ข้ามไปเนื้อหา

บนโช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

บนโช
บนโชในวัดอันโยอิง [ja] ในกรุงโตเกียว ในภาพสังเกตเห็นสึกิซะ (แผ่นวงกลมเป็นจุดสำหรับตี) รอบ ๆ ระฆัง และคานไม้ห้อยสำหรับใช้ตีระฆัง เรียกว่า ชูโมกุ อยู่ทางซ้ายมือของภาพ
เครื่องตี
ชื่ออื่น
  • สึริงาเนะ
  • โองาเนะ
การจำแนกประเภท
การจำแนกประเภทแบบฮอร์นบอสเทล-ซัคส์111.242.121
(ระฆังแขวนไม่มีไม้ตีอยู่ภายใน)
คิดค้นเมื่อสมัยยามาโตะ (โดยพัฒนาจากระฆังจีนที่มีมาก่อนหน้า)
เครื่องดนตรีที่เกี่ยวข้อง

บนโช (梵鐘, Bonshō; ระฆังพุทธ) หรือ สึริงาเนะ (釣り鐘, tsurigane; ระฆังแขวน) หรือ โองาเนะ (大鐘, ōgane; ระฆังใหญ่) เป็นระฆังที่พบเห็นได้ในวัดพุทธในประเทศญี่ปุ่น ใช้งานเพื่อเรียกรวมพระสงฆ์สวดมนต์และเพื่อใช้บอกระยะเวลา ระฆังบนโชนั้นไม่ได้ตีด้วยไม้จากด้านใน แต่ตีด้วยค้อนหรือคานไม้ที่ห้อยด้วยเชือกจากหลังคาแทน

ระฆังบนโชโดยทั่วไปทำมาจากทองสัมฤทธิ์ ผ่านวิธีการหล่อแบบแม่พิมพ์ใช้ครั้งเดียว โดยทั่วไปมักเสริมและประดับด้วยปุ่มนูน, เส้นแถบนูน และคำจารึก บนโชที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นสร้างขึ้นในราว ค.ศ. 600 แม้ว่าระฆังใบนี้จะมีรูปแบบการออกแบบโดยรวมจะมีที่มาจากจีนยุคก่อนมากกว่า และมีคุณลักษณะบางประการร่วมกับระฆังจีนโบราณก็ตาม เสียงของระฆังบนโชมีลักษณะก้องกังวานและทะลุทะลวง จึงนำมาใช้บอกสัญญาณ บอกเวลา และแจ้งเตือน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเสียงของบนโชมีคุณสมบัติเหนือธรรมชาติ เป็นต้นว่า มีความเชื่อว่าเสียงระฆังนี้จะได้ยินถึงในนรก

ความสำคัญเชิงจิตวิญญาณของบนโชนั้นหมายความว่าบนโชมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลปีใหม่ และเทศกาลบง ตลอดประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น บนโชหลายใบมีความสัมพันธ์กับเรื่องเล่าและตำนาน ทั้งที่เป็นเรื่องแต่ง เช่นระฆังเบ็งเก ที่วัดมีเดระ และที่เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เช่น ระฆังที่วัดโฮโกจิ ส่วนในโลกสมัยใหม่ บนโชยังได้นำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนสันติภาพโลก

ที่มา

[แก้]

บนโชมีที่มาจากเปียนจง (หรือ เฮ็นโช (編鐘, henshō) ในภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีในราชสำนักจีนโบราณที่ประกอบด้วยระฆังที่ตั้งเสียงแล้วจำนวนหนึ่ง ระฆังที่มีขนาดใหญ่กว่าในบรรดาเปียนจง ที่ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นบนโชนั้น ในอดีตใข้งานสำหรับตั้งเสียงและเรียกผู้ฟังให้เข้าร่วมฟังการแสดงเปียนจง[1] ตามตำนานเล่าว่าบนโชอาจมีที่มาจากจีนผ่านทางคาบสมุทรเกาหลี ในนิฮงโชกิมีบันทึกระบุถึงโอโตโมะ โนะ ซาเตฮิโกะ ว่าได้นำเอาระฆังทองสัมฤทธิ์สามใบกลับมายังญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 562 ในฐานะของที่ขโมยมาจากการสงครามในโคกูรยอ[2]

การสร้าง

[แก้]
พระภิกษุกำลังตีระฆังบนโชของวัดโซโจจิในโตเกียว เนื่องในเทศกาลปาถั่ว

การหล่อระฆังบนโชนั้นทำโดยหล่อเป็นชิ้นเดียว ใช้แม่พิมพ์สองอันเป็นแก่นภายในกับเปลือก กระบวนการหล่อนี้แทบไม่ได้เปลี่ยนกรรมวิธีมากนักจากสมัยนาระ (ค.ศ. 710–794)[3] ส่วนแก่นสร้างมาจากอิฐที่วางเรียงกันเป็นทรงโดม ที่ทำมาจากทรายที่แข็งตัว ส่วนเปลือกนั้นทำมาจากแผ่นหล่อแบบกวาด ซึ่งเป็นแผ่นไม้ขนาดใหญ่ แบน มีรูปลักษณะคล้ายภาพตัดขวางของระฆัง ซึ่งจะหมุนรอบแกนแนวตั้งเพื่อขึ้นรูปดินเหนียวสำหรับเป็นแม่พิมพ์ จากนั้นจึงแกะสลักหรือทำรอยรูปคำจารึกและรูปตกแต่งเข้าไปในดินเหนียวนี้[4] ส่วนเปลือกจะครอบเข้ากับส่วนแก่นให้เหลือช่องว่างแคบ ๆ ที่ซึ่งจะเททองสัมฤทธิ์ที่หลอมแล้วเข้าไปที่อุณหภูมิ 1,050 องศาเซลเซียส (1,920 องศาฟาเรนไฮต์) โลหะผสมนี้ประกอบด้วยทองแดงต่อดีบุกที่สัดส่วน 17:3 โดยที่ปริมาณสัดส่วนการผสม และความเร็วของกระบวนการเย็นตัวลง สามารถมีผลต่อความทุ้มของระฆังได้ หลังโลหะเย็นตัวลงและแข็งตัวแล้ว จะนำเอาแม่พิมพ์ออกโดยการทำให้แตก หมายความว่าแม่พิมพ์นั้นต้องทำใหม่สำหรับระฆังทุก ๆ ใบ[5] กระบวนการนี้มีอัตราล้มเหลวสูง มีเพียง 50% ของการหล่อระฆังที่จะสำเร็จในครั้งแรกโดยไม่มีรอยแตกหรือตำหนิ[1]

กระบวนการหล่อนั้นตามธรรมเนียมจะมีการสวดพระสูตรควบคู่ไปพร้อมกัน ซึ่งอาจดำเนินไปนานหลายชั่วโมง กระดาษบทสวดมนต์, กิ่งต้นกัลปพฤกษ์ และวัตถุพิธีอื่น ๆ จะเติมลงไปในโลหะที่หลอมแล้วในกระบวนการหล่อโลหะด้วย[1][5][6]

แผนภาพแสดงส่วนประกอบต่าง ๆ ของบนโช

บนโชประกอบด้วยหลายส่วน ได้แก่[7][8]

  • รีวซุ (竜頭 (Ryūzu)) ด้ามจับรูปมังกรบนยอดของระฆัง ที่ใช้ยกหรือแขวนระฆัง
  • คาซางาตะ (笠形 (Kasagata)) ยอดทรงโดมของระฆัง
  • ชิ หรือ นีว ( (Chi หรือ nyū), ปุ่มนูนรอบส่วนบนของระฆังซึ่งช่วยเพิ่มความก้อง
  • โคมะโนะสึเมะ (駒の爪 (Koma no tsume)) ขอบในด้านล่าง
  • ซึกิซะ (撞座 (Tsuki-za)) แผ่นบนบริเวณสำหรับตี ซึ้งเป็นจุดที่มีความแข็งแรงมากกว่าจุอื่น นิยมประดับเป็นแม่ลายรูปดอกบัวพุทธหรือรูปดอกเก๊กฮวย[9]
  • ทัตสึกิ (竜貴 (Tatsuki)) แถบสำหรับแต่งในแนวนอน
  • เมบุง (銘文 (Mei-bun)) คำจารึก ส่วนมากมักเป็นประวัติศาสตร์ของระฆัง
  • ชูโมกุ (種目 (Shu-moku)) คานไม้ที่ห้อยหรือแขวนไว้สำหรับตีระฆังตรงจุดซึกิซะ

ระฆังบางใบมีรอบพิมพ์เส้นตรงที่คงไว้จากรอยต่อของแม่พิมพ์ที่ใช้หล่อ และไม่ได้นำออกระหว่างการเฟตเติล รอยพิมพ์เช่นนี้มองว่าเป็นมุมหนึ่งของความงามโดยรวมของระฆังใบนั้น ๆ[4] ลักษณะของระฆังที่ปรากฏและเสียงของระฆังยังมีเป้าหมายเพื่อให้ลงรอยกันกับคติความงามของญี่ปุ่นแบบวาบิซาบิ[3]

เสียง

[แก้]

การตีระฆังบนโชจะตีจากด้านนอกโดยใช้ค้อนหรือคานไม้ที่ห้อยจากหลังคาแทนการใช้ที่ตีระฆังจากด้านใน[10][11] เสียงของระฆังบนโชประกอบไปด้วยสามส่วน ส่วนแรกคือ อาตาริ (atari) ซึ่งคือเสียง ณ จุดกระทบตอนตี ระฆังที่หล่อมาดีควรจะสร้างเสียงที่สะอาด เสียงแรกจากการตีนี้จะตามมาทันทีด้วยเสียงโอชิ (oshi) ที่ลากยาว เกิดจากการสั่นก้อง (reverberation) ที่ทำให้เสียงเกิดขึ้นต่อหลังจากเคาะไปแล้ว เสียงนี้จะแหลมกว่า และมีความสั่นเครือต่ำกว่า พร้อมให้บรรยากาศโศกเศร้า แต่รุ่มรวยด้วยฮาร์โมนิกส์ และจะดังนานสิบวินาที เสียงสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือ โอกูริ (okuri) หรือเสียงของการสลายลง อันเป็นเสียงสะท้อนที่ได้ยินจากการสั่นสะเทือนของระฆังที่ค่อย ๆ ตายจากไป และอาจยาวนานถึงหนึ่งนาที นอกจากนี้ยังมีโอเวอร์โทนที่สามารถได้ยินตลอดเสียงของระฆังเช่นกัน[1][2] โทนที่หลากหลายนี้ก่อให้เกิดคุณลักษณะของระดับเสียง (pitch profile) ที่มีความสลับซับซ้อน[12]

ด้วยโทนที่ต่ำและความกังวานที่ลึก ทำให้เสียงของระฆังสามารถเดินทางเป็นระยะทางที่ไกล บนโชขนาดใหญ่อาจสร้างเสียงที่ได้ยินไปไกลถึง 32 กิโลเมตร (20 ไมล์) ในวันที่ไม่มีเสียงอื่นรบกวน[1] ระดับเสียงของระฆังนั้นจะตัดสินอย่างถี่ถ้วนโดยผู้สร้าง ความต่างกันเพียงเฮิร์ตซ์เดียวในความถี่มูลฐาน (fundamental frequency) อาจส่งให้ต้องกลับไปสร้างระฆังใบใหม่ตั้งแต่ต้น[5]

การใข้งานและความสำคัญ

[แก้]
การตีระฆังปีใหม่หรือโจยาโนะคาเนะ เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ปี ค.ศ. 2020 ณ วัดชิองในเกียวโต

บนโชสามารถพบได้ตามวัดพุทธ โดยทั่วไปจะอยู่ในอาคารเฉพาะที่เรียกว่า โชโร (鐘楼 (shōrō)) ใช้เพื่อบอกระยะเวลา[13] และเพื่อเรียกพระสงฆ์มาทำวัตร[14] ในศาสนาพุทธ เสียงของระฆังนี้ถือว่าเป็นเสียงที่ให้ความสงบและกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศอันเหมาะสมกับการทำสมาธิ[15] เนื่องด้วยลักษณะของระฆัง (ไหล่เป็นรูปที่มีความชันและมีฐานที่แบนราบ) ระฆังบนโชจึงถูกมองเป็นรูปแทนพระพุทธเจ้าประทับนั่ง และด้วยเหตุนี้จึงคู่ควรแก่การเคารพในลักษณะเดียวกัน เป็นต้นว่า ก่อนการตีระฆังนั้นจะต้องโค้งคำนับก่อนสามครั้ง ในลักษณะเดียวกับที่ทำต่อหน้าพระพุทธรูป[1]

เสียงกังวานของระฆังยังนำมาใช้เพื่อเตือนภัยไต้ฝุ่นและภัยต่าง ๆ โดยทั่วไป[16] เนื่องด้วยเสียงตีระฆังนั้นสามารถได้ยินไปถึงระยะทางที่ไกล บางครั้งจึงนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการบอกสัญญาณด้วย เช่น มีบันทึกการใช้บนโชสำหรับการสื่อสารทางการทหารย้อนไปถึงสมัยสงครามเก็มเป (ค.ศ. 1180–1185) ระฆังแบบใบเล็กกว่ายังมีหล่อไว้สำหรับใช้งานในสนามรบ เพราะระฆังใหญ่แบบบนโชนั้นยากต่อการขนส่ง บนโชขนาดเล็กนี้จะใช้ในการแจ้งเตือนเมื่อศัตรูโจมตี ในขณะที่การให้คำสั่งจะใช้กลองและการเป่าสังข์[17]

ในการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่แบบญี่ปุ่น ผู้คนจะต่อแถวกันตีระฆังบนโช 108 ครั้ง ในพิธีโจยาโนะคาเนะ (除夜の鐘 (Joyanokane, ระฆังปีใหม่)) ที่เชื่อว่าจะช่วยชำระล้างมนุษย์จากตัณหา 108 ประการ[18][19] ในเทศกาลบง จะตีบนโชแบบพิเศษที่เรียกว่า โอกูโบะโองาเนะ (大久保大鐘 (ōkubo-ōgane, ระฆังกลวงใหญ่)) ระฆังนี้จะแขวนไว้เหนือบ่อน้ำ และเชื่อว่าเสียงของระฆังจะดังกังวานไปถึงในนรกเพื่อเรียกวิญญาณคนตาย ในช่วงตอนปลายของเทศกาล จะตีบนโชที่เรีกยว่า โอคุริคาเนะ (送り鐘 (okurikane, ระฆังส่งกลับ)) เพื่อส่งวิญญาณกลับและเป็นตัวแทนจุดสิ้นสุดฤดูร้อน[1][20]

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มีความต้องการโลหะสำหรับใช้งานในการทหารในการสงครามเพิ่มขึ้นอย่างมาก ระฆังหลายใบถูกหลอมเอาโลหะมาใช้ ทำให้ระฆังที่ยังเหลืออยู่มีสถานะความสำคัญอย่างมาก ระฆังมากกว่า 70,000 ใบ หรือร้อยละ 90 ของบนโชทั้งประเทศ ถูกทำลายจากวิธีนี้[1][21] อย่างไรก็ตาม การผลิตระฆังอย่างรวดเร็วหลังสงครามทำให้ภายในปี ค.ศ. 1995 จำนวนบนโชในญี่ปุ่นกลับมาเท่ากับสมัยก่อนสงคราม[3]

ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 มีการสถาปนาองค์การระฆังสันติภาพโลกขึ้นในญี่ปุ่นเพื่อจุดประสงค์ในการสนับสนุนเงินทุนและหล่อบนโชไปตั้งทั่วโลกในฐานะสัญลักษณ์ของสันติภาพ[22][23] นอกจากนี้ ในเหตุภัยพิบัติสำคัญ เช่น สึนามิและแผ่นดินไหวโทโฮกุปี 2001 หลายชุมชนทีได้รับผลกระทบได้หล่อระฆังเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว[3]

ในบางครั้งก็มีการนำเอาบนโชมาใช้งานเป็นเครื่องดนตรีในบทบรรเลงสมัยใหม่ มีเสียงระฆังที่อัดจากบนโชมาใช้ประกอบในเพลงของมายาซูมิ โทชิโระ ชื่อ Olympic Campanology ซึ่งเป็นเพลงเปิดโอลิมปิกปี 1964 ที่จัดขึ้นที่โตเกียว[24] หรือในผลงานของจาค็อบ ดรุคแมน เพลง Lamia ซึ่งใช้เสียงจากการตีระฆังที่วางไว้บนเค็ทเทิลดรัม[25] นักประพันธ์เพลงเพอร์คัชชันสมัยใหม่บางคนใช้เสียงของบนโชมาแทนเสียงของแทมแทมออเคสตราที่นิยมใช้ทั่วไปในปัจจุบัน[26]

ตัวอย่างสำคัญ

[แก้]
ระฆังใหญ่ ภาพสามส่วนเทคนิกยูกิโยะเอะโดยโทโยฮาระ ชิกาโนบุ, ป.1890 แสดงรูปเบ็งเกกำลังขโมยบนโชของวัดมีเดระ

บนโชที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นคือระฆังโอกิกิโช (Okikicho) ในวัดเมียวชินจิ หล่อในปี ค.ศ. 698 ถือเป็นระฆังที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังใช้งานอยู่[27] ส่วนบนโชที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่วัดชิอง หล่อในปี ค.ศ. 1636 หนัก 70 ตัน และต้องใช้ 17 คนในการตี[28]

ในศตวรรษที่ 17 บนโชเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงสถานะผู้นำของวัด การมีบนโชบ่งบอกถึงการเป็นเจ้าของวัดอื่นในเครือ หลายครั้งจึงเกิดการโจรกรรมระฆังวัดขึ้น วีรชนพื้นถิ่น เบ็งเก ว่ากันว่าได้พยายามขโมยบนโชหนักสามตันของวัดมีเดระโดยเข็นขึ้นเขาฮิเอ[29][30][31] รอยขีดข่วนลึกที่ปรากฏบนระฆังเบ็งเคซึ่งปัจจุบันยังคงตั้งอยู่ในวัดมีเดระ ตามตำนานว่ากันว่าเป็นผลมาจากการที่เบ็งเคเตะระฆังกลับคืนไปจนถึงวัดหลังพบว่าเวลาเขาตี ระฆังจะไม่ยอมดัง[32] นอกจากนี้ บนโชยังมีความเกี่ยวเนื่องกับตำนานของทาวาระ โทดะ ผู้บริจาคบนโชแก่วัดมีเดระ ว่ากันว่าเขาได้ระฆังนี้มาจากเทพเจ้ามังกรเรียวจิงหลังเขาสามารถปกป้องเรียวจิงจากกิ้งกือยักษ์ได้[33]

คกกะอันโก จารึกบนระฆังวัดโฮโกจิที่นำมาสู่หายนะ

หลังวัดโฮโกจิในเกียวโตถูกเพลิงไหม้เสียหายในต้นศตวรรษที่ 17 โทโยโทมิ ฮิเดโยริ ได้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างวัดขึ้นใหม่ในปี 1610 และให้สร้างระฆังใบใหญ่ขึ้นในการเดียวกัน บนระฆังดังกล่าวมีจารึกที่สร้างความโกรธให้แก่โทกูงาวะ อิเอยาซุ ผู้ซี่งขึ้นมาเป็นโชกุนหลังการแย่งอำนาจได้จากตระกูลโทโยโทมิ หลังบิดาของฮิเดโยริ ฮิเดโยชิ เสียชีวิต จารึกดังกล่าวอ่านว่า คกกะอันโก (国家安康 ("Kokka ankō", สันติสุขและความสงบสุขแก่ชาติ)) ประกอบขึ้นมาจากการแยกอักษรชื่อโชกุน (家康) ออกจากกันด้วยตัวอักษรคันจิที่หมายถึง "สันติภาพ" (安) โทกูงาวะจึงตีความว่าโทโยโทมิกำลังสื่อความนัยว่าสันติภาพจะต้องแลกมาด้วยการ "แบ่งแยก" หรือ "ทำลาย" ตระกูลโทกูงาวะ (家康) ต่อมาเขาใช้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นข้ออ้างในการทำสงครามกับตระกูลโทโยโทมิ ซึ่งนำไปสู่การล้อมนครโอซากะ และการทำลายล้างตระกูลโทโยโทมิในที่สุด[34][35][36]

ระฆังทองสัมฤทธิ์เป็นนหนึ่งในบรรดาของขวัญที่มอบให้แก่แมทธิว ซี. แพรี หลังเขาเดินทางถึงญี่ปุ่น[37] ระฆังดังกล่างเป็นฝีมือหล่อโดยช่างหล่อระฆังจากตระกูลซูวะจากแคว้นฮิโงะ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในสถาบันสมิธโซเนียน[38]

ภาพวาดแสดงเรื่องโดโจจิบนเอมากิ, สมัยมูโรมาจิ

ละครโนะเรื่อง โดโจจิ (道成寺 (Dōjōji)) เป็นหนึ่งในไม่กี่ละครโนะที่ใช้พร็อปขนาดใหญ่ มีที่มาจากตำนานบนโชของวัดโดโจจิ โดยมีเนื้อเรื่องเล่าถึงสตรีคนหนึ่งนามว่าคิโยฮิเมะ อนุภรรยาที่ถูกถอดทิ้งของภิกษุนามว่าอันชิง ได้ขังคนรักของเธอไว้ในบนโชและฆ่าเขาโดยการสาปให้กลายเป็นงูที่ขดรอบระฆัง แล้วจึงจับไปทำให้สุกอยู่ในระฆังนั้น[39] ละครโนะนี้ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นละครคาบูกิในชื่อ มูซูเมะโดโจจิ (娘道成寺 (Musume Dōjōji, แม่นางแห่งวัดโดโจจิ))[40]

บนโชของวัดนิชิอาไรไดชิในโตเกียวถูกนำออกจากวัดในปี 1943 เพื่อนำไปหลอมสำหรับใช้ในการสงคราม ต่อมานายเรือของเรือรบยูเอสเอส แพซาดีนา เจอระฆังนี้อยู่ในกองเศษเหล็กและนำกลับมายังสหรัฐในฐานะของที่ยึดได้จากสงคราม และบริจาคให้กับเมืองแพซาเดนา ก่อนที่สภาคนครแพซาเดนาจะส่งมอบระฆังนี้คืนกลับโตเกียวในปี ค.ศ. 1955[41] นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวคล้ายกันเกิดขึ้นกับบนโชของวัดมัมปูกูจิ ซึ่งถูกขนส่งกลับสหรัฐไปกับเรือยูเอสเอส บอสตัน หลังสงคราม อย่างไรก็ตามในกรณีของบนโชนี้ ทางการของนครเซ็นไดอนุญาตให้คงระฆังไว้ในนครบอสตันของสหรัฐต่อไปในฐานะสัญลักษณ์ของสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างของเมือง ระฆังใบนี้ถือเป็นบนโชจากสงครามโลกครั้งที่สองใบสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในสหรัฐอเมริกา[42]

ระฆังสันติภาพญี่ปุ่นที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก ได้รับบริจาคจากประเทศญี่ปุ่นในปี 1954 ในฐานะสัญลักษณ์ของสันติภาพโลก ระฆังนี้หล่อจากโลหะที่ได้มาจากเหรียญและเหรียญเกียรติยศที่ได้รับบริจาคจากทั่วโลก[43] นอกจากนี้ยังมีระฆังคล้ายกันที่มีเป้าหมายเพื่อแสดงถึงสันติภาพโลก เช่นที่สวนสันติภาพระลึกในฮิโรชิมะ[44] ในปี ค.ศ. 1995 นครโอกริดจ์ รัฐเทนเนสซี ได้สร้างระฆังสันติภาพน้ำหนักสี่ตันขึ้นโดยถอดแบบมาจากระฆังสันติภาพในฮิโรชิมะ เนื่องในโอกาสฉลองสิบห้าปีการสถาปนานครและเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศญี่ปุ่น ระฆังนี้มีชื่อว่าระฆังมิตรภาพโอกริดจ์ (Oak Ridge Friendship Bell) และบนระฆังประดับด้วยวันที่ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างโอกริดจ์กับประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ยูเรเนียมที่ใช้ในระเบิดปรมาณูที่ถูกทิ้งที่ฮิโรชิมะผลิตขึ้นในนครโอกริดจ์[45] ในปี ค.ศ. 1998 มีพลเมืองชาวโอกริดจ์คนหนึ่งได้ฟ้องร้องนครโดยกล่าวหาว่าระฆังดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธและละเมิดซึ่งรัฐธรรมนูญสหรัฐ กระนั้นศาลตัดสินเห็นพ้องกับนครโอกริดจ์[46]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 Gill, Steven Henry (Writer); May, Julian (Producer) (7 มีนาคม 2010). Heart & Soul: Japan's Buddhist temple bells (Radio documentary). Japan: BBC World Service.{{cite AV media}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. 1 2 Onozuka, Masakazu (2012). "Tsurikane no O-hanashi" [About Tsurikane] (PDF). IHI Gihō = Journal of IHI Technologies (ภาษาญี่ปุ่น). 52 (3): 32–35. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 20 มิถุนายน 2021. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2014.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. 1 2 3 4 Kazuyoshi, Harada (7 ตุลาคม 2013). "New Bells with an Age-old Sound: Oigo Seisakusho". Features. Nippon.com. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. 1 2 Smith, Cyril Stanley (เมษายน 17, 1972). "Penrose Memorial Lecture. Metallurgical Footnotes to the History of Art". Proceedings of the American Philosophical Society. 116 (2): 109. JSTOR 986166.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. 1 2 3 "The Ohjikicho Temple Bell (Myoshinji Temple, Kyoto) The Difference a Single Hz Can Make". The Japanese Craftsman. Murata Manufacturing Company. สืบค้นเมื่อ 16 พฤษภาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. Smith, D. Ray (8 มิถุนายน 2008). "Oak Ridge International Friendship Bell – Part 1 of casting ceremony". The Oakridger. สืบค้นเมื่อ 16 พฤษภาคม 2013.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. Frédéric, Louis (2002). Japan Encyclopedia. Harvard University Press. น. 81. ISBN 978-0-674-01753-5.
  8. "Buddhist Temples". Japan National Tourism Organization. สืบค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. "Campanology Word of the Day: Bonshō". Bells.org. 22 สิงหาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 23 สิงหาคม 2022.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. Berkley, Rebecca (2006). The Illustrated Complete Musical Instruments Handbook. Flame tree. น. 71. ISBN 978-1-84451-520-2.
  11. Starr, Laura B. (1896). "Japanese Metal Work". The Decorator and Furnisher. 27 (5): 140. doi:10.2307/25583310. JSTOR 25583310.
  12. "Human Hearing". New Technologies. Australian Bell. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. Tiemersma, Douwe; Oosterling, Henk (1996). Time and Temporality in Intercultural Perspective. Rodopi. น. 97. ISBN 90-5183-973-1.
  14. Malm, William P. (2000). Traditional Japanese Music and Musical Instruments: The New Edition. Kodansha International. น. 74. ISBN 978-4-7700-2395-7.
  15. "Bon-sho (Sacred Bell)". Byodo-in Temple. สืบค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. Price, Percival (1983). Bells and Man. Oxford University Press. น. 48. ISBN 978-0-19-318103-8.
  17. Turnbull, Stephen (20 มิถุนายน 2012). War in Japan 1467–1615. Osprey Publishing. น. 29. ISBN 978-1-78200-018-1.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  18. Baroni, Helen J. (2002). The Illustrated Encyclopedia of Zen Buddhism. The Rosen Publishing Group. น. 306. ISBN 978-0-8239-2240-6.
  19. "In with the New around the World". The Scotsman. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 21 กันยายน 2014. สืบค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2013 โดยทาง HighBeam Research.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  20. Horton, Sarah (2007). Living Buddhist Statues in Early Medieval and Modern Japan. Palgrave Macmillan. น. 132. ISBN 978-1-4039-6420-5. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2014-10-06.
  21. "What is a Bonsho(梵鐘 temple bell)? : Temples". Japan Two. JESTO Ltd. สืบค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  22. "Bells & Gongs for Peace (&/or International Friendship) Around the World". Peace Monuments Around the World. สืบค้นเมื่อ 16 พฤษภาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  23. "About World Peace Bell". World Peace Bell Association. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 19 สิงหาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  24. Shimazu, Takehito (1994). "The History of Electronic and Computer Music in Japan: Significant Composers and Their Works". Leonardo Music Journal. 4: 103. doi:10.2307/1513190. JSTOR 1513190. S2CID 193084745.
  25. Frank, Andrew (มิถุนายน 1982). "Lamia, for Soprano and Orchestra by Jacob Druckman". Notes. 38 (4): 930. doi:10.2307/940004. JSTOR 940004.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  26. Beck, John H. (26 พฤศจิกายน 2013). Encyclopedia of Percussion. Routledge. น. 292. ISBN 978-1-317-74768-0.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  27. Rossing, Thomas (2000). Science of Percussion Instruments. World Scientific. น. 179. ISBN 978-981-02-4158-2.
  28. "Ōgane (Large Bell) and the Daishōrō (Great Bell Tower)[Buildings]". Chion-In. สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2023.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  29. Beardsley, Richard King (1969). Studies in Japanese Culture. University of Michigan Press. น. 54–55.
  30. Namazu-e and Their Themes: An Interpretative Approach to Some Aspects of Japanese Folk Religion. Brill Archive. 1964. น. 172.
  31. Ashkenazi, Michael (2003). Handbook of Japanese Mythology. ABC-CLIO. น. 97. ISBN 978-1-57607-467-1.
  32. Michener, James Albert (1954). The Floating World. University of Hawaii Press. น. 292. ISBN 978-0-8248-0873-0. {{cite book}}: ISBN / Date ไม่เข้ากัน (วิธีใช้)
  33. Ashkenazi, Michael (1 มกราคม 2003). Handbook of Japanese Mythology. ABC-CLIO. น. 270. ISBN 978-1-57607-467-1.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  34. Sadler, A L (7 กันยายน 2010). The Maker of Modern Japan: The Life of Tokugawa Ieyasu. Taylor & Francis. น. 273. ISBN 978-0-203-84508-0.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  35. Ponsonby-Fane, Richard A. B. (1966). Kyoto: The Old Capital of Japan, 794–1869. The Ponsonby Memorial Society. น. 292.
  36. Titsingh, Isaac (1834). Nipon o Daï Itsi Ran; ou, Annales des Empereurs du Japon. Oriental Translation Fund of Great Britain and Ireland. น. 410. nipon o dai itsi ran.
  37. Mansfield, Stephen (29 เมษายน 2009). Tokyo: A Cultural History. Oxford University Press. น. 82. ISBN 978-0-19-972965-4.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  38. Houchins, Chang Su (1995). "Artifacts of Diplomacy: Smithsonian Collections from Commodore Matthew Perry's Japan Expedition (1853–1854)" (PDF). Smithsonian Contributions to Anthropology (37): 111. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2014.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  39. Keene, Donald (1970). 20 Plays of the Nō Theatre. Columbia University Press. น. 238–252. ISBN 0-231-03455-5.
  40. P Malm, William. "Musume Dojoji". The International Shakuhachi Society. สืบค้นเมื่อ 2024-12-04.
  41. "Big Buddhist Bell Back Home". LIFE. Time Inc. 12 กันยายน 1955. น. 87. ISSN 0024-3019.{{cite magazine}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  42. Crawford, Francine (10 มีนาคม 2012). "The Story of the Japanese Temple Bell in the Back Bay Fens". BackBay Patch. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  43. "Japanese Peace Bell". UN Tour. United Nations. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 28 กันยายน 2013. สืบค้นเมื่อ 16 พฤษภาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  44. Weinberg, Alvin M. (ธันวาคม 1993). "Chapters from the Life of a Technological Fixer". Minerva. 31 (4): 447–448. doi:10.1007/bf01096449. JSTOR 41820913. S2CID 144549127.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  45. Weinberg, Alvin M. (ธันวาคม 1999). "Scientific Millenarianism". Proceedings of the American Philosophical Society. 143 (4): 534. JSTOR 3181986.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  46. Kiernan, Denise (11 มีนาคม 2014). The Girls of Atomic City: The Untold Story of the Women Who Helped Win World War II. Simon and Schuster. น. 308. ISBN 978-1-4516-1753-5.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)