นิโคลา สเตอร์เจียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เดอะไรต์ออนะระเบิล
นิโคลา สเตอร์เจียน
มุขมนตรีสกอตแลนด์
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014
กษัตริย์ เอลิซาเบธที่ 2
ชาลส์ที่ 3
ก่อนหน้า อเล็กซ์ ซัลมอนด์
รองมุขมนตรีสกอตแลนด์
ดำรงตำแหน่ง
17 พฤษภาคม 2007 – 20 พฤศจิกายน 2014
มุขมนตรี อเล็กซ์ ซัลมอนด์
ก่อนหน้า นิโคล สตีเฟน
ถัดไป จอห์น สวินนีย์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 (52 ปี)
Irvine ไอร์เชอร์ ประเทศสกอตแลนด์
พรรค พรรคแห่งชาติสกอต
ลายมือชื่อ

นิโคลา สเตอร์เจียน (อังกฤษ: Nicola Sturgeon) เป็นนักการเมืองชาวสกอต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งมุขมนตรีสกอตแลนด์คนที่ 5 และเป็นหัวหน้าพรรคแห่งชาติสกอต ถือเป็นสตรีคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งทั้งสอง สเตอร์เจียนเป็นสมาชิกรัฐสภาสกอตตั้งแต่ปีค.ศ. 1999

เธอจบการจบการศึกษานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ และทำงานเป็นทนายความที่ปรึกษาในนครกลาสโกว์ ภายหลังได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาสกอต เธอได้ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเงาของกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงยุติกรรม ตามลำดับ ต่อมาในปีค.ศ. 2004 ทางพรรคแห่งชาติสกอตประกาศให้เธอเป็นหนึ่งในผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังจากการลาออกของจอห์น สวินนีย์ แต่เธอก็ถอนตัวเพื่อเปิดทางให้แก่นายอเล็กซ์ ซัลมอนด์ ต่อมาเมื่อพรรคภายใต้นายซัลมอนด์ชนะการเลือกตั้งในปี 2007 ซัลมอนด์ได้ดำรงตำแหน่งมุขมนตรีสกอตแลนด์ เขาแต่งตั้งสเตอร์เจียนเป็นรองมุขมนตรีและรัฐมนตรีสาธารณสุขและสวัสดิภาพ และต่อมาในปีค.ศ. 2012 ได้ย้ายเธอไปเป็นรัฐมนตรีโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และเมืองนคร

รัฐบาลนายซัลมอนด์พยายามผลักดันให้สกอตแลนด์แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักร แต่ภายหลังพ่ายแพ้ต่อผลประชามติในปีค.ศ. 2014 ซัลมอนด์ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และประกาศจะลาออกจากมุขมนตรีเมื่อได้หัวหน้าพรรคคนใหม่[1] เนื่องด้วยไม่มีผู้ใดเสนอตัวขึ้นมารับตำแหน่งภายในเวลาที่กำหนด ทำให้นางสเตอร์เจียนขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าโดยไม่มีการคัดค้าน เธอจึงได้รับเลือกเป็นมุขมนตรีต่อจากนายซัลมอนด์[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. Libby Brooks (19 September 2014). "Alex Salmond's resignation could give Nicola Sturgeon her day of destiny". The Guardian. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 December 2014. สืบค้นเมื่อ 19 November 2014.
  2. Campbell, Glenn (13 November 2014). "The transition from Alex Salmond to Nicola Sturgeon". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 November 2014. สืบค้นเมื่อ 19 November 2014.