นถูราม โคฑเส
นถูราม วินายก โคฑเส | |
|---|---|
นาถูราม โคทเส ตอนกำลังถูกสอบสวนในข้อหาลอบสังหารมหาตมา คานธีใน ค.ศ. 1948 | |
| เกิด | รามจันทรา วินายก โคฑเส 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1910 พรมตี รัฐบอมเบย์ บริติชราช (ปัจจุบันอยู่ในรัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย) |
| เสียชีวิต | 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949 (39 ปี) เรือนจำกลางอัมพาลา ปัญจาบตะวันออก ประเทศอินเดีย (ปัจจุบันอยู่ในรัฐหรยาณา ประเทศอินเดีย) |
| สาเหตุเสียชีวิต | การหายใจไม่ออกเหตุบีบรัดคอ เนื่องจากการประหารชีวิตที่ผิดพลาดด้วยการแขวนคอ[1] |
| องค์การ | ราษฏรียสวยัมเสวักสังฆ์ ฮินดูมหาสภา |
| มีชื่อเสียงจาก | การลอบสังหารมหาตมา คานธี |
| สถานะทางคดี | ประหารชีวิต |
| พิพากษาลงโทษฐาน | ฆาตกรรม |
| บทลงโทษ | ประหารชีวิต |
| รายละเอียด | |
| ผู้เสียหาย | มหาตมา คานธี |
| วันที่ | 30 มกราคม ค.ศ. 1948 |
| อาวุธ | ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ เบเรตตา เอ็ม1934 |
| อาชีพนักเขียน | |
| ผลงานที่สำคัญ | Why I Killed Gandhi |
| ญาติ | โคปาล โคฑเส (น้องชาย) |
นถูราม วินายก โคฑเส (มราฐี: नथुराम विनायक गोडसे, อักษรโรมัน: Nathurām Vināyak Goḍse, สัทอักษรสากล: [nət̪ʰuɾam ʋinajək ɡoɖse] ; 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1910 – 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949) เป็นนักชาตินิยมฮินดูและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอินเดียที่เป็นผู้ลอบสังหารมหาตมา คานธี[2][3] เขายิงใส่อกคานธีสามครั้งในระยะเผาขนที่การประชุมสวดมนต์หลายความเชื่อใน Birla House ที่นิวเดลีในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1948[4][5]
โคฑเสเป็นผู้เผยแพร่ผลงานของ Vinayak Damodar Savarkar ผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งได้วางรากฐานอุดมการณ์ชาตินิยมฮินดูที่เรียกว่า ฮินดูตวะ[6] โคฑเสเป็นสมาชิกฮินดูมหาสภา ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฮินดูตวะ[1] และราษฏรียสวยัมเสวักสังฆ์ องค์กรกึ่งทหารฮินดูตวะฝ่ายขวา[7]
โคฑเสเคยพยายามลอบสังหารมหาตมา คานธีสองครั้งใน ค.ศ. 1944 แต่ล้มเหลว ก่อนประสบความสำเร็จในครั้งที่สาม[8] หลังการลอบสังหารใน ค.ศ. 1948 โคฑเสอ้างว่าคานธีสนับสนุนข้อเรียกร้องทางการเมืองของชาวมุสลิมในบริติชราชในช่วงการแบ่งอินเดียใน ค.ศ. 1947[4][9][10] หลังมหาตมา คานธีล้มลงจากการถูกยิงเสียชีวิตในระหว่างการประชุมสวดมนต์ไม่นาน และในขณะที่ฝูงชนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกใจ โคฑเสถูกเฮอร์เบิร์ต ไรเนอร์ จูเนียร์ รองกงสุลประจำสถานทูตสหรัฐแห่งใหม่ในเดลีที่เข้าร่วมงานด้วย จับตัวและควบคุมไว้ ในที่สุด โคฑเสก็ถูกตำรวจนำตัวไป[11][12][13] โคฑเสวางแผนลอบสังหารร่วมกับนารายัณ อาปเฏ และคนอื่น ๆ อีกหกคน หลังการพิจารณาคดีที่กินเวลานานกว่าหนึ่งปี โคฑเสถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949 แม้ว่าบุตรชายทั้งสองของคานธี คือ มณิลาล คานธีกับรามทาส คานธี ยื่นคำร้องขออภัยโทษ แต่คำร้องเหล่านั้นถูกปฏิเสธโดยชวาหะร์ลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดีย, Vallabhbhai Patel รองนายกรัฐมนตรี และข้าหลวงใหญ่ Chakravarti Rajagopalachari[14] และโคฑเสถูกประหารชีวิตที่เรือนจำกลางอัมพาลาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949[15]
ชีวิตช่วงต้น
[แก้]นถูราม วินายกราว โคฑเสเกิดในวรรณะจิตปวันพรหมิณแห่งมหาราษฏระ[16] วินายก วามันราว โคฑเส พ่อของเขา เป็นพนักงานไปรษณีย์ ส่วนแม่ของเขาชื่อลักษมี (สกุลเดิม โคทาวรี) เมื่อแรกเกิดได้ชื่อว่า รามจันทรา[17] ชื่อนถูรามได้มาจากการที่พ่อแม่เกรงว่าคำสาปจะตกอยู่กับบุตรชายของพวกเขา อันเนื่องมาจากการสูญเสียบุตรชายสามคนก่อนหน้า ดังนั้น รามจันทราน้อยจึงถูกเลี้ยงดูในฐานะเด็กหญิงในช่วงสองสามปีแรก รวมถึงการเจาะจมูกและสวมแหวนจมูก (นัถในภาษามราฐี) ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับฉายาว่า "นถูราม" (แปลตรงตัวว่า "รามสวมแหวนจมูก") หลังน้องชายของเขาถือกำเนิด พวกเขาก็เปลี่ยนมาปฏิบัติต่อเขาเหมือนเด็กชาย[18]
อาชีพทางการเมืองและความเชื่อ
[แก้]
โคฑเสลาออกจากโรงเรียนมัธยมปลายและเข้าร่วมเป็นนักเคลื่อนไหวกับองค์กรชาตินิยมฮินดู ราษฏรียสวยัมเสวักสังฆ์ (RSS; องค์กรอาสาสมัครแห่งชาติ) และฮินดูมหาสภา แม้ว่าวันที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของเขาจะไม่แน่นอนก็ตาม[19][20]
สมาชิก RSS
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
การลอบสังหาร
[แก้]ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 โคฑเสพยายามลอบสังหารคานธีด้วยมีด เขานำกลุ่มชายหนุ่ม 15 ถึง 20 คนพุ่งเข้าใส่คานธีระหว่างการชุมนุมสวดมนต์ที่ Panchgani โคฑเสและกลุ่มของเขาถูกฝูงชนขัดขวางไม่ให้ทำร้ายคานธี เขาได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากนโยบายปฏิเสธที่จะดำเนินคดีอาญาของคานธีเอง[8]
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 โคฑเสนำกลุ่มคนอีกกลุ่มไปขวางทางเดินของคานธีจากเสวาครามไปยังมุมไบ ครั้งนี้โคฑเสถูกจับพร้อมมีดสั้นและขู่ว่าจะฆ่าคานธี เขาได้รับการปล่อยตัวอีกครั้งเนื่องจากนโยบายไม่ดำเนินคดีอาญาของคานธี[8]
เมื่อเวลา 17:05 น. ของวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1948 ขณะที่คานธีเดินทางไปยังสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาบนสนามหญ้าที่ยกสูงด้านหลัง Birla House คฤหาสน์ในกรุงนิวเดลี ซึ่งเป็นที่พักของเขา โคฑเสก้าวออกมาจากฝูงชนที่ยืนขนาบข้างทางไปยังแท่น และยิงปืนสามนัดเข้าที่หน้าอกของคานธี[11] คานธีล้มลงทันที ทำให้ฝูงชนที่อยู่รอบข้างอยู่ในสภาพตกใจ[11] เฮอร์เบิร์ต ไรเนอร์ จูเนียร์ รองกงสุลวัย 32 ปีประจำสถานทูตสหรัฐแห่งใหม่ในเดลี เป็นคนแรกที่รีบวิ่งเข้าไปจับไหล่ของโคฑเส แล้วหมุนตัวเขาไปอยู่ในอ้อมแขนเจ้าหน้าที่ทหารผู้ปลดอาวุธ[21][11] จากนั้นไรเนอร์ก็จับคอและไหล่ของโคฑเสไว้จนกระทั่งทหารและตำรวจพาตัวเขาไป[13][12] ไรเนอร์รายงานในภายหลังว่า ในช่วงเวลาก่อนที่เขาจะจับกุมตัวโคฑเส ตัวโคฑเสดูตกใจเล็กน้อยที่เขาสามารถทำตามแผนได้อย่างง่ายดาย[22] คานธีถูกนำตัวกลับไปที่ห้องพักของเขาใน Birla House ซึ่งเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน[23]
การไต่สวนและประหารชีวิต
[แก้]โคฑเสถูกนำตัวไปไต่สวนที่ศาลสูงปัญจาบในปีเตอร์ฮอฟฟ์ ศิมลาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949 เขาถูกตัดสินประหารชีวิต แม้ว่าบุตรชายทั้งสองของคานธี คือ มณิลาล คานธีกับรามทาส คานธี ยื่นคำร้องขออภัยโทษ แต่คำร้องเหล่านั้นถูกปฏิเสธโดยชวาหะร์ลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดีย, Vallabhbhai Patel รองนายกรัฐมนตรี และข้าหลวงใหญ่ Chakravarti Rajagopalachari[14] และโคฑเสถูกแขวนคอที่เรือนจำกลางอัมพาลาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949[15]
หลังจากนั้น
[แก้]ชาวฮินดูหลายล้านคนไว้อาลัยต่อการลอบสังหารคานธี ฮินดูมหาสภาถูกประณาม และราษฏรียสวยัมเสวักสังฆ์ถูกสั่งแบนชั่วคราว
ทางกลุ่มราษฏรียสวยัมเสวักสังฆ์ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโคฑเส โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าเขา "ออกจาก RSS ในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1930" ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานและคำบอกเล่าที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้[24] อย่างไรก็ตาม โคปาล โคฑเส น้องชายของนถูรามกล่าวว่า พี่น้องตระกูลโคฑเสทุกคนเป็นสมาชิกกลุ่ม RSS ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุลอบสังหาร และกล่าวโทษ RSS ที่ตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเขา[25] สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวโคฑเสก็ปฏิเสธเช่นกันว่าเขาไม่เคยออกจาก RSS เขาดำรงตำแหน่ง boudhik karyawah (นักคิด) ใน RSS จนกระทั่งเสียชีวิต[26][27][28]
การก่อการร้าย
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ความพยายามในการฟื้นฟูภาพลักษณ์
[แก้]Me Nathuram Godse Boltoy (นี่คือคำพูดของนถูราม โคฑเส) เป็นบทละครสององก์ที่เขียนขึ้นในภาษามราฐีโดย Pradeep Dalvi[29] อิงจากหนังสือ May It Please Your Honour ที่เขียนโดยโคปาล โคฑเส น้องชายของนถูราม Karline McLain รายงานว่า บทละครนี้ "นำเสนอคำแก้ต่างของโคฑเส" และด้วยเหตุนี้จึง "สำรวจการลอบสังหารคานธี และการพิจารณาคดีของโคฑเสจากมุมมองของโคฑเส"[30]
ใน ค.ศ. 2014 หลังพรรคภารตียชนตาขึ้นสู่อำนาจ ฮินดูมหาสภาจึงเริ่มพยายามฟื้นฟูชื่อเสียงของโคฑเส และยกย่องเขาในฐานะผู้รักชาติ โดยได้ขอให้นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ติดตั้งรูปปั้นครึ่งตัวของโคฑเส และสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Desh Bhakt Nathuram Godse (นถูราม โคฑเสผู้รักชาติ) เพื่อเผยแพร่ในวันครบรอบวันเสียชีวิตของมหาตมา คานธีในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2015[31] มีความพยายามหลายครั้งที่จะสร้างวิหารเพื่อโคฑเส และกำหนดให้วันที่ 30 มกราคมเป็น Shaurya Diwas ("วันแห่งความกล้าหาญ")[32] มีการยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลเมืองปูเณ เพื่อขอให้ศาลสั่งห้ามฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้[33]
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2019 ในช่วงก่อนการเลือกตั้งรอบสุดท้ายของอินเดีย Pragya Thakur ผู้สมัครของพรรค BJP จากโภปาล เรียกโคฑเสเป็น "ผู้รักชาติ"[34] เธอเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงและได้ขอโทษในภายหลัง[35]
เมื่อการเมืองฮินดูตวะแพร่หลายในอินเดียมากขึ้น ก็มีความพยายามที่จะรำลึกถึงโคฑเส มีการเสนอให้เปลี่ยนชื่อนครเมรฐะเป็นชื่อของเขา แต่ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนชื่อดังกล่าวถูกผู้พิพากษาประจำเขตปฏิเสธ[36][37]
ในวัฒนธรรมประชานิยม
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Nash 1981, p. 69.
- ↑ Howlett, Charles F. (2015) [2006], "Gandhi, Mohandas Karamchand", ใน Ryan, James Gilbert; Schlup, Leonard C. (บ.ก.), Historical Dictionary of the 1940s, London and New York: Routledge, ISBN 978-0-7656-0440-8, สืบค้นเมื่อ 30 January 2022,
Because of Gandhi's sensitivity to India's Muslim minority, he was blamed for the partition. In January 1948, in New Delhi, he was assassinated by Nathuram Vinayak Godse, a militant Hindu nationalist.
- ↑ Hardiman 2003, pp. 174–176.
- 1 2 Cush, Denise; Robinson, Catherine; York, Michael (2008). Encyclopedia of Hinduism. Taylor & Francis. p. 544. ISBN 978-0-7007-1267-0. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2013. สืบค้นเมื่อ 31 August 2013. Quote: "The apotheosis of this contrast is the assassination of Gandhi in 1948 by a militant Nathuram Godse, on the basis of his 'weak' accommodationist approach towards the new state of Pakistan." (p. 544)
- ↑ Noorani, A.G. (8 February 2013). "The BJP and Nathuram Godse". Frontline. สืบค้นเมื่อ 4 July 2017.
- ↑ McDermott, Rachel Fell; Gordon, Leonard A.; Embree, Ainslie T.; Pritchett, Frances W.; Dalton, Dennis, บ.ก. (2014), "Mahatma Gandhi and Responses", Sources of Indian traditions: Modern India, Pakistan, and Bangladesh, vol. 2 (3rd ed.), New York: Columbia University Press; total pages 1024, pp. 338–452, 439, ISBN 978-0-231-51092-9, สืบค้นเมื่อ January 30, 2022,
Nathuram Godse (1910–1949), though rarely discussed in histories of modern India ranks among its significant figure, if only as the assassin of Gandhi and popularizer of the teachings of his own mentor, Vinayak Damodar Savarkar, the inventor of 'Hindutva.' As early as 1927, Savarkar had ridiculed the philosophy of non-violence ...
- ↑ Hansen 1999a, p. 249.
- 1 2 3 Newton, M. (2014). Famous Assassinations in World History: An Encyclopedia [2 volumes]. ABC-CLIO. p. 167. ISBN 978-1-61069-286-1. สืบค้นเมื่อ 2023-01-30.
- ↑ Markovits 2004, p. 57.
- ↑ Mallot 2012, pp. 75–76.
- 1 2 3 4 Pronko, N. H.; Bowles, J. W. (2013), Empirical Foundations Of Psychology, Taylor & Francis, p. 343, ISBN 978-1-136-32708-7
- 1 2 Trumbull, Robert (January 31, 1948), "Gandhi is killed by a Hindu; India shaken; World mourns; 15 die in rioting in Bombay", The New York Times
- 1 2 Obituary, May 21 (21 May 2000), "Herbert Reiner Jr., Diplomat, 83; Captured Gandhi's killer in 1948", The Boston Globe
- 1 2 Gandhi, Rajmohan (2006), Gandhi: The Man, His People, and the Empire, University of California Press, p. 660, ISBN 978-0-520-25570-8
- 1 2 Bandyopadhyay, Sekhar (2009), Decolonization in South Asia: Meanings of Freedom in Post-independence West Bengal, 1947–52, Routledge, p. 146, ISBN 978-1-134-01824-6
- ↑ Devare, Aparna (3 April 2013). History and the Making of a Modern Hindu Self. Routledge. ISBN 9781136197086. สืบค้นเมื่อ 2016-09-09.
- ↑ "Early life | Nathuram Godse". Nathuram.com. สืบค้นเมื่อ 30 January 2014.
- ↑ Jeffrey, Robin (1990). India, Rebellion to Republic: Selected Writings, 1857–1990. Sterling Publishers. p. 105.
- ↑ The Hindu (18 August 2004). "RSS releases 'proof' of its innocence". Retrieved 26 June 2007
- ↑ IANS, RSS denies Godse was its member, rebuts Cong claim, Zee News, 30 December 2010
- ↑ Obituary, May 26 (May 26, 2000), "Herbert Reiner Jr.; Captured Gandhi's killer", Los Angeles Times, สืบค้นเมื่อ January 27, 2017
- ↑ Stratton, Roy Olin (1950), SACO, the Rice Paddy Navy, C. S. Palmer Publishing Company, pp. 40–42
- ↑ "Controversy over "Hey Ram"". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2008. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2013.
- ↑ "RSS denies Godse was its member, rebuts Cong claim | India News | Zee News". 2023-11-21. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 November 2023. สืบค้นเมื่อ 2024-09-17.
- ↑ A.G. Noorani. "The BJP and Nathuram Godse". Frontline.
- ↑ Venugopal, Vasudha (8 September 2016). "Nathuram Godse never left RSS, says his family". Economic times. สืบค้นเมื่อ 4 July 2017.
- ↑ Rajagopal, Arvind (2015-03-17). "Resurrecting Godse: what Gopal had to say about his brother Nathuram". Scroll.in (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-09-17.
- ↑ "The BJP and Nathuram Godse". Frontline (ภาษาอังกฤษ). 2013-01-23. สืบค้นเมื่อ 2024-09-17.
- ↑ Kurian, Susamma (2011-02-04). "Political drama surrounds play on Nathuram Godse". New Delhi: HT Media. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 March 2013. สืบค้นเมื่อ 9 April 2012.
- ↑ Karline McLain (11 February 2009). India's Immortal Comic Books: Gods, Kings, and Other Heroes. Indiana University Press. p. 192. ISBN 978-0-253-22052-3. สืบค้นเมื่อ 10 April 2012.
- ↑ Ghose, Debobrat (21 December 2014). "Hindu Mahasabha head speaks to FP: Godse was a 'martyr' and 'patriot'". Firstpost. สืบค้นเมื่อ 21 December 2014.
- ↑ "Hindu Mahasabha announces Godse temple". Deccan Chronicle. 24 December 2014.
- ↑ PTI (25 December 2014). "Pune court to hear suit against Godse film". The Hindu.
- ↑ "'Nathuram Godse was a patriot,' says BJP's Pragya Thakur; sparks outrage". www.hindustantimes.com (ภาษาอังกฤษ). 2019-05-16. สืบค้นเมื่อ 2019-05-16.
- ↑ "Under fire, BJP's Pragya Thakur apologises for calling Godse a 'deshbhakt'". The Indian Express (ภาษาIndian English). 2019-05-16. สืบค้นเมื่อ 2019-05-16.
- ↑ Yasir, Sameer (2020-02-04). "Gandhi's Killer Evokes Admiration as Never Before". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2020-02-05.
- ↑ Mamtany, Sidhant (2019-12-24). "'Meerut will not become Pandit Nathuram Godse Nagar', DM rules out possibility of name change". www.indiatvnews.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-06-14.
บรรณานุกรม
[แก้]- Report of Commission of Inquiry into Conspiracy to Murder Mahatma Gandhi (1969)
- Hansen, Thomas Blom (1999a), The Saffron Wave: Democracy and Hindu Nationalism in Modern India, Princeton University Press, pp. 249–, ISBN 1-4008-2305-6
- Hardiman, David (2003), Gandhi in His Time and Ours: The Global Legacy of His Ideas, Columbia University Press, pp. 174–76, ISBN 9780231131148
- Khosla, G.D., Murder of the Mahatma and Other Cases from a Judge's Notebook, Jaico Publishing House, 1968. ISBN 0-88253-051-8
- Mallot, J. Edward (2012), Memory, Nationalism, and Narrative in Contemporary South Asia, Palgrave Macmillan, pp. 75–, ISBN 978-1-137-00705-6[ลิงก์เสีย]
- Malgonkar, Manohar (2008). The Men Who Killed Gandhi, New Delhi: Roli Books, ISBN 978-81-7436-617-7
- Markovits, Claude (2004), The UnGandhian Gandhi: The Life and Afterlife of the Mahatma, Anthem Press, ISBN 978-1-84331-127-0
- Nash, Jay Robert (1981), Almanac of World Crime, New York: Rowman & Littlefield, p. 69, ISBN 978-1-4617-4768-0
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- เก็บถาวร 20 กุมภาพันธ์ 2011 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Time Magazine's February 2000 interview of Gopal Godse
- Rediff On The NeT: The Rediff Interview/ Gopal Godse in an exclusive interview on life after Gandhi's assassination Rediff's January 1998 interview of Gopal Godse
- Gandhi...Godse Assassination Article discussing a pro-Godse play
- Eyewitness to Gandhi assassination
- Eyewitness: Mahatma Gandhi Assassination ที่ยูทูบ
- เก็บถาวร 11 มกราคม 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน First Information Report (FIR) by police