ทิลอ็อยเลินชปีเกิลส์ลุสทิกเกอชไตรเชอ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ทิลอ็อยเลินชปีเกิลส์ลุสทิกเกอชไตรเชอ โอปุส 28 (เยอรมัน: Till Eulenspiegels lustige Streiche; อังกฤษ: Till Eulenspiegel's Merry Pranks) เป็นซิมโฟนิกโพเอ็มผลงานของริชชาร์ท ชเตราส์ ดัดแปลงจากตำนานพื้นบ้านทิล อ็อยเลินชปีเกิล ของเยอรมัน แต่งขึ้นใน ค.ศ. 1894–1895 ได้แสดงรอบปฐมทัศน์ในครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนในปีถัดมา โดย the Gürzenich Orchestra of Cologne และมี Franz Wüllner เป็นคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ยังมีวง The National Symphony Orchestra นำมาแสดงในครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1946 มี Hans Kindler เป็นวาทยกร และล่าสุดได้แสดงคอนเสิร์ตของสถาบันแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ภายใต้การกำกับของ Kevin Allen Woods

เครื่องดนตรีที่ถูกกำหนดให้ใช้ในการบรรเลงเพลงนี้ได้แก่ 3 flutes and piccolo; 3 oboes and English horn; 2 clarinets, small clarinet in D and bass clarinet; 3 bassoons and contrabassoon; 4 horns (and 4 more ad lib.), 3 trumpets (e more ad lib.), 3 trombones, tuba, timpani, snare drum, bass drum, cymbals, triangle, rattle, and strings. ระยะเวลาบรรเลง 15 นาที

ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หลังจากที่เขาได้ประพันธ์ Don Juan and Macbeth ตอนที่เข้าแต่งเพลงมาได้ 25 ปี ชเตราส์ได้เขียนจดหมายไปหาฮันส์ ฟ็อน บือโล ซึ่งเป็นอาจารย์ของเขาความว่า เขาไม่ได้ต้องการจะประพันธ์ Tone Poem อันต่อ ๆ ไปตามรูปแบบและแบบแผน

เพื่อที่จะแสดงรูปแบบใหม่ให้กับตัวบท สร้างรูปทรงที่ประณีตสมบูรณ์เป็นงานที่ยากมากทีเดียวแต่เพราะเหตุนี้จึงสร้างความน่าสนใจเข้าไป เขาก็ได้รับคำที่จะทำรูปแบบที่แตกต่างกัน หนึ่งในบทที่นิยมมากที่สุด คือ Don Quixote จะวางเป็นชุดของรูปแบบการขยายตัว แวรีเอชันซึ่งเชลโลที่บรรเลงเดี่ยวมีบทบาทของความโดดเด่น เป็นบทหนึ่งที่ยกมากเป็น repertoir เหมือนกับคอนแชร์โตบทหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับทิล อ็อยเลินชปีเกิล ซึ่งเป็นทั้งชิ้นงานที่สั้นที่สุดในชุดและที่ทำให้คนชอบมากที่สุด แต่ผู้ชมในช่วงต้นไม่ค่อยคิดเช่นนั้น สเตราส์เลือกรูปแบบที่เหมาะสมจาก Rondo และเพิ่มบนหน้าชื่อเรื่อง “in the old-style roguish manner.”

"ขี้โกง" (Roguish) แน่นอนเป็นคำสำหรับพระเอกของชิ้นงานที่เป็น Prankster มีชื่อฉาวโฉ่ในภาคเหนือของเยอรมนีและฟลานเดอส์ (เบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน) ในศตวรรษที่สิบสี่ ได้มีรูปปั้นสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงทิลในเมือง Molln ตามตำนานเขาเสียชีวิตใน ค.ศ. 1350 หรือบริเวณนั้นและได้รับหลุมฝังศพที่ไม่มีชื่อเขียนมีแต่เพียงภาพของสลักนกฮูกกับกระจก ชื่อ Eulenspiegel หมายถึง "กระจกของนกฮูก" และเท้าความสุภาษิตโบราณ

One sees one's own faults no more clearly than an owl sees its own ugliness in a looking glass. "ตนเห็นความผิดพลาดของตัวเองไม่ได้ชัดเจนมากขึ้นกว่านกฮูกเห็นความอัปลักษณ์ของตัวเองในกระจก" ผู้ที่ได้ชื่อนี้กลายเป็นพระเอกในเรื่องพื้นบ้านในหลายศตวรรษต่อมา : ต้นแบบของการโกง เล่าเรื่องตลกล้อเลียนโดยไม่ต้องมีคนฟัง คนที่ล้อเลียนความหลอกลวงเสแสร้งของสถาบัน ประกอบกับการที่ถือ"กระจกของนกฮูก"ของเขาขึ้นสู่สังคม เริ่มมีวรรณกรรมดี ๆ เขียนขึ้นและมีบทละครเวทีที่เขียนเกี่ยวกับทิลมากขึ้นด้วย

ที่จริงทิลอาจไม่ได้เป็นคนที่ร่าเริงอย่างที่ฟังมานัก เมื่อประมาณสามสิบปีที่ผ่านมีบันทึกการผจญภัยของเขาชิ้นแรกคือความคิดที่จะเป็นหนึ่งใน Volksbuch ของโทมัส มัวร์เนอร์ (ค.ศ. 1475–1530) บรรยายตัวละครให้เป็นคนร่อนเร่จรจัดจากบรันสวิก ในต้น ค.ศ. 1970 แม้ว่า Bernd Ulrich Hucker นักวิชาการศึกษาประวัติศาสตร์ใน Münster ค้นพบสิ่งที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นี่ Eulenspiegel บทแรก ๆ ที่เขียนโดยเจ้าหน้าที่คัดลอก (scribe) ชื่อ Hermann Bote (ประมาณ ค.ศ. 1460–1520) และตีพิมพ์โดยเขาใน ค.ศ. 1510 และ 1511

ใน ค.ศ. 1977 Hucker เผยแพร่การศึกษาฉบับของ Bote ซึ่งพรรณนาบทตัวละครที่มีอารมณ์ขันน้อยกว่าและแน่นอนชั่วช้ากว่า สัญลักษณ์ของปีศาจที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นคำเตือนต่อคริสตชนที่ดี มีบทแสดงตัวอย่างที่ไม่ดีเป็นซีรีส์ misdeeds และผลกรรมสนองเพื่อให้ได้บทเรียนแสดงบทสรุปของความบาป

ภาพลักษณ์เดิม ๆ นั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามการเวลา เช่น Billy the Kid และตัวละครอื่น ๆ จาก Wild West ก็ล้วนแต่เปลี่ยนบุคลิคให้เย้ายวนใจ สิ่งที่เป็นจุดสนใจให้กับเราในบริบทของการพรรณนาดนตรีสเตราส์ก็คือผู้ประพันธ์ได้วางตัวบทเพลงอยู่บนพื้นฐานความยอมรับในความสนุกและก่อกวนไม่ใช่ตามแบบต้นฉบับที่ถมึงทึง เหมือนหนุ่มในยุคการจัดตั้งดนตรีในยุค 1890และค้นพบกับการโกงในหัวใจของเขาเอง

บทเพลงเริ่มต้นบรรเลงจากเครื่องสาย ซึ่งเปรียบเสมือนถ้อยคำที่แสดงถึงความรักใคร่ ที่เหมาะกับวลีว่า Es war einmal (Once upon a time) จากนั้น ฮอร์นก็จะโซโลด้วยการแนะนำทิลรูปร่างแปลก ๆ แต่ให้ความรู้สึกถึงความมีพลัง และเราก็ออกผจญภัย ช่วงนี้ทิลพุ่งผ่านตลาดและแกล้งแม่บ้านด้วยการปัดตะกร้าที่ถือ จากนั้นทิลได้ปลอมตัวเป็นพระที่เทศนาในเรื่องที่ผิด ๆ หยาบคายหรือธรรมเทศนาซึ่งดูหมิ่นศาสนาและต้องถูกโทษตะแลงแกง แต่เขายังหัวเราะได้อีกเป็นครั้งสุดท้าย นักโทษเลวทรามที่กำลังจะถูกประหารแขวนคอ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังมีท่อนที่ฟังดูตลกสร้างความหัวเราะได้ และช่วงสั้น ๆ ส่งท้ายด้วยบทการบรรเลงในแก่นเรื่อง Es war einmal ชุดรูปแบบเป็นที่สังเกตสัมผัสได้ว่าทิลนั้นท้ายที่สุดแล้วเป็นคนดี เหนือกว่าการตัดสินในความเป็นมนุษย์และเด่นคุ้มค่าต่อการเป็นส่วนที่หนึ่งของความมีสีสันในบทเพลงของชเตราส์

อ้างอิง[แก้]