ปราสาทนครบาชัย
| ปราสาทนครบาชัย ប្រាសាទនគរបាជ័យ | |
|---|---|
| ศาสนา | |
| ศาสนา | พุทธศาสนามหายาน |
| ที่ตั้ง | |
| ที่ตั้ง | ตำบลอำพิล อำเภอกำปงเสียม จังหวัดกำปงจาม |
| ประเทศ | |
| สถาปัตยกรรม | |
| ประเภท | แบบบายน |
| ผู้ก่อตั้ง | พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 |
| เสร็จสมบูรณ์ | ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 |
ปราสาทนครบาชัย (เขมร: ប្រាសាទនគរបាជ័យ) เป็นปราสาทเขมรโบราณ ตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงจาม ประเทศกัมพูชา สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ตามศิลปะแบบบายน เพื่ออุทิศแด่พุทธศาสนามหายาน
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
[แก้]ปราสาทนครบาชัยตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงจาม ห่างจากตัวเมืองกำปงจามประมาณ 2 กิโลเมตร และห่างจากกรุงพนมเปญรวมระยะทางประมาณ 122 กิโลเมตร ปราสาทนี้อยู่ในตำบลอำพิล อำเภอกำปงเสียม จังหวัดกำปงจาม สร้างขึ้นโดยพระมหาวีรกษัตริย์พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13 ตามรูปแบบศิลปะแบบบายน ภายในบริเวณปราสาทมีเสาเพชรสูงตั้งค้ำยันทับหลังของปราสาทไว้อย่างแข็งแรง ส่วนประตูทั้งสี่ทิศของปราสาทซึ่งขนาบด้วยกำแพงต่าง ๆ ก็ยังแข็งแรงดี ไม่มีการทรุดโทรม แนวคิดเดิมของการสร้างปราสาทนี้คืออุทิศให้แก่พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ จนถึงปัจจุบันสภาพของปราสาทยังแข็งแรงดีมาก เหมาะแก่การมาเที่ยวชม อีกทั้งยังหลงเหลือแผ่นศิลาจารึกตลอดจนภาพสลักต่าง ๆ ที่ยังคงอยู่ในสภาพเดิมทั้งหมด ส่วนสิ่งก่อสร้างพระวิหารทางพระพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นภายหลังสมัยพระนคร ก็ยังอยู่ในสภาพดีตามรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิมเช่นกัน
สถาปัตยกรรม
[แก้]ปราสาทนครบาชัยเป็นปราสาทโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่ออุทิศแด่พุทธศาสนามหายาน ปัจจุบันปราสาทนี้สูญเสียรูปทรงเดิมไปเกือบทั้งหมด ผังของปราสาทมีขนาดประมาณ 500 x 500 เมตร มีกำแพงล้อมสามชั้น และมีโคปุระ (ซุ้มประตู) ขนาดใหญ่ครบทั้งสี่ทิศ ทางเข้าที่ใช้ได้คือโคปุระด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือ ส่วนด้านทิศใต้พังทลายไปมาก และด้านทิศตะวันตกเป็นทางไปสู่หมู่บ้านของชาวบ้าน กำแพงชั้นที่ 1 พังทลายและทรุดลงหลายแห่ง ส่วนกำแพงชั้นที่ 2 และ 3 ยังคงรูปทรงเดิมพอให้สังเกตได้ ภายในกำแพงชั้นที่ 2 มีสระน้ำเล็ก ๆ สองสระ ซึ่งปัจจุบันตื้นเขินและอาจแห้งขอดในอนาคต ตัวปราสาทที่อยู่ในกำแพงชั้นที่ 3 ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ ปราสาทนี้อยู่ในรูปแบบศิลปะแบบบายน แม้ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะทรงนับถือพุทธศาสนามหายาน แต่ก็ไม่มีปราสาทใดสร้างยอดแหลมเป็นเจดีย์เช่นนี้ ส่วนเจดีย์และวิหารที่อยู่ติดกับเจดีย์นี้สร้างขึ้นในสมัยหลัง ตัวปราสาทถูกรื้อและบูรณะปรางค์ประธานให้กลายเป็นเจดีย์ในรัชสมัยพระศรีสุคนธบท และพระเจ้าองค์จันทราชา เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16
ตำนาน
[แก้]ปราสาทนี้มีตำนานเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ อีกทั้งยังมีเจดีย์และศาลอนักตา (ตาผู้พิทักษ์) เป็นหลักฐานประกอบด้วย เรื่องนี้สรุปโดยย่อคือ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมีบุตรชายหนึ่งคน เมื่อพาบุตรไปอาบน้ำที่แม่น้ำ ได้เผลอปล่อยมือให้บุตรตกลงไปในน้ำ แต่จู่ ๆ ก็มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งคาบทารกนั้นไป ปลาตัวนั้นถูกชาวประมงจีนจับได้ แล้วนำไปถวายพระเจ้าแผ่นดินเพราะเห็นว่าเป็นปลาใหญ่ผิดปกติ เมื่อผ่าท้องปลากลับพบทารกนั้นยังมีชีวิต พระเจ้ากรุงจีนจึงทรงรับไว้เป็นบุตรบุญธรรม เมื่อกุมารนั้นเติบโตขึ้นมีสติปัญญาสูงและรูปงาม จึงทูลถามพระเจ้าแผ่นดินถึงประวัติเดิมของตน เมื่อทราบเรื่องทั้งหมดแล้วก็ทูลขอพระบิดาบุญธรรมกลับมาตามหาบิดามารดาผู้ให้กำเนิดที่แผ่นดินเขมร เมื่อมาถึงก็ไปขออาศัยอยู่กับมารดาผู้ให้กำเนิดโดยไม่รู้ นานวันเข้าจึงได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากับมารดาของตนเองโดยไม่รู้ ต่อมาเมื่อเจ้าพรหม (ชื่อของกุมารนั้น) ทราบความจริง ก็กราบขอขมาโทษจากมารดา ฝ่ายมารดาก็สั่งให้สร้างเจดีย์หนึ่งองค์เมื่อมารดาเสียชีวิต และให้สร้างรูปของบุตรไว้กราบไหว้เจดีย์ของมารดาเมื่อบุตรเสียชีวิตไปด้วย ให้ครบ 5000 ปี จึงจะพ้นจากกรรมเวรทั้งหลายนั้น เจ้าพรหมซึ่งมีความรู้สูงส่งจึงได้ขึ้นเป็นครูอาจารย์ในหมู่บ้านนั้น และได้สั่งให้เหล่าศิษย์สร้างตามคำสั่งของมารดา เมื่อถึงคราวที่เขาเสียชีวิต เหล่าศิษย์ก็สร้างรูปของเขาไว้กราบไหว้ไปยังเจดีย์นั้น และชื่อของเขาก็ถูกเรียกว่า "ตาพรหม" ส่วนมารดาถูกเรียกว่า "ยายเปา" มาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันภายในกำแพงชั้นที่ 2 มีวิหารปูนซีเมนต์หลังหนึ่งที่เรียกว่าวิหารยายเปา ส่วนวิหารตาพรหมอยู่ที่กำแพงชั้นที่หนึ่ง มีลักษณะผสมระหว่างแบบจีนและแบบเขมร ส่วนเจดีย์ที่ปรากฏในภาพคือเจดีย์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเจดีย์ยายเปานี้เอง
ลักษณะแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ในเขตที่ดินของปราสาทมีวัดถึงสองวัด วัดหนึ่งเรียกว่าวัดนครบาชัยนอก อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาท และอีกวัดหนึ่งคือวัดนครบาชัยใน อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาท ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าวัดทั้งสองนี้มีเจ้าอาวาสองค์เดียวกันหรือแยกกันสององค์ ทราบเพียงว่าซุ้มประตูทางเข้าวัดที่อยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 เขียนไว้ว่า "วัดนครบาชัย" โดยไม่ได้ระบุว่าในหรือนอก ตรงข้ามกับซุ้มประตูนั้น เพียงข้ามถนนแผ่นดินไป ก็จะเห็นสระน้ำโบราณขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ปัจจุบันเรียกว่าทนเลอุม สระนี้แห้งมานานแล้ว โดยเมื่อครั้งสมัยสังคมราษฎรนิยมมีการนำไปทำเป็นสนามแข่งม้า ต่อมาชาวบ้านที่นั่นได้นำดินในสระนี้ไปทำนา แต่บางครั้งเมื่อฝนตกหนักก็ยังเห็นมีน้ำขังอยู่มากเช่นกัน