ทีเชิร์ต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Standard T-Shirt
ทีเชิร์ต วิกิพีเดีย

ทีเชิร์ต (อังกฤษ: T-shirt หรือ tee shirt) หรือ เสื้อยืด คือเสื้อที่ส่วนใหญ่จะไม่มีกระดุม ปกเสื้อ และกระเป๋า โดยมีลักษณะคอกลมและแขนสั้น ซึ่งแขนของเสื้อส่วนใหญ่จะไม่เลยข้อศอก ถ้าเกินกว่านั้นจะเรียกเสื้อทีเชิร์ตแขนยาว

เสื้อทีเชิร์ตโดยทั่วไปจะทำจากผ้าฝ้าย หรือ ผ้าใยสังเคราะห์ โดยมากแล้วทีเชิร์ตจะมีการออกแบบลายด้วยตัวหนังสือหรือรูปภาพ และนิยมใส่กันทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทุกกลุ่มอายุ รวมทั้งทารก วัยรุ่น และผู้ใหญ่

ประวัติ[แก้]

แนวความคิดการผลิตเสื้อทีเชิร์ตมาจาก ชั้นใน ซึ่งพัฒนามาจากเสื้อชั้นใน เสื้อนั้นมีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ และค่อยๆ ได้รับความนิยม จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 ต้นกำเนิดของทีเชิร์ตก็ได้เกิดขึ้น โดยมีการอ้างสถานที่เกิดอย่างน้อยก็ในแคลิฟอร์เนีย และ สหราชอาณาจักร ในช่วงราวปี 1913 ถึง 1948 ซึ่งในช่วงนั้นได้มีการพัฒนาไปอย่างช้า ๆ

ปกนิตยสารไลฟ์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 ขึ้นหน้าปกทหารที่ใส่เสื้อทีเชิร์ต และเขียนข้อความว่า "Air Corps Gunnery School"

จากข้อมูลหลาย ๆ แห่ง มีการอ้างว่า สถานที่ ๆ เป็นต้นกำเนิดแนวความคิดของทีเชิร์ตจริง ๆ เห็นจะเป็นที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อทหารอเมริกัน ได้สังเกตว่า ทหารยุโรปได้ใส่เสื้อในจากผ้าฝ้ายเบา ขณะที่ทหารอเมริกันเปียกเหงื่อกับชุดที่ทำจากขนสัตว์ ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็ได้เปลี่ยนมาใช้ผ้าฝ้าย ซึ่งสะดวกสบายขึ้นและได้รับความนิยมในหมู่ชาวอเมริกัน เพราะเนื่องจากรูปลักษณ์ของเสื้อจึงได้เรียกว่าเสื้อ ทีเชิร์ต (T-shirt) ที่มาขอชื่อนั้น ไม่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่จะมาจากรูปร่าง ของเสื้อที่มีลัษณะเป็นตัว "T" และชัดเจนขึ้นเมื่อในกองทัพเรียกเสื้อนี้ว่า "training shirt" (เสื้อสำหรับฝึก)

ในปี 1932 ฮาวเวิร์ด โจนส์ขอให้บริษัทผลิตกางเกงในอย่าง จ็อกกี้ ผลิตเสื้อที่ซับเหงื่อสำหรับทีม ยูเอสซี ฟุตบอล ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นทีเชิร์ตยุคใหม่[1] ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีเชิร์ตได้กลายเป็นเสื้อมาตรฐานทั่วไป ในกองทัพสหรัฐอเมริกาและนาวิกโยธิน ถึงแม้ว่าทีเชิร์ตจะเป็นชั้นใน แต่ทหารส่วนใหญ่ก็มักจะใส่โดยไม่มีเสื้อเชิร์ตนอก และด้วยเหตุที่ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะบ่อยขึ้น ที่นายทหารใส่เสื้อทีเชิร์ตกับกางเกงขายาว และเป็นที่ยอมรับทีละน้อย จนเมื่อนิตยสารไลฟ์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 ขึ้นหน้าปกทหารที่ใส่เสื้อทีเชิร์ต และเขียนข้อความว่า "Air Corps Gunnery School"[2]

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทีเชิร์ตได้ปรากฏโดยไม่มีเสื้อเชิร์ตนอกคลุม ในปี 1948 ผู้สมัครประธานาธิบดี โธมัส อี. ดีวเวย์ ผลิตเสื้อเชิร์ต "Dew It for Dewey" ขึ้น ได้รับการบันทึกว่าเป็นเสื้อยืดสกรีนตัวหนังสือตัวแรก (ปัจจุบันเก็บไว้อยู่ที่สถาบันสมิทโซเนียนของอเมริกา)[3] และต่อมาในปี 1952 ก็ได้ผลิตทีเชิร์ต "I Like Ike" เพื่อสนับสนุน Dwight D. Eisenhower และจอห์น เวย์น,มาร์ลอน แบรนโด และเจมส์ ดีน ก็ได้ใส่เสื้อตัวนี้ปรากฏตัวในโทรทัศน์ด้วย ซึ่งเป็นที่ตกตะลึงของประชาชน จนกระทั่งในปี 1955 จึงเป็นที่ยอมรับ

ในปัจจุบันเสื้อยืดมักสกรีนข้อความและลวดลายเพื่อให้เหมาะสมกับความเชื่อ รสนิยมของผู้สวมใส่ เช่นเสื้อยืดวงดนตรีต่างๆ และเนื่องจากราคาถูกและสามารถทำได้ง่ายจึงมักทำเป็นของที่ระลึก ของแจกของแถม ของขวัญ เป็นที่ประชาสัมพันธ์ ที่โฆษณา ส่วนข้อความที่ได้รับความนิยมในการเขียนบนทีเชิร์ต เช่น “ฉันหัวใจเอ็นวายซี” รวมถึงลายล้อเลียนต่างๆ ที่ตามมา หรือข้อความ “staying alive” ที่ได้รับความนิยมช่วงหนึ่งในกรุงเทพ[3]

เสื้อทีเชิร์ตมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในแบบลวดลายต่างๆเช่น ลายการ์ตูน ลายดอกไม้ ลายรูปดารา ลายธรรมชาติ และอื่นๆอีกมากมายและเป็นที่นิยมในทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ วัยไหนๆก็สวมใส่ได้เพราะเสื้อยืดจะมีราคาถูกไม่แพงมากนักสามารถหาสวมใส่ได้ง่ายโดยทั่วไป

ชนิดของผ้าต่างๆ[แก้]

1.ผ้าคอตตอน หรือ ผ้าฝ้าย (Cotton)

เป็นผ้าที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ เนื้อผ้านุ่ม ไม่กระด้าง ซับเหงื่อได้ดี

ระบายอากาศได้ดี

2.ผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester)

เนื้อผ้าจะนุ่มและเงามันสวย คุณสมบัติเด่น ซักง่าย รีดง่ายและยับยาก

3.ผ้าสแปนเด็กซ์ (Spandex)

ผ้ายืดเนื้อนิ่ม ไม่หนา ยืดหยุ่นได้ดี  ระบายเหงื่อได้ดี  ทิ้งตัว มีน้ำหนัก

ถึงจะยับง่ายแต่ก็รีดง่าย

4.ผ้าชีฟอง (Chiffon)

ผ้าเนื้อบางเบา โปร่งแสง ใส ไม่ยืดหยุ่น มีทั้งเนื้อทรายหยาบ และ

เนื้อเรียบลื่น ต้องใส่ซับใน เนื้อผ้าไม่ยับง่าย ไม่จำเป็นต้องรีด

5.ผ้าซาติน (Satin)

เนื้อผ้าจะมีลักษณะเป็นผิวลื่นๆ มันวาว มีน้ำหนัก และคงรูปได้ดี ซักง่าย

แห้งเร็วไม่ต้องรีด

6.ผ้าฮานาโกะ (Hanako)

ผ้าเนื้อหนา ทืบแสง มีน้ำหนัก ทิ้งตัว ยับยาก ไม่จำเป็นต้องรีด

7.ผ้าลินิน (Linen)

เนื้อผ้าเป็นเงามันสวยงาม ยับง่ายกว่าผ้าฝ้าย ดูดซับความชื้น

ได้ดีกว่าผ้าฝ้าย แห้งเร็ว ยืดหยุ่นตํ่า ยับง่าย

8.ผ้าไนลอน (Nylon)

ผ้าใยสังเคราะห์ เนื้อผ้าเรียบ มัน ดูดความชื้นได้ดีที่สุด ในบรรดา

ผ้าใยสังเคราะห์ มีความเหนียวมาก แข็งแรงทนทานมาก ยืดหยุ่นง่าย

และคืนตัวได้ดี

9.ผ้าไหม (Silk)

เนื้อผ้าเป็นมันวาว สวยงามมาก แต่ดูแลรักษายาก ผ้าทิ้งตัวดี

ดูดซับความชื้นได้ดี น้ำหนักเบา ยืดหยุ่นได้ดี  ระบายเหงื่อได้ดี

10.ผ้า TC

(Cotton ผสม Polyester)

เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่น ปานกลาง เนื้อผ้ามีความนุ่ม การระบายอากาศ

ปานกลาง

11.ผ้า TK

(Polyester หรือ ใยสังเคราะห์)

เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่น พอใช้  เนื้อผ้าแข็งกระด้าง การระบายอากาศ พอใช้

12.ผ้า CVC

(ส่วนผสม Cotton มากกว่า Polyester)

เนื้อผ้านุ่มเรียบ ไม่ยับ รีดได้ง่าย ระบายอากาศและความร้อนได้ดี

13.ผ้า Cotton Spandex

(Spandex ผสม Cotton)

เนื้อผ้าใส่สบาย ทนทาน ระบายอากาศได้ดี และมีความยืดหยุ่นเข้ารูป

14.ผ้ากำมะหยี่ (Velvet)

เนื้อผ้าค่อนข้างหนา ผิวสัมผัสนุ่ม ดูหรูหรา เนื้อผ้าทิ้งตัวดี ไม่นิยมรีดจีบ

ปล่อยลอนตามธรรมชาติ

15.ผ้าป่าน (Voile)

เป็นผ้าเนื้อโปร่ง บางเหมือนผ้าสาลูชนิดบาง แต่กระด้างและย่นเล็กน้อย

เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่นต่ำ ดูดความชื้น

16.ผ้าเรยอน (Rayon)

เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่น ทิ้งตัว เนื้อนิ่ม ระบายอากาศได้ดี ใส่สบาย นิ่ม

และดูดความชื้นได้

17.ผ้าขนสัตว์ (Wool)

ดูดความร้อน และถ่ายเทความชื้นได้ดี เวลาสวมใส่จึงให้ความอบอุ่นได้ดี

หดตัวมากเวลาเปียก จึงควรซักแห้งเท่านั้น

18.ผ้าอไครลิก (Acrylic)

ไม่หด แห้งง่าย ทนต่อการซักฟอก นํ้าหนักเบา

19.ผ้าอะซิเตต (Acetate)

เนื้อนุ่ม เป็นเงามัน ไม่ยับ ไม่หด ไม่ค่อยดูดความชื้น ใส่แล้วจะรู้สึก

เหนอะหนะรีดเรียบง่าย ไม่ทนความร้อนสูง ละลายเมื่อสัมผัสนํ้ายาล้างเล็บ

20.ผ้ามัสลิน (Muslin)

ผ้าไม่ยืด ไม่ทิ้งตัว ส่วนใหญ่เนื้อผ้าจะบางเบาใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี

ยับง่ายแต่ก็รีดง่าย ซักแล้วแห้งง่าย

21.ผ้ามอสสเครป (Moss Crepe)

เป็นผ้าเนื้อทราย ไม่หนา และไม่บางจนเกินไป เนื้อผ้าทืบแสง เป็นทรง

น้ำหนักเบา ทิ้งตัวได้ดี

22.ผ้าสกูบ้า (Scuba)

ผ้าเนื้อหนา นิ่ม คล้ายผ้าวอร์ม น้ำหนักเบา ยับยาก ไม่จำเป็นต้องรีด

23.ผ้าซาร่า (Zara)

เนื้อผ้ามีลายในตัว เรียบลื่นสวย เงานิดหน่อย ความหนารองมาจากฮานาโกะ

24.ผ้าอ๊อกซ์ฟอร์ด (Oxford)

เป็นผ้าที่มีลักษณะคล้ายผ้าโทเรเนื้อบาง แต่มีความหนามากกว่า

เนื้อผ้าไม่ระคายเคืองผิว ไม่ยับง่าย ระบายอากาศได้ดี

25.ผ้าโทเร (Torero)

(Polyester 65% ผสม Cotton 35%)

มีลักษณะเป็นผ้าบาง ระบายอากาศได้ดี ซึมซับเหงื่อได้ในระดับหนึ่ง

26.ผ้าลูกไม้ (Lace)

ผ้าที่ถักโปร่งเป็นลวดลายต่างๆ อย่างสวยงาม มีทั้งแบบยืดหยุ่น

และไม่ยืดหยุ่น

27.ผ้าสลาฟ (Slavic)

ผ้าเนื้อแข็ง แต่มีลายผ้าในตัว ผ้าเนื้อลื่นเล็กน้อย เนื้อเบาค่อนข้างหนา

มีทั้งยืดและไม่ยืด

28.ผ้าสำลี

ผ้าที่ทอจากเส้นใยฝ้ายหรือ Cotton มีคุณสมบัติ เป็นฉนวนให้ความอบอุ่น

ซับน้ำได้ดี ผ้าหนา ซักแห้งยาก  ใช้ไปนานๆ เนื้อผ้าจะแข็งขึ้นและเป็นขน

29.ผ้าสาลู (Batist)

ผ้าคอตตอน ทอหลวมๆ ซับน้ำได้ดี ไม่เป็นขน ยิ่งซักยิ่งนิ่ม ผ้าจะไม่หนามาก

ระบายอากาศดีซักแห้งง่าย ซักแล้วเนื้อไม่ยุ่ย

30.ผ้าตาข่าย (Mesh)

ผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ โปร่ง บาง ระบายอากาศได้ดี

31.ผ้าฟลีซ (Fleece)

เป็นผ้าที่ทำมาจากเส้นใย polyester ที่มีคุณสมบัติเด่นการทอที่แน่น

ละเอียดและให้ความอบอุ่น ระบายอากาศดี

32.ผ้าแพร (Charmeuse)

เนื้อผ้ามันเงา สวยงาม ไม่ยับ ซักทำความสะอาดง่าย แห้งไว้ ไม่ซับน้ำ

33.ผ้าไหมอิตาลี(Italian Silk)

มีเนื้อผ้าที่มีลักษณะโปร่งแสงปานกลาง เนื้อผ้ามีความนุ่มเรียบลื่น

ไม่หยาบไม่แข็ง ทำให้ใส่แล้วไม่ระคายเคืองผิว ระบายอากาศได้ดีพอควร

34.ผ้าหนังไก่ (Broken Twill)

เป็นผ้าที่มีลักษณะคล้ายกับหนังของไก่ที่เป็นขุยๆขรุขระไม่เรียบ

เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่นคล้ายผ้ายืด อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย

35.ผ้าโฟร์เวย์ (Four Way)

เนื้อผ้าเหมือนผ้ามอสเครปแต่หนากว่า ผ้าเนื้อสวยไม่ยับง่าย ไม่แนบเนื้อ

ใส่สบาย มีน้ำหนักทิ้งตัว

36.ผ้ายีนส์เทียม

ส่วนใหญ่ผลิตจากผ้าฝ้ายล้วน หรือผ้าฝ้ายผสม ฟอกสี คล้ายสียีนส์

เนื้อนิ่ม เบากว่า ใส่สบายไม่หนัก ระบายอากาศดี  เนื้อผ้าดูดความชื้น

และระบายความร้อนได้ดี ยับง่าย

37.ผ้าขนสัตว์ ( Wool )

ผ้าที่ทอจากขนสัตว์ ยืดหยุ่นได้ดี ไม่ยับง่าย ดูดซึมน้ำและความชื้นได้ดี

ให้ความอบอุ่นต่อผู้สวมใส่ รีดง่ายปรับเข้ารูปทรงได้ดี เหมาะสำหรับ

การซักแห้งมากกว่าการซักเปียก เพราะเส้นใยยืดหดทำให้เสียรูปทรงได้ง่าย

38.ผ้าเรยอน (Rayon)

เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ทำจากพอลิเมอร์ของเซลลูโลส ผ้าเนื้อยืดหยุ่น

ใส่สบายผิว นิ่มคล้ายผ้าฝ้าย แต่ยืดได้มากกว่า ขยายตามขนาดตัว

เนื้อผ้ามีน้ำหนัก ทิ้งตัว

39.ผ้าแคนวาส (Canvas)

ผ้าที่ถูกทอขึ้นจากผ้าฝ้ายด้วยความหนาเป็นพิเศษ ลักษณะจะคล้ายๆ

ผ้ากระสอบหรือผ้าดิบ แต่จะมีความถี่ในการทอที่หนามากกว่า

เนื้อผ้าละเอียดกว่า และดูสวยงามมากกว่า รีดอยู่ทรง

40.ผ้าจอร์เจีย (Georgette)

ลักษณะเนื้อผ้ามีรอยย่นละเอียดทั้งตามแนวด้ายยืนและแนวด้ายพุ่ง

คล้ายผิวทรายและทิ้งตัวได้ดี มีความเป็นเงางาม และเนื้อบาง

มีความพลิ้ว การรีดไม่ควรใช้ไฟแรง

41.ผ้าไลครา (Lycra

ผ้ายืดยืดสังเคราะห์ ยืดหยุ่นได้ดี มีความนุ่มสบาย เมื่อสวมใส่จะ

แนบกระชับ เนื้อผ้าคงรูป มีน้ำหนัก ทิ้งตัวและไม่ยับง่าย

42.ผ้าเกล็ดปลา (French Terry )

ผ้าด้านหน้ามีลักษณะเรียบ ด้านหลังเป็นห่วง ผิวสัมผัสนุ่ม เบา

ให้ความอบอุ่นได้ดี ยับยาก และมีความยืดหยุ่นสูง

43.ผ้าออร์แกนซ่า (Organza)

เป็นผ้าทอเนื้อโปร่ง บางใส ตกแต่งความกรอบ แข็งแรง ทนทาน

มีความเหนียวเนื่องจากใช้เส้นด้ายเกลียวแน่น ส่วนมากจะนิยมใช้

สำหรับเป็นผ้าตกแต่ง

44.ผ้าแก้ว (Organdy)

เป็นผ้าที่บางและแข็ง ยับง่าย ใช้ตกแต่งเป็นปก ปลายแขนเสื้อ

45.ผ้ามิลิน (ยืด)

เนื้อผ้ายืดหนานิ่ม เป็นผ้าลักษณะเนื้อเย็นใส่สบายไม่ร้อน

ใช้งานได้นานคงทนต่อการซัก ไม่หดไม่ย้วย

46.ผ้า Macy (ยืด)

เนื้อผ้ายืด นิ่มทิ้งตัว ผิวผ้าเป็นลายร่องรังผึ้ง ใส่สบาย ระบายอากาศ

ได้ดีไม่หนามาก บางกว่าผ้าไหมพรม

47.ผ้าร่ม

เนื้อเบาบาง ไม่ซับน้ำ เนื้อเส้นด้ายทอแน่นกัน ฝุ่นได้ดี

48.ผ้าสกินนี่

เนื้อผ้ายืดหยุ่นดี นิ่ม เนื้อคล้ายๆยีนส์แต่จะไม่หนาเท่ากับยีนส์

ใส่สบาย ผ้าเป็นทรงเข้ารูปดี

49.ผ้าแมงโก้

เป็นผ้าใยสังเคราะห์ เนื้อผ้าหนานุ่มและยืด

50.ผ้ากาแล็คซี่  (TY800)

เนื้อผ้ามีการทอเล่นลายในตัวผ้า ผ้าเนื้อละเอียดไม่หนามาก

ผ้านิ่มพริ้ว น้ำหนักเบา ใส่สบาย ระบายอากาศได้ดีพอควร

ผิวผ้ามีลายในตัว ผ้าไม่ยืด ไม่ยับ

51.ผ้าป๊อปคอร์น

เนื้อผ้ายืดนิ่ม มีลายในตัวเหมือนเม็ดข้าว ใส่สบาย ไม่หนาไม่ร้อน

52.ผ้า ITY

เนื้อผ้ายืด นิ่มเย็นใส่สบาย ทิ้งตัว ผ้าจะเด้งๆซับเหงื่อได้ดี

ซักง่ายแห้งเร็ว ไม่ยับง่าย ไม่ต้องรีด

53.ผ้าลินินสร๊าฟ (ลินินเทียม)

เนื้อผ้าไม่ยับง่าย นิ่ม ใส่สบาย เนื้อผิวผ้าขึ้นลายเส้นสร๊าฟ

ดูเป็นธรรมชาติ ไม่บาง

54.ผ้าออโต้แมน

เนื้อผ้าคล้ายกับผ้าไมโครแต่เนื้อผ้าจะบางกว่า นิ่มลื่นใส่สบาย

ไม่ซับน้ำ แห้งง่าย จุดเด่นของผ้าตัวเนื้อผ้าจะมีลักษณะยับๆดูคลาสสิค

55.ผ้านาโน

เนื้อผ้าจะทอแน่นกว่าตัวฮานาโกะ ไม่หนามาก เนื้อผ้ามีน้ำหนัก

ทิ้งตัวดี ผ้านุ่ม ไม่ยับง่าย ใส่สบาย

56.ผ้าหางกระรอก

เนื้อผ้านิ่มลื่นคล้ายไหมอิตาลีแฟชั่นแต่จะหนากว่า พริ้วทิ้งตัว

ไม่ยับง่าย ผ้าเย็น ใส่สบาย เนื้อผ้าไม่ยืด

57.ผ้าวอช

เนื้อผ้านิ่ม คล้ายไหมพรม แต่บางกว่า ใส่สบายไม่ร้อนมาก

58. ผ้าไมโคร

(Micro หรือ Mircrofilber)

เป็นผ้าที่ผลิตจากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์(Polyester) ที่มีขนาดเล็กกว่า

และ เพิ่มช่องว่างในเส้นใย ทำให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มกว่า และ

ด้วยเนื้อละเอียดนี่เองทำให้มันทนต่อการเปื้อน แห้งไวมาก

59.ผ้าใยกัญชง (Hemp)

เนื้อผ้ามีน้ำหนัก ทิ้งตัว ยืดหยุ่นและทนทาน เมื่อรีดจะเรียบและ

มันวาวเล็กน้อย แม้จะยับง่ายแต่ก็คงทน ยิ่งใช้ไปนานยิ่งสวย

สวมใส่สบายไม่ร้อน ดูดซับความชื้นได้ดี

60.ผ้าทูเวย์

ผ้านิ่ม เนื้อยืด ยับยาก รีดง่าย ผ้าทิ้งตัวมีน้ำหนัก

อ้างอิง[แก้]