ปริภูมิแบบยุคลิด

ปริภูมิแบบยุคลิด (อังกฤษ: Euclidean space) คือปริภูมิพื้นฐานในเรขาคณิตที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแบบจำลองแทนปริภูมิแบบกายภาพ เดิมทีในหนังสืออิลิเมนส์ของยุคลิด ปริภูมิแบบยุคลิดหมายถึงปริภูมิสามมิติของเรขาคณิตแบบยุคลิด แต่ในคณิตศาสตร์สมัยใหม่ คำว่าปริภูมิแบบยุคลิดได้ขยายไปครอบคลุมปริภูมิที่มีมิติ n เป็นจำนวนเต็มบวกใด ๆ โดยอาจเรียกว่า ปริภูมิแบบยุคลิด n มิติ เมื่อต้องการระบุจำนวนมิติอย่างเจาะจง[1] สำหรับกรณีที่ n เท่ากับหนึ่งหรือสอง มักจะเรียกกันทั่วไปว่า เส้นตรง และระนาบตามลำดับ การเติมคำว่ายุคลิดเข้าไปก็เพื่อแยกแยะปริภูมิเหล่านี้ออกจากปริภูมิอื่น ๆ ที่นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์สมัยใหม่ได้นำมาพิจารณาในภายหลัง
กลุ่มนักเรขาคณิตชาวกรีกโบราณได้นำเสนอปริภูมิแบบยุคลิดขึ้นมาเพื่อสร้างแบบจำลองแทนปริภูมิทางกายภาพ งานของพวกเขาได้ถูกรวบรวมโดยนักคณิตศาสตร์ชาวกรีกโบราณที่ชื่อยุคลิดไว้ในตำราอิลิเมนส์[2] ความโดดเด่นอย่างยิ่งของตำราเล่มนี้คือการนำคุณสมบัติทั้งหมดของปริภูมิมาพิสูจน์ให้เห็นเป็นทฤษฎีบท โดยเริ่มจากคุณสมบัติพื้นฐานเพียงไม่กี่ข้อที่เรียกว่า สัจพจน์ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ถือว่าชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว (เช่น มีเส้นตรงเพียงเส้นเดียวเท่านั้นที่ลากผ่านจุดสองจุดได้) หรือเป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ (เช่น สัจพจน์เส้นขนาน)
หลังจากที่มีการริเริ่มเรขาคณิตนอกแบบยุคลิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 สัจพจน์ดั้งเดิมก็ได้ถูกนำมาปรับปรุงให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อกำหนดนิยามของปริภูมิแบบยุคลิดผ่านทฤษฎีสัจพจน์ นอกจากนี้ ยังมีอีกนิยามหนึ่งของปริภูมิแบบยุคลิดที่ใช้แนวคิดของปริภูมิเวกเตอร์และพีชคณิตเชิงเส้นซึ่งได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสมมูลกันกับนิยามเชิงสัจพจน์ และนิยามแบบนี้เองที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมากกว่าในคณิตศาสตร์สมัยใหม่[3] ไม่ว่าจะนิยามด้วยวิธีใดก็ตาม ปริภูมิแบบยุคลิดจะประกอบด้วยจุด ซึ่งถูกกำหนดขึ้นจากคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมีเพื่อให้สามารถประกอบกันเป็นปริภูมิแบบยุคลิดได้เท่านั้น
โดยพื้นฐานแล้ว ปริภูมิแบบยุคลิดมีเพียงหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละมิติ กล่าวคือปริภูมิยูคลิดทั้งหมดที่มีมิติเท่ากันจะสมสัณฐานกัน ดังนั้น โดยปกติแล้ว เราจึงสามารถทำงานกับปริภูมิแบบยุคลิดจำเพาะ ซึ่งใช้สัญลักษณ์แทนด้วย หรือ และสามารถแสดงแทนได้โดยใช้พิกัดคาร์ทีเซียนในรูปของปริภูมิ ซึ่งมีผลคูณจุดมาตรฐานกำหนดอยู่
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Solomentsev 2001.
- ↑ Ball 1960, pp. 50–62.
- ↑ Berger 1987.