บันทึกความประสงค์และพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
หน้าแรกของพินัยกรรม

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ลงนามในบันทึกความประสงค์และพินัยกรรมฉบับสุดท้าย ณ ฟือเรอร์บุงเคอร์ เบอร์ลิน เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1945 หนึ่งวันก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตายพร้อมเอฟา เบราน์ ผู้เป็นภริยา

บันทึกความประสงค์เป็นเอกสารสั้น ๆ ระบุว่า ทั้งคู่เลือกตายดีกว่ายอมจำนน และให้จัดการศพของพวกตนด้วยการเผา ทั้งยังกำหนดให้มาร์ทีน บอร์มัน เป็นผู้จัดการตามความประสงค์ ส่วนพินัยกรรมมีสองส่วน ในส่วนแรก เขาระบุว่า ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาเรื่องบ้าสงคราม ขอบคุณพลเมืองเยอรมันที่จงรักภักดี และร้องขอให้พลเมืองฮึดสู้ต่อไป ในส่วนที่สอง เขาประกาศให้ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ กับแฮร์มัน เกอริง เป็นกบฏ และกำหนดแผนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของคาร์ล เดอนิทซ์

เทราเดิล ยุงเงอ เลขานุการของฮิตเลอร์ จำได้ว่า ฮิตเลอร์อ่านข้อความพินัยกรรมจากที่เขียนไว้แล้วให้จดตาม และเชื่อกันว่า โยเซ็ฟ เกิบเบิลส์ เป็นผู้ช่วยจด

บันทึกความประสงค์[แก้]

บันทึกความประสงค์ฉบับสุดท้ายเป็นเอกสารสั้น ๆ ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1945 เวลา 04:00 นาฬิกา[1] บันทึกนี้รับรองการสมรสของฮิตเลอร์ แต่ไม่ได้ระบุว่า เป็นการสมรสกับเอฟา เบราน์ และระบุว่า ฮิตเลอร์กับเบราน์ยอมตายดีกว่ายอมสละอำนาจหรือจำนนให้อดสู ทั้งกำหนดว่า ให้จัดการศพของทั้งคู่ด้วยการเผา บันทึกความประสงค์ให้จัดการทรัพย์สินของฮิตเลอร์ดังนี้[2]

  • ของสะสมทางศิลปะ ให้มอบแก่หอศิลป์ในบ้านเกิดของฮิตเลอร์ที่เมืองลินซ์บนฝั่งแม่น้ำดานูบ
  • วัตถุที่มีคุณค่าทางจิตใจหรือจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ให้มอบแก่ญาติพี่น้องของฮิตเลอร์ และเพื่อนร่วมงานผู้ซื่อสัตย์ เช่น อันนี วินเทอร์ ผู้เป็นแม่บ้าน
  • ของมีค่าอย่างอื่นที่ฮิตเลอร์มีในครอบครอง ให้มอบแก่พรรคนาซี

มาร์ทีน บอร์มัน ได้รับการระบุชื่อให้เป็นผู้จัดการตามความประสงค์ของฮิตเลอร์ บันทึกความประสงค์นี้มีบอร์มันเองและพันเอก นิโคเลาส์ ฟ็อน เบโล ลงนามเป็นพยาน[3]

พินัยกรรรม[แก้]

พินัยกรรมทางการเมืองฉบับสุดท้ายลงนาม ณ วันเวลาเดียวกับบันทึกความประสงค์ฉบับสุดท้าย คือ 29 เมษายน ค.ศ. 1945 04:00 นาฬิกา[1]

พินัยกรรมส่วนแรกพรรณนาแรงจูงใจของฮิตเลอร์ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานับแต่อาสาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และกล่าวย้ำข้อกล่าวอ้างของฮิตเลอร์ที่ว่า จะฮิตเลอร์เองก็ดี จะคนอื่นคนใดในเยอรมนีก็ดี ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามเมื่อปี ค.ศ. 1939 ทั้งยังระบุเหตุผลของฮิตเลอร์ที่ประสงค์จะฆ่าตัวตาย พร้อมชื่นชมและขอบคุณชาวเยอรมันที่สนับสนุนและสร้างความสำเร็จด้วยกันตลอดมา[4] ส่วนแรกนี้ยังลงรายละเอียดเรื่องข้อกล่าวอ้างของฮิตเลอร์ที่ว่า ฮิตเลอร์พยายามเลี่ยงไม่ทำสงครามกับชาติอื่น ๆ แล้ว และยกการเกิดสงครามให้เป็นความรับผิดชอบของหนังสือพิมพ์ ดิอินเทอร์เนชันนัลจิว กับผู้ช่วยเหลือหนังสือพิมพ์นี้[5] ฮิตเลอร์ระบุว่า ตนจะไม่ทิ้งเบอร์ลิน แม้มีกำลังน้อยนิดเกินกว่าจะรักษาเมืองไว้ได้ ฮิตเลอร์ยังแถลงเจตนาที่เลือกตายดีกว่าตกในเงื้อมมือศัตรู[6] เขาทิ้งท้ายพินัยกรรมส่วนนี้ด้วยข้อเรียกร้องให้เสียสละและต่อสู้กันต่อไป[6] กับทั้งแสดงความหวังว่า จะรื้อฟื้นขบวนการสังคมนิยมแห่งชาติขึ้นใหม่เพื่อก่อให้เกิด "ประชาคมประชาชาติที่แท้จริง" (true community of nations)[5]

พินัยกรรมส่วนที่สองระบุเจตนาของฮิตเลอร์เกี่ยวกับรัฐบาลเยอรมนีและพรรคนาซีหลังจากที่เขาสิ้นชีพแล้ว กับทั้งรายละเอียดเรื่องใครจะสืบตำแหน่งเขา เขายังให้ไล่แฮร์มัน เกอริง ออกจากพรรคและจากตำแหน่งราชการทุกตำแหน่ง และยกเลิกกฤษฎีกาฉบับ ค.ศ. 1941 ที่ตั้งเกอริงเป็นผู้สืบตำแหน่งเขาหลังเขาเสียชีวิตแล้ว พินัยกรรมระบุให้ตั้งคาร์ล เดอนิทซ์ เป็นประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหาร แทนที่เกอริง[7] พินัยกรรมยังให้ไล่ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ ออกจากพรรคและตำแหน่งราชการทุกตำแหน่ง ฐานที่พยายามเจรจาสันติภาพกับสัมพันธมิตรตะวันตกโดยที่ฮิตเลอร์ไม่รับรู้และไม่อนุญาต[6] นอกจากนี้ ฮิตเลอร์ให้เรียกเกอริงและฮิมเลอร์ว่า กบฏ[8]

ฮิตเลอร์ให้ตั้งบุคคลต่อไปนี้เป็นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และเป็นผู้นำประเทศ[9]

พินัยกรรมมีพยาน คือ โยเซ็ฟ เกิบเบิลส์, มาร์ทีน บอร์มัน, Wilhelm Burgdorf, และ Hans Krebs[1]

ครั้นบ่ายวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1945 ราวหนึ่งวันครึ่งหลังจากฮิตเลอร์ลงนามในบันทึกความประสงค์และพินัยกรรมแล้ว ฮิตเลอร์กับเบราน์ผู้เป็นภริยาก็ฆ่าตัวตาย[10] เกิบเบิลส์, Burgdorf, และ Krebs ฆ่าตัวตายตามไปในอีกสองวันถัดมา ส่วนบอร์มันฆ่าตัวตายในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 เพื่อไม่ให้ทหารโซเวียตที่ล้อมเบอร์ลินอยู่จับตัวได้[11]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Kershaw 2008, p. 950.
  2. Hitler 1945a.
  3. Kershaw 2008, pp. 948, 950.
  4. Kershaw 2008, p. 948.
  5. 5.0 5.1 Hitler 1945b.
  6. 6.0 6.1 6.2 Kershaw 2008, p. 949.
  7. Kershaw 2008, pp. 949, 950.
  8. Evans 2008, p. 724.
  9. Hitler 1945b; NS-Archiv
  10. Kershaw 2008, pp. 953–955.
  11. Beevor 2002, pp. 381, 383, 387, 389.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Beevor, Antony (2002). Berlin: The Downfall 1945. London: Viking–Penguin Books. ISBN 978-0-670-03041-5.
  • Evans, Richard J. (2008). The Third Reich At War. New York: Penguin Group. ISBN 978-0-14-311671-4.
  • Hitler, Adolph (1945a). My Private Will and Testament.
  • Hitler, Adolph (1945b). My Political Testament.
  • Kershaw, Ian (2008). Hitler: A Biography. New York: W. W. Norton & Company. ISBN 978-0-393-06757-6.