier, J; van der Wouden, JC (July 2000). "Pain in children and adolescents: a common experience". Pain 87 (1): 51–8. PMID 10863045. doi:10.1016/S0304-3959(00)00269-4. 
  104. Rey, R (1995). The history of pain. Cambridge: Harvard University Press. ISBN 9780674399686. 
  105. Morris, DR (1991). The culture of pain. Berkeley: University of California Press. ISBN 9780520082762. 
  106. Backshall, Steve (2008-01-06). "Bitten by the Amazon". London: The Sunday Times. 
  107. 107.0 107.1 Working party of the Nuffield Council on Bioethics (2005). "The ethics of research involving animals. London: Nuffield Council on Bioethics." (PDF). Archived from the original on 2008-06-25. 
  108. Rollin, BE (June 2007). "Animal research: a moral science. Talking Point on the use of animals in scientific research". EMBO Reports 8 (6): 521–5. PMC 2002540. PMID 17545990. doi:10.1038/sj.embor.7400996. 
  109. 109.0 109.1 Rollin, B (1989). The Unheeded Cry: Animal Consciousness, Animal Pain, and Science. New York: Oxford University Press. pp. xii, 117–118.  cited in Carbone 2004, p. 150.
  110. Griffin, DR; Speck, GB (January 2004). "New evidence of animal consciousness". Anim Cogn 7 (1): 5–18. PMID 14658059. doi:10.1007/s10071-003-0203-x. 
  111. Allen, C (January 1998). "Assessing animal cognition: ethological and philosophical perspectives". J. Anim. Sci. 76 (1): 42–7. PMID 9464883. 
  112. 112.0 112.1 Sherwin, C.M. (2001). "Can invertebrates suffer? Or, how robust is argument-by-analogy?". Animal Welfare. 10 (supplement): S103–S118. 
  113. Lockwood, JA (1987). "The Moral Standing of Insects and the Ethics of Extinction". The Florida Entomologist 70 (1): 70–89. JSTOR 3495093. doi:10.2307/3495093. 
  114. DeGrazia, D; Rowan, A (1991). "Pain, suffering, and anxiety in animals and humans". Theoretical Medicine and Bioethics 12 (3): 193–211. PMID 1754965. doi:10.1007/BF00489606. 
  115. Abbott, FV; Franklin, KB; Westbrook, RF (January 1995). "The formalin test: scoring properties of the first and second phases of the pain response in rats". Pain 60 (1): 91–102. PMID 7715946. doi:10.1016/0304-3959(94)00095-V. 
  116. "Do Invertebrates Feel Pain?". The Senate Standing Committee on Legal and Constitutional Affairs, The Parliament of Canada Web Site. Archived from the original on 2010-01-06. สืบค้นเมื่อ 2008-06-11. 
  117. Smith, JA (1991). "A Question of Pain in Invertebrates". Institute for laboratory animal research journal 33: 1–2. 
  118. Eisemann, CH; Jorgensen, WK; Merritt, DJ; Rice, MJ; Cribb, BW; Webb, PD; Zalucki, MP (1984). "Do insects feel pain? A biological view". Experientia 40: 164–167. doi:10.1007/BF01963580. 
  119. Tracey, WD; Wilson, RI; Laurent, G; Benzer, S (April 2003). "painless, a Drosophila gene essential for nociception". Cell 113 (2): 261–73. PMID 12705873. doi:10.1016/S0092-8674(03)00272-1. Archived from the original on 2005-10-29. 
  120. Sukhdeo, M. V. K. (1994-01-01). Parasites and Behaviour. Cambridge University Press. ISBN 9780521485425. 
  121. 121.0 121.1 Sømme, L (2005). Sentience and pain in invertebrates: Report to Norwegian Scientific Committee for Food Safety. Oslo: Norwegian University of Life Sciences. 
  122. 122.0 122.1 Cephalopods and decapod crustaceans: their capacity to experience pain and suffering. Advocates for Animals. 2005. Archived from the original on 2008-04-06. 
  123. Viñuela-Fernández, I; Jones, E; Welsh, EM; Fleetwood-Walker, SM (September 2007). "Pain mechanisms and their implication for the management of pain in farm and companion animals". Vet. J. 174 (2): 227–39. PMID 17553712. doi:10.1016/j.tvjl.2007.02.002. 
  124. Lewis, Charlton T; Short, Charles. "poena". A Latin Dictionary (on Perseus Digital Library). 
  125. Liddell, Henry George; Scott, Robert. "ποινή". A Greek-English Lexicon, on Perseus Digital Library. Archived from the original on 2011-05-13. 
  126. "pain". Online Etymology Dictionary. 

อ้างอิงอื่น ๆ[แก้]

  • Basbaum, Allan I; Jessell, Thomas M (2013). "24 - Pain". In Kandel, Eric R; Schwartz, James H; Jessell, Thomas M; Siegelbaum, Steven A; Hudspeth, AJ. Principles of Neural Science (5th ed.). United State of America: McGraw-Hill. pp. 530–555. ISBN 978-0-07-139011-8. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]