ข้ามไปเนื้อหา

ปฏิบัติการกล้าสนั่นเมือง: แค้นเดือดไร้ปรานี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปฏิบัติการกล้าสนั่นเมือง: แค้นเดือดไร้ปรานี[a]
ใบปิดภาพยนตร์
กำกับอาทิตยะ ธัร
เขียนบทอาทิตยะ ธัร
บทภาพยนตร์เพิ่มเติมโอชัส เคาตัม
ศิวกุมาร วี. ปณิกกัร
อำนวยการสร้าง
  • ชโยตี เทศปานเฑ
  • อาทิตยะ ธัร
  • โลเกศ ธัร
นักแสดงนำ
กำกับภาพวิกาส เนาลขา
ตัดต่อศิวกุมาร วี. ปณิกกัร
ดนตรีประกอบศาศวัต สัจเทพ
บริษัทผู้สร้าง
  • จิโอ สตูดิโอส์
  • บีซิกซ์ตีทู สตูดิโอส์
ผู้จัดจำหน่ายจิโอ สตูดิโอส์
วันฉาย
  • 19 มีนาคม ค.ศ. 2026 (2026-03-19)
ความยาว229 นาที[1]
ประเทศอินเดีย
ภาษาฮินดี
ทุนสร้าง250–255 กรอร์ (เมื่อรวมกับภาคแรก)[2]
ทำเงิน₹1,846.68 กรอร์[3]

ปฏิบัติการกล้าสนั่นเมือง: แค้นเดือดไร้ปรานี[a] (อังกฤษ: Dhurandhar: The Revenge; ฮินดี: धुरंधर: द रिवेंज; ธุรันธัร แปลว่า ทรหด) เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นสายลับระทึกขวัญภาษาฮินดีของอินเดียปี ค.ศ. 2026 เขียนบทและกำกับโดย อาทิตยะ ธัร อำนวยการสร้างโดย ชโยตี เทศปานเฑ, อาทิตยะ ธัร และ โลเกศ ธัร ภายใต้การอำนวยการสร้างโดย จิโอ สตูดิโอส์ และ บีซิกซ์ตีทู สตูดิโอส์ เป็นภาคต่อของภาพยนตร์ ปฏิบัติการกล้าสนั่นเมือง ปี ค.ศ. 2025 และเป็นภาคสุดท้ายของสองภาค ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนักแสดงนำได้แก่ รัณวีร์ สิงห์, อรชุน รามปาล, สัญชัย ทัตต์, อาร์. มาธวัน, สารา อรชุน, ราเกศ เพที, เคารัพ เครา, เดนิช ปันโดร และ มานัพ โคหิล โดยมีนักแสดงหลายคนกลับมารับบทเดิมจากภาคแรก เรื่องราวเกี่ยวกับสายลับอินเดียที่แทรกซึมเข้าไปในแก๊งอาชญากรในเมืองการาจีและวงการการเมืองของปากีสถาน ขณะเดียวกันก็แก้แค้นให้กับการโจมตี 26/11 และเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ใหญ่กว่า

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำเหตุการณ์ทางการเมืองและสงครามในเอเชียใต้ที่เกิดขึ้นจริงหลายเหตุการณ์มาผสมผสานกันอย่างหลวม ๆ รวมถึงปฏิบัติการไลยารี การเลือกตั้งทั่วไปของอินเดียปี ค.ศ. 2014 และการยกเลิกธนบัตรของอินเดียในปี ค.ศ. 2016 ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำต่อเนื่องกับภาคแรก โดยเริ่มถ่ายทำหลักในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2024 ที่ กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย และสิ้นสุดในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 โดยมีการถ่ายทำภาพยนตร์ในรัฐปัญจาบ, จัณฑีครห์, มหาราษฏระ, ลาดัก, หิมาจัลประเทศ และ ประเทศไทย โดยบางพื้นที่ใช้เป็นฉากแทนประเทศปากีสถาน เพลงประกอบภาพยนตร์ประพันธ์โดย ศาศวัต สัจเทพ ด้วยความยาว 229 นาที ทำให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์อินเดียที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา[4]

ปฏิบัติการกล้าสนั่นเมือง: แค้นเดือดไร้ปรานี เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2026 ซึ่งตรงกับเทศกาลคุฑีปัฑวา (ปีใหม่มราฐี), อุคาที (ปีใหม่เตลูกูและกันนาดา) และ อีดิลฟิฏร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการวิจารณ์ทั้งดีและไม่ดี โดยได้รับคำชมในด้านการแสดง การเล่าเรื่อง เพลงประกอบ และด้านเทคนิค แต่ก็ถูกวิจารณ์ในเรื่องความรุนแรงและข้อกล่าวหาว่ามีเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อชาตินิยม[5] ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกแบนในประเทศสมาชิกกลุ่มความร่วมมืออ่าวเปอร์เซียทั้งหมดเช่นเดียวกับภาคก่อนหน้า แต่ในเชิงพาณิชย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 10,000 ล้านรูปีภายในสัปดาห์แรกที่เข้าฉาย[6][7] และทำรายได้ทั่วโลกกว่า 1,800 ล้านรูปี ทำให้เป็นภาพยนตร์อินเดียที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับสองตลอดกาล ภาพยนตร์ภาษาฮินดีที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับสองของโลก ภาพยนตร์ภาษาฮินดีที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศ และภาพยนตร์อินเดียเรท A ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

เนื้อเรื่อง

[แก้]

ต่อจากภาคที่แล้ว ชัสกีรัต สิงห์ รังคี เกิดในครอบครัวชาวสิกข์ เดิมเขาเป็นพลทหาร แต่หลังจากที่ครอบครัวเขามีความขัดแย้งกับนักการเมืองท้องถิ่น ครอบครัวเขาถูกย่ำยี พ่อของเขาถูกจับแขวนคอ พี่สาวและน้องสาวของเขาถูกขืนใจก่อนที่พี่สาวของเขาจะถูกฆ่า ขณะที่น้องสาวของเขาถูกลักพาตัว ทำให้ชัสกีรัตตัดสินใจบุกเข้าคฤหาสน์ของนักการเมืองท้องถิ่นดังกล่าวก่อนที่จะสังหารเขาและลูกน้องทั้งหมดและช่วยเหลือน้องสาวของเขา ชัสกีรัตถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ขณะที่เขาย้ายเรือนจำ ได้มีการลักพาตัวเขาและนำเขาเข้าสู่โครงการลับเพื่อส่งสายลับเข้าสู่ปากีสถาน โดยเขาจำต้องตัดขาดกับตัวตนเดิม และเปลี่ยนตัวตนเป็นฮัมซา โดยเข้าประเทศปากีสถานผ่านอัฟกานิสถาน

ภายหลังจากการเสียชีวิตของระห์มาน อุไซร์ได้ขึ้นเป็นผู้นำแก๊งบาโลจแทน ฮัมซาได้วางแผนให้เกิดการปะทะกันระหว่างแก๊งบาโลจและปาทานโดยอ้างว่า อัรชาด ปัปปู หัวหน้าแก๊งปาทาน มีส่วนในการตายของระห์มาน ทำให้เกิดสงครามระหว่างแก๊งขึ้นและอัรชาดถูกจำได้ เขาถูกอุไซร์บั่นคอก่อนศีรษะจะถูกเตะเล่น ภายหลัง อุไซร์ ผู้มีหนังสือเดินทางของอิหร่าน ได้ถูกจับกุมในสนามบิน ทำให้ฮัมซาได้ขึ้นมามีอิทธิพลต่อแก๊งบาโลจโดยตรงและโน้มน้าวให้จามีลย้ายพรรคไปอยู่พรรคใหม่แทนพรรคเดิม ต่อมาเขาได้เข้าพบกับบาเดสาเฮบ ซึ่งเขาพบว่าเป็นดาวูด อิบราฮิม อดีตหัวหน้าแก๊งและผู้สนับสนุนการก่อการร้ายในอินเดีย โดยดาวูดได้มอบหมายให้ฮัมซาควบคุมการค้ายาเสพติดและการช่วยเหลือกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในรัฐปัญจาบ จากนั้น ฮัมซาได้พบกับกูรบาซ เพื่อนเก่า ซึ่งได้รู้ตัวตนจริงและกำลังเมามายจนเกิดการวิวาทกัน ผลของการวิวาทดังกล่าาวทำให้โมฮัมหมัด อาลัม ยอมตายเพื่อฮัมซาและทำให้ฮัมซาตัดสินใจสังหารเขาต่อหน้าแขกเหรื่อด้วยความไม่เต็มใจ

เจาธรี อัสลัม พยายามสืบสวนฮัมซาแต่เขาถูกสังหารโดยรถระเบิดพลีชีพของกลุ่มกบฏบาโลจซึ่งส่งมาโดยฮัมซาก่อน ขณะที่ยะลีนาได้รู้ตัวตนจริงของฮัมซาแต่ได้ตัดสินใจที่จะเก็บความลับไว้ต่อไปเพื่อลูกชายของทั้งคู่ จากนั้น อชัย สานยาล ได้มอบหมายให้ฮัมซาจัดการเก็บผู้ก่อการร้ายที่เคยก่อการร้ายหรือมีพฤติกรรมภัยต่ออินเดียให้หมดสิ้น ทำให้พันตรีอิกบาลเคลือบแคลงสงสัยฮัมซาและได้ให้โอมาร์ มือขวาของอัสลัมเข้าข่มขู่ยะลีนาและลูกชายจนต้องเปิดเผยความจริง ขณะเดียวกันกับที่พันตรีอิกบาลเกิดความขัดแย้งกับผู้เป็นพ่อซึ่งดูถูกเขามาตลอดจนกระทั่งตัดสินใจสังหารเขาด้วยการกดเขาลงน้ำก่อนทำการวางแผนสังหารฮัมซา

ฮัมซาได้เดินทางมาที่โรงเรียนสอนศาสนาของพันตรีอิกบาล ซึ่งเขาได้เริ่มปะทะกับฮัมซา ขณะเดียวกันกับที่กลุ่มกบฏบาโลจได้เข้าช่วยฮัมซาและได้สังหารกลุ่มก่อการร้ายของพันตรีอิกบาล ฮัมซาได้ไล่ล่าอิกบาลก่อนที่เขาจะใช้โซ่ฟันขาของอิกบาลและจับเขาลงถังน้ำมันของรถไฟบรรทุกสินค้าและระเบิดอิกบาลจนสิ้น หลังจากนั้นไม่นาน ฮัมซาถูกหน่วยตำรวจปากีสถานจับกุมและถูกทรมานในฐานะสายลับของอินเดีย แต่อชัยได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยข่มขู่หัวหน้าหน่วยข่าวกรองปากีสถานว่าเขาได้ลอบติดต่อกับหน่วยข่าวกรองอิสราเอล ทำให้ฮัมซาถูกปล่อยตัวขณะที่อุไซร์ต้องกลายเป็นแพะรับบาปในข้อหาเป็นสายลับให้กับอินเดียแทน

จะมีล จะมาลี พ่อตาของฮัมซา เป็นผู้รับฮัมซากลับบ้าน และเผยว่าตัวเขาเองก็เป็นสายลับอินเดียมาสิบกว่าปีแล้วเช่นกัน และได้วางยาพิษดาวูด อิบราฮิม อย่างช้า ๆ ฮัมซาทิ้งชื่อปลอมและกลับสู่ตัวตนเดิมในฐานะชัสกีรัตอีกครั้ง เขาทิ้งยะลีนาและลูกชายไว้เบื้องหลัง และกลับไปอินเดีย โดยหลังจากกลับมาไม่นาน ชัสกีรัตได้กลับไปยังบ้านเกิดของเขาและเฝ้ามองครอบครัวที่เหลืออยู่ของเขาจากห่างไกล

ในฉากหลังได้มีการเผยการฝึกฝนของชัสกีรัตและเพื่อน ๆ ในหน่วยวิจัยและวิเคราะห์ ขณะที่ฉากหลังเครดิต หัวหน้าหน่วยข่าวกรองปากีสถานได้สั่งให้โอมาร์ไปอยู่โรงพยาบาลจิตเวชหลังจากที่โอมาร์พยายามข่มขู่เรื่องที่เขาปล่อยตัวฮัมซาต่อรัฐสภาปากีสถาน

นักแสดง

[แก้]
จากซ้ายไปขวา: รัณวีร์ สิงห์, อรชุน รามปาล, สัญชัย ทัตต์ และ อาร์. มาธวัน ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยกลับมารับบทเดิมจากภาคแรก
  • รัณวีร์ สิงห์ เป็น ฮัมซา อะลี มะซารี / ชัสกีรัต สิงห์ รังคี
  • อรชุน รามปาล เป็น พันตรีอิกบาล, สังกัดหน่วยข่าวกรองระหว่างกองทัพแห่งปากีสถาน (สร้างจาก อิลยาส กัชมีรี และ พันตรีอิกบาล)[8]
  • สัญชัย ทัตต์ เป็น ผู้กำกับการ เจาธรี อัสลัม, หน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจลยารี, สำนักงานตำรวจแคว้นสินธ์
  • อาร์. มาธวัน เป็น อชัย สานยาล, ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรอง (สร้างจาก อชีต โฑภาล)
  • สารา อรชุน เป็น ยะลีนา จะมาลี, ลูกสาวของจะมีล
  • ราเกศ เพที เป็น จะมีล จะมาลี, นักการเมืองอาวุโส และ สมาชิกสภาแห่งชาติปากีสถาน[9][10]
  • เคารัพ เครา เป็น โมฮัมหมัด อาลัม, เจ้าของร้านขายน้ำผลไม้ในย่านลยารี ผู้ดูแลฮัมซา
  • มานัพ โคหิล เป็น สุศานต์ บันสัล, รองผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรอง
  • เดนิช ปันโดร เป็น อุไซร์ บาโลจ, หัวหน้าแก๊งบาโลช
  • พิมัล โอโบรอย เป็น ชิรานี, ผู้นำกองทัพปลดปล่อยบาลูจิสถาน
  • เดนิช อิกบาล เป็น ดาวูด อิบราฮิม / บาเดสาเฮบ[11]
  • ราช ซุตศี เป็น พลโท ชัมชัด ฮัสซัน, อธิบดีหน่วยข่าวกรองระหว่างกองทัพแห่งปากีสถาน
  • อุทัยพีร์ สันธู เป็น กุรบัซ "ปินดา" สิงห์ (สร้างจากหัรวินทร สิงห์ สันธู)
  • มุสตาฟา อะหมัด เป็น ริซวาน ชาห์
  • มธุรชีต สัรฆี เป็น ปรภนีต เการ์ รังคี, แม่ของชัสกีรัต
  • คีติกา คันชู ธัร เป็น ชาบนัม, ภรรยาของจะมีลและแม่ของยะลีนา
  • อาทิตยะ อุปปัล เป็น ผู้ช่วยผู้กำกับ โอมัร ไฮดัร, หน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจลยารี (สร้างจาก โอมาร์ ชาฮิด ฮามิด)
  • ซะลิม ซิดดิกี เป็น อะตีฟ อะหมัด (สร้างจาก อะติก อะหมัด)
  • ราม จันทร เป็น อัชฟัก อะหมัด (สร้างจาก กะลิด อะซิม)
  • อัศวิน ธัร เป็น อัรชาด ปัปปู, ผู้นำแก๊งปาทาน
  • อภัย อโรรา เป็น ยะซีร์ อะระฟัด, น้องชายของปัปปู
  • อันกิต สาคัร เป็น จาเวด ขันนานี
  • วิโนท ถรานี เป็น อาซัม จีมา
  • ฟะอิซ ข่าน เป็น ซาจิด มีร์
  • สัญชัย เมหตา เป็น อับดุล บุตโตวี
  • ราเชศ โฑครา เป็น อับดุล ระห์มาน มักกี
  • สุวินทร วิกกี เป็น พลตรี จะฮังกีร์, พ่อของพันตรีอิกบาล
  • เสามยา ฏันฑน เป็น อุลฟัต, ภรรยาหม้ายของระห์มาน
  • อุมัร นะวีท นิรพาน เป็น ซายัน, ลูกชายของฮัมซาและยะลีนา
  • ปรี ปันเฒร เป็น ชัสลีน เการ์ รังคี
  • หิติกา พาลี เป็น หัรลีน เการ์ รังคี
  • อาศีษ ทุคคัล เป็น สุขวินทร สิงห์, สมาชิกผู้แทนราษฎร
  • ภาษา สุมพลี เป็น วีณา, ทนายความ
  • วิเชนทร สิงห์ เป็น อมัรชีต อมรชีต สิงห์ (สร้างจาก ปรัมชีต สิงห์ ปัชวาร)
  • วิเวก สิงหา เป็น ซะฮูร มิสตรี (สร้างจาก ซะฮีด อะขุนด์)
  • อมันทีป สิงห์ เป็น สันปรีต สิงห์ "ซันนี ดีวีดีร"
  • มัชฮูร อัมโรฮี เป็น นะวาซ ชะฟีช (สร้างจาก นะวาซ ชะรีฟ)
  • สัญชัย เมหันทีรัตตา เป็น อากิบ อะลี ซัรวารี, ประธานาธิบดีปากีสถาน; ผู้นำพรรค PAP (สร้างจาก อะซิฟ อะลี ซัรดารี)
  • หิมานศุ โคขานี เป็น ผู้กำกับ สัญชัย กุมาร, หน่วยตำรวจรัฐอุตตรประเทศ (สร้างจากผู้กำกับ ประศานต์ กุมาร)
  • อักษัย ขันนา เป็น ระห์มาน เดไกต์ (วีดีโอย้อนหลัง)
  • ยามี เคาตัม เป็น ชาซิยา บาโน[b] (รับเชิญ)

หมายเหตุ

[แก้]
  1. 1 2 ชื่อเรื่องที่ตั้งโดยเน็ตฟลิกซ์ภาษาไทย
  2. ชื่อเดียวกับตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง ฮัก (Haq) ซึ่งยามีได้แสดงเป็นตัวละครชื่อเดียวกันซึ่งสร้างจาก ชาห์ บาโน[12]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Seta, Fenil (17 มีนาคม 2026). "EXCLUSIVE: CBFC reduces visuals in 4 violent scenes in Dhurandhar The Revenge by 34 seconds; censors abusive words". Bollywood Hungama. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. "Dhurandhar The Revenge Box Office". Bollywood Hungama. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. "Ranveer Singh's Dhurandhar: The Revenge Receives A Certificate With 3 hr 49 min Runtime". News18. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. Awasthi, Pragati (2026-03-25). "International critics slam Ranveer Singh's Dhurandhar: The Revenge, call it 'sociopathic'". Wion. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 มีนาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. "Dhurandhar 2 joins the 1000-crore club at box office; surpasses Ranbir Kapoor's Animal". Cinema Express. สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. "Dhurandhar 2 worldwide box office collection day 7: Ranveer Singh film mints ₹1000 cr in a week; outpaces Baahubali, RRR". Hindustan Times (ภาษาอังกฤษ). 2026-03-26. สืบค้นเมื่อ 2026-03-26.
  7. Deshpande, Rajeev (25 ธันวาคม 2025). "Dhurandhar: Framing the New Nation". Open (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 27 มกราคม 2026. The development of the character of ISI's Major Iqbal essayed by Arjun Rampal is based on the shadowy handler of 26/11 plotter David Coleman Headley, a Pakistani American, who surveyed the targets of the Mumbai attacks. Major Iqbal finds mention in the affidavits filed by the Federal Bureau of Investigation (FBI).{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. "EXCLUSIVE Rakesh Bedi on Ranveer Singh's 'Dhurandhar': 'I play a real character; a Pakistani politician, but I don't know the story of Major Mohit Sharma'". Firstpost. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 ธันวาคม 2025. สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2025.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. "Who Is The Real Jameel Jamali?". NDTV (ภาษาอังกฤษ). 30 มีนาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2026.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. "REVEALED: Not Emraan Hashmi or Akshay Kumar, this actor plays Bade Sahab in Dhurandhar The Revenge". Bollywood Hungama. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. "Yami Gautam's Dhurandhar 2 Cameo Throws It Back To Haq And Uri". NDTV. 24 มีนาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]