บุคลิกวิปลาส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

บุคลิกวิปลาส[1] (อังกฤษ: depersonalisation (บริติช) หรือ depersonalization (อเมริกัน)) เป็นความผิดปกติทางการรับรู้ที่รู้สึกว่าตัวเอง หรือบางส่วนของตัวเองไม่เป็นจริง[2][3] ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกแยกออกจากกายใจของตนเอง หรือกลายเป็นเพียงผู้คอยสังเกตตัวเอง (เช่นสังเกตความคิด อารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ร่างกาย หรือการกระทำของตนเอง[4]) อย่างปล่อยวาง[5] บุคคลอาจรู้สึกว่าตนเองได้เปลี่ยนไปและโลกได้กลายเป็นอะไรที่เลือนลาง คล้ายความฝัน ไม่เป็นจริง ไร้ความหมาย หรือรู้สึกว่าอยู่ข้างนอกความจริงโดยที่กำลังมองย้อนกลับเข้าไปดูข้างใน การรับรู้ทางประสาทสัมผัสอาจบิดเบือนไป รู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าลง รู้สึกว่าตนเองไม่มีหรือไม่จริง ไร้ความรู้สึกทางอารมณ์หรือความรู้สึกทางกาย[4] ภาวะบุคลิกวิปลาสเรื้อรังจัดเป็นโรคทางจิตเวชที่เรียกว่า โรคบุคลิกวิปลาส (depersonalization/derealization disorrder) ซึ่งคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิตรุ่น 5 (DSM-5) จัดเป็นโรคดิสโซสิเอทีฟอย่างหนึ่ง[6] เพราะพบว่า ทั้งบุคลิกวิปลาสและความจริงวิปลาส เป็นอาการชุกในโรคดิสโซสิเอทีฟอื่น ๆ รวมทั้ง dissociative identity disorder (ที่สภาพบุคลิกภาพแตกออกคล้ายเป็นคนหลายคน)[7]

แม้อาการนี้และอาการความจริงวิปลาสสามารถเกิดกับใครก็ได้ที่วิตกกังวลหรือเครียด แต่บุคลิกวิปลาสเรื้อรังมักจะสัมพันธ์กับบุคคลผู้ได้รับความบาดเจ็บทางกายใจที่รุนแรง หรือมีความวิตกกังวล/ความเครียดเป็นเวลานาน บุคลิกวิปลาสและความจริงวิปลาสเป็นอาการสำคัญที่สุดในสเป็กตรัมของโรคดิสโซสิเอทีฟ เริ่มจาก dissociative identity disorder (DID) ไปจนถึง dissociative disorder not otherwise specified (DD-NOS) และยังเป็นอาการเด่นในโรคที่มิใช่โรคดิสโซสิเอทีฟอื่น ๆ รวมทั้งโรควิตกกังวล, โรคซึมเศร้า, โรคอารมณ์สองขั้ว, โรคจิตเภท[8], schizoid personality disorder, ภาวะขาดไทรอยด์ หรือโรคระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ[9], schizotypal personality disorder, ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง, โรคย้ำคิดย้ำทำ, โรคไมเกรน และภาวะขาดนอน (sleep deprivation) และยังเป็นอาการอย่างหนึ่งสำหรับโรคชักเหตุประสาทบางอย่าง

ในสาขาจิตวิทยาสังคม โดยเฉพาะในทฤษฎี self-categorization theory (ทฤษฎีการจัดตัวเองเข้าในกลุ่มต่าง ๆ) คำภาษาอังกฤษนี้ว่า depersonalization มีความหมายต่างหากอีกอย่างโดยหมายความว่า "การรับรู้เป็นแบบที่เกี่ยวกับตัวเองโดยเป็นตัวอย่างตัวหนึ่งสำหรับหมวดหมู่ทางสังคมที่จำกัดขอบเขต"[10]

ในภาษาไทยยังมีการเรียกภาวะนี้อย่างไม่เป็นทางการว่า “บุคลิกภาพแตกแยก” “สองบุคลิกภาพ” และ “บุคลิกภาพผิดปกติ” หรือ “บุคลิกภาพผิดปรกติ” อีกด้วย[11][12]

ลักษณะ[แก้]

บุคคลที่ประสบกับภาวะนี้จะรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดไปจากตนเองโดยสิ้นเชิง ประหนึ่งว่ากายสัมผัส อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมของตนไม่ใช่ของตนเองหรือของบุคคลคนเดียวกันอีกต่อไป ๆ บุคคลผู้นั้นจึงประหนึ่งเหมือนกับเพียงแต่เฝ้าสังเกตการกระทำ ความรู้สึกของตน[13] บุคคลที่ประสบกับภาวะมักบอกว่า อะไร ๆ ก็ดูจะไม่จริงและเลือนลาง โดยการรู้จำ/การรู้จักตนเองก็เสียไปด้วย ซึ่งอาจทำให้วิตกกังวลอย่างรุนแรง และยิ่งเพิ่มความรู้สึกเนื่องกับภาวะ[14]

บุคลิกวิปลาสเป็นประสบการณ์แบบอัตวิสัยที่รู้สึกว่าตนเอง (ภายใน) ไม่เป็นจริง เทียบกับความจริงวิปลาสที่รู้สึกว่าโลกภายนอกไม่จริง แม้ปัจจุบันนักวิชาการโดยมากจะมองว่าบุคลิกวิปลาสและความจริงวิปลาสเป็นเรื่องที่ต่างกัน แต่หลายคนก็ไม่ต้องการแยกแนวคิดสองอย่างนี้ออกจากกัน[15]

ความชุก[แก้]

บุคลิกวิปลาสเป็นอาการทางจิตเวชที่สามัญเป็นอันดับ 3 ต่อจากความวิตกกังวลและความซึมเศร้า[16] เป็นอาการของโรควิตกกังวลต่าง ๆ เช่น โรคตื่นตระหนก[17] มันยังอาจเกิดเมื่อขาดนอน มักเกิดกับคนที่อ่อนเพลียเพราะเดินทางในเครื่องบินเป็นเวลานาน (อาการเมาเวลาเหตุการบิน) เกิดกับไมเกรน, กับโรคลมชัก (โดยเฉพาะโรคลมชักที่มีเหตุจากสมองกลีบขมับ[18], และ complex-partial seizure ทั้งช่วงที่เป็นอาการบอกเหตุคือ aura และในช่วงชัก[19]), กับโรคย้ำคิดย้ำทำ, กับความเครียดมากหรือการบาดเจ็บทางกายใจ, กับความวิตกกังวล, กับการใช้ยาเสพติด[20] โดยเฉพาะกัญชา, สารก่อประสาทหลอน, ketamine และ MDMA (ectasy), กับการทำสมาธิบางอย่าง, กับการสะกดจิดแบบลึก, กับการเพ่งลูกแก้ว (เพื่อทำนายทายทัก), กับการขาดความรู้สึกทางประสาท (sensory deprivation) และกับการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะระดับเบาจนถึงปานกลางโดยไม่หมดสติหรือหมดสติน้อย (มีโอกาสน้อยกว่าถ้าหมดสติเกินกว่า 30 นาที)[19] วิธีรักษาโรคตื่นตระหนกที่ไม่ใช้ยาแบบ interoceptive exposure[A] อาจใช้ก่อภาวะบุคลิกวิปลาสได้[22][9]

ในกลุ่มประชากรทั่วไป ประสบการณ์บุคลิกวิปลาสและความจริงปลาสเป็นเรื่องสามัญ โดยมีความชุกชั่วชีวิตที่ระหว่าง 26-74% การสำรวจชุมชนโดยเลือกผู้ใหญ่ที่เข้าร่วม 1,000 คนในชนบทสหรัฐโดยสุ่มพบความชุกการเกิดบุคลิกวิปลาสตลอด 1 ปีที่อัตราร้อยละ 19 งานศึกษาหลายงาน แต่ไม่ทุกงาน พบอายุว่าเป็นปัจจัยสำคัญ วัยรุ่นและผู้ใหญ่วัยต้นในกลุ่มประชากรปกติมีอัตราการเกิดสูงสุด ในงานศึกษาหนึ่ง นักศึกษามหาวิทยาลัย 46% รายงานการเกิดเหตุการณ์บุคลิกวิปลาสในระดับสำคัญอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีที่ผ่านมา ในงานศึกษาอีกงานหนึ่ง คนไข้ 20% ผู้บาดเจ็บที่ศีรษะในระดับเบา ๆ ประสบกับอาการบุคลิกวิปลาสและความจริงวิปลาสในระดับสำคัญ งานศึกษาหลายงานพบว่า บุคคล 66% ที่ประสบอุบัติเหตุอันเสี่ยงชีวิตรายงานอาการบุคลิกวิปลาสอย่างน้อยก็ชั่วคราวไม่ว่าจะในระหว่างหรือหลังจากอุบัติเหตุ[19] บุคลิกวิปลาสเกิดในหญิงในอัตรา 2-4 เท่าของชาย[23]

แนวคิดที่คล้ายกันและคาบเกี่ยวกันเรียกว่า self-disorder/ipseity disturbance[24] อาจเป็นกลไก/กระบวนการหลักในสเปกตรัมโรคจิตเภท แต่ความพิเศษของสเปกตรัมโรคจิตเภทก็คือ "การแยกออกของทัศนคติบุคคลที่หนึ่งโดยที่ตนเองกับคนอื่น หรือตนเองกับโลกดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก หรือที่ตนเองหรือขอบเขตการรับรู้ของตนเองกลายเป็นไม่สำคัญเทียบกับโลกที่เป็นปรวิสัย" (ตัวเน้นคล้ายจุดที่บทความอ้างอิงเน้น)[8] การประเมินภาวะบุคลิกวิปลาสสามารถทำได้ด้วยแบบวัดชนิดต่าง ๆ งานศึกษากับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยพบว่า ผู้ที่มีคะแนนสูงในด้านบุคลิกวิปลาส/ความจริงวิปลาส (depersonalization/derealization subscale) ที่วัดด้วยแบบวัด Dissociative Experiences Scale ตอบสนองโดยหลั่งฮอร์โมนเครียดคือคอร์ติโซล (cortisol) มากกว่า ส่วนคนที่มีคะแนนสูงในด้านสมาธิ (absorption) ซึ่งวัดการมีสมาธิจนไม่รู้เหตุการณ์อื่น ๆ ตอบสนองโดยหลั่งฮอร์โมนเครียดคือคอร์ติโซลน้อยกว่า[25]

ในทหารราบและหน่วยรบพิเศษ ค่าวัดบุคลิกวิปลาสและความจริงวิปลาสจะเพิ่มขึ้นอย่างสำคัญหลังจากรับการฝึกที่ได้ประสบความเครียดที่ตนควบคุมไม่ได้ อดอาหาร นอนไม่พอ และไม่สามารถควบคุมดูแลความสะอาดร่างกาย หรือไปไหนมาไหนตามประสงค์ สื่อสาร หรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตามต้องการได้[19]

เหตุทางเภสัชวิทยาและทางสถานการณ์[แก้]

มีคนที่จัดบุคลิกวิปลาสว่าเป็นภาวะที่น่าชอบใจ โดยเฉพาะบุคคลที่ประสบกับมันโดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท มันเป็นฤทธิ์ของยากลุ่มดิสโซสิเอทีฟและสารก่ออาการโรคจิต (psychedelic) และอาจเป็นผลข้างเคียงของกาเฟอีน แอลกอฮอล์ แอมเฟตามีน และกัญชา[26][27][28][29][30] มันเป็นอาการขาดยาคลาสสิกที่เกิดกับยาหลายอย่าง[31][32][33][34]

การติดยาเบ็นโซไดอาเซพีน ซึ่งอาจเกิดเมื่อกินเป็นระยะยาว อาจก่อภาวะบุคลิกวิปลาสและปัญหาทางการรับรู้ที่เรื้อรังในบุคคลบางพวก แม้ในคนที่กินยาขนาดเดียวกันเป็นประจำทุกวัน และยังอาจเป็นส่วนของอาการขาดยาเมื่อหยุดกินยาอีกด้วย[35][36]

มีนักเขียนจิตวิทยาผู้เป็นทหารเก่า (Dave Grossman) ที่เขียนในหนังสือของเขา (On Killing) ไว้ว่า การฝึกทหารเท่ากับเป็นการสร้างภาวะบุคลิกวิปลาสในทหาร เพื่อระงับความเห็นอกเห็นใจและทำให้ฆ่าเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายขึ้น[37] ส่วนนักจิตวิทยาชาวแคนาดาอีกท่าน (Graham Reed) อ้างในปี 1974 ว่า บุคลิกวิปลาสเกิดในประสบการณ์การตกหลุมรัก[38]

โดยเป็นกลไกของจิต-ชีวภาพ[แก้]

บุคลิกวิปลาสเป็นการตอบสนองแบบคลาสสิกต่อการบาดเจ็บทางกายใจ และอาจเกิดชุกมากในบุคคลที่ประสบกับเหตุการณ์ก่อความบาดเจ็บรวมทั้งอุบัติเหตุรถยนต์ ทารุณกรรมทางอารมณ์หรือทางวาจา และการถูกจองจำ[7]

เหมือนกับการแยกตัว (dissociation) ออกจากเหตุการณ์โดยทั่วไป บุคลิกวิปลาสสามารถมองได้ว่าเป็นกลไกการรับมือกับเหตุการณ์อย่างหนึ่ง ในกรณีนี้ เป็นการเกิดภาวะอย่างไม่ได้ตั้งใจเพื่อลดความรุนแรงของประสบการณ์ที่เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดแบบน้อย ๆ หรืออะไรที่หนักกว่าเช่นความวิตกกังวลอย่างรุนแรงซึ่งเป็นอย่างเรื้อรัง หรือความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (PTSD) การลดทั้งความวิตกกังวลและความตื่นตัวทางจิต-ชีวภาพจะช่วยสงวนรักษาพฤติกรรมที่เป็นการปรับตัวและทรัพยากรทางกายใจเมื่ออยู่ในอันตราย[7] แต่ก็เป็นปฏิกิริยาที่ทั่วไป คือไม่ได้เพียงลดประสบการณ์ที่เป็นทุกข์ แต่ลดปฏิกิริยาต่อประสบการณ์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ทำให้รู้สึกแยกตนออกจากโลกแล้วประสบกับเหตุการณ์อย่างเฉย ๆ แต่ก็ต้องแยกแยะระหว่างบุคลิกวิปลาสที่เป็นปฏิกิริยาต่อประสบการณ์ที่เป็นทุกข์ ไม่รุนแรง เกิดในระยะสั้น กับบุคลิกวิปลาสที่เรื้อรังซึ่งมีเหตุจากความผิดปกติทางจิตที่รุนแรงเช่น PTSD และ Dissociative Identity Disorder (คือมีบุคลิกภาพหลายบุคลิก)[39] อาการที่เรื้อรังอาจเป็นความคงยืนของภาวะบุคลิกวิปลาสเกินเหตุการณ์ที่มีอัตราย[7]

การรักษา[แก้]

ภาพวาดของจิตกรที่พยายามแสดงภาวะบุคลิกวิปลาส

การบำบัดรักษาภาวะบุคลิกวิปลาสต้องกระทำโดยพิจารณาไปตามเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุทางกายหรือใจ ถ้าเป็นโรคทางประสาท (neurological disease) การวินิจฉัยและการรักษาโรคนั้น ๆ ก็จะเป็นสิ่งพึงกระทำเป็นอันดับแรก บุคลิกวิปลาสอาจเป็นอาการทางความคิด/ประชานของโรคต่าง ๆ ที่มีผลต่อสมองรวมทั้งอะไมโอโทรฟิก แลเทอรัล สเกลอโรซิส (ALS), โรคอัลไซเมอร์, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) และโรคอื่น ๆ[ต้องการอ้างอิง] สำหรับบุคคลที่มีภาวะบุคลิกวิปลาสกับไมเกรน แพทย์มักรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressant

ถ้ามีเหตุทางจิตเช่นเพราะได้รับบาดเจ็บทางกายใจในวัยเด็ก การรักษาจะขึ้นอยู่กับวินิจฉัยโรค สำหรับโรค dissociative identity disorder (DID) หรือ DD-NOS ซึ่งความบาดเจ็บทางกายใจที่รุนแรงได้สร้างปัญหาไม่ให้เกิดบุคลิกภาพบุคลิกเดียวที่เชื่อมเป็นอันเดียวกัน การรักษาต้องทำด้วยจิตบำบัด (psychotherapy) ที่เหมาะสม และถ้ามีโรคที่เกิดร่วมอื่น ๆ เช่น ความผิดปกติของการรับประทาน อาจต้องใช้คณะผู้เชี่ยวชาญประคบประหงมผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป ภาวะยังอาจเป็นอาการของความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง ซึ่งสามารถรักษาในระยะยาวด้วยจิตบำบัดและยารักษาอาการทางจิต[40]

การรักษาภาวะบุคลิกวิปลาสเรื้อรังอาจทำสำหรับบุคคลที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคบุคลิกวิปลาส (depersonalization disorder) งานศึกษาปี 2001 ในรัสเซียแสดงว่า naloxone ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาพิษของโอปิออยด์ อาจใช้รักษาบุคลิกวิปลาสอย่างมีประสิทธิผล ตามงานศึกษา "ในคนไข้ 3 คนจาก 14 คน บุคลิกวิปลาสหายไปโดยสิ้นเชิ้งโดยคนไข้ 7 คนดีขึ้นอย่างสำคัญ ผลรักษาของ naloxone เป็นหลักฐานว่าระบบโอปิออยด์ของร่างกายมีบทบาทในพยาธิกำเนิดของบุคลิกวิปลาส"[41]

ยาแก้ชัก คือ Lamotrigine มีประสิทธิผลบ้างในการรักษาอาการบุคลิกวิปลาส บ่อยครั้งใช้กับยากลุ่ม selective serotonin re-uptake inhibitor และใช้เป็นยารักษาบุคลิกวิปลาสอันดับแรกในหน่วยวิจัยบุคลิกวิปลาสที่มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน[40][42][43]

สื่อ วัฒนธรรม และกรณีเด่น[แก้]

  • ในภาพยนตร์เรื่อง “นัมบ์” (อังกฤษ: Numb) ที่นายแมททิว เพอร์รี (Matthew Perry) เป็นพระเอก ตัวละครที่ชื่อ “ฮัดสัน มิลแบงก์” (Hudson Milbank) ประสบกับภาวะบุคลิกวิปลาส
  • ลิงคินพาร์กอันเป็นวงดนตรีร็อกชื่อดัง ได้ร้องเพลงเกี่ยวกับภาวะบุคลิกวิปลาสไว้หลายเพลง เช่น เพลง “นัมบ์” และเพลง “ครอวลิง”
  • ในหนังสือเรื่อง “ออนคิลลิง” (อังกฤษ: On Killing) ผู้เขียนคือพันโทแดฟ กรอสมัน (Dave Grossman) ได้กล่าวว่าการฝึกทหารนั้นมีเป้าเพื่อให้ทหารประสบกับภาวะบุคลิกวิปลาส จะได้ไร้ตัวไร้ตน และสังหารบุคคลอื่นได้ง่ายขึ้น
  • ปรัชญาสายอัตถิภาวนิยมใช้คำ “บุคลิกวิปลาส” (อังกฤษ: depersonalization) ในความหมายอื่น โดยใช้หมายถึงการปฏิบัติต่อผู้อื่นประหนึ่งว่าเขาเป็นวัตถุสิ่งของหรือโดยไม่สนความรู้สึกนึกคิดของเขา
  • นางซูซานนา เคย์ซัน (Susanna Kayson) เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของตนซึ่งต่อมาได้รับการพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือชื่อ “เกิร์ลอินเทอร์รัปเทด (อังกฤษ: Girl, Interrupted) เกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตของเธอว่า ได้ใช้สว่านเจาะมือตัวเองเพื่อดูว่ามีกระดูกหรือไม่ ก่อนได้รับวินิจฉัยว่าประสบกับภาวะบุคลิกวิปลาส
  • ในหนังสือเรื่อง “อเมริกันไซโค” (อังกฤษ: American Psycho) ของนางเบรต อีสตัน เอลลิส (Bret Easton Ellis) ที่ได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ชื่อเรื่องเดียวกัน นายแพทริก เบตมัน (Patrick Bateman) มือสังหารต่อเนื่องซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง พูดกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขากำลังประสบภาวะบุคลิกวิปลาส และตลอดเรื่องก็ปรากฏว่ามีอาการข้างเคียงของภาวะดังกล่าว
  • ละครไทยเรื่อง “สาปภูษา” ที่ฉายทางช่อง 3 เมื่อ พ.ศ. 2552 ไหมพิม (อิศริยา สายสนั่น) นางเอกของเรื่อง ถูกผีเจ้าสีเกด (ธัญญาเรศ รามณรงค์) สิงให้กระทำการต่าง ๆ นานาโดยไม่รู้ตัวเอง ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าไหมพิมประสบภาวะบุคลิกวิปลาส[44]
  • ในภาพยนตร์เรื่อง “บอดี้..ศพ*19” ตัวละครที่ชื่อ “หมอสุธี” ประสบกับภาวะบุคลิกวิปลาส
  • ละครไทยเรื่อง "ล่า" ที่ฉายทางช่องวัน เมื่อ พ.ศ. 2560-2561 "มธุสร" (ลลิตา ปัญโญภาส) ตัวละครเอกของเรื่องประสบกับภาวะบุคลิกวิปลาส จากการถูกฉุดไปข่มขืนจนบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ จนนำไปสู่การคิดสั้นด้วยการฆ่าตัวตาย ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้เธอสร้าง "รุ้ง" ซึ่งเป็นตัวตนอีกหนึ่งบุคลิกขึ้นในจิตใต้สำนึกโดยไม่ได้ตั้งใจ แพทย์ผู้รักษาลงความเห็นว่ามธุสรประสบกับภาวะบุคลิกวิปลาส

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. interoceptive exposure เป็นเทคนิกการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้รักษาโรคตื่นตระหนก[21] โดยให้ทำสิ่งที่ก่อความรู้สึกทางกายคล้ายกับเมื่อตื่นตระหนก เช่น หายใจเร็วและการเกร็งกล้ามเนื้อ เป็นกระบวนการที่กำจัดการตอบสนองแบบมีเงื่อนไข (conditioned response) ของคนไข้โดยเป็นอาการตื่นตระหนกเนื่องกับความรู้สึกทางกาย

อ้างอิง[แก้]

  1. "depersonalization; depersonalisation", อังกฤษ-ไทย: ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน, longdo.com, (แพทยศาสตร์) จิตพยาธิวิทยา
  2. Sadock, BJ; Sadock, VA (2015). "Glossary of Terms Relating to Signs and Symptoms". Kaplan and Sadock's Synopsis of Psychiatry (11th ed.). Wolters Kluwer. p. 1410. ISBN 978-1-60913-971-1. depersonalization: Sensation of unreality concerning oneself, parts of oneself, or one's environment that occurs under extreme stress or fatigue. Seen in schizophrenia, depersonalization disorder, and schizotypal personality disorder.
  3. VandenBos, Gary R, ed. (2015). APA dictionary of psychology (2nd ed.). Washington, DC: American Psychological Association. p. 298. doi:10.1037/14646-000. ISBN 978-1-4338-1944-5. depersonalization n. a state of mind in which the self appears unreal. Individuals feel estranged from themselves and usually from the external world, and thoughts and experiences have a distant, dreamlike character. In its persistent form, depersonalization is observed in such disorders as depression, hypochondriasis, dissociative states, temporal lobe epilepsy, and early schizophrenia. It also often occurs as a result of a traumatic experience. The extreme form is called depersonalization syndrome.
  4. 4.0 4.1 DSM-5 (2013), Depersonalization/Derealization Disorder, Diagnostic Criteria, p. 302.
  5. Sierra, M.; Berrios, G. E. (2001). "The phenomenological stability of depersonalization: Comparing the old with the new". The Journal of Nervous and Mental Disease. 189 (9): 629–36. doi:10.1097/00005053-200109000-00010. PMID 11580008.
  6. American Psychiatry Association (2013). "Dissociative Disorders". Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (5th ed.). Arlington: American Psychiatric Publishing. pp. 291–307. ISBN 978-0-89042-555-8.
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 Dissociative Disorders (2017), CHANGES IN DIAGNOSTIC CRITERIA TO THE DISSOCIATIVE DISORDERS, Changes to the Diagnostic Criteria for Depersonalization Disorder
  8. 8.0 8.1 Sass, Louis; Pienkos, Elizabeth; Nelson, Barnaby; Medford, Nick (2013). "Anomalous self-experience in depersonalization and schizophrenia: A comparative investigation". Consciousness and Cognition. 22 (2): 430–441. doi:10.1016/j.concog.2013.01.009. PMID 23454432. a dislocation of first-person perspective such that self and other or self and world may seem to be non-distinguishable, or in which the individual self or field of consciousness takes on an inordinate significance in relation to the objective or intersubjective world
  9. 9.0 9.1 Sharma, Kirti; Behera, Joshil Kumar; Sood, Sushma; Rajput, Rajesh; Satpal; Praveen, Prashant (2014). "Study of cognitive functions in newly diagnosed cases of subclinical and clinical hypothyroidism". Journal of Natural Science, Biology, and Medicine. 5 (1): 63–66. doi:10.4103/0976-9668.127290. ISSN 0976-9668. PMC 3961955. PMID 24678200.
  10. Turner, John; Oakes, Penny (1986). "The significance of the social identity concept for social psychology with reference to individualism, interactionism and social influence". British Journal of Social Psychology. 25 (3): 237–52. doi:10.1111/j.2044-8309.1986.tb00732.x. the stereotypical perception of the self as an example of some defining social category
  11. พจนานุกรมลองดู. (ม.ป.ป.) “แตกแยก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <http://dict.longdo.com/search/*%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%81* >. (เข้าถึงเมื่อ: 26 มีนาคม 2552).
  12. “สองบุคลิกภาพ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <http://www.google.co.th/search?hl=th&client=firefox-a&rls=org.mozilla%3Aen-US%3Aofficial&hs=DB7&q=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2&meta=>. (เข้าถึงเมื่อ: 28 มีนาคม 2552).
  13. แม่แบบ:MerckHome
  14. Hall-Flavin, Daniel. "Depersonalization disorder: A feeling of being 'outside' your body". สืบค้นเมื่อ 2007-09-08.
  15. Radovic, F; Radovic, S (2002). "Feelings of Unreality: A Conceptual and Phenomenological Analysis of the Language of Depersonalization". Philosophy, Psychiatry, & Psychology. 9 (3): 271–9. doi:10.1353/ppp.2003.0048.
  16. Simeon, D (2004). "Depersonalisation Disorder: A Contemporary Overview". CNS Drugs. 18 (6): 343–54. doi:10.2165/00023210-200418060-00002. PMID 15089102.
  17. Sierra-Siegert, M; David, AS (December 2007). "Depersonalization and individualism: the effect of culture on symptom profiles in panic disorder". J. Nerv. Ment. Dis. 195 (12): 989–95. doi:10.1097/NMD.0b013e31815c19f7. PMID 18091192.
  18. Lambert, Michelle V; Sierra, Mauricio; Phillips, Mary L; David, Anthony S (May 2002). "The Spectrum of Organic Depersonalization: A Review Plus Four New Cases". J Neuropsychiatry Clin Neurosci. 14 (2): 141–54. doi:10.1176/appi.neuropsych.14.2.141. PMID 11983788.
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 Loewenstein, Richard J; Frewen, Paul; Lewis-Fernández, Roberto (2017). "20 Dissociative Disorders". In Sadock, Virginia A; Sadock, Benjamin J; Ruiz, Pedro. Kaplan & Sadock's Comprehensive Textbook of Psychiatry (10th ed.). Wolters Kluwer. GENERAL POPULATION STUDIES OF DISSOCIATIVE DISORDERS, Epidemiology of Depersonalization and Derealization Symptoms. ISBN 978-1-4511-0047-1.
  20. "Depersonalization-derealization disorder - Symptoms and causes". Mayo Clinic (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-11-20.
  21. "Interoceptive hypersensitivity and interoceptive exposure in patients with panic disorder: specificity and effectiveness". 2006. PMID 16911803.
  22. Lickel, J; Nelson, E; Lickel, AH; Deacon, Brett (2008). "Interoceptive Exposure Exercises for Evoking Depersonalization and Derealization: A Pilot Study". Journal of Cognitive Psychotherapy. 22 (4): 321–30. doi:10.1891/0889-8391.22.4.321.
  23. Sadock, BJ; Sadock, VA (2015). "12: Dissociative Disorders". Kaplan and Sadock's Synopsis of Psychiatry (11th ed.). Wolters Kluwer. GENERAL POPULATION STUDIES OF DISSOCIATIVE DISORDERS, Epidemiology of Depersonalization and Derealization Symptoms. ISBN 978-1-60913-971-1.
  24. Sass, Louis A; Parnas, Josef (2003). "Schizophrenia, Consciousness, and the Self". Schizophrenia Bulletin. 29 (3): 427–44. doi:10.1093/oxfordjournals.schbul.a007017. PMID 14609238.
  25. Giesbrecht, T; Smeets, T; Merckelbac, H; Jelicic, M (2007). "Depersonalization experiences in undergraduates are related to heightened stress cortisol responses". J. Nerv. Ment. Dis. 195 (4): 282–87. doi:10.1097/01.nmd.0000253822.60618.60. PMID 17435477.
  26. Stein, M. B.; Uhde, TW (July 1989). "Depersonalization Disorder: Effects of Caffeine and Response to Pharmacotherapy". Biological Psychiatry. 26 (3): 315–20. doi:10.1016/0006-3223(89)90044-9. PMID 2742946.
  27. Raimo, EB; Roemer, RA; Moster, M; Shan, Y (June 1999). "Alcohol-Induced Depersonalization". Biological Psychiatry. 45 (11): 1523–6. doi:10.1016/S0006-3223(98)00257-1. PMID 10356638.
  28. Cohen, P. R. (2004). "Medication-associated depersonalization symptoms: report of transient depersonalization symptoms induced by minocycline". Southern Medical Journal. 97 (1): 70–73. doi:10.1097/01.SMJ.0000083857.98870.98. PMID 14746427.
  29. "Medication-Associated Depersonalization Symptoms". medscape.com.
  30. Arehart-Treichel, Joan (2003-08-15). "Depersonalization Again Finds Psychiatric Spotlight". Psychiatric News. 38 (16): 18–30. doi:10.1176/pn.38.16.0018.
  31. Marriott, S; Tyrer, P (1993). "Benzodiazepine dependence: avoidance and withdrawal". Drug Safety. 9 (2): 93–103. doi:10.2165/00002018-199309020-00003. PMID 8104417.
  32. Shufman, E; Lerner, A (2005). "Depersonalization after withdrawal from cannabis usage" [Depersonalization after withdrawal from cannabis usage]. Harefuah (in Hebrew). 144 (4): 249-51 and 303. PMID 15889607.
  33. Djenderedjian, A; Tashjian, R (1982). "Agoraphobia following amphetamine withdrawal". The Journal of Clinical Psychiatry. 43 (6): 248–49. PMID 7085580.
  34. Mourad, I; Lejoyeux, M; Adès, J (1998). "Evaluation prospective du sevrage des antidépresseurs" [Prospective evaluation of antidepressant discontinuation]. L'Encéphale (in French). 24 (3): 215–22. PMID 9696914.
  35. Ashton, Heather (1991). "Protracted withdrawal syndromes from benzodiazepines". Journal of Substance Abuse Treatment. 8 (1–2): 19–28. doi:10.1016/0740-5472(91)90023-4. PMID 1675688.
  36. Terao, T; Yoshimura, R; Terao, M; Abe, K (1992-01-15). "Depersonalization following nitrazepam withdrawal". Biol Psychiatry. 31 (2): 212–3. doi:10.1016/0006-3223(92)90209-I. PMID 1737083.
  37. Grossman, Dave (1996). On Killing: The Psychological Cost of Learning to Kill in War and Society. Back Bay Books. ISBN 978-0-316-33000-8.
  38. Reed, Graham (1972). The Psychology of Anomalous Experience. Hutchinson. p. 127.
  39. Cardeña, Etzel (1994). "The Domain of Dissociation". In Lynn, Steven J.; Rhue, Judith W. Dissociation: Clinical and theoretical perspectives. New York: Guilford Press. pp. 15–31. ISBN 978-0-89862-186-0.
  40. 40.0 40.1 Sierra, Mauricio; Baker, Dawn; Medford, Nicholas; Lawrence, Emma; Patel, Maxine; Phillips, Mary L.; David, Anthony S. (2006). "Lamotrigine as an Add-on Treatment for Depersonalization Disorder". Clinical Neuropharmacology. 29 (5): 253–258. doi:10.1097/01.WNF.0000228368.17970.DA. PMID 16960469.
  41. Nuller, Yuri L.; Morozova, Marina G.; Kushnir, Olga N.; Hamper, Nikita (2001). "Effect of naloxone therapy on depersonalization: A pilot study". Journal of Psychopharmacology. 15 (2): 93–95. doi:10.1177/026988110101500205. PMID 11448093. In three of 14 patients, depersonalization symptoms disappeared entirely and seven patients showed a marked improvement. The therapeutic effect of naloxone provides evidence for the role of the endogenous opioid system in the pathogenesis of depersonalization.
  42. Somer, Eli; Amos-Williams, Taryn; Stein, Dan J. (2013). "Evidence-based treatment for Depersonalisation-derealisation Disorder (DPRD)". BMC Psychology. 1 (1): 20. doi:10.1186/2050-7283-1-20. PMC 4269982. PMID 25566370.
  43. Medford, Nick; Sierra, Mauricio; Baker, Dawn; David, Anthony S. (2005). "Understanding and treating depersonalisation disorder". Advances in Psychiatric Treatment. 11 (2): 92–100. doi:10.1192/apt.11.2.92.
  44. สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3. (ม.ป.ป.) "เรื่องย่อสาปภูษาประจำสัปดาห์". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <http://www.thaitv3.com/ch3/drama/sumweek.php?drama_id=41>. (เข้าถึงเมื่อ: 26 มีนาคม 2552).

อ้างอิงอื่น ๆ[แก้]

  • Loewenstein, Richard J; Frewen, Paul; Lewis-Fernández, Roberto (2017). "20 Dissociative Disorders". In Sadock, Virginia A; Sadock, Benjamin J; Ruiz, Pedro. Kaplan & Sadock's Comprehensive Textbook of Psychiatry (10th ed.). Wolters Kluwer. ISBN 978-1-4511-0047-1.