บาลอร์
บาลอร์ หรือ บาลอร (ไอริช: Balor หรือ ไอริช: Balar; บางแหล่งสะกด Bolar) เป็นตัวละครอมนุษย์สำคัญในปกรณัมปรัมปราไอริช อยู่ในกลุ่มโฟโมเรียน และปรากฏเด่นที่สุดในเรื่อง การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ (ไอริช: Cath Maige Tuired) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของวัฏจักรปกรณัม บาลอร์เป็นผู้นำหรือกษัตริย์ฝ่ายโฟโมเรียนผู้มีดวงตาพิฆาต และเป็นศัตรูสำคัญของบุตรธิดาแห่งเทพีดานูในศึกครั้งใหญ่ที่แม็ก ทุยดร์ เขาถูกสังหารโดยลูก์ หลานชายของตนเอง ผู้เป็นบุตรของเคียนกับเอธนิวหรือเอธลิว บุตรสาวของบาลอร์[1][2][3]
ในวรรณกรรมไอริชยุคกลาง บาลอร์มักถูกเรียกด้วยสมญาที่เกี่ยวกับดวงตาและการทำลาย เช่น "บาลอร์แห่งตาทะลวง" หรือ "บาลอร์ตาพิฆาต" ดวงตาของเขาไม่ใช่เพียงลักษณะทางกายภาพ แต่เป็นอาวุธเหนือธรรมชาติซึ่งเปิดใช้ในสนามรบแล้วทำให้กองทัพที่มองเห็นไม่อาจต้านทานได้[1] ในคติพื้นบ้านไอริชภายหลัง โดยเฉพาะเรื่องเล่าจากเกาะโทรีและโดนีกอล บาลอร์ถูกเล่าเป็นราชาโหดร้ายแห่งเกาะโทรี ผู้ขังบุตรสาวไว้ในหอคอยเพราะคำทำนายว่าเขาจะตายด้วยน้ำมือหลานชาย[2]
ชื่อและสมญา
[แก้]ชื่อ บาลอร์ ปรากฏในรูปภาษาไอริชเก่าและภาษาไอริชกลางหลายรูป เช่น ไอริช: Balor, ไอริช: Balar และในงานภาษาอังกฤษสมัยใหม่อาจพบรูป Balor, Balar หรือ Bolar[3] รูปชื่อที่ควรใช้เป็นชื่อบทความภาษาไทยคือ บาลอร์ เพราะสอดคล้องกับการถ่ายเสียง Balor และช่วยแยกจากรูปสะกดอื่นที่พบในเอกสารรอง ส่วน บาลอร อาจทำเป็นหน้าเปลี่ยนทางได้
สมญาของบาลอร์ในวรรณกรรมไอริชเกี่ยวข้องกับพลังทำลายและดวงตา เช่น ไอริช: Balor Birugderc หรือบาลอร์ผู้มีตาทะลวง, ไอริช: Balor Béimnech หรือบาลอร์ผู้ฟาดทำลาย และ ไอริช: Balor ua Néit หรือบาลอร์ หลานของเนต ซึ่งสะท้อนสายสกุลในหมู่โฟโมเรียน[3][1] ชื่อภาษาอังกฤษสมัยนิยมว่า Balor of the Evil Eye มักแปลเป็นไทยได้ว่า "บาลอร์ตาพิฆาต" หรือ "บาลอร์แห่งดวงตาชั่วร้าย" แต่ในบทความสารานุกรมควรใช้คำว่า "ตาพิฆาต" หรือ "ดวงตาพิฆาต" มากกว่า เพราะเน้นหน้าที่ของดวงตาในเรื่องเล่าโดยไม่ทำให้ความหมายกลายเป็นคำตัดสินทางศีลธรรมแบบสมัยใหม่
นิรุกติศาสตร์ของชื่อบาลอร์ยังไม่เป็นข้อยุติ นักวิชาการบางรายเชื่อมชื่อกับรากเคลต์ดั้งเดิมที่มีความหมายเกี่ยวกับแสงหรือประกาย ขณะที่ข้อเสนออื่นตีความต่างออกไปและระมัดระวังต่อการอธิบายชื่อด้วยนิรุกติศาสตร์ที่ไม่แน่นอน[3][4] ดังนั้นบทความควรกล่าวเพียงว่า "อาจเกี่ยวข้องกับรากคำที่หมายถึงความสว่างหรือประกาย" ไม่ควรเขียนฟันธงว่าแปลว่า "ผู้เปล่งประกาย" โดยไม่มีเงื่อนไข
แหล่งข้อมูล
[แก้]บาลอร์เป็นที่รู้จักจากทั้งวรรณกรรมไอริชยุคกลางและคติพื้นบ้านภายหลัง แหล่งข้อมูลสำคัญที่สุดคือ การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ หรือ Cath Maige Tuired ซึ่งเล่าเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างบุตรธิดาแห่งเทพีดานูกับโฟโมเรียน หลังจากบุตรธิดาแห่งเทพีดานูเข้าครองไอร์แลนด์และโค่นฟิร์โบลกแล้ว[1][5] เรื่องนี้เป็นแกนสำคัญของวัฏจักรปกรณัม และเชื่อมกับกรอบประวัติการพิชิตไอร์แลนด์ใน บันทึกแห่งการพิชิต (ไอริช: Lebor Gabála Érenn)[6][7]
ใน การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ บาลอร์ไม่ได้เป็นเพียงปีศาจเดี่ยว หากเป็นหนึ่งในหัวหน้าฝ่ายโฟโมเรียน ร่วมกับเบรส, อินเดค, เอเลธา และผู้นำอื่น ๆ[1] เขาปรากฏในบริบทของสงครามการเมืองและเครือญาติระหว่างสองกลุ่มเหนือมนุษย์ เนื่องจากทั้งลูก์และเบรสต่างมีสายเลือดผสมระหว่างบุตรธิดาแห่งเทพีดานูกับโฟโมเรียน เรื่องของบาลอร์จึงไม่ใช่เรื่อง "เทพดีสู้ปีศาจร้าย" อย่างเรียบง่าย แต่เป็นเรื่องของอำนาจ ความเป็นญาติ การแต่งงานระหว่างกลุ่ม และความชอบธรรมในการปกครอง[2][5]
นอกจากวรรณกรรมยุคกลางแล้ว บาลอร์ยังปรากฏเด่นในคติพื้นบ้านของเกาะโทรี นอกชายฝั่งโดนีกอล ภูมิประเทศบนเกาะ เช่น ดุน บาลอร์ (ไอริช: Dún Baloir) หรือ "ปราสาทบาลอร์" และหินผาหอคอยที่เชื่อมกับบุตรสาวของเขา ถูกอธิบายผ่านเรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับบาลอร์ ลูกสาวที่ถูกคุมขัง วัววิเศษ และหลานชายผู้สังหารเขา[2] เรื่องเล่ากลุ่มนี้มีลักษณะต่างจากฉบับยุคกลางหลายประการ จึงควรแยกเป็น "คติพื้นบ้านภายหลัง" ไม่ควรนำไปผสมกับ การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ โดยไม่ระบุแหล่ง
ภูมิหลังในวัฏจักรปกรณัม
[แก้]ในวัฏจักรปกรณัม เรื่องของบาลอร์อยู่ในลำดับใหญ่ของการเข้าครองไอร์แลนด์โดยกลุ่มชนเหนือมนุษย์หลายกลุ่ม ได้แก่ เคซาร์, พาร์โทลอน, เนเมด, ฟิร์โบลก, บุตรธิดาแห่งเทพีดานู และท้ายที่สุดคือไมลีเซียนหรือบรรพชนของชาวเกล[6][7] โฟโมเรียนปรากฏตลอดเรื่องเล่าหลายช่วงในฐานะกลุ่มอมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับทะเล การรุกราน ภาษีบรรณาการ และพลังที่คุกคามระเบียบของไอร์แลนด์[8][9]
ก่อนการศึกครั้งที่สองที่แม็ก ทุยดร์ บุตรธิดาแห่งเทพีดานูเดินทางมาสู่ไอร์แลนด์จากเมืองวิเศษสี่เมือง ได้แก่ ฟาเลียส โกเรียส มูเรียส และฟินเดียส ตามเรื่องเล่า พวกเขานำสมบัติวิเศษสี่อย่างมาด้วย ได้แก่ ศิลาแห่งฟาล หอกของลูก์ ดาบของนูอาดา และหม้อของดาห์ดา[10][9] เมื่อมาถึงไอร์แลนด์ พวกเขาทำศึกกับฟิร์โบลกในศึกครั้งแรกที่แม็ก ทุยดร์ นูอาด์เสียแขนและสูญเสียคุณสมบัติในการเป็นกษัตริย์ ทำให้เบรส ผู้มีสายเลือดโฟโมเรียนขึ้นครองอำนาจแทน[1][5]
การขึ้นครองอำนาจของเบรสนำไปสู่ความกดขี่และบรรณาการแก่โฟโมเรียน เมื่อเบรสถูกโค่นจากบัลลังก์ เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากเครือญาติฝ่ายโฟโมเรียน เหตุการณ์นี้ทำให้บาลอร์และกองทัพโฟโมเรียนเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการศึกครั้งที่สองที่แม็ก ทุยดร์[1] ดังนั้นบาลอร์ควรถูกอธิบายในฐานะส่วนหนึ่งของโครงสร้างเรื่องการเมืองระหว่างบุตรธิดาแห่งเทพีดานูกับโฟโมเรียน ไม่ใช่เพียงยักษ์ตาเดียวที่แยกขาดจากเรื่องหลักของปกรณัมไอริช
ลักษณะและดวงตาพิฆาต
[แก้]ลักษณะที่สำคัญที่สุดของบาลอร์คือดวงตาพิฆาต ใน การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ เขาถูกเรียกว่า "บาลอร์แห่งตาทะลวง" และตานั้นจะไม่เปิดยกเว้นในสนามรบ เปลือกตาของเขาหนักจนต้องใช้ชายสี่คนยกขึ้นด้วยห่วงหรือคันที่ติดอยู่กับเปลือกตา เมื่อกองทัพใดมองเห็นตานั้น แม้มีจำนวนมากก็ไม่อาจต้านทานนักรบฝ่ายตรงข้ามได้[1] ต้นกำเนิดพิษในตาของบาลอร์ถูกอธิบายว่าเกิดจากควันหรือไอพิษจากเวทมนตร์ของดรูอิดของบิดา ซึ่งเข้าสู่ดวงตาของเขาเมื่อเขามองดูการปรุงเวทมนตร์นั้น[1]
ภาพบาลอร์ในแหล่งยุคกลางจึงต่างจากการสรุปแบบง่ายว่าเขามี "ตากลางหน้าผากและตาอีกข้างด้านหลัง" เพราะรายละเอียดดังกล่าวมักมาจากการเล่าภายหลังหรือการเรียบเรียงสมัยใหม่มากกว่าข้อความหลักของ การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ ในบทความสารานุกรมควรเขียนอย่างระวังว่า "ในแหล่งยุคกลาง บาลอร์มีดวงตาพิฆาตซึ่งต้องเปิดในสนามรบ ส่วนรายละเอียดเรื่องจำนวน ตำแหน่ง หรือรูปร่างของดวงตาแตกต่างกันไปในคติพื้นบ้านและการเล่าใหม่ภายหลัง"
ดวงตาของบาลอร์มักถูกตีความในเชิงสัญลักษณ์หลายแบบ เช่น พลังทำลายล้าง ความแห้งแล้ง แสงแดดที่เผาผลาญ หรืออำนาจกดขี่ของผู้นำศัตรู อย่างไรก็ตาม การตีความเหล่านี้เป็นข้อเสนอของนักวิชาการและนักเขียนภายหลัง[2][9] ในเชิงวรรณกรรม ดวงตาของบาลอร์ทำหน้าที่เป็นอาวุธสูงสุดของฝ่ายโฟโมเรียน และการที่ลูก์ทำให้ดวงตานั้นทะลุศีรษะกลับไปทำลายกองทัพโฟโมเรียนเอง เป็นจุดพลิกของเรื่องและเป็นภาพกลับทิศของอำนาจทำลายล้าง
ความสัมพันธ์กับตัวละครอื่น
[แก้]โฟโมเรียน
[แก้]บาลอร์เป็นหนึ่งในตัวแทนสำคัญที่สุดของโฟโมเรียน กลุ่มอมนุษย์ที่เป็นศัตรูสำคัญของบุตรธิดาแห่งเทพีดานู ใน การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ รายชื่อผู้นำฝ่ายโฟโมเรียนรวมบาลอร์ บุตรของโดต หลานของเนต, เบรส บุตรของเอเลธา, อินเดค บุตรของเด ดอมนันน์ และผู้นำอื่น ๆ[1] บาลอร์จึงควรเข้าใจในฐานะผู้นำทัพและนักรบใหญ่ของโฟโมเรียน มากกว่าจะเป็นปีศาจโดดเดี่ยว
โฟโมเรียนในวรรณกรรมไอริชไม่ได้มีภาพเดียวตายตัว บางตอนเป็นผู้รุกรานจากทะเล บางตอนเป็นกลุ่มที่อยู่ในไอร์แลนด์มาก่อน และบางตอนมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับบุตรธิดาแห่งเทพีดานู[8][9] ความกำกวมนี้เห็นได้ชัดในเรื่องของบาลอร์ เพราะแม้เขาเป็นศัตรูสำคัญของบุตรธิดาแห่งเทพีดานู แต่บุตรสาวของเขาก็เป็นมารดาของลูก์ วีรบุรุษฝ่ายเทพีดานู
บุตรธิดาแห่งเทพีดานู
[แก้]บุตรธิดาแห่งเทพีดานูเป็นกลุ่มตัวละครเหนือมนุษย์ที่มักถูกตีความว่าเป็นร่องรอยของเทพเจ้าก่อนคริสต์ศาสนาในวรรณกรรมไอริชยุคกลาง[11][9] ในเรื่องของบาลอร์ กลุ่มนี้เป็นฝ่ายที่ถูกโฟโมเรียนกดขี่และต้องทำศึกเพื่อปลดปล่อยตนเองจากบรรณาการและแรงงานที่เบรสกับโฟโมเรียนบังคับใช้[1]
ตัวละครฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานูที่เกี่ยวข้องกับบาลอร์โดยตรง ได้แก่ นูอาด์ ราชาแขนเงินซึ่งถูกบาลอร์สังหารในศึก, มาคา บุตรีของเอิร์นมัสซึ่งล้มตายพร้อมนูอาด์, มอร์ริแกนซึ่งปรากฏภายหลังเพื่อปลุกใจฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานู, ดาห์ดา, ออคมา, โกวินิว และสำคัญที่สุดคือลูก์ ผู้สังหารบาลอร์[1]
เคียน เอธนิว และลูก์
[แก้]เคียนเป็นบิดาของลูก์และเป็นสมาชิกฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานู ส่วนเอธนิวหรือเอธลิวเป็นบุตรสาวของบาลอร์ในสายเรื่องหนึ่ง[12][2] การเกิดของลูก์ทำให้ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายมีลักษณะเป็นความขัดแย้งภายในเครือญาติด้วย ลูก์เป็นทั้งหลานของบาลอร์ฝ่ายโฟโมเรียนและวีรบุรุษของฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานู
ใน การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ ความสัมพันธ์นี้ผูกกับการแต่งงานและพันธมิตรระหว่างกลุ่ม แต่ในคติพื้นบ้านภายหลัง เรื่องมักเปลี่ยนเป็นคำทำนายว่าบาลอร์จะถูกหลานชายฆ่า เขาจึงขังบุตรสาวไว้ในหอคอยเพื่อป้องกันไม่ให้นางมีบุตร ทว่าเคียนหรือวีรบุรุษชื่อใกล้เคียงสามารถเข้าถึงนางได้ และเด็กที่เกิดมาคือลูก์ ผู้กลับมาสังหารบาลอร์ในที่สุด[2]
เบรสและการกดขี่ของโฟโมเรียน
[แก้]เบรสเป็นตัวละครสำคัญที่เชื่อมบาลอร์กับการเมืองของเรื่อง เขาเป็นบุตรของเอริวฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานูกับเอเลธาฝ่ายโฟโมเรียน จึงมีสายเลือดผสมเช่นเดียวกับลูก์ แต่ใช้สถานะดังกล่าวต่างกัน หลังขึ้นเป็นกษัตริย์ เบรสล้มเหลวต่อหน้าที่ของราชา ทั้งด้านความเอื้อเฟื้อ ความยุติธรรม และการคุ้มครองประชาชน ทำให้ฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานูต่อต้านเขา[1][5] เมื่อเสียอำนาจ เบรสขอความช่วยเหลือจากโฟโมเรียนและนำไปสู่การยกทัพของบาลอร์
ความสัมพันธ์ระหว่างเบรสกับบาลอร์ทำให้ศึกแม็ก ทุยดร์ไม่ใช่เพียงศึกของเผ่าพันธุ์ แต่ยังเป็นเรื่องว่าด้วยกษัตริย์ที่ไม่ชอบธรรมและแรงสนับสนุนจากอำนาจภายนอก บาลอร์จึงเป็นอาวุธทางทหารของระบอบที่กดขี่ฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานู
การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์
[แก้]บทบาทสำคัญที่สุดของบาลอร์อยู่ในการศึกครั้งที่สองที่แม็ก ทุยดร์ ซึ่งเป็นสงครามระหว่างบุตรธิดาแห่งเทพีดานูกับโฟโมเรียน ฝ่ายโฟโมเรียนมีบาลอร์ เบรส อินเดค และผู้นำอื่น ๆ เป็นแกนนำ ส่วนฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานูมีนูอาด์ ดาห์ดา ออคมา โกวินิว และลูก์เป็นบุคคลสำคัญ[1]
ระหว่างศึก บาลอร์สังหารนูอาด์แขนเงินและมาคา บุตรีของเอิร์นมัส เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งใน "การล้มตายของเทพเจ้า" สำคัญของวัฏจักรปกรณัม เพราะนูอาด์เป็นราชาและตัวแทนความชอบธรรมของฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานู[1] หลังจากนั้นบาลอร์เผชิญหน้ากับลูก์ เมื่อผู้ช่วยยกเปลือกตาของบาลอร์ขึ้นเพื่อให้เขาใช้ดวงตาพิฆาต ลูก์ขว้างหินจากสลิงเข้าใส่จนดวงตาของบาลอร์ทะลุศีรษะไปด้านหลัง ทำให้ดวงตานั้นหันกลับไปทำลายฝ่ายโฟโมเรียนเอง บาลอร์ล้มลงทับทหารโฟโมเรียนจำนวนมาก และการตายของเขากลายเป็นจุดหักเหของสงคราม[1]
หลังการตายของบาลอร์ ฝ่ายโฟโมเรียนแตกพ่ายสู่ทะเล และมอร์ริแกนมาปลุกใจฝ่ายบุตรธิดาแห่งเทพีดานูให้สู้รบอย่างเด็ดเดี่ยว[1] การศึกครั้งนี้จึงทำให้บุตรธิดาแห่งเทพีดานูหลุดจากอำนาจบรรณาการของโฟโมเรียน และเปิดทางให้ลูก์ขึ้นเป็นบุคคลสำคัญของระเบียบใหม่ในวัฏจักรปกรณัม
คติพื้นบ้านบนเกาะโทรี
[แก้]ในคติพื้นบ้านของเกาะโทรี บาลอร์มีภาพเป็นราชาผู้กดขี่ประจำภูมิทัศน์ท้องถิ่น เรื่องเล่าระบุว่าเขาอาศัยอยู่ที่ดุน บาลอร์หรือปราสาทบาลอร์ทางตะวันออกของเกาะ และมีดวงตาพิษซึ่งทำให้พืชพรรณบนเกาะและชายฝั่งใกล้เคียงเหี่ยวแห้ง[2] บาลอร์มีบุตรสาวคนเดียวซึ่งถูกกักไว้ในหินผาหรือหอคอยชื่ออัน ตอร์ มอร์ เพราะคำทำนายว่าเขาจะถูกฆ่าโดยหลานชายของตนเอง[2]
อีกตอนหนึ่งในคติพื้นบ้านเล่าว่าบาลอร์ขโมยวัววิเศษชื่อ อัน กลาส ไกฟเลียนน์ จากช่างตีเหล็กบนแผ่นดินใหญ่ วัวตัวนี้ให้น้ำนมไม่สิ้นสุด และกลายเป็นชนวนให้วีรบุรุษจากแผ่นดินใหญ่เดินทางไปยังเกาะโทรี วีรบุรุษผู้นั้นเข้าถึงบุตรสาวของบาลอร์และทำให้นางตั้งครรภ์ เด็กที่รอดชีวิตเติบโตขึ้นเป็นลูก์หรือวีรบุรุษชื่อใกล้เคียงในเรื่องเล่าบางสำนวน และกลับมาสังหารบาลอร์[2]
คติพื้นบ้านกลุ่มนี้ต่างจากฉบับ การศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ ในหลายจุด เช่น การเน้นหอคอย การพยากรณ์ การขโมยวัววิเศษ และตอนศีรษะของบาลอร์หลังถูกสังหาร นักวิชาการมองว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนการเล่าเรื่องใหม่ตามสภาพสังคม ภูมิประเทศ และประสบการณ์ทางการเมืองของผู้เล่าในไอร์แลนด์ยุคหลัง[2] บทความจึงควรแยก "บาลอร์ในคติพื้นบ้าน" ออกจาก "บาลอร์ในวรรณกรรมยุคกลาง" อย่างชัดเจน
การตีความ
[แก้]บาลอร์ถูกตีความในหลายแนว บางแนวเห็นว่าเขาเป็นภาพแทนอำนาจทำลายล้าง ความแห้งแล้ง หรือดวงอาทิตย์อันแผดเผา เนื่องจากดวงตาของเขาทำให้พืชพรรณเหี่ยวแห้งและทำลายกองทัพได้[3][2] อย่างไรก็ตาม การตีความแบบสุริยเทพหรือปีศาจแห่งแสงควรนำเสนออย่างระมัดระวัง เพราะแหล่งยุคกลางไม่ได้ระบุโดยตรงว่าบาลอร์เป็นเทพสุริยะหรือบุคคลาธิษฐานของดวงอาทิตย์
โจน เอ็น. แรดเนอร์เสนอว่าเรื่องการต่อสู้ระหว่างลูก์กับบาลอร์เป็นเรื่องที่ถูกเล่าและเรียบเรียงใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อแสดงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มในระดับปกรณัม ไปจนถึงการอ่านในบริบทการรุกรานและอาณานิคมในประวัติศาสตร์ไอร์แลนด์[2] ในมุมนี้ บาลอร์มิใช่เพียงสัตว์ประหลาด แต่เป็นภาพของอำนาจกดขี่ซึ่งถูกวีรบุรุษรุ่นหลังเอาชนะ โดยที่ชัยชนะของลูก์ไม่ใช่แค่การฆ่าศัตรู แต่คือการหันอาวุธของผู้กดขี่กลับไปทำลายระบอบของผู้กดขี่เอง
นักวิชาการด้านปกรณัมเปรียบเทียบบางรายยังเปรียบการต่อสู้ของลูก์กับบาลอร์กับเรื่องของวีรบุรุษหนุ่มสังหารยักษ์หรือตาเดียวในวัฒนธรรมอื่น เช่น คู่อริในปกรณัมเวลส์หรือภาพแบบไซคลอปส์ในกรีก อย่างไรก็ดี การเปรียบเทียบเช่นนี้ควรใช้เพื่ออธิบายรูปแบบเรื่องเล่าร่วม ไม่ใช่เพื่อกล่าวว่าตัวละครเหล่านั้นเป็น "ตัวเดียวกัน" หรือมีต้นกำเนิดเดียวกันโดยตรง[2][9]
ความสำคัญในปกรณัมไอริช
[แก้]บาลอร์เป็นหนึ่งในตัวละครที่ทำให้วัฏจักรปกรณัมมีโครงสร้างชัดเจน เพราะเขาเชื่อมหลายแกนเข้าด้วยกัน ได้แก่ โฟโมเรียนในฐานะอำนาจคุกคาม, บุตรธิดาแห่งเทพีดานูในฐานะผู้ครองไอร์แลนด์ก่อนมนุษย์, ลูก์ในฐานะวีรบุรุษผู้มีสายเลือดสองฝ่าย, และการศึกแห่งแม็ก ทุยดร์ในฐานะสงครามปลดปล่อยจากบรรณาการ[1][2] การตายของบาลอร์ยังเชื่อมกับการตายของนูอาด์และมาคา ทำให้ศึกนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเทพและอมนุษย์ในปกรณัมไอริช
ในลำดับตำนานการเข้าครองไอร์แลนด์ หลังบุตรธิดาแห่งเทพีดานูเอาชนะโฟโมเรียนและครองไอร์แลนด์อยู่ช่วงหนึ่ง พวกเขาถูกท้าทายโดยไมลีเซียน ซึ่งเดินทางมาถึงไอร์แลนด์ในเรื่องเล่าภายหลัง บทบาทของอิธ ผู้เห็นไอร์แลนด์จากหอคอยและเดินทางมาสำรวจดินแดน เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องการมาถึงของไมลีเซียนใน บันทึกแห่งการพิชิต[6][7] แม้บาลอร์จะไม่ได้เป็นตัวละครหลักในตอนของไมลีเซียน แต่การพ่ายแพ้ของเขาเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้บุตรธิดาแห่งเทพีดานูสามารถครองไอร์แลนด์ก่อนถูกแทนที่โดยมนุษย์ชาวเกล
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 "Cath Maige Tuired: The Second Battle of Mag Tuired". CELT: Corpus of Electronic Texts, University College Cork. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 Radner, Joan N. (1992). "The Combat of Lug and Balor: Discourses of Power in Irish Myth and Folktale" (PDF). Oral Tradition. 7 (1): 143–149. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 4 5 MacKillop, James (1998). "Balor". A Dictionary of Celtic Mythology. Oxford University Press. ISBN 9780192801203.
- ↑ Blažek, Václav (2001). "Balor — "the blind-eyed"?". Zeitschrift für celtische Philologie. 52 (1): 129–133. doi:10.1515/ZCPH.2001.129.
- 1 2 3 4 Gray, Elizabeth A., บ.ก. (1982). Cath Maige Tuired: The Second Battle of Mag Tuired. Irish Texts Society. เล่มที่ 52. Dublin: Irish Texts Society.
- 1 2 3 "Leabhar Gabhála / The Book of the Invasions". Royal Irish Academy. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026.
- 1 2 3 Carey, John (1994). The Irish National Origin-Legend: Synthetic Pseudohistory (PDF). Quiggin Pamphlets on the Sources of Mediaeval Gaelic History. Department of Anglo-Saxon, Norse and Celtic, University of Cambridge.
- 1 2 Carey, John (2006). "Fomoiri". ใน Koch, John T. (บ.ก.). Celtic Culture: A Historical Encyclopedia. ABC-CLIO. น. 762. ISBN 9781851094400.
- 1 2 3 4 5 6 Williams, Mark (2016). Ireland's Immortals: A History of the Gods of Irish Myth. Princeton: Princeton University Press. ISBN 9780691157313.
- ↑ MacKillop, James (1998). "Tuatha Dé Danann". A Dictionary of Celtic Mythology. Oxford University Press. ISBN 9780192801203.
- ↑ Carey, John (2006). "Tuath Dé". ใน Koch, John T. (บ.ก.). Celtic Culture: A Historical Encyclopedia. ABC-CLIO. น. 1693–1697. ISBN 9781851094400.
- ↑ MacKillop, James (1998). "Lug Lámfhota". A Dictionary of Celtic Mythology. Oxford University Press. ISBN 9780192801203.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Cath Maige Tuired: The Second Battle of Mag Tuired ที่ CELT: Corpus of Electronic Texts
- Joan N. Radner, "The Combat of Lug and Balor" ที่ Oral Tradition