ข้ามไปเนื้อหา

ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คำประกาศสิทธิของมนุษย์และของพลเมืองฉบับดั้งเดิม (1789–1791) *
  ความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโก
ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ภาพเขียนของบาร์บีเยร์ในราว ค.ศ. 1789
ประเทศ ฝรั่งเศส
ภูมิภาค **ยุโรปและอเมริกาเหนือ
อ้างอิง
ประวัติการขึ้นทะเบียน
ขึ้นทะเบียน2003/2546
* ชื่อตามที่ได้ขึ้นทะเบียนในบัญชีความทรงจำแห่งโลก
** ภูมิภาคที่จัดแบ่งโดยยูเนสโก

ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง (ฝรั่งเศส: Déclaration des droits de l'homme et du citoyen) ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติออกใน ค.ศ. 1789 นั้น เป็นเอกสารทางสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองจากสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส

ซีเยแย็ส นักบวช กับลาฟาแย็ต ขุนนาง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติทั้งคู่ ร่วมกันร่างประกาศนี้ขึ้นผ่านการปรึกษาหารือกับทอมัส เจฟเฟอร์สัน[1] สิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากหลักสิทธิตามธรรมชาตินั้น ได้รับการประกาศให้เป็นสิทธิสากล กล่าวคือ ใช้การได้ทุกที่ทุกเวลา ประกาศดังกล่าวกลายเป็นรากฐานของชาติบ้านเมืองที่เสรีชนได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันจากรัฐธรรมนูญ และยังได้รับการยกมาไว้ในตอนต้นของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสหลายฉบับ ประกาศนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากนักปรัชญายุคเรืองปัญญา และเป็นถ้อยแถลงสำคัญที่แสดงคุณค่าของการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งยังมีผลใหญ่หลวงต่อการพัฒนาความรู้ความเข้าใจของคนทั่วไปในยุโรปและทั่วโลกเกี่ยวกับเสรีภาพของปัจเจกบุคคลและประชาธิปไตย[2]

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ฉบับ ค.ศ. 1948 นั้น ได้รับอิทธิพลในหลาย ๆ ส่วนจากประกาศฉบับ ค.ศ. 1789 นี้ รวมถึงมหากฎบัตร ฉบับ ค.ศ. 1215, ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิ ฉบับ ค.ศ. 1689, คำประกาศอิสรภาพของสหรัฐ ฉบับ ค.ศ. 1776, และร่างรัฐบัญญัติของสหรัฐว่าด้วยสิทธิ ฉบับ ค.ศ. 1789[3]

ประวัติ

[แก้]

เนื้อหาส่วนใหญ่ในประกาศฉบับนี้เกิดขึ้นจากอุดมคติในยุคเรืองปัญญา[4] ต้นร่างหลัก ๆ นั้นมีผู้จัดทำ คือ ลาฟาแย็ต ซึ่งบางโอกาสได้ดำเนินการในเรื่องนี้ร่วมกับทอมัส เจฟเฟอร์สัน เพื่อนสนิท[5][6] ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1789 มีราโบ ขุนนางซึ่งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติอีกผู้หนึ่ง ได้มีบทบาทเป็นแกนกลางในการวางกรอบความคิดและยกร่างประกาศฉบับนี้[7]

ต้นร่างสุดท้ายที่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาตินั้น เป็นผลงานของคณะกรรมาธิการชุดที่ 6 ซึ่งมีซีเซเป็นประธาน เนื้อหามี 24 ข้อ แต่เมื่อผ่านการอภิปรายในสภาแล้ว เหลือ 17 ข้อ ข้อสุดท้ายได้รับมติยอมรับในวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1789 ซึ่งยังอยู่ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส และนับเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ[8][9]

ภายหลัง มีการจัดทำประกาศอย่างเดียวกันที่ขยายเนื้อหาออกหลายส่วน เช่น ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1793 แต่ฉบับนี้ไม่ได้รับมติยอมรับอย่างเป็นทางการ[10]

บริบททางปรัชญา

[แก้]

แนวคิดในประกาศนั้นมาจากหลักเรื่องหน้าที่ทางปรัชญาและทางการเมืองในยุคเรืองปัญญา เช่น หลักปัจเจกนิยม, สัญญาประชาคมที่รูโซเสนอทฤษฎี, และการแบ่งแยกอำนาจที่มงแต็สกีเยอสนับสนุน เนื้อหาในประกาศยังแสดงให้เห็นว่า ได้รับอิทธิพลอย่างยิ่งจากปรัชญาทางการเมืองแห่งยุคเรืองปัญญาและหลักสิทธิมนุษยชนชุดเดียวกับที่คำประกาศอิสรภาพของสหรัฐ (ออกใน ค.ศ. 1776) ได้รับ นอกจากนี้ ประกาศของฝรั่งเศสฉบับนี้โดยเนื้อแท้แล้วตั้งอยู่บน "กฎธรรมชาติแบบโลกวิสัย" กล่าวคือ ไม่ตั้งอยู่ในอำนาจหรือหลักการใด ๆ ในทางศาสนา ซึ่งแตกต่างจากทฤษฎีเรื่องกฎธรรมชาติแบบโบราณ[11]

ประกาศฉบับนี้กำหนดสิทธิสำหรับบุคคลเป็นรายบุคคลและสำหรับสาธารณชนโดยรวม ซึ่งระบุให้เป็นสิทธิสากล กล่าวคือ เป็นสิทธิที่ใช้การได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ แต่ ณ เวลาที่ออกประกาศนั้น สิทธิดังกล่าวมอบให้แก่มนุษย์เท่านั้น และเนื้อใหญ่ใจความยังเป็นการแถลงวิสัยทัศน์มากกว่าความเป็นจริง ทั้งยังไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างถึงแก่นไม่ว่าในฝรั่งเศสเองหรือในโลกตะวันตก และเนื่องจากประกาศนี้มีขึ้นในยุคสงครามและการปฏิวัติ จึงได้รับเสียงคัดค้านจากผู้ที่มองว่า การมีประชาธิปไตยและเปิดให้บุคคลมีสิทธิส่วนตนนั้นจะนำไปสู่ความวุ่นวายและแตกแยก[12]

เนื้อหา

[แก้]

ประกาศฉบับนี้ขึ้นต้นด้วยคำปรารภที่ระบุถึงลักษณะพื้นฐานของสิทธิว่า มีความเป็นธรรมชาติ ไม่อาจโอนให้กันได้ และมีความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังประกอบขึ้นจากหลักการที่เรียบง่ายแต่โต้เถียงหักล้างไม่ได้ ซึ่งเป็นหลักการที่พลเมืองสามารถใช้อ้างในการเรียกร้องต่าง ๆ ส่วนในตัวเนื้อหานั้นแสดงว่า สิทธิของบุคคลในทางธรรมชาติ ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับอายุความใด ๆ นั้น ได้แก่ เสรีภาพ ทรัพย์สิน ความมั่นคง และการต่อต้านการกดขี่ นอกจากนี้ ประกาศยังเรียกให้มีการล้มเลิกเอกสิทธิ์ต่าง ๆ ของชนชั้นสูง โดยระบุให้ยกเลิกระบอบศักดินาและการงดเว้นภาษีให้แก่ชนชั้นศักดินา และระบุถึงความเท่าเทียมกันในทางสิทธิและเสรีภาพของคนทุกคน รวมถึงระบุให้การเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ต้องตั้งอยู่บนความรู้ความสามารถ ให้จำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ ให้พลเมืองทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมกระบวนการในการบัญญัติกฎหมาย และมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนรับรองเสรีภาพของสื่อ และห้ามการจับกุมคุมขังผู้คนตามอำเภอใจ[13]

หลักสำคัญอีกประการหนึ่งที่ประกาศฉบับนี้ยืนยันถึง คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักเทวสิทธิ์ของกษัตริย์แต่โบราณ[14]

ถึงแม้ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1789 หญิงชาวฝรั่งเศสพากันเดินขบวนไปแวร์ซายเพื่อมอบหนังสือร้องเรียนต่อสมัชชาแห่งชาติให้ประกาศความเสมอภาคทางสิทธิมาถึงผู้หญิง แต่ที่สุดแล้ว ประกาศนี้รับรองสิทธิหลายอย่างให้เป็นของพลเมืองชายเท่านั้น[15]

ประกาศนี้ไม่ได้ให้ยุติความเป็นทาสตามที่สมาคมเพื่อนคนดำ (Société des amis des Noirs) วิ่งเต้น และแม้ประกาศจะไม่ได้ระบุถึงความเป็นทาสไว้อย่างชัดแจ้ง แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าทาสในแซ็ง-ดอแม็งก์ (Saint-Domingue) ลุกฮือขึ้นในการปฏิวัติเฮติ (Haitian Revolution) เมื่อ ค.ศ. 1791[16]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Fremont-Barnes, Gregory (2007). Encyclopedia of the Age of Political Revolutions and New Ideologies, 1760–1815. Greenwood. น. 190.
  2. ↑ Kopstein Kopstein (2000). Comparative Politics: Interests, Identities, and Institutions in a Changing Global Order. Cambridge UP. น. 72.
  3. ↑ Douglas K. Stevenson (1987), American Life and Institutions, Stuttgart (Germany), p. 34
  4. ↑ Lefebvre, Georges (2005). The Coming of the French Revolution. Princeton UP. น. 212.
  5. ↑ George Athan Billias, ed. (2009). American Constitutionalism Heard Round the World, 1776–1989: A Global Perspective. NYU Press. น. 92. {{cite book}}: |author= มีชื่อทั่วไป (วิธีใช้)
  6. ↑ Susan Dunn, Sister Revolutions: French Lightning, American Light (1999) pp. 143–45
  7. ↑ Keith Baker, "The Idea of a Declaration of Rights" in Dale Van Kley, ed. The French Idea of Freedom: The Old Regime and the Declaration of Rights of 1789 (1997) pp. 154–96.
  8. ↑ The original draft is an annex to the 12 August report (Archives parlementaires, 1,e série, tome VIII, débats du 12 août 1789, p. 431).
  9. ↑ Archives parlementaires, 1e série, tome VIII, débats du 19 août 1789, p. 459.
  10. ↑ Gregory Fremont-Barnes, ed. (2007). Encyclopedia of the Age of Political Revolutions and New Ideologies, 1760–1815. Greenwood Publishing Group. น. 159 vol 1. {{cite book}}: |author= มีชื่อทั่วไป (วิธีใช้)
  11. ↑ Merryman, John Henry; Rogelierdomo (2007). The civil law tradition: an introduction to the legal system of Europe and Latin America. Stanford University Press. น. 16. ISBN 978-0804755696.
  12. ↑ Lauren, Paul Gordon (2003). The evolution of international human rights: visions seen. University of Pennsylvania Press. น. 32. ISBN 978-0812218541.
  13. ↑ Spielvogel, Jackson J. (2008). Western Civilization: 1300 to 1815. Wadsworth Publishing. น. 580. ISBN 978-0-495-50289-0.
  14. ↑ von Guttner, Darius (2015). The French Revolution. Nelson Cengage. น. 85–88.
  15. ↑ "Women's Petition to the National Assembly". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 15 ตุลาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2015.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. ↑ Cf. Heinrich August Winkler (2012), Geschichte des Westens. Von den Anfängen in der Antike bis zum 20. Jahrhundert, Third Edition, Munich (Germany), p. 386

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]