ปราสาทแอนิก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ปราสาทแอนิก

Alnwick Castle

Alnwick Castle 02.jpg
ปราสาทแอนิก
ปราสาท
เจ้าของ ดยุคแห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์
ปีสร้าง คริสต์ศตวรรษที่ 11
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
ที่ตั้ง เมืองแอนิก นอร์ทัมเบอร์แลนด์
ประเทศ ประเทศอังกฤษ
พิกัด 55°24′57″N 1°42′22″W / 55.41575°N 1.70607°W / 55.41575; -1.70607
รายชื่อ: ปราสาท / พระราชวัง / วัง

ปราสาทแอนิก (อังกฤษ: Alnwick Castle) เป็นปราสาทซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแอนิก เทศมณฑลนอร์ธัมเบอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ และเป็นที่พำนักของดยุคแห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์

ปราสาทถูกสร้างขึ้นหลังการพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มันและกลายเป็นป้อมปราการชายแดนที่มีความสำคัญ นอกกำแพงปราสาทเคยเกิดการต่อสู้ขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกนำไปสู่การสิ้นพระชนม์ของพระเจ้ามัลคอล์มที่ 3 แห่งสกอตแลนด์ในปี ค.ศ. 1093 และครั้งที่สองนำไปสู่การจับกุมตัวพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งสกอตแลนด์ในปี ค.ศ. 1174 ปราสาทถูกพระราชทานให้แก่ตระกูลเพอร์ซีอันทรงอำนาจในคริสต์ศตวรรษที่ 14 และปัจจุบันยังคงเป็นทรัพย์สมบัติในครอบครองของลูกหลานตระกูลเพอร์ซี

ปราสาทหลังแรก[แก้]

บิสไบรท์ ทีซอน ชาวแองโกล-แซกซันซึ่งเป็นเจ้าของเดิมของแอนิกในช่วงก่อนการพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มันถูกชาวนอร์มันริบที่ดินและยกให้แก่กีลแบร์ เดอ เตสซง คนถือธงประจำพระองค์ของพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิตในสมรภูมิเฮสติงส์ ปี ค.ศ. 1066 กีลแบร์ได้สร้างปราสาทเนินโครงสร้างไม้ขึ้นบนที่ดินดังกล่าวเพื่อใช้ในการควบคุมเส้นทางใหญ่สายเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการสัญจรระหว่างเหนือใต้ อันเป็นที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแอน

สมรภูมิแอนิกครั้งที่ 1 ปี ค.ศ. 1093[แก้]

อนุสรณ์แสดงจุดสิ้นพระชนม์ของพระเจ้ามัลคอล์มที่ 3 แห่งสกอตแลนด์ซึ่งถูกปลงพระชนม์ในสมรภูมิแอนิกครั้งที่ 1 ปี ค.ศ. 1093

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1093 ได้มีการทำสมรภูมิแอนิกครั้งที่ 1 นอกกำแพงปราสาท ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนพระเจ้ามัลคอล์มที่ 3 แห่งสกอตแลนด์ได้บุกตอนเหนือของอังกฤษด้วยหวังที่จะแย่งชิงการควบคุมนอร์ธัมเบอร์แลนด์มาจากพระเจ้าวิลเลียมที่ 2 หลังการสู้รบในที่กว้าง กองทัพของพระเจ้ามัลคอล์มได้เดินทางมาถึงปราสาทแอนิกในอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤศจิกายนและทำการปิดล้อมป้อมปราสาทปราการ โรเบิร์ต เดอ มาวบราย ผู้แทนของกษัตริย์อังกฤษได้รวบรวมกองกำลังเล็ก ๆ ที่ปราสาทแบมบะระและเดินทัพมาช่วยแอนิก แม้จะด้อยกว่าในด้านกำลังพล แต่โรเบิร์ตมาถึงโดยที่ชาวสกอตไม่ทันตั้งตัว พระเจ้ามัลคอล์มถูกปลงพระชนม์ในการต่อสู้ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

อีฟ เดอ เวสซี[แก้]

ในปี ค.ศ. 1095 โรเบิร์ต เดอ มาวบรายก่อกบฏต่อพระเจ้าวิลเลียมที่ 2 กีลแบร์ เดอ เตสซง บริวารของมาวบรายที่ซาบซึ้งกับการช่วยเหลือจากมาวบรายในช่วงการรุกรานของชาวสกอตเมื่อสองปีก่อนเข้าร่วมก่อกบฏด้วย ทว่าการปฏิวัติล้มเหลว กองทัพของกษัตริย์ถูกส่งขึ้นเหนือเพื่อมาปราบมาวบราย เขาถูกปิดล้อมในปราสาทแบมบะระและหนีไปปราสาทไทน์เมาธ์ แต่หลังจากนั้นก็ถูกจับกุมตัวและถูกริบดินแดน เตสซงเองก็ถูกริบดินแดนเช่นกัน ปราสาทแอนิกจึงตกอยู่ในการครอบครองของกษัตริย์ ในปี ค.ศ. 1096 พระเจ้าวิลเลียมที่ 2 ได้พระราชทานปราสาทให้แก่อีฟ เดอ เวสซีที่ได้ทำการปรับปรุงปราสาทใหม่ แม้จะยังคงเนินดินและโครงสร้างไม้ของป้อมปราการไว้ แต่เขาได้ปรับปรุงสิ่งก่อสร้างใหม่ด้วยการเพิ่มสนามอีกสองแห่งทางตะวันออกและตะวันตก วิลเลียม บุตรชายของเขา และยูสตาซ หลานชายของเขาได้ปรับปรุงปราสาทเพิ่มด้วยการสร้างบางส่วนขึ้นมาใหม่โดยเปลี่ยนจากไม้เป็นหิน

ยุคอนาธิปไตย[แก้]

หลังพระเจ้าเฮนรีที่ 1 สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1135 ได้เกิดสงครามแย่งชิงบัลลังก์ขึ้นระหว่างมาทิลดา ผู้เป็นพระราชธิดา กับสตีเฟน ผู้เป็นพระภาคิไนย อังกฤษตกอยู่ในสงครามกลางเมืองซึ่งเรียกกันว่ายุคอนาธิปไตยและพระเจ้าเดวิด กษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ได้ฉวยโอกาสในจังหวะนี้ สตีเฟนได้รับการสวมมงกุฎกษัตริย์ในวันคริสต์มาสของปี ค.ศ. 1135 และเพื่อเป็นการตอบโต้ พระเจ้าเดวิดได้เริ่มการบ่อนทำลายตอนเหนือของอังกฤษซึ่นกินเวลาหลายปีโดยอ้างว่าทำเพื่อสนับสนุนมาทิลดา การเรืองอำนาจในตอนเหนือของพระเจ้าเดวิดมั่นคงขึ้นเมื่อพระองค์ปรับปรุงป้อมปราการชายแดนของปราสาทคาร์ไลล์ และในปี ค.ศ. 1141 พระองค์ได้ตำแหน่งบิชอปแห่งเดอแรมมาอยู่ในการควบคุม ความทะเยอทะยานของพระองค์ถึงจุดจบที่สมรภูมิสแตนดาร์ดในปี ค.ศ. 1138 ซึ่งต่อสู้กันในคาวตันมอร์ ใกล้กับนอร์แธลเลอร์ตัน กองทัพของพระองค์พบกับความปราชัย แต่นอร์ธัมเบอร์แลนด์ยังคงอยู่ในมือของชาวสกอต และในยุคนี้เองที่มีการแบ่งพรมแดนโดยใช้แนวแม่น้ำทีส

สมรภูมิแอนิกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1174[แก้]

ยุคอนาธิปไตยจบลงด้วยการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 พระโอรสของมาทิลดา พระองค์ทำการกอบกู้อำนาจของกษัตริย์กลับคืนมาหลังตกอยู่ในสงครามความขัดแย้งภายในเป็นเวลาหลายปี ในปี ค.ศ. 1157 เคาน์ตีทางเหนือได้กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของกษัตริย์ ซึ่งสร้างความข่มขื่นให้แก่ชาวสกอต ในปี ค.ศ. 1165 พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ พระองค์รีบหาทางกอบกู้อาณาเขตที่เสียไปกลับคืนมา เมื่อการทูตล้มเหลว พระเจ้าวิลเลียมมองหาทางอื่นและในปี ค.ศ. 1173 ทรงร่วมในการก่อกบฏของเฮนรียุวกษัตริย์ กษัตริย์สกอตบุกตอนเหนือของอังกฤษในปี ค.ศ. 1173 และโจมตีปราสาทแอนิกกับป้อมปราการอื่น ๆ ในนอร์ธัมเบอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสู้รบ ทว่าพระเจ้าวิลเลียมเป็นแม่ทัพที่ไร้ฝีมือและแอนิกสามารถต้านทานการโจมตีของพระองค์ได้ ปีต่อมาพระเจ้าวิลเลียมทำการบุกและปิดล้อมปราสาทแอนิกอีกครั้ง กองกำลังปลดปล่อยขนาดเล็กของชาวอังกฤษซึ่งนำโดยรานูล์ฟ เดอ แกลนวิลล์เคลื่อนพลมาจากนิวคาสเซิล เข้าโจมตีชาวสกอตที่สมรภูมิแอนิกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1174 ซึ่งเป็นการกระทบกระทั่งกันมากกว่าการทำสมรภูมิ องครักษ์ของกษัตริย์พ่ายแพ้ต่อการโจมตีของชาวอังกฤษและพระเจ้าวิลเลียมถูกจับกุมตัว

การก่อกบฏ[แก้]

ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 12 และ 13 ปราสาทแอนิกยังคงอยู่ในมือของตระกูลเวสซี ต่อมาในปี ค.ศ. 1215 ยูสตาซ เดอ เวสซี เจ้าของปราสาทได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในบารอนที่ลงนามบังคับใช้แม็กนาคาร์ตา เรื่องนี้บวกกับเรื่องที่เขาถวายความเคารพแก่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งสกอตแลนด์ทำให้เขาขัดแย้งกับพระเจ้าจอห์นที่ได้สั่งให้ทำลายและเผาปราสาท หลังพระเจ้าจอห์นสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1216 ตระกูลกลับมาเป็นคนโปรดของกษัตริย์อีกครั้ง แต่เมื่อจอห์น เดอ เวสซีให้การสนับสนุนการก่อกบฏซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสงครามบารอนครั้งที่ 2 เขาถูกริบปราสาทเป็นการชั่วคราว ปราสาทต้านทานการโจมตีได้ดีมาโดยตลอดและในปี ค.ศ. 1297 มันสามารถต้านทานการโจมตีของวิลเลียม วอลเลส ซึ่งได้ใจจากการคว้าชัยในสมรภูมิสเตอริงบริดจ์ในปี ค.ศ. 1297 และพยายามทำสงครามกับอังกฤษ เมื่อสายเพศชายของตระกูลเวสซีสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1297 ทรัพย์สมบัติถูกพระราชทานให้แก่แอนโธนี เบก บิชอปแห่งเดอแรม

ตระกูลเพอร์ซี[แก้]

ตัวตึกหลักของปราสาทที่ถูกปรับปรุงใหม่หลังเฮนรี เดอ เพอร์ซีได้รับปราสาทมาในปี ค.ศ. 1309

ในปี ค.ศ. 1309 ปราสาทถูกซื้อไปโดยเฮนรี เดอ เพอร์ซี (ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเอิร์ลและดยุคแห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์) จากตระกูลซึ่งสืบเชื้อสายมาจากวิลเลียม เดอ เพอร์ซี (กีโยม เดอ แปซี) อัศวินนอร์มันผู้ให้การสนับสนุนพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ในการบุกอังกฤษ วิลเลียมทำหน้าที่ดูแลนอร์ม็องดีในช่วงที่พระเจ้าวิลเลียมไม่อยู่ แต่ได้เดินทางมาอังกฤษในปี ค.ศ. 1067 และได้รับรางวัลเป็นที่ดินใหญ่ใจกลางยอร์กเชอร์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตระกูลขยายการครอบครองที่ดินและหลังจากได้แอนิกมา เฮนรี เดอ เพอร์ซีได้ทำการเปลี่ยนแปลงปราสาทให้เหมาะสมกับสถานะของตน เขาปรับปรุงและสร้างป้อมปราการตรงกลางขึ้นซึ่งเป็นการสร้างตัวตึกหลักขึ้นมาใหม่ ทว่าเขาแทบไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความสำเร็จเมื่อในปี ค.ศ. 1314 เขาต้องขี่ม้าขึ้นเหนือไปพร้อมกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 เพื่อตีปราสาทสเตอริงในการสู้รบซึ่งเป็นการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของอังกฤษในสมรภูมิแบนน็อกเบิร์น เฮนรีถูกกองทัพสกอตแลนด์จับกุมตัวไปเรียกค่าไถ่ เขาเสียชีวิตในปีนั้นระหว่างกำลังเดินทางกลับแอนิก

สงครามชายแดน[แก้]

หลังแบนน็อกเบิร์น นอร์ธัมเบิร์แลนด์ประสบกับความยากลำบาก โรเบิร์ต เดอะ บรูซนำกองทัพเข้าสู่เคาน์ตีเพื่อบีบอังกฤษให้ยอมรับเอกราชของสกอตแลนด์ การบริหารบ้านเมืองที่อ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ไม่สามารถกำราบชาวสกอตได้ โรเจอร์ มอร์ติเมอร์ เอิร์ลแห่งมาร์ชที่ขึ้นบริหารบ้านเมืองแทนได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกปี ค.ศ. 1328 แต่เมื่อเขาถูกล้มล้างอำนาจ สงครามก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวแอนิกตกอยู่ในภาวะวิกฤตเนื่องจากเป็นฐานที่มั่นในการปฏิบัติการ ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นในปี ค.ศ. 1346 เมื่อเฮนรี เพอร์ซี เจ้าของปราสาทในขณะนั้นบัญชาการปีกขวาของกองทัพอังกฤษในสมรภูมิเนวิลล์ครอส ซึ่งพระเจ้าเดวิดที่ 2 ประสบกับความปราชัยและถูกจับกุมตัว

ยุคการปกครองของฝ่ายแลงคัสเตอร์[แก้]

ในปี ค.ศ. 1399 เฮนรี โบลิงโบรก ซึ่งมีตระกูลเพอร์ซีให้การสนับสนุน ได้ปลดพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ออกจากตำแหน่งและขึ้นเป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 4 ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเฮนรี เพอร์ซีได้ขัดแย้งกับกษัตริย์คนใหม่และก่อกบฏต่อพระองค์ การปฏิวัติถูกปราบปรามที่สมรภูมิชูร์วสบรีปี ค.ศ. 1403 เฮนรีถูกปิดล้อมอยู่ในปราสาทแอนิก ภายใต้การคุกคามด้วยการยิงปืนใหญ่กองทัพของกษัตริย์บีบปราสาทให้ยอมจำนนได้ หลังจากนั้นปราสาทถูกริบและกลับไปอยู่ในการครอบครองของกษัตริย์จนกระทั่งพระเจ้าเฮนรีที่ 4 ได้พระราชทานคืนให้แก่ตระกูลเพอร์ซีในปี ค.ศ. 1413

กำแพงเมือง[แก้]

ชาวสกอตยังคงโจมตีนอร์ธัมเบอร์แลนด์อย่างต่อเนื่องตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 14 และ 15 โดยเมืองแอนิกถูกโจมตีและเผาทำลายในปี ค.ศ. 1424 หลังประสบความสำเร็จในการวิ่งเต้นโน้มน้าวพระเจ้าเฮนรีที่ 6 เมืองได้รับพระราชทานใบอนุญาตก่อสร้างกำแพงเมืองในปี ค.ศ. 1433 และกลายเป็นหนึ่งในสองเมืองในนอร์ทัมเบอร์แลนด์ที่ทำได้ (อีกเมืองหนึ่งคือเบอริคอัพออนทวีด) ทว่าต้องใช้เวลานานในการรวบรวมเงินทุนและกว่าจะได้เริ่มลงมือก่อสร้างกำแพงก็ในคริสต์ทศวรรษ 1470 ระหว่างการก่อสร้างแอนิกถูกชาวสกอตโจมตีอีกครั้งในปี ค.ศ. 1448

สงครามดอกกุหลาบ[แก้]

ในช่วงสงครามดอกกุหลาบตระกูลเพอร์ซีให้การสนับสนุนฝ่ายแลงคัสเตอร์และปราสาทแอนิกเป็นหนึ่งในสี่ปราสาทที่ใช้ในการป้องกันชายแดนตะวันออก (อีกสามปราสาท คือ ปราสาทแบมบะระ, ปราสาทดันสแตนบะระ และปราสาทวอร์เคิร์ธ) และใช้ในการนำเข้ากองกำลังเสริมจากสกอตแลนด์ ทว่าปราสาทแอนิกยอมจำนนต่อฝ่ายยอร์กหลังพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ได้ชัยชนะเด็ดขาดที่สมรภูมิทาวตันปี ค.ศ. 1461 แม้การต่อต้านจะยังคงหลงเหลืออยู่และปราสาทถูกเปลี่ยนมือหลายครั้ง แต่ตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1461 ถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1462, ฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 1462 ถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1463 และเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1463 ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1464 ปราสาทอยู่ในการครอบครองของฝ่ายสนับสนุนแลงคัสเตอร์ ในปี ค.ศ. 1469 ปราสาทกลับมาอยู่ในการครอบครองของตระกูลเพอร์ซีอีกครั้ง

การเสื่อมลง[แก้]

เจ้าของปราสาทแอนิกในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 คือทอมัส เพอร์ซี เอิร์ลที่ 7 แห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์ ที่แม้จะเป็นชาวคาทอลิกแต่ก็เป็นคนโปรดของพระราชินีซึ่งเป็นชาวโปรเตสแตนต์ แต่ต่อมาก็ถูกลดบทบาทลงเมื่อพระราชินีทำการปฏิรูปศาสนา ในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 1569 ทอมัสเข้าร่วมการปลุกระดมทางเหนือเพื่อต่อต้านพระราชินีเอลิซาเบธ หลังประสบความปราชัยเขาได้หนีไปสกอตแลนด์ ทว่าพระเจ้าเจมส์ที่ 6 กษัตริย์โปรเตสแตนต์แห่งสกอตแลนด์ได้ขายเอิร์ลผู้ถูกขับไล่ออกจากประเทศคืนให้แก่อังกฤษและในปี ค.ศ. 1572 เขาถูกประหารชีวิตที่ยอร์ก ยศศักดิ์และทรัพย์สินของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปราสาทแอนิก ตกเป็นของเฮนรีผู้เป็นน้องชาย ทว่าเขาไม่ได้โปรดปรานแอนิกและอาศัยอยู่ที่ปราสาทวอร์เคิร์ธเป็นหลัก ปราสาทแอนิกจึงถูกทิ้งร้างและปล่อยปละละเลย

การรวมเข้ากับราชบัลลังก์[แก้]

บอนด์เกต ประตูเมืองเพียงแห่งเดียวที่ยังคงสภาพดั้งเดิม

หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ในปี ค.ศ. 1603 ราชบัลลังก์อังกฤษและสกอตแลนด์รวมเข้าด้วยกันเมื่อพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์สืบทอดราชบัลลังก์อังกฤษ (ในชื่อพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ) ในช่วงนั้นแอนิกเจริญก้าวหน้าจากการค้าขายอันรุ่งเรืองตามเส้นทางใหญ่ทางเหนือ ปราสาทกลายเป็นที่มั่นชายแดนซึ่งไม่มีความจำเป็น ในยุคนั้นกำแพงเมืองกลายเป็นส่วนเกิน ภายหลังจึงถูกรื้อเอาหินไปใช้ในโครงการอื่น มีเพียงประตูตะวันออก (หรือหอคอนบอนด์เกต) ที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากใช้เป็นคุกคุมขังนักโทษ

พระราชวังกอทิก[แก้]

ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1750 แอนิกมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อฮิวจ์ เพอร์ซี เอิร์ลแห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์ใช้ปราสาทเป็นที่พักอาศัยหลัก เขาได้มอบหมายให้เจมส์ เพน ต่อด้วยโรเบิร์ต อาดัม ปรับโฉมปราสาทใหม่เป็นที่พักอันโอ่อ่าตามแบบสถาปัตยกรรมกอทิก ทว่าปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อัลเจอร์นอน เพอร์ซี ดยุคที่ 4 แห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์ได้มอบหมายให้เปลี่ยนปราสาทอีกครั้งโดยรื้อส่วนดัดแปลงทิ้งควบคู่กับการเปลี่ยนสิ่งก่อสร้างเป็นปราสาทยุคกลางแนววิคตอเรีย การปรับปรุงสร้างผลดีแก่ปราสาทที่กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมในการถ่ายทำละครและภาพยนตร์ เช่น

ภาพยนตร์

ละคร

  • แบล็ดแอดเดอร์ (ค.ศ. 1983)
  • สตาร์ เทรค: เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน (ค.ศ. 1991)
  • ไอแวนโฮ (ค.ศ. 1997)
  • เดอะ เวอร์จิน ควีน (ค.ศ. 2005)
  • เดอะ ฮอลโลว์ คราวน์ (ค.ศ. 2012)
  • ดาวน์ตันแอบบีย์ (ค.ศ. 2014/2015)

อ้างอิง[แก้]