บรรดาศักดิ์ไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ในฐานันดรศักดิ์ไทย บรรดาศักดิ์ คือ ระดับชั้นหรือยศของข้าราชการไทยในสมัยโบราณ เทียบกับคำภาษาอังกฤษคือ Title

ระบบบรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยนี้ ได้ตราออกมาเป็นกฎหมาย เรียกว่า พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหารหัวเมือง พ.ศ. 1998 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา

ประวัติ[แก้]

บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยมีความแตกต่างกับตะวันตกเนื่องจากระบบที่แตกต่างกัน ขุนนางตะวันตกเป็นขุนนางสืบตระกูล และไม่ใช่ข้าราชการ แม้ว่าขุนนางบางคนรับราชการ แต่ขุนนางไทยเป็นข้าราชการ และตำแหน่งขุนนางผูกพันกับระบบราชการ ส่วนขุนนางตะวันตกนั้น ตำแหน่งขุนนาง ผูกพันกับการถือครองที่ดิน ที่ได้รับพระราชทานไว้แต่เดิม และส่วยสาอากร หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ดินนั้น ขุนนางตะวันตก จึงมีส่วนคล้ายกับเจ้าต่างกรม ของไทย ในส่วนของผลประโยชน์ในตำแหน่ง เช่น ส่วย กำลังคน เป็นต้น แต่เจ้าต่างกรมของไทย ก็ไม่ได้สืบตระกูล

ดังนั้น บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยจึงน่าจะเป็นชั้นยศ (Rank) มากกว่าเป็นบรรดาศักดิ์ (Title) ตามหลักการสมัยใหม่

ได้มีการประกาศยกเลิกบรรดาศักดิ์ของไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล[1] ต่อมาประกาศดังกล่าวก็ถูกยกเลิกในเวลาต่อมาเมื่อ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2487[2][3] และต่อมาได้มีพระราชบัญญัติคืนยศ บรรดาศักดิ์ เครื่องราชอิสสริยาภรณ์ และสิทธิในการรับเบี้ยหวัดบำเหน็จและบำนาญ พุทธศักราช 2489 เพื่อนิรโทษกรรมแก่ผู้ต้องโทษทางการเมือง[4] ในสมัยรัฐบาลของควง อภัยวงศ์ได้มีการประกาศใช้บรรดาศักดิ์อีกครั้ง จนถึง พ.ศ. 2491 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ยกเลิกบรรดาศักดิ์ การประกาศให้มีผู้ได้รับบรรดาศักดิ์กลับคืนมีปรากฏในราชกิจจานุเบกษาครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2512[5]

บรรดาศักดิ์ขุนนางไทย[แก้]

บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยแบ่งออกได้เป็น 8 ระดับ[6]คือ

  1. เจ้าพระยา
  2. พระยา
  3. พระ
  4. หลวง
  5. ขุน
  6. หมื่น
  7. พัน
  8. นาย หรือ หมู่
  • หมายเหตุ สมเด็จเจ้าพระยา เป็นบรรดาศักดิ์พิเศษที่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นในบางรัชกาล

แต่ละบรรดาศักดิ์ จะมี ศักดินา ประกอบกับบรรดาศักดิ์นั้นด้วย ระบบขุนนางไทย ถือว่า ศักดินา สำคัญกว่า บรรดาศักดิ์ เพราะศักดินา จะใช้เป็นตัววัดในการปรับไหม และ พินัย ในกรณีขึ้นศาล บรรดาศักดิ์ ใน พระไอยการนาพลเรือน นาทหาร หัวเมือง นี้ ค่อนข้างสับสนและไม่เป็นระบบ คล้ายๆ กับว่า ผู้ออกกฎหมายนึกอยากจะให้บรรดาศักดิ์ใด ศักดินาเท่าไหร่ ก็ใส่ลงไป โดยไม่ได้จัดเป็นระบบแต่อย่างใด (เพิ่มเติมวันที่ 4 มีนาคม 2550 ตามความเห็นไม่คิดว่าจะจัดไม่เป็นระบบแต่อย่างใด แต่เป็นลักษณะอย่าง เช่น เมืองตากเป็นเมืองเล็กๆ พระยาตากอาจถือศักดินาสูงสุดอยู่ในเมืองตาก หมายความว่าใหญ่สุดในเมืองตากทั้งศักดินาและบรรดาศักดิ์ แต่อย่างที่บอกไป เมืองตากเป็นเมืองเล็ก เป็นไปได้ว่าอาจมีศักดินาต่ำกว่ายศขุนของอยุธยาซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่ก็เป็นได้ ทั้งนี้ควรหาข้อมูลเปรียบเทียบตรงจุดนี้ให้กระจ่าง) ดังนั้น จึงมีขุนนางใน กรมช่างอาสาสิบหมู่ หรือ บางกรม ที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา แต่ศักดินาต่ำกว่า 1,000 ซึ่งถือเป็นขุนนางระดับต่ำ

ในสมัยต่อมาได้มีการเพิ่มเติม บรรดาศักดิ์ต่าง ๆ จากทำเนียบพระไอยการนาพลเรือน นายหาร หัวเมือง ขึ้นอีกเป็นอันมาก

ขุนนางของไทยสมัยโบราณ ไม่เหมือนกับขุนนางในประเทศตะวันตก คือ ไม่ได้เป็นขุนนางสืบตระกูล ผู้ที่ได้ครองบรรดาศักดิ์ก็อยู่ในบรรดาศักดิ์เฉพาะตนเท่านั้น จึงเทียบได้กับข้าราชการ หรือ ระบบชั้นยศของข้าราชการในสมัยปัจจุบัน ที่มีการแบ่งเป็นระดับต่างๆ แต่ขุนนางไทยในสมัยโบราณ จะมีราชทินนาม และ ศักดินา เพิ่มเติมแตกต่างจากข้าราชการในปัจจุบันที่มีเพียงชั้นยศเท่านั้น

บรรดาศักดิ์ จมื่น หรือ พระนาย นั้น เป็นบรรดาศักดิ์ หัวหน้ามหาดเล็ก ในกรมมหาดเล็ก ศักดินา 800-1000 เทียบได้เท่ากับ บรรดาศักดิ์ พระ ที่มีศักดินาใกล้เคียงกัน แต่จมื่นนั้น ได้รับการยกย่องมากกว่า เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน และมักจะมีอายุยังน้อย อยู่ในระหว่าง 20-30 ปี มักเป็นลูกหลานของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่นำมาถวายตัวรับใช้ใกล้ชิด พระเจ้าแผ่นดิน และเป็นช่องทางเข้ารับราชการต่อไปในอนาคต

หากเทียบบรรดาศักดิ์ไทยในอดีต กับ ปัจจุบัน เทียบได้ดังนี้

สมเด็จเจ้าพระยา - ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ , ประธานองคมนตรี , ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ น.ร. ฯลฯ

เจ้าพระยา - รัฐมนตรีว่าการกระทรวง , ประธานรัฐสภา , ผู้บัญชาการเหล่าทัพ , ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้น ปฐมจุลจอมเกล้า ฯลฯ

พระยา - ข้าราชการทหาร-

สมเด็จเจ้าพระยา[แก้]

บรรดาศักดิ์ สมเด็จเจ้าพระยา นั้น เพิ่งมามีครั้งแรกในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ได้สถาปนาขึ้นอีก 3 ท่าน หลังจากนั้น ก็ไม่มีผู้ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยาอีก สมเด็จเจ้าพระยาจึงมีเพียง 4 ท่าน คือ

  1. สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก บรรดาศักดิ์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ก่อนปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์ใหม่
  2. สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ศักดินา 30,000 สถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ 4
  3. สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ศักดินา 30,000 สถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ 4
  4. สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ศักดินา 30,000 สถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ 5

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการติดต่อกับประเทศตะวันตก ฝรั่งเทียบให้บรรดาศักดิ์ "สมเด็จเจ้าพระยา" เทียบเท่ากับ ขุนนางตะวันตกชั้น "Grand Duke" โดยหนังสือที่มีถึงสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) นั้นเรียกท่านว่า "แกรนด์ดยุก"

สมเด็จเจ้าพระยาในสมัยรัตนโกสินทร์มีศักดินา 30,000ไร่ เกือบเสมอกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยา ซึ่งทรงศักดินา​ 35,000 ไร่​ จะได้รับพระราชทาน เครื่องประกอบอิสริยยศทำจาก ทองคำลงยาราชาวดี เสมอพระองค์เจ้าทรงกรม มีพระกลดกางกั้น มีพระแสงราชอาญาสิทธิ์ หากวายชนม์ ก็ให้ใช้คำว่า "ถึงแก่พิราลัย"

เจ้าพระยา[แก้]

ส่วนบรรดาศักดิ์ เจ้าพระยานั้น เป็นบรรดาศักดิ์ขุนนางที่สูงที่สุด ตามพระไอยการนาพลเรือน นายทหาร หัวเมือง ในสมัยอยุธยา มีเพียง 5 ตำแหน่ง (ถือศักดินา 10,000) ได้แก่

  1. เจ้าพระยามหาอุปราชชาติวรวงษ์องคภักดีบดินทร สุรินทรเดโชไชยมหัยสุริยภักดีแสนอญาธิราช ขุนนางอาวุโสหน้าพระที่นั่ง (ตอนหลังให้เลิกเนื่องจากมีพระมหาอุปราชาศักดินา 100,000 ทำหน้าที่แทน)

อัครมหาเสนาบดี (ปกติศักดินา 10000 เว้นแต่ถ้าเป็นเจ้าต่างกรมให้ศักดินาสูงกว่า 10000)[แก้]

  1. เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีอะไภยพิรีบรากรมุภาหุ สมุหนายก หัวหน้าขุนนางฝ่ายพลเรือน (อัครมหาเสนาบดีผู้รับผิดชอบเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงแทนพระเจ้าแผ่นดิน)
  2. เจ้าพระยามหาเสนาบดีวิรียภักดีบดินทรสุรินทรทฤๅไชยอไภยพิรียปรากรมภาหุ สมุหพระกลาโหม หัวหน้าขุนนางฝ่ายทหาร (อัครมหาเสนาบดีผู้รับผิดชอบเมืองปักษ์ใต้ทั้งปวงแทนพระเจ้าแผ่นดิน)

เจ้าพระยามหานครผู้ครองหัวเมืองชั้นเอก (ศักดินา 10000)[แก้]

  1. เจ้าพระยาสุรศรีพิศมาธิราชชาติพัทยาธิเบศวรธิบดีอภัยรีพิรียบรากรมภาหุ (เจ้าเมืองพิษณุโลก หัวเมืองชั้นเอก)
  2. เจ้าพระยาศรีธรรมราชชาติเดโชไชยมไหยสุริยาธิบดีอภัยพิรียบรากรมภาหุ (เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช หัวเมืองชั้นเอก)

พระยา[แก้]

ส่วน บรรดาศักดิ์ พระยา นั้น เป็นบรรดาศักดิ์ สำหรับขุนนางระดับสูง หัวหน้ากรมต่างๆ เจ้าเมืองชั้นโท และแม่ทัพสำคัญ ในพระไอยการฯ มีเพียง 33 ตำแหน่ง ดังนั้น จึงมีประเพณี พระราชทานเครื่องยศ (โปรดดูเรื่อง เครื่องราชอิสริยยศไทย) ประกอบกับบรรดาศักดิ์ด้วย โดย พระยาที่มีศักดินามากกว่า 5,000 จะได้รับพระราชทานพานทอง ประกอบเป็นเครื่องยศ จึงเรียกกันว่า พระยาพานทอง ซึ่งถือเป็นขุนนางระดับสูง ส่วนพระยาที่มีศักดินาต่ำกว่านี้ จะไม่ได้รับพระราชทานพานทอง (ปัจจุบันผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้า และ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ถือว่ามียศศักดิ์เทียบเท่ากับ พระยาพานทอง)

ในเรื่องนี้ จึงมีประเด็นความเชื่อ โดยบุตรขุนนางที่เกิดใหม่ บิดามักเอาพานทองไปรองรับทารกที่เกิดใหม่นั้น พร้อมอธิษฐานว่า ขอให้บุตรของตนมีวาสนาได้เป็นพระยาพานทองในอนาคต

ขุนนางที่มีศักดินา 10,000[แก้]

ขุนนางที่มีศักดินา 10,000 ที่ถือว่าเป็นขุนนางระดับสูงนั้น นอกจาก เจ้าพระยา ทั้งห้าตำแหน่งนั้นแล้ว ในทำเนียบพระไอยการฯ ยังมีอีก 16 ตำแหน่ง แต่มีบรรดาศักดิ์ระดับต่ำกว่าเจ้าพระยา คือ

จตุสดมภ์ (เสาหลักราชการทั้ง 4 - ศักดินา 10000 ต่ำกว่าอัครมหาเสนาบดี)[แก้]

  1. พระยายมราชอินทราธิบดีศรีวิไชยบริรักโลกากรทัณทะราช เสนาบดีนครบาล (ที่ จตุสดมภ์ - ภายหลังได้แก้จาก พระยา เป็นเจ้าพระยา)
  2. พระยาธารมาธิบดีสรีวิริยพงษวงษภักดีบดินทรเดโชไชยมะไหยสุริยาธิบดีรัตนมลเทียรบาล เสนาบดีกรมวัง (ที่ จตุสดมภ์ - ภายหลังได้แก้จาก พระยา เป็นเจ้าพระยา)
  3. พระยาศรีธรรมราชเดชะชาติอำมาตยานุชิตพิพิทรัตนราชโกษาธิบดีอภัยรีพิริยะกรมภาหุ ตราบัวแก้ว เสนาบดีกรมพระคลัง (ที่ จตุสดมภ์ - ภายหลังได้แก้จาก พระยา เป็นเจ้าพระยา แล้ว ภายหลังได้ยกให้เป็นที่ระดับเดียวกับอัครมหาเสนาบดี เพราะต้องรับผิดชอบด้านการคลังและการต่างประเทศ รวมทั้งหัวเมืองชายทะเลฝ่ายตะวันออก)
  4. พระยาพลเทพราชเสนาบดีศรีไชยนพรัตนเกษตราธิบดี เสนาบดีกรมนา (ที่ จตุสดมภ์ - ภายหลังได้แก้จาก พระยา เป็นเจ้าพระยา)

ขุนนางชั้นสูงระดับนาหมื่น ที่ต่ำกว่าจตุสดมภ์[แก้]

  1. พระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีศรีสุภะราชพิรียภาหุ เจ้ากรมธรรมการ
  2. พระมหาราชครูพระราชประโรหิตาจารย์ราชสุภาวดีศรีบรมหงษ์องคบุริโสดมพรหมญาณวิบุลสิลสุจริต วิวิทธเวทยพรหมพุทธาจารย์ ปุโรหิต
  3. พระมหาราชครูพระครูมหิธรธรรมราชสุภาวดีศรีวิสุทธิคุณวิบูลธรรมวิสุทธิพรมจาริยาธิบดีศรีพุทธาจารย พราหมณ์
  4. พระยารามจัตุรงค์ จางวางกรมอาสาหกเหล่า
  5. พระยาศรีราชเดโชไชยอะไภรีพิรียปรากรมภาหุ เดโช เจ้ากรมอาสาหกเหล่าขวา
  6. พระยาศรีราชเดชไชยท้ายน้ำอะไภยรีพิรียปรากรมภาหุ ท้ายน้ำ เจ้ากรมอาสาหกเหล่าซ้าย

ออกญานาหมื่นที่รั้งหัวเมืองชั้นโท (ภายหลังให้ยกเป็นเจ้าพระยา)[แก้]

  1. พระยาเกษตรสงครามรามราชแสนญาธิบดีศรีสัชนาลัยอภัยรีพิรียบรากรมภาหุ เจ้าเมืองสวรรคโลก
  2. พระยาศรีธรรมศุภราชชาติบดินทรสุรินทฤๅไชยอภัยพิรียภาหุ เจ้าเมืองสุโขทัย
  3. พระยารามรณรงค์สงครามรามภักดีอภัยพิรียภาหะ เจ้าเมืองกำแพงเพชร
  4. พระยาเพชรรัตนสงครามรามภักดีอภัยพิรียภาหะ เจ้าเมืองเพชรบูรณ์
  5. ออกญากำแหงสงครามรามภักดีอภัยพิรียบรากรมภาหุ เจ้าเมืองนครราชสีมา (ภายหลังได้รับการยกเป็นหัวเมืองชั้นเอกเพราะศึกเจ้าอนุวงศ์)
  6. ออกญาไชยยาธิบดีศรีรณรงค์ฤๅไชยอภัยพิรียบรากรมภาหุ เจ้าเมืองตะนาวศรี
  7. ออกญาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวางอภัยพิรียบรากรมภาหุ เจ้าเมืองสุรินทร์

ขุนนางที่มีศักดินา 5,000[แก้]

ขุนนางที่มีศักดินา 5,000 ตามพระไอยการฯ ซึ่งถือว่าเป็นขุนนางระดับสูง รองลงมาจากขุนนางศักดินา 10,000 มี 21 ตำแหน่ง ดังต่อไปนี้

  1. ออกญาศรีสุริยะราชาไชยอภัยพิรียภาหะ เจ้าเมืองเมืองพิชัย
  2. ออกญาเทพาธิบดีศรีรณรงค์ฤๅไชยอภัยพิรียภาหะ เจ้าเมืองเมืองพิจิตร
  3. ออกญาไกรเพชรรัตนสงครามรามภักดีพิรียภาหะ เจ้าเมืองเมืองนครสวรรค์
  4. ออกญาแก้วเการพยพิไชยภักดีบดินทรเดโชไชยอภัยพิรียะภาหะ เจ้าเมืองเมืองพัทลุง
  5. ออกญาเคางะทราธิบดีศรีสุรัตวลุมหนัก เจ้าเมืองเมืองชุมพร
  6. ออกพระไชยธิบดีรณรงค์ฤๅไชยอภัยพิรียะภาหะ เจ้าเมืองเมืองจันทบูรณ์
  7. ออกพระวิชิตภักดีศรีพิไชยสงคราม เจ้าเมืองเมืองไชยา
  8. ออกพระราชสุภาวดี ศรีสจะเทพณรายสมุหะมาตยาธิบดีศรีสุเรนทราเมศวร เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลาง
  9. ออกพระศรีภูริยปรีชาราชเสนาบดีศรีสารลักษณ เจ้ากรมอาลักษณ์
  10. พระราชครูพระครูพิเชดษรราชธิบดีศรีษรคม พราหมน์
  11. พระธรรมสาตรโหระดาจารยปลัดมหิธร พราหมน์
  12. พระราชครูพระครูพิรามราชสุภาวดีตรีเวทจุทามะณีศรีบรมหงษ์ ปุโรหิต
  13. พระอุไทยธรรม เจ้ากรมภูษามาลา
  14. พระเพทราชาธิบดีศรีสุริยาภิชาติสุริยวงษ์องคสมุหะ สมุหะพระคชบาลจางวางขวา
  15. พระสุรินทราราชาธิบดีศรีสุริยศักดิ์ สมุหะพระคชบาลจางวางซ้าย
  16. พระเพชรพิไชย จางวาง กรมล้อมพระราชวัง
  17. พระราชภักดีศรีรัตนราชสมบัติพิริยภาหะ เจ้ากรมพระคลังมหาสมบัติ
  18. พระพิชัยสงคราม เจ้ากรมอาสาซ้าย
  19. พระรามคำแหง เจ้ากรมอาสาขวา
  20. พระพิชัยรณฤทธิ เจ้ากรมเขนทองขวา
  21. พระวิชิตรณรงค์ เจ้ากรมเขนทองซ้าย

ขุนนางที่มีศักดินา 3,000 ที่รั้งหัวเมืองตรี และ หัวเมืองจัตวา[แก้]

  1. พระราชฤทธานนพหลภักดี ปลัดเมืองพิษณุโลก
  2. พระศรีราชสงคราม ปลัดเมืองนครศรีธรรมราช
  3. ออกพระศรีสุรินทฤๅไชย เจ้าเมืองเพชรบุรี
  4. ออกพระสุระบดินทร์สุรินฤ่ไชย เจ้าเมืองชัยนาท
  5. ออกเมืองอินทบุรี เจ้าเมืองอินทบุรี
  6. ออกเมืองพรมบุรีย์ เจ้าเมืองพรหมบุรี
  7. ออกพระญี่สารสงคราม เจ้าเมืองสิงห์บุรี
  8. ออกพระนครพราหมณ์ เจ้าเมืองลพบุรี
  9. ออกพระพิไชยรณรงค์ เจ้าเมืองสระบุรี
  10. ออกพระพิไชยสุนทร เจ้าเมืองอุทัยธานี
  11. ออกพระศรีสิทธิกัน เจ้าเมืองมโนรมย์
  12. ออกพระวิเศษไชยชาญ เจ้าเมืองวิเศษไชยชาญ
  13. ออกพระสวรรคบุรี เจ้าเมืองสวรรคบุรี
  14. ออกพระพิไชยภักดีสรีมไหยสวรรค เจ้าเมืองกาญจนบุรี
  15. ออกพระพลคบุรีย์ เจ้าเมืองไทรโยค
  16. ออกพระสุนธรสงครามรามพิไชย เจ้าเมืองสุพรรณบุรี
  17. ออกพระศรีสวัสดิ์บุรีย์ เจ้าเมืองศรีสวัสดิ์
  18. ออกพระสุนธรบุรียศรีพิไชยสงคราม เจ้าเมืองนครไชยศรี
  19. ออกพระอมรินฤๅไชย เจ้าเมืองราชบุรี
  20. ออกพระพิบูลย์สงคราม เจ้าเมืองนครนายก
  21. ออกพระอุไทยธานี เจ้าเมืองปราจีนบุรี
  22. ออกพระพิไชยภักดีสรีวิสุทธิสงคราม เจ้าเมืองกุย
  23. ออกพระราชภักดีศรีสงคราม เจ้าเมืองระยอง
  24. พระวิเศศฤๅไชย เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา
  25. พระนนทบุรีศรีมหาสมุทร เจ้าเมืองนนทบุรี
  26. พระสมุทรสาคร เจ้าเมืองท่าจีน
  27. พระสมุทรประการ เจ้าเมืองแม่กลอง
  28. พระชนยบุรีย เจ้าเมืองชลบุรี
  29. พระปรานบุรีย์ศรีสงคราม เจ้าเมืองปราณบุรี
  30. พระบางลมุง เจ้าเมืองบางละมุง
  31. พระศรีสมรรัตนราชภักดีศรีบวรพัช เจ้าเมืองท่าโรง
  32. พระวรมีตีวงค์ษานุราช เจ้าเมืองแม่อาย**
  33. พระจันบูรราชภักดีศรีขันทเสมา เจ้าเมืองกำพราน
  34. พระไชยบาดาล เจ้าเมืองไชยบาดาล
  35. พระวรฤทธิฤๅไชย ผู้ว่าราชการเมืองกุมภวาปี
  36. พระจันธิมาศรีอ่างขาง เจ้าเมืองฝาง*

*เมืองหน้าด้าน(ชายแดน)ที่อยู่ในอาณาเขตของล้านนาแต่มีข้อตกลงกับทางกรุงศรีอยุธยาในการช่วยเหลือด้านการทหาร ภายหลังถูกยุบเลิกตำแหน่งไปเนื่องจากเหล่าเชื้อพระวงศ์(เดิม)สายเชียงแสนและขุนนางเมืองฝางไม่พอใจจึงเผ่าเมืองและขับไล่เจ้าเมืองออกไป

**เมืองหน้าด้าน(ชายแดน)ที่ถูกสร้างขึ้นแทนเมืองฝางที่เสียหายไป(ตั้งอยู่รอยต่อระหว่างฝางกับแม่อายแต่เยืองไปทางแม่อายจึงเรียกว่าเมืองแม่อาย โดยตำแหน่งเจ้าเมืองแม่อายให้มีสิทธิแลอำนาจเดิมของเจ้าเมืองฝางทั้งหมด

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ (1 ชุด มี 3 เล่ม), สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2548