ปลาตกเบ็ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ปลาตกเบ็ด
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: 130–0Ma
ตั้งแต่ ครีเทเชียส – ปัจจุบัน
Humpback anglerfish.png
ปลาตกเบ็ดหลังค่อม, Melanocetus johnsonii
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
ชั้นย่อย: Neopterygii
ชั้นฐาน: Teleostei
อันดับใหญ่: Acanthopterygii
อันดับ: Lophiiformes
Garman, 1899
ชื่อพ้อง

Pediculati

ปลาตกเบ็ด (อังกฤษ: anglerfish) หรือ ปลาแองเกลอร์ คือปลาทะเลลึกอยู่ในชั้นปลากระดูกแข็ง คำว่า แองเกลอร์ (Angler) นั้นมีความหมายว่า ผู้ตกปลา [1] อันเป็นรูปแบบการล่าเหยื่อของมัน พวกมันมีสายพันธุ์มากกว่า 200 ชนิด สามารถพบได้ทั่วโลกบริเวณน้ำเขตร้อนตื้น ๆ บริเวณไหล่ทวีปจนถึงทะเลลึก[2]

นอกจากจะมีติ่งเนื่อเรืองแสงที่คล้ายเบ็ดตกปลาไว้ใช่ในการล่อเหยือแล้วมันยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือกรณีเพศสัณฐานของปรสิตเพศชายที่จะรวมตัวกันกับตัวเมีย[3]

วิวัฒนาการ[แก้]

จากการศึกษาเกี่ยวกับยีนของปลาตกเบ็ดชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายในระยะเวลาสั้น ๆ ตั้งแต่ต้นกำเนิดในยุดครีเทเชียสระหว่าง 130-100 ล้านปีก่อน[4]

พวกมันมีการวิวัฒนาการให้มีรูปร่างแตกต่างจากปลาชนิดอื่นคือการเปลี่ยนแปลงครีบหน้าของมันให้มีลักษณะคล้ายเบ็ดตกปลาที่มีติ่งเนื้อไว้ใช้ในการล่อเหยือซึ่งการวิวัฒนาการมีมาตั้งแต่ยุคครีเทเชียสและยังคงรูปร่างเดิมแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน[5]

พวกมันมีสีแตกต่างกันจากสีเทาเข้มถึงน้ำตาลเข้มปลาที่กินเนื้อเป็นอาหารเหล่านี้มีหัวขนาดมหึมาที่มีรูปร่างขนาดใหญ่มีปากเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวยาวเต็มไปด้วยฟันเขี้ยวด้านในเพื่อใช้ในการงับเหยือและมีติ่งเนื่อเรืองแสงที่คล้ายเบ็ดตกปลาซึ่งเอาไว้ใช่ในการล่อเหยือ ความยาวของพวกมันมีความยาวประมาณ 20 ซม. (8.0 นิ้ว) ถึง 1 เมตร (3 ฟุต) น้ำหนัก 45 กิโลกรัม (100 ปอนด์)[6]

การจัดหมวดหมู่[แก้]

(A) Centrophryne spinulosa, 136 ม.ม.
(B) Cryptopsaras couesii, 34.5 ม.ม.
(C) Himantolophus appelii, 124 ม.ม.
(D) Diceratias trilobus, 86 ม.ม.
(E) Bufoceratias wedli, 96 ม.ม.
(F) Bufoceratias shaoi, 101 ม.ม.
(G) Melanocetus eustalus, 93 ม.ม.
(H) Lasiognathus amphirhamphus, 157 ม.ม.
(I) Thaumatichthys binghami, 83 ม.ม.
(J) Chaenophryne quasiramifera, 157 ม.ม. .

มีหน่วยย่อยดังต่อไปนี้[7][8][3]

ลักษณะ[แก้]

ตัวเมีย[แก้]

ปลาตกเบ็ดนั้นมีขนาดตัวที่ไม่ใหญ่มากมีรูปร่างที่ค่อนข้างกลมมันมีหัวขนาดใหญ่และปลากว้างมีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยฟันคมหลายซี่เรียงรายออกมานอกปากทำให้มันปิดปากได้ไม่สนิท แต่บางชนิดก็สามารถปิดปากได้สนิด ส่วนใหญ่มีครีบที่เล็กและสั้นแต่ก็บางชนิดเช่นปลาปีศาจครีบพัดที่มีครีบที่ค่อนข้างใหญ่และยาว

พวกมันยังมีการวิวัฒนาการให้มีครีบหน้าที่สามารถทำหน้าที่ในการล่อเหยื่อได้ สายพันธุ์ปลาตกเบ็ดส่วนใหญ่จะมีคันเบ็ดตกปลาที่ด้านบนหัวหรือเรียกอีกอย่างว่า (illicium ที่แปลว่า "คันเบ็ด") และจะมีอวัยวะที่เรืองแสงที่เรียกว่าติ่งเนื้อเรืองแสงหรือ (esca) บนยอดของคันเบ็ด ซึ่งเป็นอวัยวะที่ได้รับการตั้งสมุมติฐานว่าเอาไวใช่ในการล่อเหยื่อหรือดึงดูดเหยือของพวกมันให้เข้ามาใกล้พอเพื่อที่พวกมันจะสามารถหุบเหยือได้และในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดของทะเลลึก มันก็ยังทำหน้าที่ในการเรียกความสนใจจากเพศผู้ต่อเพศเมียเพื่ออำนวยความสะดวกในการผสมพันธุ์อีกด้วย[10]

แหล่งกำเนิดแสงของติ่งเนื้อเรืองแสง(esca)นั้นคือแบคทีเรียวิบริโอ ฟิสเชอรีหรือแบคทีเรียอื่นๆที่อาศัยอยู่รอบๆติ่งเนื้อเรืองแสง(esca)โดยอาจจะมีการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนนั้นเอง[11]

โดยทั่วไปปลาตกเบ็ดมักจะมี สีเทาเข้ม ถึง สีน้ำตาลเข้ม พวกปลาตกเบ็ดบางตัวนั้นอาจจะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ซึ่งอาจยาวได้ถึงถึง1เมตร (3.3 ฟุต)[12]ฟันทีแหลมคมของมันเอียงโน้มเข้าไปข้างในปากเพื่อไม่ให้เหยือสามารถหลบหนีได้อีกทั้งมันยังสามารถกินเหยื่อขนาดใหญ่ได้มากกว่าตัวเองถึง2เท่าเนื่องจากขากรรไกรและกระเพาะอาหารของมันนั้นมีกระดูกขนาดบางและสามารถยืดหยุนได้ดี[13]

ตัวผู้[แก้]

พวกมันมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียเกือบ 40 เท่าไม่มีคันเบ็ดไวใช้ในการล่อเหยื่อ สิ่งที่พวกมันสนใจมีเพียงแค่การหาคู่ ไม่ใช่การล่าเหยื่อ พวกมันจะใช้ตาของพวกมันที่มีขนาดใหญ่มองหาที่เหมาะสมและอาจจะพบตัวเมียและใช้รูจมูกขนาดใหญ่ตามกลิ่นฟีโรโมนของตัวเมีย[14][15]

พฤติกรรม[แก้]

การว่ายน้ำและการรักษาพลังงาน[แก้]

ในปีพ. ศ. 2548 ใกล้มอนเทอร์เรย์แคลิฟอร์เนียที่ระดับความลึก 1,474 เมตรROV ได้ถ่ายวีดีโอปลาตกเบ็ดเป็นเวลา24นาทีจากการสังเกตพบว่าพวกมันจะลอยไปเรื่อยๆตามกระแสน้ำซึ่งคิดเป็น74%ของวีดีโอทั้งหมดซึ่งการที่มันลอยเคว้งไปตามกระแสน้ำนี่เชื่อว่าเป็นการประหยัดพลังงานอย่างหนึ่งเนื่องจากทะเลลึกเหยื่อนั้นเป็นสิ่งที่หายากจึงใช้พลังงานอย่าจำกัด และเมื่อเข้าไปใกล้มันๆจะว่ายน้ำถอยออกไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อถ่ายต่อจะพบว่ามันว่ายน้ำด้วยความเร็ว0.24เมตรต่อวินาที[16] [17]

การล่า[แก้]

โครงกระดูกปลามังค์สายพันธุ์หนึ่งของปลาตกเบ็ด

ชื่อ "ปลาตกเบ็ด" มาจากลักษณะของวิธีการกินสัตว์ ปลาตกเบ็ดโดยทั่วไปจะมีเส้นใยยาวอย่างน้อยหนึ่งเส้นงอกขึ้นมาจากกลางศีรษะเรียกว่าคันเบ็ด(illicium) ซึ่งมันคือส่วนของกระดูกสันหลังและด้านบนของคันเบ็ด(illicium) นี่จะมีติ่งเนื่อเรืองแสง(esca)อยู่บนยอดและเมือหยุดการเจริญเติบโตติ่งเนื่อเรืองแสง(esca)ที่ผิดปกตินั้นจะสามารถเคลื่อนที่ได้ทุกทิศทาง ปลาตกเบ็ดสามารถกระดิกติ่งเนื่อเรืองแสง(esca) เพื่อให้มันคล้ายกับเหยื่อ

ปลาทะเลลึกนั้นจะปล่อยแสงจาก esca ของพวกมันเพื่อดึงดูดเหยื่อการเรืองแสงนี้เป็นผลมาจาก symbiosis กับแบคทีเรีย กลไกที่ใช้ในการควบคุมของพวกมันนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่นักวิจัยคาดการณ์ว่าแบคทีเรียจะเข้าสู่ esca ผ่านรูขุมขนขนาดเล็กจากน้ำทะเล เมื่ออยู่ภายในพวกมันคูณจนเกิดความหนาแน่นของพวกมันจนเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการเรืองแสงที่สว่างสดใส[18]

จากการศึกษาตรวจสอบกระเพาะอาหารของปลาตกเบ็ดนั้นจะเป็นปลาที่กินเหยือบริเวณหน้าดินคือ กุ้งและปลา teleost เหยื่อที่พบบ่อยที่สุดคือกุ้ง pandalid จากการตรวจสอบพบว่า 52% กระเพาะของปลาพวกนี้จะไม่มีเหยือจึงคาดว่าพวกมันเป็นพวกผู้บริโภคพลังงานต่ำ[19]

การสืบพันธุ์[แก้]

ปลาตกเบ็ดเพศผู้สามตัวกำลังรวมกันเป็นหนึ่งกับตัวเมีย

ในทะเลลึกนั้นการพบเจอคู่นั้นเป็นเรื่องที่ยากและปลาตกเบ็ดนั้นก็ประสบปัญหานี่ด้วยเช่นกัน จากการสุ่มจับปลาตกเบ็ดมานั้นทั้งหมดเป็นเพศหญิงซึ่งมีหลายตัวที่มีติ่งเนื้อข้างตัวซึ่งมันคือปรสิตซึ่งเกิดจากการที่เพศผู้รวมกันเป็นหนึ่งกับเพศเมียจึงพบว่าพวกมันระบบการผสมพันธุ์ที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่งของปลาตกเบ็ด[3]

การสืบพันธุ์แบบปรสิต[แก้]

จากการศึกษาพบว่าเมื่อเพศผู้เจริญเติบโตขึ้นมามันจะไม่เคยมีพัฒนาการอย่างครบถ้วนเหมือนเพศเมียดังนั้นพวกมันจึงไม่เคยโตเต็มวัยเมื่อแรกเกิดเพศชายมีการพัฒนาอวัยวะรับกลิ่นมาเป็นอย่างดีเพื่อตรวจจับกลิ่นในน้ำ เพศผู้บางชนิดยังพัฒนาสายตาเป็นอย่างดีและมีความเชี่ยวชาญสูงเพื่อช่วยในการระบุคู่ครองในสภาพแวดล้อมที่มืดมิด เพศผู้ตัวนั้นมีชีวิตอยู่แต่เพียงเพื่อการค้นหาและผสมพันธุ์กับตัวเมีย[3]

มันมีขนาดเล็กกว่าปลาตัวเมียและอาจมีปัญหาในการหาอาหารในทะเลลึก นอกจากนี้การเจริญเติบโตของช่องทางเดินอาหารของเพศผู้จะกลายเป็นแคระแกรนและป้องกันไม่ให้อาหารเข้า มันมีปากที่ไม่เหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการจับเหยื่อ คุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้หมายความว่าเพศผู้จะต้องหาปลาตัวเล็กๆกินเพื่อที่มันจะได้ไม่อดตาย อวัยวะในการรับกลิ่นเป็นอวัยวะที่สำคัญช่วยให้เพศผู้ตรวจพบฟีโรโมนที่บอกถึงความใกล้เคียงของปลาเพศเมียอย่างไรก็ตามเพศผู้บางตัวอาจมีตาที่ไม่เหมาะสำหรับการระบุตัวเมียและมีจมูกมีด้อยกว่าทำให้พวกมันไม่สามารถหาเพศหญิงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกลิ่น[20]

เมื่อตัวผู้พบตัวเมียมันจะกัดผิวของตัวเมียและปล่อยเอนไซม์ที่ย่อยสลายผิวปากและร่างของตัวเองเพื่อหลอมรวมเข้ากับตัวเมียที่ระดับเส้นเลือด ตัวผู้จะพึ่งพาตัวเมียเพื่อความอยู่รอดโดยรับสารอาหารผ่านทางระบบไหลเวียนโลหิตที่ใช้ร่วมกันและจะให้ตัวอสุจิกับตัวเมียในทางกลับกัน หลังจากการหลอมรวมกันตัวผู้จะเพิ่มปริมาณและกลายเป็นญาติที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเมียที่มีชีวิตอิสระ ตัวผู้จะอาศัยอยู่และยังคงดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่ตัวเมียมีชีวิตอยู่และสามารถมีส่วนร่วมในหลายเรื่องนี้ทำให้แน่ใจได้ว่าเมื่อเพศหญิงมีเพศสัมพันธ์มันพร้อมที่จะวางไข่ของเธอมีลูกทันที เพศชายตัวสามารถอยู่รวมในเพศหญิงตัวเดี่ยวได้ถึงแปดตัวและตัวผู้ในบางสายพันธุ์อาจจะมีได้แค่เพศผู้ตัว1ต่อตัวเมียตัว1[3]

การสืบพันธุ์แบบปกติ[แก้]

การที่มีเพศผู้เป็นปรสิตไม่ได้เป็นวิธีเดียวในการสืบพันธุ์ของปลาตกเบ็ดในความเป็นจริงหลายสปีชีส์เช่น ปลากบ, Himantolophidae, Diceratiidae และ Gigantactinidae[21] ซึงเพศเมียในบางส่วนของสายพันธุ์เหล่านี้มีรังไข่ขนาดใหญ่ที่พัฒนาแล้วและตัวเมียที่โตเต็มวัยจะมีอัณฑะขนาดใหญ่อนู่ซึ่งนักวิจัยแนะนำว่าตัวตนทางเพศเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในระหว่างสิ่งที่แนบมาทางเพศชั่วคราวซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหลอมเหลวของเนื้อเยื่อ เพศผู้ในสายพันธุ์เหล่านี้มีฟันแคบที่มีประสิทธิภาพในการล่าสัตว์สูงกว่าสายพันธุ์ที่เป็นปรสิต[21]

คำอธิบายสำหรับการวิวัฒนาการของปรสิตทางเพศอีกอย่างคือความหนาแน่นค่อนข้างต่ำของเพศหญิงในสภาพแวดล้อมใต้ทะเลลึกโอกาสน้อยมากสำหรับคู่เลือกระหว่างปลาตกเบ็ด ตัวเมียยังคงมีขนาดใหญ่เพื่อรองรับความอุดมสมบูรณ์เนื่องจากมีรังไข่และไข่ที่ใหญ่ เพศชายคาดว่าจะลดลงเพื่อลดต้นทุนการเผาผลาญพลังงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยแต่จะพัฒนาความสามารถในการหาเพศเมีย ถ้าเพศผู้สามารถหาเพศเมียได้นั้นมีแนวโน้มที่จะปรับปรุงสมรรถภาพในการผสมพันธุ์ให้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโอกาสในการออกไข่ในอนาคตมันจะมีประโยชน์มากเนื่องจากตัวอสุจิของชายสามารถใช้ในการปฏิสนธิได้หลายครั้งในขณะที่เพศผู้ยังอยู่ด้วยกันเสมอพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ทุกเมื่อ [22]

ยกตัวอย่างเช่นการวางไข่ของปลาตกเบ็ดของสกุลปลามังค์ซึ่งประกอบด้วยแผ่นบาง ๆ ของวัสดุวุ้นใส 25 เซนติเมตร และกว้างกว่า 10 เมตร (33 ฟุต) ไข่ที่อยู่ในแผ่นนี้จะอยู่ในชั้นเดียวกันแต่ละชั้นมีโพรงของตัวเอง มันจะวางไข่ตรงบริเวณที่พวกมันเลือก เพื่อให้ตัวอ่อนมีอิสระในการว่ายน้ำและมีครีบอุ้งเชิงกรานยืดออกเป็นเส้นใย แผ่นไข่ดังกล่าวนั้นหาได้ยากในหมู่ปลาทั่วไป[3]

ภัยคุกคาม[แก้]

ตระกูลปลามังค์เป็นที่สนใจทางการค้าและการประมงในทวีปยุโรป,ทวีปอเมริกาเหนือ,ทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชียตะวันออก โดยในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือหางของปลามังค์หรือเรียกอีกอย่างว่าgoosefish นั้น มีการนำมาทำอาหารกันอย่างแพร่หลายและมักถูกนำมาเปรียบเทียบกับกุ้งมังกรในด้านรสชาติและเนื้อสัมผัส ส่วนในเอเชียตะวันออกนั้นปลามังค์ถูนำมาทำอาหารอย่างแพร่หลายเช่นกันโดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่นตับของปลามังค์ถูกเรียกว่า ankimo ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะและมีชื่อเสียงมาก [23][24][25]

เส้นเวลา[แก้]

ปลาตกเบ็ดปรากฏในบันทึกของฟอสซิลดังนี้[26]

QuaternaryNeogenePaleogeneHolocenePleist.Plio.MioceneOligoceneEocenePaleoceneChaunaxDibranchusOgcocephalusAntennariusBrachionichthysLophiusQuaternaryNeogenePaleogeneHolocenePleist.Plio.MioceneOligoceneEocenePaleocene

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ชื่อปลาตกเบ็ด
  2. ปลาตกเบ็ด
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 Pietsch, Theodore W. (25 August 2005). "Dimorphism, parasitism, and sex revisited: modes of reproduction among deep-sea ceratioid anglerfishes (Teleostei: Lophiiformes)". Ichthyological Research. 52 (3): 207–236. doi:10.1007/s10228-005-0286-2.
  4. Miya, M.; T. Pietsch; J. Orr; R. Arnold; T. Satoh; A. Shedlock; H. Ho; M. Shimazaki; M. Yabe (2010). "Evolutionary history of anglerfishes (Teleostei: Lophiiformes): a mitogenomic perspective". BMC Evolutionary Biology. 10: 58. doi:10.1186/1471-2148-10-58. PMC 2836326. PMID 20178642.
  5. Miya, M.; T. Pietsch; J. Orr; R. Arnold; T. Satoh; A. Shedlock; H. Ho; M. Shimazaki; M. Yabe (2010). "Evolutionary history of anglerfishes (Teleostei: Lophiiformes): a mitogenomic perspective". BMC Evolutionary Biology. 10: 58. doi:10.1186/1471-2148-10-58. PMC 2836326. PMID 20178642.
  6. "Anglerfish". deepseacreatures.org. สืบค้นเมื่อ 17 October 2012.
  7. Joseph S. Nelson. Fishes of the World. John Wiley & Sons. ISBN 0-471-54713-1.
  8. Theodore W. Pietsch (2009). Oceanic Anglerfishes: Extraordinary Diversity in the Deep Sea. University of California Press. ISBN 978-0-520-25542-5.
  9. 9.0 9.1 Boschma's frogfish and the four-armed frogfish are included in the Antennariidae in ITIS.
  10. ปลาตกเบ็ด
  11. O'Day, William T. (1974). Bacterial Luminescence in the Deep-Sea Anglerfish (PDF). LA: Natural History Museum of Los Angeles County.
  12. ขนาดปลาตกเบ็ด
  13. ปลาตกเบ็ด
  14. ตัวผู้
  15. http://subpayhera.blogspot.com/2013/12/blog-post.html ตัวผู้]
  16. Luck, Daniel Garcia; Pietsch, Theodore W. (4 June 2008). "Observations of a Deep-sea Ceratioid Anglerfish of the Genus Oneirodes (Lophiiformes: Oneirodidae)". Copeia. 2008 (2): 446–451. doi:10.1643/CE-07-075.
  17. Moore, Jon A. (31 December 2001). "Upside-Down Swimming Behavior in a Whipnose Anglerfish (Teleostei: Ceratioidei: Gigantactinidae)". Copeia. 4. 2002: 1144–1146. doi:10.1643/0045-8511(2002)002[1144:udsbia]2.0.co;2. JSTOR 1448539.
  18. Piper, Ross (2007), Extraordinary Animals: An Encyclopedia of Curious and Unusual Animals, Greenwood Press.
  19. Espinoza, Mario; Ingo Wehrtmann (2008). "Stomach content analyses of the threadfin anglerfish Lophiodes spilurus (Lophiiformes: Lophiidae) associated with deepwater shrimp fisheries from the central Pacific of Costa Rica". Revista de Biología Tropical. 4. 56. doi:10.15517/rbt.v56i4.5772. สืบค้นเมื่อ 4 October 2013.
  20. Gould, Stephen Jay (1983). Hen's Teeth and Horse's Toes. New York: W. W. Norton & Company. p. 30. ISBN 0-393-01716-8. ceratioid males develop gigantic nostrils...relative to body size, some ceratioids have larger nasal organs than any other vertebrate
  21. 21.0 21.1 Pietsch, Theodore W. (8 March 1972). "A Review of the Monotypic Deep-Sea Anglerfish Family Centrophrynidae: Taxonomy, Distribution and Osteology". Copeia. 1972 (1): 17–47. doi:10.2307/1442779. JSTOR 1442779.
  22. Miya, Masaki; Pietsch, Theodore W; Orr, James W; Arnold, Rachel J; Satoh, Takashi P; Shedlock, Andrew M; Ho, Hsuan-Ching; Shimazaki, Mitsuomi; Yabe, Mamoru; Nishida, Mutsumi (1 January 2010). "Evolutionary history of anglerfishes (Teleostei: Lophiiformes): a mitogenomic perspective". BMC Evolutionary Biology. 10 (1): 58. doi:10.1186/1471-2148-10-58. PMC 2836326. PMID 20178642.
  23. "Goosefish". All the Sea. สืบค้นเมื่อ April 20, 2012.
  24. Greenpeace International Seafood Red list
  25. . 20 August 2010 https://web.archive.org/web/20100820000000/http://www.greenpeace.org/international/seafood/red-list-of-species. Missing or empty |title= (help)
  26. Sepkoski, Jack (2002). "A compendium of fossil marine animal genera". Bulletins of American Paleontology. 364: 560. Archived from the original on 23 July 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-05-17.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]