ข้ามไปเนื้อหา

บิกโฟร์ (ไวต์สตาร์ไลน์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพรวมชั้น
ผู้สร้าง: ฮาร์แลนด์แอนด์โวล์ฟ, เบลฟาสต์
ผู้ใช้งาน: ไวต์สตาร์ไลน์
ก่อนหน้าโดย: อาร์เอ็มเอส โอเชียนิก
ตามหลังโดย: ชั้นอะทีนิก
สร้างเมื่อ: 1901–1906
ในราชการ: 1901–1934
วางแผน: 4
เสร็จแล้ว: 4
สูญเสีย: 1
ปลดประจำการ: 3
ลักษณะเฉพาะ
ประเภท: เรือเดินสมุทร
ขนาด (ตัน): 20,904–24541 ตันกรอส, 13,449–15,638 ตันเนต
ความยาว: 700 ถึง 730 ฟุต (210 ถึง 220 เมตร)
ความกว้าง: 75.3 ฟุต (23.0 เมตร)
ความลึก: 44 ฟุต (13 เมตร)
ระบบขับเคลื่อน: เครื่องจักรไอน้ำสี่เท่าขยายส่งกำลังให้ใบจักรคู่ กำลังรวม 16,000 hp (12,000 kW)
ความเร็ว: 17 นอต (31 กิโลเมตรต่อชั่วโมง; 20 ไมล์ต่อชั่วโมง)
ความจุ: ป.2,850 คน

"บิกโฟร์" (อังกฤษ: Big four) เป็นกลุ่มเรือเดินสมุทรสี่ลำในต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีระวางขับน้ำ 20,000 ตัน สร้างโดยอู่ต่อเรือฮาร์แลนด์แอนด์โวล์ฟให้กับสายการเดินเรือไวต์สตาร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดและหรูหราที่สุดในเวลานั้น กลุ่มเรือนี้ประกอบด้วยเคลติก, เซดริก, บอลติกและเอเดรียติก

จุดกำเนิด

[แก้]

ในปี 1899 ไวต์สตาร์ไลน์ขึ้นระวางอาร์เอ็มเอส โอเชียนิก ซึ่งมีความยาวเกินกว่าเอสเอส เกรตอีสเทิร์นแต่ระวางบรรทุกไม่ถึง หลังทอมัส อิสเมย์เสียชีวิต คำสั่งต่อเรือโอลิมปิก น้องสาวของโอเชียนิกก็ถูกยกเลิกไป แต่ทรัพยากรกลับถูกโยกย้ายไปใช้กับโครงการใหม่ของบริษัท นั่นคือการสร้างกองเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยแล่นในทะเล "บิกโฟร์"[1]

ประวัติศาสตร์

[แก้]

ในปี 1901 ไวต์สตาร์ไลน์สั่งต่อเรือชุดหนึ่งจำนวนสี่ลำที่ตั้งใจให้มีขนาดใหญ่กว่าเกรตอีสเทิร์น โดยเรียกเรือชุดนี้ว่า "บิกโฟร์" เรือทั้งสี่ลำถูกออกแบบให้มีระวางบรรทุกเกิน 20,000 ตันและแทนที่จะสร้างมาเพื่อความเร็วและแข่งขันเพื่อชิงบลูริบบันด์ พวกมันกลับถูกออกแบบมาให้หรูหรากว่าคู่แข่ง[2]

เรือลำแรกในบรรดาเรือสี่ลำนี้มีชื่อว่าเคลติก และถูกสั่งต่อโดยทอมัส อิสเมย์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต[1] เคลติกถูกปล่อยลงน้ำในวันที่ 4 เมษายน 1901 และออกเดินทางเที่ยวแรกในวันที่ 26 กรกฎาคม เธอสั้นกว่าโอเชียนิกแต่ก็ยังคงยาวกว่าเกรตอีสเทิร์น[1] เมื่อเคลติกสร้างเสร็จ เธอเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาด้วยระวางบรรทุกรวม (GRT) 20,904 ตัน ทำให้เธอกลายเป็นเรือลำแรกที่ทะลุ 20,000 ตันกรอส

โครงการนี้ตามมาด้วยเซดริก ซึ่งปล่อยลงน้ำในวันที่ 21 สิงหาคม 1902 และออกเดินทางเที่ยวแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1903 ณ เวลาที่เธอถูกปล่อยลงน้ำ เธอเป็นวัตถุเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาด้วยระวางบรรทุกรวม 21,073 ตัน

แปลนของบอลติก, ป. 1903

โครงการนี้ตามมาด้วยบอลติก ซึ่งปล่อยลงน้ำในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1903 และออกเดินทางเที่ยวแรกในวันที่ 29 มิถุนายน 1904 เธอเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยระวางบรรทุกรวม 23,876 ตันกระทั่งถึงปี 1905 เมื่อไคเซอรินเอากุสเตอวิกทอรีอาของฮาปัคที่มีระวางบรรทุกรวม 24,581 ตันแซงหน้าเธอในด้านระวางบรรทุก[3]

ความนิยมของ "บิกโฟร์" ของไวต์สตาร์ไลน์ท้ายที่สุดก็ถูกแซงหน้าไปโดยลูซิเทเนียและมอริเทเนียของคูนาร์ดไลน์ ซึ่งทั้งสองมีขนาดใหญ่กว่าเอเดรียติก เอเดรียติกมีระวางบรรทุกรวม 24,541 ตัน ซึ่งเป็นลำที่ใหญ่ที่สุดและเร็วที่สุดในบรรดา "บิกโฟร์" แต่ก็ถูกลูซิเทเนียแซงหน้าในด้านขนาดไปก่อนที่เอเดรียติกจะถูกปล่อยลงน้ำ สุดท้ายคือเอสเอส แลปแลนด์ของเรดสตาร์ไลน์ ที่มีขนาดประหยัดกว่าที่ 17,000 ตัน เป็นเหมือนพี่น้องเสมือนกับ "บิกโฟร์" ในด้านการจัดวางและมิติ โดยแลปแลนด์ก็ถูกสร้างโดยฮาร์แลนด์แอนด์โวล์ฟเช่นกัน

คุณสมบัติ

[แก้]
ห้องอ่านหนังสือและเขียนจดหมายชั้นหนึ่งของเอเดรียติก ห้องลักษณะเดียวกันนี้มีการตกแต่งในพี่น้องของเธอลำอื่น ๆ

"บิกโฟร์" มีระวางบรรทุกรวมอยู่ระหว่าง 20,904 ถึง 24,541 ตัน และมีระวางบรรทุกสุทธิอยู่ระหว่าง 13,449 ถึง 15,638 ตัน โดยบอลติกและเอเดรียตกมีขนาดใหญ่กว่าเคลติกและเซดริกอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม เอเดรียติก ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดในสี่ลำนี้ เป็นลำเดียวที่ไม่ได้ครองตำแหน่งเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก[4] ทั้งสี่ลำขับเคลื่อนด้วยใบจักรสองเพลาที่ขับเคลื่อนโดยเครื่องจักรไอน้ำแบบสี่เท่าขยายและมีความเร็วเฉลี่ย 16 นอต (30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง; 18 ไมล์ต่อชั่วโมง) แม้ความเร็วสูงสุดของแต่ละลำจะแตกต่างกันไป

รูปร่างภายนอกของทั้งสี่ลำมีความคล้ายคลึงกัน คือตัวเรือสีดำ ท้องเรือสีแดง และโครงสร้างส่วนบนสีขาว โดยมี "เกาะ" สะพานเดินเรือแยกออกมาจากโครงสร้างส่วนบนหลัก เรือเหล่านี้มีเสากระโดงสี่ต้น (สองต้นหน้าและสองต้นหลัง) ซึ่งรองรับสายเคเบิลของโทรเลขไร้สาย ปล่องไฟทั้งสองเป็นสีเหลืองอ่อนและมีปลอกสีดำอยู่ด้านบน

เรือเหล่านี้มีความหรูหราในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีห้องอาหารที่โดดเด่นด้วยหลังคากระจกซึ่งเป็นจุดเด่น ห้องนั่งเล่นที่มีห้องอ่านและเขียนหนังสือพร้อมหนังสือและวารสารมากมาย และยังประดับตกแต่งด้วย หน้าต่างบานใหญ่ อีกทั้งยังมีทางเดินเล่นที่มีหลังคา ห้องสูบบุหรี่ที่ตกแต่งด้วยกระจกสี[5] และในกรณีของเอเรดียติกมีสระว่ายน้ำในร่มและห้องอาบน้ำแบบตุรกีสมัยวิกตอเรีย[6]

อาชีพของเรือ

[แก้]

เคลติก

[แก้]

เคลติกเป็นลำแรกใน "บิกโฟร์" เริ่มให้บริการในปี 1901 เธอเป็นเรือลำแรกที่มีระวางบรรทุกมากกว่าเกรตอีสเทิร์น ตลอดอาชีพของเธอมีอุบัติเหตุหลายครั้ง เมื่อถูกดัดแปลงเป็นเรือลาดตระเวนช่วยรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เธอชนกับทุ่นระเบิดในปี 1917 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน ในปี 1918 เธอถูกตอร์ปิโดของเรือดำน้ำเยอรมัน แต่ก็ถูกกู้มาอีกครั้ง ในปี 1925 เธอชนกับเรืออีกลำ แต่ทั้งสองลำไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชนกันอีกครั้งในปี 1927 ในที่สุดในปี 1928 เธอชนกับโขดหินนอกชายฝั่งโคฟและถูกพิจารณาว่าไม่สามารถกู้คืนได้ ต้องใช้เวลาถึงห้าปีกว่าเรือจะถูกรื้อถอนจนหมด[7][8]

เซดริก

[แก้]

เซดริกเริ่มให้บริการในปี 1903 อาชีพเชิงพาณิชย์ของเธอแบ่งออกเป็นการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและการล่องเรือสำราย เมื่อไททานิกอับปาง เซดริกเทียบท่าอยู่ในนิวยอร์ก หลังการอับปางของไททานิก มีรายงานว่าเจ. บรูซ อิสเมย์ กรรมการผู้จัดการของไวต์สตาร์ ได้พยายามจัดการทางวิทยุกับสำนักงานไวต์สตาร์ในนิวยอร์ก เพื่อขอให้ชะลอการออกเดินทางของเซดริกจนกว่าคาร์เพเทียจะมาถึงท่าเรือ เพื่อที่เขาและลูกเรือผู้รอดชีวิตจากไททานิกจะสามารถเดินทางกลับอังกฤษได้โดยไม่ต้องเหยียบแผ่นดินสหรัฐ อย่างไรก็ตาม เซดริกออกเดินทางตามกำหนด[9] ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เซดริกถูกดัดแปลงเป็นเรือลาดตระเวนช่วยรบ วันที่ 29 มกราคม 1918 เธอชนกับเรือ มอนทรีออลของคะเนเดียนแปซิฟิกบริเวณอ่าวมอร์คัมบ์ มอนทรีออลถูกลากจูงแต่จมลงในวันรุ่งขึ้น ห่างจากเรือประภาคารเมอร์ซีย์บาร์ 14 ไมล์ (23 กิโลเมตร) วันที่ 30 กันยายน 1923 เซดริกชนกับอาร์เอ็มเอส ไซเทียของคูนาร์ดไลน์ในท่าเรือควีนส์ทาวน์ระหว่างมีหมอกหนาจัด ทั้งสองลำไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง เธอถูกปลดระวางในปี 1931 และถูกแยกชิ้นส่วนในปีถัดมา[10]

บอลติก

[แก้]
บอลติกขณะกำลังก่อสร้าง, 1903

ขึ้นระวางในปี 1904 บอลติกเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลหลายครั้ง ในปี 1909 เธอได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากอาร์เอ็มเอส รีพับลิก (1903) ซึ่งชนกับเอสเอส ฟลอริดาของลอยด์อิตาเลียโน ต่อมาในวันที่ 15 เมษายน 1912 บอลติกได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากไททานิก แต่ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ เธอยังเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลืออีกครั้งในวันที่ 6 ธันวาคม 1929 โดยให้ความช่วยเหลือเรือใบนอร์เทิร์นไลต์ที่กำลังจม สุดท้ายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1933 เธอเดินทางไปยังโอซากะเพื่อทำการแยกชิ้นส่วน[11] บอลติกมักถูกประกบด้วยเรือพี่เลี้ยง เอสเอส แม็กเนติก ของไวต์สตาร์ ซึ่งให้บริการเธอตลอดช่วงอาชีพส่วนใหญ่ของเรือ ทั้งสองลำปรากฏอยู่ด้วยกันบนโปสการ์ดหลายใบของไวต์สตาร์ไลน์

เอเดรียติก

[แก้]

เอเดรียติกเข้าประจำการในปี 1907 เธอเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุด เร็วที่สุด และหรูหราที่สุดในบิกโฟร์ โดยเป็นเรือเดินสมุทรลำแรกที่มีสระว่ายน้ำในร่มและห้องอาบน้ำแบบตุรกีสมัยวิกตอเรีย[12] เอเดรียติกประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการให้บริการในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเมื่อเรือได้เดินทางหลายครั้งในฐานะเรือลำเลียงพล[13] เอเดรียติกถูกเปลี่ยนไปให้บริการการล่องเรือสำราญตั้งแต่ปี 1933 และถูกปลดระวางในปีถัดมา จากนั้นจึงถูกขายโดยไวต์สตาร์ไลน์เพื่อนำไปแยกชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นในปี 1935

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. 1 2 3 "The Great Ocean Liners: Celtic (II)". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2009. สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. White Star Line Oceanic II 1899–1914[usurped], White Star Ships. Retrieved 27 July 2009
  3. "The Great Ocean Liners:Baltic". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 3 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. Adriatic 2 เก็บถาวร 2 กันยายน 2011 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, The White Star Line. Retrieved 27 July 2009
  5. The Famous Big 4 of the New York – Liverpool Service – White Star Line – 1909 Brochure, GG Archives. Retrieved 27 July 2009
  6. Shifrin, Malcolm (2015) Victorian Turkish Baths (Swindon: Historic England) pp.253-255
  7. "White Star Line History Website: RMS Celtic". ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2014. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. R.M.S. Celtic (II) เก็บถาวร 24 กันยายน 2010 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Great Ships. Retrieved 28 July 2009
  9. "Ismay, saved by 'miracle' to sneak back to London". The Denver Post. เมษายน 18, 1912. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 5 มีนาคม 2016 โดยทาง blogs.denverpost.com.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. "The Great Ocean Liners: Cedric". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 10 ตุลาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. "The Great Ocean Liners: Baltic". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 3 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2009.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  12. Shifrin, Malcolm (2015). "Chapter 23: The Turkish bath at sea". Victorian Turkish Baths. Historic England. ISBN 978-1-84802-230-0.
  13. RMS Adriatic II เก็บถาวร 1 ตุลาคม 2009 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Ayrshire Scotland. Retrieved 27 July 2010

บรรณานุกรม

[แก้]