ประชา บูรณธนิต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พลตำรวจโท ประชา บูรณธนิต
หัวหน้าพรรคอธิปัตย์
ดำรงตำแหน่ง
22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 – พ.ศ. 2519
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 16 สิงหาคม พ.ศ. 2446
จังหวัดนครราชสีมา
เสียชีวิต 4 มกราคม พ.ศ. 2529 (82 ปี)
พรรคการเมือง อธิปัตย์
ศาสนา พุทธ

พลตำรวจโท ประชา บูรณธนิต อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ อดีตหัวหน้าพรรคอธิปัตย์ เจ้าของฉายา "นายพลหนังเหนียว"[1][2]

ประวัติ[แก้]

พลตำรวจโท ประชา บูรณธณิต เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2446 เป็นชาวนครราชสีมา เป็นทายาทสายสกุลของเจ้าเมืองนครราชสีมา เข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจรเข้ นครปฐม รุ่น พ.ศ. 2465 จบหลักสูตรเป็นนายร้อยตำรวจปี พ.ศ. 2468

พลตำรวจโท ประชา ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคเส้นโลหิตหัวใจอุดตัน เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2529

การทำงาน[แก้]

ราชการตำรวจ[แก้]

พลตำรวจโท ประชา เคยรับราชการตำรวจ จนได้รับฉายาว่า "นายพลหนังเหนียว" เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้บังคับการตรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บังคับการตำรวจกองปราบปราม[3] สมัยนั้นมีเพียงกองบัญชาการเดียวดูแลพื้นที่ภูธรทั่วประเทศ

ผลงานที่ส่งผลให้พลตำรวจโท ประชา มีชื่อเสียงโด่งดังคือการปราบปรามเสือร้ายมากมาย เช่น เสือผาด เสือเจริญ เสือใบ ฯลฯ[4] การปะทะกับคนร้ายหลายครั้งที่ถึงขั้นต้องวิสามัญเป็นเหตุให้ท่านถูกคนร้ายยิงด้วยปืนหลายครั้งแต่ก็ไม่เข้าเป็นเพียงเขียวช้ำ จนได้รับฉายาว่านายพลหนังเหนียว เฉพาะคดีสำคัญที่ถูกบันทึกไว้เป็นประวัติดีเด่นของกรมตำรวจขณะนั้นมีจำนวน 42 เรื่อง ได้รับเกียรติเป็นนายพลอัศวิน แหวนเพชร คนแรกของกรมตำรวจในสมัยของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ท่านเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2506

พลตำรวจโท ประชา เป็นผู้ที่มีความสนใจในเรื่องพระเครื่อง[5][6] และเป็นนายตำรวจที่สนิทสนมกับพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์)[7]

งานการเมือง[แก้]

พลำตรวจโท ประชา ได้ร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2512 ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ได้ร่วมกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคน จัดตั้งพรรคอธิปัตย์ขึ้น อาทิ นางศิระ ปัทมาคม นายบุญเกิด หิรัญคำ[8] ส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2518 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักได้เพียง 2 ที่นั่ง และเขาเองก็ไม่ได้รับเลือกตั้ง

อ้างอิง[แก้]