นากูรตรรกา
| นากูรตรรกา | |
|---|---|
ภาพถ่ายแสดงห้าหออะษานและสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ของนากูรตรรกา | |
| ศาสนา | |
| ศาสนา | ซุนนี |
| เทศกาล | อูรุสมุบารัก |
| สถานะองค์กร | มัสยิด, ดาร์กา |
| สถานะ | เปิด |
| ที่ตั้ง | |
| ที่ตั้ง | นากูร นากปัฏฏินัม รัฐทมิฬนาฑู |
| ประเทศ | ประเทศอินเดีย |
| ผู้บริหาร | คณะกรรมการนากูรตรรกา |
| พิกัดภูมิศาสตร์ | 10°49′05″N 79°51′29″E / 10.818°N 79.858°E |
| สถาปัตยกรรม | |
| ประเภท | Mosque architecture |
| รูปแบบ | อินเดีย-อิสลาม |
| เสร็จสมบูรณ์ | ศตวรรษที่ 16 |
| ลักษณะจำเพาะ | |
| โดม | 1 |
| หอคอย | 5 |
| ความสูงหอคอย | 40 m (131 ft) (ที่สูงสุด) |
| ศาลเจ้า | 1 |
| เว็บไซต์ | |
| nagoredargahshariff | |
นากูรตรรกา (ทมิฬ: நாகூர் தர்கா; Nagore Dargah) เป็นหมู่สิ่งปลูกสร้างดาร์กาที่สร้างครอบสุสานของนักบุญศูฟี นากูร ไซเยด อับดุล กาดีร ชาฮุล ฮามีด[1][2] ตั้งอยู่ในเมืองนากูร เมืองชายฝั่งในอำเภอนากปัฏฏินัม รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย[3]
ตามตำนานว่ากันว่าชาฮุล ฮามีด ได้แสดงปาฏิหารย์ในนากูร และรักษาโรคทางกายของกษัตริย์อัจจุตัปปะ นายัก ผู้นำฮินดูแห่งตันจาวูรในศตวรรษที่ 16 ได้สำเร็จ นากูรตรรกานี้เชื่อว่าสร้างขึ้นโดยศิษยนุศิษย์ของฮามีด โดยได้รับความสนับสนุนจำนวนมากจากชาวฮินดูเช่นกัน ดาร์กานี้ประกอบด้วยหออะษานห้าหอ โดยหอที่สูงที่สุดนั้นสร้างขึ้นให้โดยผู้นำฮินดูชาวมราฐา ประตาป สิงห์ (1739–1763) หลังเขาขอพรให้ตนมีบุตรชายสำเร็จตามที่หวัง[4] ผู้ปกครองชาวมราฐาในสมัยต่อ ๆ มา ยังคงเป็นผู้อุปถัมภ์ของดาร์กานี้เรื่อยมา[5] รวมถึงกษัตริย์ตุลจาจี บุตรของประตาป สิงห์ ที่บริจาคที่ดินขนาด 4,000 เอเคอร์ (1,600 ha) ให้กับดาร์กา[6] ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งเกิดความขัดแย้งทางอำนาจเหนือตันจาวูรระหว่างอำนาจจากยุโรป, นาวับแห่งอาร์โกต, กษัตริย์แห่งมราฐา และ ติปปุสุลตานแห่งไมสูรุ ดาร์กานี้มีฐานะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับทุกฝ่าย[7]
ดาร์กานี้เป็นจุดหมายปลายทางแสวงบุญที่สำคัญทั้งสำหรับมุสลิมศูฟีและศาสนิกชนของศาสนาฮินดู และเทศกาลกันตูริ (கந்தூரி; Kanduri) ความยาว 14 วัน ซึ่งเป็นงานฉลอง อุรส์ (วันครบรอบวันเสียชีวิต) ของชาฮุล ฮามีด[3] ของดาร์กาก็ดึงดูดศาสนิกชนทั้งฮินดูและมุสลิมจากในและนอกอินเดียมาเข้าร่วมเช่นกัน[6] นากูรตรรกาจึงถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการอยู่ร่วมกันโดยสันติระหว่างสองศาสนา[8][9]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Ahmed 2007, p. 34
- ↑ Kheirabadi, Masoud (2003). Religions of the World: Islam. Philadelphia: Chelsea House Publishers. pp. 94–100. ISBN 0-7910-7859-0.
- 1 2 Hunter, Sir William Wilson (1908). Imperial gazetteer of India, Volume 19. Oxford: Clarendon Press.
- ↑ Murdoch, John (1991). Hindu and Muhammadan festivals. Asian Educational Services. p. 79. ISBN 9788120607088.
- ↑ Ramusack, Barbara N. (2003). Indian Princes and Their States. Cambridge University Press. p. 46. ISBN 9780511164217.
- 1 2 V., Mayilvaganan (2010-10-30). "Nagore dargah draws Hindus in droves". The Times of India. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-09-28. สืบค้นเมื่อ 2013-02-15.
- ↑ Bayly 2003, p. 220
- ↑ Landis, Dan; Albert, Rosita D. (2012). Handbook of Ethnic Conflict: International Perspectives. London: Springer Science+Business Media, LLC. p. 150. ISBN 978-1-4614-0447-7.
- ↑ Ahmed 2007, p. 13
บรรณานุกรม
[แก้]- Ahmed, Akbar (2007). Journey into Islam. Washington D.C.: Brookings Institution Press. ISBN 978-0-8157-0132-3.
- Bayly, Susan (2003). Saints, Goddesses and Kings: Muslims and Christians in South Indian Society, 1700-1900/Susan Bayly. Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 0-521-37201-1.
- Feener, R. Michael; Sevea, Terenjit (2009). Islamic connections: Muslim societies in South and Southeast Asia. Singapore: ISEAS Publishing. ISBN 978-981-230-924-2.
- Mohammada, Malika (2007). The foundations of the composite culture in India. Delhi: Aakar Books. ISBN 978-81-89833-18-3.
- Raj, Selva J.; William P. Harman (2006). Dealing With Deities: The Ritual Vow in South Asia. Albany: State University of New York Press. ISBN 0-7914-6707-4.
- Werbner, Pnina; Helene Basu (1998). Embodying charisma: modernity, locality, and performance of emotion in Sufi. London: Routledge. pp. 61–62. ISBN 0-415-15099-X.