ปลาทิลาเพีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ปลานิล (Oreochromis niloticus) เป็นปลาทิลาเพียที่เป็นที่รู้จักกันดี
ปริมาณการประมงปลาทิลาเพีย (เป็นตัน) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระหว่างปี ค.ศ. 1950–2009[1]

ปลาทิลาเพีย[2] (อังกฤษ: Tilapia, /tɪˈlɑːpiə/ ti-lah-pee-ə) เป็นชื่อสามัญของปลาน้ำจืดจำนวนมากนับร้อยชนิด จำพวกปลาหมอสี ในเผ่าปลาทิลาเพีย (โดยสกุลที่สำคัญ ได้แก่ Oreochromis,[3] Sarotherodon[4] และ Tilapia)[5] พบกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในทวีปแอฟริกา โดยเป็นปลาที่พบได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆ เช่น หนอง, บึง, ทะเลสาบ, แม่น้ำ, เขื่อนกักเก็บน้ำต่าง ๆ มีประโยชน์เป็นปลาเศรษฐกิจสำหรับการบริโภคกันมาอย่างยาวนาน

ปลาทิลาเพียปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณด้วยเป็นตัวอักษรไฮเออโรกลีฟ
K1
ตามบัญชีสัญลักษณ์ของการ์ดิเนอร์

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ คำว่า Tilapia เป็นรูปภาษาละตินของคำว่า thiape ในภาษาสวานา แปลว่า "ปลา"[6] และกลายมาเป็นชื่อสกุลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1840 โดยแอนดรูว์ สมิท นักสัตววิทยาชาวสกอต และใช้เป็นชื่อสกุลของปลาน้ำจืดหลายชนิดมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งมีการจำแนกออกเป็นสกุลใหม่ ๆ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980[2] แต่ปัจจุบัน ได้มีการจำแนกใหม่จนเหลือเพียงแค่ 4 ชนิด โดยการวิเคราะห์ทางดีเอ็นเอในปี ค.ศ. 2013[7]

ปัจจุบัน ปลาทิลาเพียเป็นปลาเศรษฐกิจน้ำจืดที่มีความสำคัญมากระดับโลก มีการนำเข้าและเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เช่น ปลานิล (Oreochromis niloticus) ในประเทศไทย ที่ถูกนำเข้ามาเมื่อปี ค.ศ. 1965 จนได้มีการพัฒนาเป็นสายพันธุ์ต่าง ๆ มากมายจากชนิดพันธุ์ดั้งเดิม เช่น ปลานิลจิตรลดา, ปลานิลแดง, ปลาทับทิม หรือปลานิลซูเปอร์เมล นับเป็นปลาน้ำจืดลำดับต้น ๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในประเทศ[8]การเพาะพันธุ์ปลานิลในประเทศไทยเริ่มมีการบันทึกสถิติในปี ค.ศ. 1974 นับจากนั้นมา ปลานิลหน้าฟาร์มได้สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 107,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตปลานิลไม่น้อยกว่า 220,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหน้าฟาร์ม 12,000 ล้านบาท ปลานิลยังเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการส่งออกที่มีศักยภาพสูงกว่าปลาชนิดอื่น ในปี ค.ศ. 2006 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่า ประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลได้เป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชีย รองลงมาจากประเทศจีน, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย[9]

และบางชนิดได้ถูกนำเข้ามาในฐานะปลาสวยงาม เช่น ปลาหมอบัตเตอร์ (Heterotilapia buttikoferi)[10] และด้วยความที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้ง่าย จึงกลายมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศต่าง ๆ[11] ในฐานะชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย[11] รวมถึงประเทศไทย[8]

เนื้อปลาทิลาเพียมีประโยชน์ทางโภชนาการ มีสารอาหารประเภทโอเมกา3 ในสัดส่วนที่น้อยกว่าโอเมกา6 และในทางการแพทย์ ในเชิงศัลยกรรมยังสามารถนำเกล็ดมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บริโภคประเภทคอลลาเจนที่มีราคาถูกที่สุดในบรรดาคอลลาเจนที่สกัดจากปลาทั้งหมดได้อีกด้วย แม้ว่าราคาจะถูก แต่อาจเป็นคอลลาเจนที่มีความปลอดภัยต่ำ เนื่องจากในกระบวนการสกัดคอลลาเจนจากเกล็ดปลาต้องมีความระวังในเรื่องอาจมีสารคลอรีนตกค้างจากการใช้กรดไฮโดรคลอริคเพื่อละลายเกล็ดที่มีความแข็ง นอกจากนี้แล้วยังดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้น้อยกว่าคอลลาเจนที่สกัดจากผิวของปลาทะเลน้ำลึก โดยเฉพาะปลาผิวขาว เช่น ปลาค็อด (Cod)[12]

แต่เนื่องจากมีราคาถูกเพราะสกัดจากเกล็ดปลาเหลือทิ้ง ผู้ขายจึงนิยมนำคอลลาเจนจากเกล็ดปลาธิราเพียร์มาใช้ในวงกว้าง เพราะต้นทุนที่ต่ำ และผู้ผลิตบางราย ในไทยยังมีการกล่าวอ้างข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงว่า มีปริมาณสาร คอลลาเจนจากเกล็ดปลาธิราเพียร์มีปริมาณโพรลีน (Proline) และ ไฮดรอกซีโพรลีน (Hydroxy Proline) สูงมากกว่าปลาทะลอีกด้วย โดยปราศจากผลงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ แม้ว่าจะมีการนำโลโก้ของผู้ผลิตคอลลาเจนของญี่ปุ่น Wellnex[13] และ Nitta[14] มาใช้ แต่เมื่อตรวจสอบที่เว็บไซต์ของwellnex[13]Nitta[14] แล้วกลับไม่พบผลงานวิจัยตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งบริษัท Wellnex และ Nitta เองยังสกัดคอลลาเจนจากปลาทะเล มิได้สกัดคอลลาเจนจากปลาธิราเพียร์แต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ขายบางรายในไทยยังมีการกล่าวอ้างว่าเป็นผลการวิจัยของ"มหาวิทยาลัย" แต่กลับไม่ระบุชื่อมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ดังนั้นผู้บริโภค จึงควรใช้วิจารณญาณในการเลือกรับประทานอย่างรอบคอบ

ทั้งเกล็ดและหนังปลาทิลาเพียยังนำมาประยุกต์ใช้รักษาแผลผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้หรือไฟลวกได้ดีอีกด้วย โดยมีการทดลองใช้ครั้งแรกในประเทศบราซิล โดยสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 2 ปี[15]

ในเคนยา ได้มีการใช้ปลาทิลาเพียในการกินลูกน้ำเพื่อการควบคุมและกำจัดยุงซึ่งเป็นพาหนะของโรคมาเลเรีย[16]

อ้างอิง[แก้]

  1. Fisheries and Aquaculture Department Statistics UN Food and Agriculture Department
  2. 2.0 2.1 สมโภชน์ อัคคะทวีวัฒน์. สาระน่ารู้ ปลาน้ำจืดไทย เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2547. 257 หน้า. หน้า 160. ISBN 974-00-8738-8
  3. "Oreochromis". ระบบข้อมูลการจำแนกพันธุ์แบบบูรณาการ. 
  4. "Sarotherodon". ระบบข้อมูลการจำแนกพันธุ์แบบบูรณาการ. 
  5. "Tilapia". ระบบข้อมูลการจำแนกพันธุ์แบบบูรณาการ. 
  6. Chapman, Frank A. (July 1992). "Culture of Hybrid Tilapia: A Reference Profile". Circular 1051. University of Florida, Institute of Food and Agricultural Sciences. สืบค้นเมื่อ 2007-08-17. 
  7. Dunz, A.R., and Schliewen, U.K. (2013). Molecular phylogeny and revised classification of the haplotilapiine cichlid fishes formerly referred to as “Tilapia”. Molecular Phylogenetics and Evolution, online 29 March 2013. doi:10.1016/j.ympev.2013.03.015
  8. 8.0 8.1 ชวลิต วิทยานนท์. ปลาน้ำจืดไทย. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์, 2544. 116 หน้า. หน้า 100. ISBN 9744726555
  9. หน้า 8 ข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐ, ในหลวงผู้ทรงงานหนักตลอดการครองราชย์ 70 ปี โดย ทีมเศรษฐกิจ. ไทยรัฐปีที่ 67 ฉบับที่ 21356: วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก
  10. "Keeping Tilapia in Aquariums". Tilapia. AC Tropical Fish. 2008. สืบค้นเมื่อ 2009-01-19. 
  11. 11.0 11.1 "Tilapia". Department of Agriculture, Fisheries and Forestry. 
  12. https://www.ncik.org/collagen/
  13. 13.0 13.1 http://wellnex-collagen.com/what-is-collagen/
  14. 14.0 14.1 https://www.nitta-gelatin.co.jp/en/index.html
  15. "ตะลึง! แพทย์บราซิลใช้หนังปลานิล รักษาคนไข้ไฟไหม้ ทดลองใช้กับคนไข้แล้วกว่า 50 คน". เวอร์จินเรดิโอ. 2016-12-29. สืบค้นเมื่อ 2017-05-28. 
  16. Petr, T (2000). "Interactions between fish and aquatic macrophytes in inland waters. A review.". FAO Fisheries Technical Papers 396. 

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]