ทางผ่านตะวันตกเฉียงเหนือ

ทางผ่านตะวันตกเฉียงเหนือ หรือ นอร์ทเวสต์แพสเสจ (อังกฤษ: Northwest Passage) เป็นเส้นทางเดินเรือทางตอนเหนือของทวีปอเมริกา จากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก โดยผ่านน้ำแข็งลอยทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกและผ่านกลุ่มเกาะอาร์กติกแคนาดา
ใน ค.ศ. 1496 พระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งอังกฤษ ทรงมีพระบัญชาให้นักสำรวจชาวอิตาลี จอห์น แคบอต ค้นหาเส้นทางเดินเรือระหว่างยุโรปกับโลกตะวันออกที่สั้นลง เพื่อเลี่ยงการเดินเรืออ้อมแอฟริกา[1] แคบอตสันนิษฐานว่าต้องมีเส้นทางที่สั้นกว่าทางตอนเหนือของทวีปที่เพิ่งได้ค้นพบ[2] หลังจากนั้นก็มีความพยายามหลายครั้งโดยบุคคลต่าง ๆ รวมถึงฟรานซิส เดรก และเจมส์ คุก ที่จะเดินทางผ่านเส้นทางนี้[3] แต่ต้องรอจนถึง ค.ศ. 1906 กว่าชาวนอร์เวย์ รูอาล อามึนเซิน จะเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวโดยเรือได้สำเร็จเป็นคนแรก[4]
นับแต่นั้นมา ภูมิอากาศได้อบอุ่นขึ้น และเมื่อปริมาณน้ำแข็งลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายฤดูร้อน ค.ศ. 2007 และอีกครั้งในฤดูร้อน ค.ศ. 2008 ก็ได้เกิดเส้นทางเดินเรือที่ปราศจากน้ำแข็งตลอดเส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจทั้งหมด[4][5] น้ำแข็งลอยทะเลในบริเวณอาร์กติกปกติจะขัดขวางการเดินเรือตลอดปี แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้น้ำแข็งละลาย จึงทำให้ใช้งานทางเดินเรือได้ดีขึ้น
การอ้างสิทธิอธิปไตยของแคนาดาในบริเวณดังกล่าวอาจทำให้การคมนาคมทางทะเลในภูมิภาคนี้มีความซับซ้อนในอนาคต รัฐบาลแคนาดาเห็นว่า นอร์ทเวสต์แพสเสจเป็นส่วนหนึ่งของน่านน้ำภายในประเทศของตน ส่วนบางประเทศอื่น ๆ เห็นว่า เป็นช่องแคบระหว่างประเทศ จึงสามารถผ่านได้อย่างเสรี[6][7]
เส้นทางต่าง ๆ
[แก้]

นอร์ทเวสต์แพสเสจแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก
- ส่วนตะวันออก
- ทางตะวันออกของเกาะแบฟฟิน ผ่านอ่าวแบฟฟินระหว่างกรีนแลนด์กับเกาะแบฟฟิน ไปยังแลงคาสเตอร์ซาวนด์ที่ปลายด้านเหนือของเกาะแบฟฟิน หรือ
- ทางตะวันตกของเกาะแบฟฟิน (ใช้ไม่ค่อยได้) ผ่านช่องแคบฮัดสันทางตอนใต้ของเกาะแบฟฟิน จากนั้นขึ้นเหนือผ่านแอ่งฟอกซ์ (Foxe Basin) ไปทางตะวันตกผ่านช่องแคบฟิวรีและเฮกลา (Fury and Hecla Strait) แล้วมุ่งขึ้นเหนือสู่แลงคาสเตอร์ซาวนด์ผ่านอ่าวบูเธียและช่องพรินซ์รีเจนต์ (Prince Regent Inlet) แต่ช่องแคบฟิวรีและเฮกลาโดยทั่วไปมักมีน้ำแข็งปิดกั้น
- ส่วนกลาง ผ่านกลุ่มเกาะอาร์กติกแคนาดา
- เส้นทางเหนือ จากแลงคาสเตอร์ซาวนด์มุ่งตะวันตกผ่านช่องแคบแพร์รีไปยังช่องแคบพรินซ์ออฟเวลส์ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะวิกตอเรีย ช่องแคบแมกคลัวร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือจะมีน้ำแข็งเต็ม ส่วนเส้นทางลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ผ่านช่องแคบพรินซ์ออฟเวลส์ระหว่างเกาะวิกตอเรียกับเกาะแบงก์สอาจผ่านได้หรือ
- เส้นทางใต้ จากแลงคาสเตอร์ซาวนด์มุ่งตะวันตกผ่านช่องพรินซ์รีเจนต์ (ซึ่งทั่วไปเป็นอ่าวตัน แต่อาจจะออกทางตะวันตกผ่านช่องแคบเบลล็อต [Bellot Strait] ได้) จากนั้นผ่านเกาะซอเมอร์เซต (Somerset Island) ลงใต้ผ่านพีลซาวนด์ (Peel Sound) ระหว่างเกาะซอเมอร์เซตกับเกาะพรินซ์ออฟเวลส์ ต่อจากนั้นอาจไปทางตะวันตกเฉียงใต้ผ่านช่องแคบวิกตอเรีย (Victoria Strait มีน้ำแข็งเต็ม) หรือมุ่งลงใต้ตามแนวชายฝั่งผ่านช่องแคบเรและช่องแคบเจมส์ รอสส์ (James Ross Strait) จากนั้นมุ่งตะวันตกผ่านช่องแคบซิมป์สัน (Simpson Strait) ทางใต้ของเกาะคิงวิลเลียม (ซึ่งมีน้ำตื้น) เข้าสู่อ่าวควีนม็อด (Queen Maud Gulf) และเดินทางต่อไปทางตะวันตกตามแนวชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ทางใต้ของเกาะวิกตอเรีย
- ส่วนตะวันตก เนื่องจากไม่มีเกาะขนาดใหญ่กีดขวาง จึงเดินเรือตามแนวชายฝั่งไปจนถึงช่องแคบเบริงได้
มีความพยายามหลายครั้งในการค้นหาทางออกสู่ทะเลน้ำเค็มทางตะวันตกจากอ่าวฮัดสัน แต่ช่องแคบฟิวรีและเฮกลาทางตอนเหนือสุดมีน้ำแข็งปิดกั้นไว้ ทางเข้าด้านตะวันตกซึ่งเป็นทางหลักของนอร์ทเวสต์แพสเสจ คือช่องแคบแพร์รี ได้ค้นพบใน ค.ศ. 1819 ส่วนทางตะวันออกของพอยต์บาร์โรว์ แนวชายฝั่งค่อนข้างโล่งในช่วงฤดูร้อน ส่วนนี้ได้รับการทำแผนที่เป็นส่วน ๆ จากการสำรวจภาคพื้นดินระหว่าง ค.ศ. 1821–1839 จึงเหลือพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ทางเหนือของชายฝั่งใต้ช่องแคบแพร์รีและตะวันตกของเกาะแบฟฟิน ซึ่งได้ทำแผนที่ส่วนใหญ่ระหว่าง ค.ศ. 1848–1854 โดยเรือที่ออกค้นหาคณะสำรวจแฟรงกลินที่สาบสูญไป ต่อมาระหว่างปี 1903–1906 รูอาล อามึนเซิน เป็นคนแรกที่ผ่านเส้นทางนี้ได้สำเร็จ โดยเขาใช้เรือขนาดเล็กและแล่นเลียบไปตามชายฝั่ง
ภาพรวม
[แก้]ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ก่อนที่ยุคน้ำแข็งน้อยจะเริ่มขึ้น ชาวไวกิงได้เดินเรือจากยุโรปไปทางตะวันตกเฉียงเหนือจนถึงเกาะเอลสเมียร์, เกาะสเครลิง (Skraeling Island) และเกาะรูอิน (Ruin Island) เพื่อล่าสัตว์และค้าขายกับชาวอินูอิตที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนั้น[8] ระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ประเทศต่าง ๆ ทั้งในยุโรปและเอเชียได้ส่งนักสำรวจออกไปเพื่อหาเส้นทางเดินเรือเพื่อค้าขายทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ โดยมองว่า นอร์ทเวสต์แพสเสจจะกลายเป็นเส้นทางใหม่ไปสู่ประเทศเอเชียที่ยุโรปค้าขายด้วย
ชาวอังกฤษเรียกเส้นทางที่หวังว่ามีนี้ว่า “นอร์ทเวสต์แพสเสจ” ความปรารถนาที่จะหาเส้นทางเดินเรือดังกล่าวเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการสำรวจชายฝั่งทั้งสองด้านของทวีปอเมริกาเหนือโดยชาวยุโรป เมื่อชัดเจนแล้วว่าไม่มีเส้นทางเดินเรือผ่านใจกลางทวีป ความสนใจจึงหันไปสู่ทะเลทางตอนเหนือแทน ส่วนหนึ่งเกิดจากความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ถูกต้องในขณะนั้น ซึ่งเชื่อว่าน้ำทะเลไม่สามารถแข็งตัวเป็นน้ำแข็งได้ (ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 เจมส์ คุก รายงานว่าภูเขาน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกาละลายกลายเป็นน้ำจืด ซึ่งอาจยิ่งสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าว) ดังนั้น จึงเชื่อว่าเส้นทางเดินเรือปลอดน้ำแข็งใกล้กับขั้วโลกเหนือจึงควรมี[9]
ความเชื่อว่ามีเส้นทางเดินเรือทางตอนเหนือสุดยังดำรงอยู่เป็นศตวรรษ ๆ จึงทำให้มีการสำรวจหลายครั้ง รวมถึงคณะสำรวจของจอห์น แฟลงคลินที่ประสบกับหายนะใน ค.ศ. 1845 ใน ค.ศ. 1850 คณะสำรวจแมกคลัวร์เมื่อกำลังสืบหาคณะของแฟลงคลินที่หายไป ได้ค้นพบนอร์ทเวสต์แพสเสจ ใน ค.ศ. 1906 ชาวนอร์เวย์ รูอาล อามึนเซิน ได้เป็นบุคคลแรกที่เดินทางจากกรีนแลนด์ไปยังอะแลสกาผ่านเส้นทางนี้ทางเรือล้วน ๆ ได้สำเร็จบนเรือ Gjøa ที่มีลูกเรือทั้งหมด 6 คน[10] นับแต่นั้นมา มีเรือหลายลำที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้
จากทิศตะวันตกไปสู่ตะวันออก นอร์ทเวสต์แพสเสจวิ่งผ่านช่องแคบเบริง ทะเลชุกชี ทะเลโบฟอร์ต แล้วจากนั้นสามารถใช้เส้นทางต่าง ๆ ผ่านกลุ่มเกาะอาร์กติกแคนาดา ซึ่งมีถึง 5–7 สาย รวมถึงช่องแคบแมกคลัวร์ (M'Clure Strait) ช่องแคบดีส (Dease Strait) และช่องแคบพรินซ์ออฟเวลส์ แต่เรือใหญ่จะสามารถผ่านได้เป็นบางสายเท่านั้น[6][11] หลังจากนั้นก็จะผ่านอ่าวแบฟฟินและช่องแคบเดวิส ก่อนจะออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในที่สุด
คาดว่า ภาวะโลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อน้ำแข็งมากพอให้สามารถเดินเรืออย่างปลอดภัยได้ อย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งของปี เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 2007 นอร์ทเวสต์แพสเสจได้เปิดปลอดน้ำแข็งจนเรือเดินทางผ่านได้โดยไม่ต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง ตามสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ (Norwegian Polar Institute) นี่เป็นครั้งแรกที่เส้นทางดังกล่าวเปิดให้เดินเรือผ่านได้ตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลตั้งแต่ ค.ศ. 1972[12][13]
ประวัติการสำรวจ
[แก้]ในการสำรวจไปทางตะวันตกจากยุโรป ชาวไวกิงได้ค้นพบและตั้งถิ่นฐานในไอซ์แลนด์และกรีนแลนด์ จากนั้นจึงเดินทางต่อไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไกลถึงเกาะเอลสเมียร์ เกาะสเครลิง และเกาะรูอิน เพื่อล่าสัตว์และค้าขายกับชาวอินูอิต ต่อมาเกิดยุคน้ำแข็งน้อยในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็นมากขึ้น โดยเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ชาวยุโรปเดินเรือไปทางนอร์ทเวสต์แพสเสจลดลง[14]
จอห์น แคบอต ได้ออกสำรวจภูมิภาคนี้ระหว่าง ค.ศ. 1494–1498 แล้วบุตรชายของเขา เซบาสเชียน แคบอต จึงทำการสำรวจต่อในปี 1517 ส่วนแกสปาร์ คอร์เท-เรียล (Gaspar Corte-Real) นักสำรวจชาวโปรตุเกส เมื่อสำรวจผ่านกรีนแลนด์ในช่วงปี 1500–1501 ได้ทำแผนที่แหล่งปลาอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะนิวฟันด์แลนด์ไว้
ช่องแคบแอเนียน
[แก้]
ใน ค.ศ. 1539 เอร์นัน กอร์เตส นักสำรวจชาวสเปน ได้มอบหมายฟราซิสโก เด โอล์ลอ (Francisco de Ulloa) นักสำรวจชาวสเปน ให้เดินเรือเลียบคาบสมุทรบาฆากาลิฟอร์เนียทางชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกา แต่โอล์ลอก็สรุป (อย่างผิด ๆ) ว่าอ่าวกาลิฟอร์เนียเป็นส่วนใต้สุดของช่องแคบที่เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ากับอ่าวเซนต์ลอว์เรนซ์ การเดินทางของเขาช่วยเสริมความเชื่อว่า "เกาะแคลิฟอร์เนีย" มีอยู่จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาช่องแคบแอเนียน (Anián)
ช่องแคบนี้น่าจะได้รับชื่อตาม Ania ซึ่งเป็นมณฑลหนึ่งของจีนในหนังสือของมาร์โก โปโล ฉบับ ค.ศ. 1559 ช่องแคบปรากฏบนแผนที่ที่วาดโดยนักทำแผนที่ชาวอิตาลี จาโกโม กัสตัลดี (Giacomo Gastaldi) ราว ค.ศ. 1562 ห้าปีต่อมา โบโลญญินี ซัลตีเอรี (Bolognini Zaltieri) ได้วาดแผนที่แสดงช่องแคบแอเนียนซึ่งแคบและคดเคี้ยว โดยเป็นพรมแดนระหว่างทวีปเอเชียกับอเมริกา ชาวยุโรปจินตนาการว่าช่องแคบนี้เป็นเส้นทางเดินเรือที่ผ่านได้ง่ายจากยุโรปไปถึงที่ประทับของข่านใหญ่แห่งคาเธย์ทางตอนเหนือของประเทศจีน เดิมทีช่องแคบนี้วาดไว้ที่ละติจูดเดียวกับแซนดีเอโก
นักทำแผนที่และนักเดินเรือได้พยายามแสดงว่าช่องแคบนี้มีจริง ๆ เซอร์ฟรานซิส เดรก ได้ออกค้นหาปลายด้านตะวันตกของช่องแคบใน ค.ศ. 1579[15] นักเดินเรือชาวกรีก ฮวน เด ฟูกา (Juan de Fuca) อ้างว่าเขาได้แล่นเรือผ่านช่องแคบนี้จากมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังทะเลเหนือแล้วกลับใน ค.ศ. 1592 มีการอ้างถึงจดหมายจากพลเรือเอกชาวสเปน บาร์โธโลมิว เด ฟอนเต ที่ได้แล่นเรือจากอ่าวฮัดสันไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกผ่านช่องแคบนี้ใน ค.ศ. 1640 ปัจจุบันพิจารณาว่า จดหมายฉบับนี้เป็นเรื่องกุขึ้น[16][17]
มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ
[แก้]
ความพยายามค้นหานอร์ทเวสต์แพสเสจครั้งแรกที่บันทึกไว้ก็คือการเดินทางของจอห์น แคบอต จากทางตะวันออกไปตะวันตกใน ค.ศ. 1497 โดยได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งอังกฤษให้ค้นหาเส้นทางตรงสู่โลกตะวันออก[9] ความพยายามครั้งต่อมาเกิดขึ้นใน ค.ศ 1576 โดยมาร์ติน โฟรบิเชอร์ (Martin Frobisher) นักเดินเรือชาวอังกฤษ ผู้ได้เดินทางไปทางตะวันตกสามครั้งทางเหนือสุดของแคนาดาเพื่อค้นหาเส้นทางนี้ อ่าวโฟรบิเชอร์ (ใกล้กับช่องแคบเดวิส) ตั้งชื่อตามเขาในฐานะเป็นผู้ทำแผนที่ เพราะได้ใช้แผนที่ที่เชื่อถือได้จากบันทึกเดินทางของของนีโคโล เซโน (Nicolò Zeno) เมื่อเดินทางถึงกรีนแลนด์ โฟรบิเชอร์จึงเชื่อว่าได้ค้นพบเกาะฟริสแลนด์ (Frisland) ในตำนาน และเชื่อว่าบริเวณตอนใต้ของเกาะแบฟฟินคือกรีนแลนด์[18] เซอร์ฮัมฟรีย์ กิลเบิร์ต (Humphrey Gilbert) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนคณะสำรวจ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับการค้นพบนอร์ทเวสต์แพสเสจ และต่อมาได้ทำการสืบต่อจากโฟรบิเชอร์ โดยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1583 ได้ประกาศอ้างสิทธิ์เหนือเกาะนิวฟันด์แลนด์ในนามของราชบัลลังก์อังกฤษ
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1585 นักสำรวจชาวอังกฤษ จอห์น เดวิส ได้เข้าสู่คัมเบอร์แลนด์ซาวนด์ (Cumberland Sound) ที่เกาะแบฟฟินเป็นครั้งแรก[15] แต่ก็ผิดพลาดในลักษณะเดียวกันเพราะเชื่อว่าอ่าวโฟรบิเชอร์ตั้งอยู่ที่เกาะกรีนแลนด์เช่นกัน[18]
แม่น้ำสายใหญ่ทางชายฝั่งตะวันออกของทวีปได้รับการสำรวจเพื่อดูว่าสามารถนำไปสู่เส้นทางข้ามทวีปได้หรือไม่ การค้นพบแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ของฌัก การ์ตีเย นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1535 เริ่มจากความหวังว่าจะพบเส้นทางผ่านทวีป แต่ในที่สุดก็ถูกขัดขวางด้วยแก่งน้ำกระแสเชี่ยวใกล้กับนครมอนทรีออลปัจจุบัน แต่การ์ตีเยก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าแก่งน้ำเหล่านี้เป็นอุปสรรคเดียวก่อนจะไปถึงจีน จึงตั้งชื่อแก่งน้ำว่า Lachine Rapids
ใน ค.ศ. 1609 เฮนรี ฮัดสัน นักสำรวจชาวอังกฤษ ได้แล่นเรือขึ้นไปตามแม่น้ำที่ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำฮัดสัน ขณะค้นหานอร์ทเวสต์แพสเสจ เขาเดินทางไปจนถึงเมืองออลบานี (รัฐนิวยอร์ก) ก่อนจะล้มเลิกความพยายาม แต่ต่อมาได้ออกสำรวจเขตอาร์กติกและอ่าวฮัดสันต่อไป
ใน ค.ศ. 1616 โรเบิร์ต ไบลอต (Robert Bylot) นักสำรวจชาวอังกฤษ และวิลเลียม แบฟฟิน นักเดินเรือชาวอังกฤษ ได้สานต่อการสำรวจอ่าวฮัดสัน แต่พบว่าอ่าวดังกล่าวไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางผ่านได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองได้เดินทางต่อไปทางเหนือและค้นพบสมิทซาวนด์ (Smith Sound) ในระหว่างการเดินทางกลับก็ได้ค้นพบแลงคาสเตอร์ซาวนด์ (Lancaster Sound) ถึงกระนั้น ตำนานเส้นทางตะวันตกผ่านอ่าวฮัดสันก็ยังดำรงอยู่ต่อไป โดยใน ค.ศ. 1619 พระเจ้าคริสเตียนที่ 4 แห่งเดนมาร์กได้ทรงส่งคณะสำรวจซึ่งนำโดยเยนส์ มุงก์ (Jens Munk) แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แม้จะล้มเหลวโดยตลอด แต่ก็ต้องรอจนถึง ค.ศ. 1742 เมื่อคริสโตเฟอร์ มิดเดิลตัน เจ้าหน้าที่ของบริษัทฮัดสันส์เบย์ ได้สำรวจแนวชายฝั่งของภูมิภาคนี้แล้วยืนยันอย่างชัดเจนว่านอร์ทเวสต์แพสเสจไม่ได้อยู่ในอ่าวฮัดสัน
ใน ค.ศ. 1771 ซามูเอล เฮิร์น (Samuel Hearne) นักสำรวจชาวอังกฤษ ได้เดินทางไปถึงปากแม่น้ำคอปเปอร์ไมน์ (Coppermine River) ที่ชายฝั่งทะเลอาร์กติก และใน ค.ศ. 1789 อเล็กซานเดอร์ แม็กเคนซี ได้เดินทางถึงปากแม่น้ำแมกเคนซี[18]
มหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ
[แก้]
คณะสำรวจส่วนใหญ่ที่มุ่งค้นหานอร์ทเวสต์แพสเสจจะเริ่มต้นจากยุโรปหรือชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ โดยมุ่งเดินทางจากตะวันออกไปทางตะวันตก อย่างไรก็ตาม การสำรวจจากทางตะวันตกของเส้นทางนี้ก็มีความก้าวหน้าด้วย
ใน ค.ศ. 1728 นายทหารเรือชาวเดนมาร์ก-รัสเซีย ไวทัส เบริง (Vitus Bering) เดินทางผ่านช่องแคบที่ค้นพบโดยชาวรัสเซีย เซมยอน เดจเนียวฟ์ (Semjon Dezjnjov) ใน ค.ศ. 1648[19] ต่อมาช่องแคบได้ตั้งชื่อว่า ช่องแคบเบริง เบริงสรุปว่าทวีปอเมริกาเหนือและรัสเซียเป็นผืนแผ่นดินที่แยกจากกันเพราะได้เดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวที่แยกผืนแผ่นดิน ใน ค.ศ. 1741 เขาเดินทางร่วมกับร้อยโทอาเลคเซย์ ชิริคอฟ (Aleksei Chirikov) เพื่อค้นหาแผ่นดินที่อยู่เลยไปจากไซบีเรีย เมื่อทั้งสองแยกเส้นทางกัน ชิริคอฟได้ค้นพบเกาะหลายเกาะในหมู่เกาะอะลูเชียน ขณะที่เบริงได้ทำแผนที่ในเขตอะแลสกา ในที่สุดเรือของเบริงได้ไปแตกที่เกาะ (ปัจจุบันเกาะเบริง) ใกล้กับคาบสมุทรคัมชัตคาซึ่งเขาได้เสียชีวิตที่นั่น ส่วนลูกเรือหลายคนป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด
ในประวัติศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือนี้ ยังเกิดตำนานเรือผีขึ้นอีกด้วย ตามตำนานเรื่องหนึ่ง เรือพาณิชย์อังกฤษชื่อ ออกเทเวียส (Octavius) ได้พยายามเดินเรือผ่านเส้นทางนี้จากโลกตะวันออกใน ค.ศ. 1762 แต่ก็ติดอยู่ในน้ำแข็งทะเล 13 ปีต่อมา เรือล่าปลาวาฬชื่อ เฮรัลด์ (Herald) ได้พบออกเทเวียสซึ่งลอยเคว้งคว้างอยู่ใกล้กรีนแลนด์ โดยมีลูกเรือนอนแข็งตายอยู่ในท้องเรือ สำหรับผู้ที่เชื่อว่าตำนานนี้เป็นจริง ออกเทเวียสถือเป็นเรือโลกตะวันตกลำแรกที่เดินเรือผ่านเส้นทางนี้ได้ แม้ว่าจะใช้เวลาถึง 13 ปี และการเดินทางจะสำเร็จหลังจากที่ลูกเรือทั้งหมดเสียชีวิตแล้วก็ตาม[20]
ชาวสเปนได้ออกสำรวจหลายครั้งตามแนวชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 การพิสูจน์ว่ามีเส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจอยู่จริงหรือไม่นั้นเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของการสำรวจเหล่านี้ ใน ค.ศ. 1775 และ 1779 นายทหารเรือชาวสเปน ฮวน ฟรันซิสโก เด ลา โบเดกา อี กวาดรา (Juan Francisco de la Bodega y Quadra) ได้มีส่วนร่วมในการสำรวจที่ทำอย่างละเอียดเพื่อค้นหาเส้นทางดังกล่าว สมุดบันทึกการเดินเรือของฟรันซิสโก อันโตนิโอ มูเรเยส (Francisco Antonio Mourelle) รองผู้บัญชาการของกวาดรา ไปตกอยู่ในมือของอังกฤษ แล้วจึงได้รับการแปลและการตีพิมพ์ในกรุงลอนดอน ซึ่งก่อกระแสการออกสำรวจเส้นทางดังกล่าว
กัปตันเจมส์ คุก ใช้สมุดบันทึกดังกล่าวระหว่างการสำรวจภูมิภาคนี้ ใน ค.ศ. 1791 อาเลสซันโดร มาลัสปีนา (Alessandro Malaspina) นาวิกโยธินสเปนชาวอิตาลี แล่นเรือไปยังอ่าวยาคูตัต (Yakutat Bay) ในอะแลสกา ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นเส้นทางผ่าน ใน ค.ศ. 1790 และ 1791 ฟรันซิสโก เด เอลิซา (Francisco de Eliza) นาวิกโยธินสเปน เป็นผู้นำการสำรวจหลายครั้งเข้าไปในช่องแคบฮวน เด ฟูกา (Strait of Juan de Fuca) เพื่อค้นหาเส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจที่อาจมีอยู่ แล้วได้ค้นพบช่องแคบจอร์เจีย (Strait of Georgia โดยมากติดกับแคนาดา) เพื่อสำรวจทะเลภายในแห่งนี้อย่างสมบูรณ์ ในปี 1792 จึงได้มีการส่งคณะสำรวจนำโดยดิโอนิซิโอ อัลกาลา กาเลียโน (Dionisio Alcalá Galiano) นาวิกโยธินสเปน เขาได้รับคำสั่งโดยเฉพาะให้สำรวจช่องแคบทุกแห่งที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของนอร์ทเวสต์แพสเสจ
การสำรวจของคุกและแวนคูเวอร์
[แก้]
ใน ค.ศ. 1776 กองทัพเรืออังกฤษได้มอบหมายให้เจมส์ คุก ออกเดินทาง โดยมีคำสั่งซึ่งอ้างอิงกฎหมายใน ค.ศ. 1745 ที่สัญญาว่าจะมอบรางวัล 20,000 ปอนด์แก่ผู้ค้นพบเส้นทางนี้ เดิมทีกองทัพเรือต้องการให้ชาร์ลส์ เคลิร์ก (Charles Clerke) เป็นผู้นำการสำรวจโดยมีคุก (ซึ่งเกษียณแล้วหลังจากการค้นพบในมหาสมุทรแปซิฟิก) เป็นที่ปรึกษา แต่คุกได้ศึกษาการสำรวจของเบริงอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่จึงไว้วางใจเขามากกว่า และแต่งตั้งให้เคลิร์กเป็นผู้ร่วมเดินทางแทน
ในการพยายามหาเส้นทางจากทางตะวันตกไปยังตะวันออกครั้งนี้ คุกได้เดินทางผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วเดินทางออกจากนูตคาซาวนด์ (Nootka Sound) ใกล้กับแวนคูเวอร์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1777 และมุ่งขึ้นเหนือไปตามแนวชายฝั่ง สำรวจแผ่นดิน และสืบหาภูมิภาคที่ชาวรัสเซียได้แล่นเรือผ่านเมื่อ 40 ปีก่อน คำสั่งของกองทัพเรือกำหนดให้คณะสำรวจเพิกเฉยต่ออ่าวและแม่น้ำทั้งหมดจนกว่าจะถึงละติจูดที่ 65 องศาเหนือ แต่คุกก็ไม่พบเส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจอยู่ดี
นายทหารหลายคนที่เข้าร่วมในการสำรวจรวมถึงวิลเลียม ไบลห์, จอร์จ แวนคูเวอร์ และจอห์น กอร์ มีความเห็นว่าเส้นทางผ่านดังกล่าวไม่น่าจะมีอยู่จริง ก่อนที่พวกเขาจะถึงละติจูดที่ 65 ได้พบว่าแนวชายฝั่งบังคับให้เลี้ยวเรือลงไปทางใต้มากขึ้น แต่กอร์ก็ได้โน้มน้าวให้คุกแล่นเรือเข้าไปในอ่าวคุก (Cook Inlet) เพราะหวังว่าจะพบเส้นทางผ่าน พวกเขาเดินทางต่อไปจนสุดคาบสมุทรอะแลสกาที่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวหมู่เกาะอะลูเชียนที่ยาวต่อเนื่องถึง 1,900 กิโลเมตร โดยแม้จะไปถึงละติจูดที่ 70 เลยช่องแคบเบริงขึ้นไปแล้ว แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากภูเขาน้ำแข็ง[9]
ระหว่าง ค.ศ. 1791–1795 คณะสำรวจแวนคูเวอร์ซึ่งนำโดยจอร์จ แวนคูเวอร์ ผู้อยู่ร่วมในคณะสำรวจของคุก ได้ทำแผนที่ช่องทางที่พบตามชายฝั่งของบริติชโคลัมเบียทั้งหมดอย่างละเอียด และยืนยันว่าไม่มีเส้นทางผ่านทางใต้ของช่องแคบเบริง[21] หลักฐานจากการสำรวจของอเล็กซานเดอร์ แม็กเคนซี ผู้สำรวจมหาสมุทรอาร์กติกและมหาสมุทรแปซิฟิกใน ค.ศ. 1793 ได้สนับสนุนข้อสรุปนี้
คริสต์ศตวรรษที่ 19
[แก้]
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จอห์น แบร์โรว์ (John Barrow) นักภูมิศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประกาศเสนอรางวัล 20,000 ปอนด์สเตอร์ลิงแก่ผู้ที่ค้นพบนอร์ทเวสต์แพสเสจได้ จึงเกิดการสำรวจหลายครั้ง ใน ค.ศ. 1819 จอห์น แฟรงกลิน นาวิกโยธิอังกฤษ เป็นผู้นำคณะสำรวจทางบก แต่ต้องเดินทางกลับเมื่อถึง Pt. Turnagain ใน ค.ศ. 1818 จอห์น รอสส์ และวิลเลียม เอ็ดเวิร์ด แพร์รี นาวิกโยธินอังกฤษทั้งสอง ได้แล่นเรือเข้าไปในอ่าวแบฟฟินทวนเข็มนาฬิกา โดยเข้าไปถึงสมิทซาวนด์ (Smith Sound) แล้วเลยเข้าไปถึงปากทางของแลงคาสเตอร์ซาวนด์ (Lancaster Sound) การสำรวจเส้นทางดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปด้วยการเดินทางครั้งต่อ ๆ ไปของแพร์รีและรอสส์ในช่วงปี 1819–1833[22]
ยังมีการออกสำรวจอื่น ๆ อีกในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยส่วนใหญ่เป็นการสำรวจทางบก นำโดยจอร์จ แบ็ก นาวิกโยธินอังกฤษ, ปีเตอร์ วอร์เรน ดีส นักสำรวจชาวแคนาดา, โทมัส ซิมป์สัน และจอห์น เร นักสำรวจชาวสกอต ใน ค.ศ. 1825 เฟรเดอริก วิลเลียม บีชี นาวิกโยธินอังกฤษ ได้สำรวจชายฝั่งทางตอนเหนือของอะแลสกา และได้ค้นพบพอยต์แบร์โรว์ (Point Barrow)[15]
เซอร์โรเบิร์ต แมกคลัวร์ นักสำรวจชาวไอร์แลนด์ ค้นพบเส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจที่แท้จริงใน ค.ศ 1851 เมื่อเขามองข้ามช่องแคบแมกคลัวร์ (M'Clure Strait) จากเกาะแบงส์โดยมองเห็นเกาะเมลวิลล์ (Melville Island)[15] แต่ช่องแคบนี้ก็ยังไม่สามารถใช้เดินเรือได้ในขณะนั้น โดยเส้นทางที่ใช้งานได้จริงเพียงเส้นทางเดียวซึ่งเชื่อมแลงคาสเตอร์ซาวนด์กับช่องแคบดอลฟินและยูเนียน (Dolphin and Union Strait) จอห์น เร เป็นผู้ค้นพบใน ค.ศ. 1854
คณะสำรวจแฟรงกลิน
[แก้]
ใน ค.ศ. 1845 คณะสำรวจที่มีอุปกรณ์ครบครันประกอบด้วยเรือสองลำ (HMS Erebus, HMS Terror) บัญชาการโดยเซอร์จอห์น แฟรงกลิน ได้ออกเดินทางไปยังตอนเหนือของแคนาดาเพื่อสำรวจส่วนสุดท้ายของนอร์ทเวสต์แพสเสจที่ยังไม่รู้จัก มีความคาดหวังสูงมาก เพราะประเมินว่ายังเหลือแนวชายฝั่งอาร์กติกที่ยังไม่ได้สำรวจเพียงประมาณ 500 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เรือทั้งสองลำก็ไม่กลับมา หลังจากนั้นจึงมีการส่งคณะกู้ภัยออกหลายชุดซึ่งทำการสำรวจไปด้วยในการตามหา ในที่สุดก็สามารถจัดทำแผนที่เส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจที่น่าจะเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์[15]
มีการค้นพบร่องรอยของคณะสำรวจแฟรงกลินหลายประการ รวมทั้งบันทึกที่แสดงว่าเรือทั้งสองลำติดอยู่ในน้ำแข็งเมื่อ ค.ศ. 1846 ใกล้เกาะคิงวิลเลียม (King William Island) ซึ่งอยู่ประมาณกึ่งกลางของนอร์ทเวสต์แพสเสจ โดยไม่สามารถเอาเรือออกได้ แฟรงกลินเสียชีวิตในปี 1847 ส่วนลูกเรือที่เหลือเสียชีวิตในปี 1848 หลังจากละทิ้งเรือโดยพยายามเอาชีวิตรอดด้วยการเดินทางทางบกไปทางทิศใต้โดยใช้เลื่อนหิมะ ความอดอยาก อากาศที่หนาวมาก และโรคลักปิดลักเปิด ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เสียชีวิต แต่ก็มีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ อีกด้วย คณะสำรวจมีอาหารกระป๋องจำนวน 8,000 กระป๋อง ซึ่งปิดผนึกด้วยตะกั่วบัดกรี ตะกั่วอาจเข้าไปปนเปื้อนอาหารและทำให้เกิดพิษ ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเกิดอาการสับสน
ในปี 1981 นักมานุษยวิทยาได้ตรวจสอบซากศพจากสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคณะสำรวจนี้[23] ซึ่งทำให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระดูกและเนื้อเยื่อของลูกเรือ 3 คนซึ่งขุดศพขึ้นมาจากชั้นดินเยือกแข็งคงตัวบนเกาะบีชี (Beechey Island) แล้วพบว่า ความเข้มข้นตะกั่วสูงมากในร่างกาย[24] แต่ก็มีนักวิจัยอื่นที่เห็นว่าโรคโบทูลิซึม ไม่ใช่พิษตะกั่ว เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของลูกเรือ[25] หลักฐานจาก ค.ศ. 1996 ยังแสดงด้วยว่า พวกลูกเรือมีการกินเนื้อมนุษย์[26]
คณะสำรวจแมกคลัวร์
[แก้]
ระหว่างการค้นหาคณะสำรวจของแฟรงกลิน ผู้บัญชาการโรเบิร์ต แมกคลัวร์ ชาวไอร์แลนด์ และลูกเรือบนเรือเอชเอ็มเอส อินเวสติเกเตอร์ ได้เดินทางผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจจากตะวันตกไปทางตะวันออกในช่วง ค.ศ. 1850–1854 โดยใช้ทั้งเรือและเลื่อนหิมะ แมกคลัวร์ออกเดินทางจากอังกฤษในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1849 แล่นเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกลงใต้อ้อมแหลมฮอร์นเข้าไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นเขาแล่นเรือขึ้นเหนือผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก ผ่านช่องแคบเบริง เดินเรือไปทางตะวันออก แล้วเดินทางถึงเกาะแบงส์ในที่สุด
เรือของแมกคลัวร์ติดอยู่ในน้ำแข็งถึงสามฤดูหนาวใกล้เกาะแบงส์ บริเวณปลายด้านตะวันตกของไวส์เคานต์เมลวิลล์ซาวนด์ (Viscount Melville Sound) ในที่สุด แมกคลัวร์และลูกเรือซึ่งกำลังจะอดตาย ได้รับการพบตัวโดยคณะกู้ภัยที่เดินทางด้วยเลื่อนหิมะข้ามน้ำแข็งมาจากเรือลำหนึ่งในคณะสำรวจของเซอร์เอ็ดเวิร์ด เบลเชอร์ (Edward Belcher) แล้วกลับไปกับคณะ ซึ่งเข้ามาในซาวนด์จากทางตะวันออก แมกคลัวร์และลูกเรือเดินทางกลับถึงอังกฤษใน ค.ศ. 1854 ในเรือลำหนึ่งของคณะเบลเชอร์ จึงเป็นคนกลุ่มแรกที่เดินทางรอบทวีปอเมริกาโดยผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจ และใช้ทั้งเรือและเลื่อนหิมะ นับเป็นความสำเร็จอันโดดเด่นอย่างยิ่งในยุคนั้น แมกคลัวร์ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นอัศวินและเลื่อนยศ อนึ่ง เขาและลูกเรือยังได้รับเงินส่วนรางวัลจำนวน 10,000 ปอนด์จากรัฐสภาอังกฤษ
คณะสำรวจของจอนห์ เร
[แก้]คณะสำรวจของแฟรงกลินและแมกคลัวร์ดำเนินการสำรวจตามรูปแบบทั่วไปของอังกฤษ เป็นคณะสำรวจทางทะเลที่มีลูกเรือเป็นผู้ชำนาญการเดินเรือ มักเป็นบุคลากรจากกองทัพเรืออังกฤษ และมีอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัย ในทางตรงกันข้าม จอห์น เร (John Rae) เป็นพนักงานของบริษัทฮัดสันส์เบย์ บริษัทเป็นกำลังหลักในการสำรวจแคนาดาทางตอนเหนือ พวกเขาใช้วิธีการที่ทำได้ผลจริง ๆ โดยส่วนใหญ่เป็นการสำรวจทางบก แฟรงกลินและแมกคลัวร์สำรวจเส้นทางผ่านจากทางทะเล ในขณะที่เรกลับสำรวจทางบกโดยใช้เลื่อนสุนัขและเทคนิคที่เขาเรียนรู้มาจากชาวอินูอิต คณะสำรวจของแฟรงกลินและแมกคลัวร์ใช้คนหลายร้อยคน ขณะที่เร ต้องการผู้ร่วมทางไม่ถึงสิบคน เรยังเป็นนักสำรวจที่มีสถิติด้านความปลอดภัยดีที่สุด โดยสูญเสียผู้ร่วมคณะเพียงคนเดียวตลอดหลายปีที่ทำการสำรวจในเขตอาร์กติก ใน ค.ศ. 1854 เรเดินทางกลับมาพร้อมกับข้อมูลจากชาวอินูอิตเกี่ยวกับชะตากรรมของคณะสำรวจแฟรงกลินที่ประสบหายนะดังกล่าว[27] แม้ว่ารายงานของเขามักจะไม่เป็นที่ยอมรับเพราะระบุการกินเนื้อมนุษย์เพื่อให้รอดชีวิต
คณะสำรวจของรูอาล อามึนเซิน
[แก้]
เส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจไม่ได้พิชิตทางทะเลอย่างสมบูรณ์จนกระทั่งรูอาล อามึนเซิน (Roald Amundsens) นักสำรวจชาวนอร์เวย์ ผู้ออกเดินทางส่วนหนึ่งเพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหนี้ที่พยายามระงับการสำรวจ ได้เดินทางเป็นเวลา 3 ปีระหว่าง ค.ศ. 1903–1906 ด้วยเรือประมง Gjøa ขนาด 47 ตันซึ่งเล็กกว่าเรืออื่น ๆ ที่เคยใช้สำรวจเขตอาร์กติกเป็นอย่างมาก โดยยังกินน้ำตื้นอีกด้วย หลังจากผ่านเส้นทางนี้และขึ้นฝั่งแล้ว เขาต้องเดินทางด้วยสกี 800 กม. ไปยังหมู่บ้านอีเกิล รัฐอะแลสกา แล้วส่งโทรเลขแจ้งข่าวความสำเร็จของตน แม้เขาจะได้แล่นเรือจากตะวันออกไปทางตะวันตกผ่านช่องแคบเร (Rae Strait) ซึ่งมีน้ำแข็งบางพอให้เดินเรือได้ แต่เส้นทางบางส่วนก็ตื้นมาก (0.91 ม.) ทำให้ไม่เหมาะสำหรับเรือพาณิชย์
ผู้เดินทางผ่านในกาลต่อมา
[แก้]ชาวกรีนแลนด์ คนุด รัสมุสเซน (Knud Rasmussen) เป็นผู้เดินทางผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจด้วยเลื่อนสุนัขเป็นคณะแรก[28] ระหว่างการสำรวจ Thule (ปัจจุบันเป็นเมือง Qaanaaq) ครั้งที่ห้า (ค.ศ. 1921–1924) รัสมุสเซนและชาวอินูอิตกรีนแลนด์อีกสองคนเดินทางจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกโดยใช้เวลา 16 เดือน[29]
ระหว่าง ค.ศ 1940–1942 นายตำรวจและนักสำรวจชาวแคนาดา เฮนรี ลาร์เซน (Henry Larsen) ได้แล่นเรือจากเมืองแวนคูเวอร์ไปยังเมืองแฮลิแฟกซ์จากตะวันตกไปสู่ตะวันออก แล้วกลายเป็นบุคคลที่สองที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ทางทะเลได้สำเร็จ โดยใช้เส้นทางเกือบเหมือนกับของอามึนเซินยกเว้นการผ่านช่องแคบเบลล็อต เขาใช้เรือใบสกูนเนอร์ที่เป็นของตำรวจแห่งชาติแคนาดาและเสริมความแข็งแรงเพื่อต้านทานน้ำแข็ง แต่มีหลายครั้งระหว่างการเดินทางที่ไม่ชัดเจนว่าเรือจะเดินทางต่อไปได้หรือไม่ ลูกเรือเกือบทุกคนเว้นคนหนึ่งได้รอดชีวิตผ่านฤดูหนาวบนคาบสมุทรบูเธียได้ (Boothia Peninsula) ทุกคนจึงได้รับพระราชทานเหรียญรางวัลจากพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร สำหรับความสำเร็จนี้[30]
ลาร์เซนเดินทางกลับโดยผ่านเส้นทางนี้เป็นครั้งที่สองใน ค.ศ. 1944 โดยราบรื่นกว่าครั้งแรกมาก ครั้งแรกใช้เวลาเดินทาง 28 เดือน แต่ครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 86 วัน[31] เป็นครั้งแรกที่มีการผ่านเส้นทางนี้ได้ภายในฤดูเดียว โดยเรือของเขาได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่และได้เดินทางไปทางเหนือมากขึ้น และทางบางส่วนยังไม่ได้ทำแผนที่
ใน ค.ศ. 1954 เรือหลวงตัดน้ำแข็งแคนาดา HMCS Labrador ได้เดินทางผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจจากตะวันออกสู่ตะวันตกสำเร็จ โดยมีการวัดความลึกทะเลตลอดเส้นทาง[32] เป็นเรือรบลำแรก (และเป็นเรือกินน้ำลึกลำแรก) ที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ได้สำเร็จ เป็นเรือรบลำแรกที่เดินทางรอบทวีปอเมริกาเหนือ ใน ค.ศ. 1956 เรือได้เดินทางผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจจากตะวันออกสู่ตะวันตกอีกครั้ง ภายใต้บัญชาการของกัปตันคนใหม่
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1957 เรือคัตเตอร์ของหน่วยยามฝั่งสหรัฐสามลำ ได้แก่ สโตรีส (Storis) แบรมเบิล (Bramble) และสปาร์ (Spar) ได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาเส้นทางที่ลึกกว่าผ่านมหาสมุทรอาร์กติก และเพื่อรวบรวมข้อมูลอุทกศาสตร์ โดยมีเรือตัดน้ำแข็งแคนาดา HMCS Labrador ติดตามในช่วงที่เดินทางผ่านช่องแคบเบลล็อต (Bellot Strait) และเขตอาร์กติกตะวันออก เมื่อสโตรีสเดินทางถึงน่านน้ำกรีนแลนด์ ก็กลายเป็นเรือจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาลำแรกที่เดินทางอ้อมทวีปอเมริกาเหนือสำเร็จ โดยหลังกลับมาถึงในช่วงปลาย ค.ศ. 1957 ก็ได้ย้ายไปประจำการที่ท่าเรือแห่งใหม่ในเมืองโคดีแอก (รัฐอะแลสกา)
ใน ค.ศ. 1960 เรือดำน้ำสหรัฐ USS Seadragon ได้ผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจจากตะวันออกไปตะวันตก เป็นเรือดำน้ำลำแรกที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้[33]
ใน ค.ศ. 1969 เรือ SS Manhattan เดินทางผ่านเส้นทางโดยมีเรือตัดน้ำแข็งของแคนาดา CCGS John A. Macdonald และ CCGS Louis S. St-Laurent ร่วมเดินทางไปด้วย แมนแฮตตันเป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ที่ได้เสริมความแข็งแรงเพื่อให้สามารถเดินทางผ่านน้ำแข็งได้ เป็นการทดสอบเส้นทางขนส่งน้ำมัน แม้เรือจะเดินทางผ่านได้สำเร็จ แต่เส้นทางก็ถูกประเมินว่า ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ สหรัฐจึงก่อสร้างท่อส่งน้ำมันผ่านรัฐอะแลสกาแทน
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1977 นักเดินเรือวิลลี เดอ โรส (Willy de Roos) ออกเดินทางจากประเทศเบลเยียมเพื่อพยายามข้ามเส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจ ด้วยเรือยอชต์เหล็กยาว 13.8 เมตรของเขาชื่อ Williwaw เขาเดินทางถึงช่องแคบเบริงในเดือนกันยายน และหลังจากแวะที่เมืองวิกทอเรีย (รัฐบริติชโคลัมเบีย) ก็ออกเดินทางต่อเพื่ออ้อมแหลมฮอร์นก่อนจะกลับสู่บ้านเกิด จึงเป็นนักเดินเรือคนแรกที่แล่นเรืออ้อมทวีปอเมริกาทั้งทวีปได้สำเร็จ[34]
ใน ค.ศ. 1984 เรือโดยสาร MV Explorer (อัปปางในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อ ค.ศ. 2007) เป็นเรือสำราญลำแรกที่แล่นผ่านเส้นทางนี้[35]
เดวิด คาวเปอร์ (David Scott Cowper) ออกเดินทางจากอังกฤษในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1986 ด้วยเรือชูชีพไม้ยาว 12.8 เมตรชื่อ Mabel El Holland เขาเอาชีวิตรอดผ่านฤดูหนาว 3 ฤดูในเส้นทางนอร์ทเวสต์แพสเสจ ก่อนจะเดินทางถึงช่องแคบเบริงในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1989 เขาเดินทางต่อรอบโลกผ่านแหลมกู๊ดโฮป ก่อนที่จะกลับถึงบ้านในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1990 จึงเป็นบุคคลแรกที่ที่เดินทางรอบโลกผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจ[36]
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2001 Northabout ซึ่งเป็นเรือใบอะลูมิเนียมยาว 14.3 เมตร สร้างและบังคับการโดยจาร์ลาธ คันเนน (Jarlath Cunnane) ได้เดินทางผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจจากประเทศไอร์แลนด์ไปยังช่องแคบเบริง การเดินทางจากมหาสมุทรแอตแลนติกถึงมหาสมุทรแปซิฟิกใช้เวลา 24 วัน จากนั้นเขาได้แล่นเรืออยู่ในแคนาดาเป็นเวลาสองปี ก่อนจะกลับสู่ไอร์แลนด์ใน ค.ศ. 2005 ผ่านนอร์ดอีสต์แพสเสจ จึงเป็นเรือใบลำแรกที่เดินเรือรอบขั้วโลกเหนือจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตกได้สำเร็จ การเดินทางผ่านเส้นทางนอร์ดอีสต์แพสเสจตามแนวชายฝั่งรัสเซียเป็นไปอย่างล่าช้ากว่า โดยเริ่มต้นใน ค.ศ. 2004 ต้องหยุดพักเพราะน้ำแข็งในฤดูหนาวที่เมืองคาทังกา (Khatanga) ในไซบีเรีย หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับสู่ไอร์แลนด์ผ่านชายฝั่งนอร์เวย์ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2005 เมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2006 The Cruising Club of America ได้มอบรางวัลแก่คันเนน สำหรับความสำเร็จดังกล่าว
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2003 ริชาร์ด วูด และแอนดรูว์ วูด สองคนพ่อลูก ได้แล่นเรือ Norwegian Blue เข้าสู่ช่องแคบเบริง[37] 2 เดือนต่อมา จึงแล่นเข้าสู่ช่องแคบเดวิส แล้วกลายเป็นเรือยอชต์ลำแรกที่เดินทางผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจจากทิศทางตะวันตกสู่ตะวันออกได้สำเร็จ และยังเป็นเรือลำแรกที่เดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ภายในฤดูกาลเดียวอีกด้วย
นักเดินเรือชาวฝรั่งเศส เซบัสเตียง รูบิเนต์ (Sébastien Roubinet) และผู้ร่วมเดินทางอีกหนึ่งคน ออกเดินทางจากแองคอริจ รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 ด้วย Babouche เรือใบลำคู่ (คาตามารัน) น้ำแข็งยาว 7.5 เมตร ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถแล่นบนผิวน้ำและเลื่อนบนน้ำแข็งได้ พวกเขาต้องการที่จะเดินทางจากตะวันตกไปตะวันออกโดยอาศัยการแล่นเรือเพียงอย่างเดียว หลังจากเดินทางเป็นระยะทาง 7,200 กิโลเมตร รูบิเนต์เดินทางถึงกรีนแลนด์เมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2007 จึงเป็นบุคคลแรกที่สามารถเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวได้สำเร็จภายในหนึ่งฤดูกาลโดยไม่ใช้เครื่องยนต์[38]
ข้อพิพาท
[แก้]รัฐบาลแคนาดาอ้างว่าบางส่วนของเส้นทางน้ำที่ประกอบเป็นนอร์ทเวสต์แพสเสจ โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะอาร์กติกของแคนาดา เป็นน่านน้ำอาณาเขตของแคนาดา จึงทำให้แคนาดามีสิทธิ์ปิดกั้นการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าวได้[7] แต่ประเทศที่มีการเดินเรือส่วนใหญ่[39] รวมถึงสหรัฐอเมริกาและประเทศในสหภาพยุโรป[40] มองว่าน่านน้ำเหล่านี้เป็นช่องแคบระหว่างประเทศ ที่เรือนานาชาติมีสิทธิในการ “เดินเรือผ่าน” ได้[41] ตามมุมมองนี้ แคนาดามีสิทธิในการกำกับดูแลด้านการประมงและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมายด้านภาษี การลักลอบขนส่ง ความปลอดภัยทางทะเล และการเดินเรือทั่วไป แต่ไม่มีสิทธิ์ปิดเส้นทางดังกล่าว[6][42]
ในปี 1985 เรือตัดน้ำแข็งสหรัฐชื่อ Polar Sea ได้แล่นผ่านนอร์ทเวสต์แพสเสจจากกรีนแลนด์ไปยังอะแลสกา แต่ถูกหน่วยยามฝั่งแคนาดาตรวจสอบก่อนผ่าน เมื่อสื่อแคนาดาถามรัฐบาลสหรัฐเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ สหรัฐระบุว่าไม่ได้ขออนุญาตเพราะไม่จำเป็น ใน ค.ศ. 1986 รัฐบาลแคนาดาได้ประกาศสิทธิ์เหนือน่านน้ำเหล่านี้อีกครั้ง แต่รัฐบาลสหรัฐก็ยังคงไม่ยอมรับข้ออ้างดังกล่าว ใน ค.ศ. 1988 รัฐบาลสหรัฐและแคนาดาได้ลงนามข้อตกลง “Arctic Cooperation” เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติของนอร์ทเวสต์แพสเสจ โดยไม่แตะประเด็นว่าน่านน้ำดังกล่าวเป็นอาณาเขตของแคนาดาหรือไม่ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล เรือที่กำลังเดินทางผ่านไม่มีสิทธิ์ทำกิจกรรมการวิจัย ข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับแคนาดาระบุว่าเรือหน่วยยามฝั่งสหรัฐทั้งหมดมีสถานะเป็นเรือวิจัย จึงต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแคนาดาก่อนผ่านเส้นทางดังกล่าว[43]
ในช่วงปลาย ค.ศ. 2005 มีการกล่าวหาว่าเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของสหรัฐลำหนึ่งได้เดินทางผ่านน่านน้ำอาร์กติกของแคนาดาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งคนแคนาดามีปฏิกิริยาอย่างรุนแรง นี้เกิดหลังจากกองทัพเรือสหรัฐเผยแพร่ภาพเรือดำน้ำ USS Charlotte ขณะโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำที่ขั้วโลกเหนือ[44] แต่ข้อมูลเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับเรือดำน้ำสหรัฐรวมถึงตำแหน่งและเส้นทางการเดินเรือทั้งในอดีตและปัจจุบัน จัดเป็นข้อมูลลับทางทหาร กองทัพเรือสหรัฐจึงปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าเรือใช้เส้นทางใดในการเดินทางไปและกลับจากขั้วโลกเหนือ
ในการแถลงข่าวครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง ค.ศ. 2006 สตีเฟน ฮาร์เปอร์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของแคนาดา ยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการรักษาอธิปไตยเหนือภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งเป็นการโต้แย้งแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ของเอกอัครราชทูตสหรัฐ ซึ่งระบุว่าน่านน้ำอาร์กติกเป็นน่านน้ำสากล เมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2006 กองบัญชาการทหารของแคนาดาประกาศว่ากองทัพแคนาดาจะเรียกนอร์ทเวสต์แพสเสจว่าเป็นน่านน้ำภายในของแคนาดา[45] การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการนูนาลิวุต (Nunalivut) ซึ่งในภาษาอินุกติตุต (Inuktitut) มีความหมายว่า “แผ่นดินนี้เป็นของเรา” เป็นปฏิบัติการที่หน่วยลาดตระเวนทหารห้าหน่วยเข้าไปทำการสำรวจภูมิภาค[46]
รายงานฉบับหนึ่ง[43] ซึ่งจัดทำขึ้นใน ค.ศ. 2006 โดยหน่วยวิจัยของรัฐสภาแคนาดา และอ้างอิงรายงานอีกฉบับใน ค.ศ. 2004[11] ชี้ให้เห็นว่า หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน สหรัฐอาจลดการยืนกรานว่า นอร์ทเวสต์แพสเสจเป็นทางน้ำสากล เพราะสนใจมากกว่าที่จะรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในอเมริกาเหนือให้มั่นคง ต่อมาในปี 2006 พอล เชลลุชชี (Paul Cellucci) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำแคนาดา ได้ยืนยันข้อสรุปของรายงานดังกล่าว แต่เดวิด วิลกินส์ ผู้สืบตำแหน่งเอกอัครราชทูตต่อจากเขา ก็ยังคงยืนยันว่านอร์ทเวสต์แพสเสจตั้งอยู่ในน่านน้ำสากล[47]
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 นายกรัฐมนตรีฮาร์เปอร์ประกาศว่าจะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในพื้นที่ตอนเหนือสุดของแคนาดา ในแถลงข่าวของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "แคนาดามีทางเลือกในการปกป้องอธิปไตยเหนือภูมิภาคอาร์กติก เราจะต้องยืนยันสิทธินั้นหรือไม่ก็จะเสียมันไป โดยให้มั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะยืนยันสิทธินั้น เพราะแคนาดาเขตอาร์กติกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นชาติของเราในฐานะประเทศทางเหนือ มันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของเรา และยังเป็นตัวแสดงถึงอนาคตที่มีศักยภาพอันมหาศาลของประเทศ"[48] ในวันถัดมา คือวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 ทิโมธี แมกกีและไบรอัน ซาเลร์โน พลเรือตรีของกองทัพเรือสหรัฐและหน่วยยามฝั่งสหรัฐตามลำดับ ได้ประกาศว่าสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวนน่านน้ำอาร์กติก[49]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "First Letters Patent granted by Henry VII to John Cabot, 5 March 1496". ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2026-04-27.
- ↑ Croxton, Derek. "The Cabot Dilemma:John Cabot's 1497 Voyage &the Limits of Historiography". University of Virginia. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-03-17.
- ↑ "Nasa Earth Observatory - Northwest Passage Nearly Open". Nasa Earth Observatory. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2008-09-20.
- 1 2 "Southern Route Through Northwest Passage Opens" (ภาษาอังกฤษ). Nasa Earth Observatory. 2008-08-16. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2008-08-15.
- ↑ "Arctic Sea Ice News & Analysis - Sea ice decline accelerates, Amundsen's Northwest Passage opens". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2008-09-25.
- 1 2 3 "The Northwest Passage and Climate Change from the Library of Parliament—Canadian Arctic Sovereignty". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2008-09-25.
- 1 2 "Naval Operations in an ice-free Arctic" (PDF). ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-09-12.
- ↑ Schledermann, P.; McCullough, K.M. (2003). "Inuit-Norse Contact in the Smith Sound Region". ใน James Harold Barrett (บ.ก.). Contact, Continuity, and Collapse: The Norse Colonization of the North Atlantic. Brepols. น. 183–205. doi:10.1484/M.SEM-EB.3.3836. ISBN 978-2-503-51291-4.
- 1 2 3 Collingridge, Vanessa (2002). Captain Cook: Obsession And Betrayal In The New World. Ebury Press. ISBN 0091879132.
- ↑ Mills, William James (2003). Exploring Polar Frontiers: A Historical Encyclopedia. เล่มที่ 1, A–L. ABC-CLIO. น. 13. ISBN 978-1-57607-422-0.
- 1 2 Andrea Charron—The Northwest Passage Shipping Channel: Is Canada’s Sovereignty Really Floating Away? Archived เมษายน 13, 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- ↑ North-West Passage is now plain sailing
- ↑ Satellites witness lowest Arctic ice coverage in history
- ↑ Peterson, Gary Dean (2016). Vikings and Goths: A History of Ancient and Medieval Sweden. McFarland. น. 128. ISBN 978-1-4766-2434-1.
- 1 2 3 4 5 Götze-Happe, Astrid (2021). "Nordwestpassage - Zeitlinie". Magie der Nordwest-Passage (ภาษาtyska). neobook. น. 423−430.
{{cite book}}: CS1 maint: unrecognized language (ลิงก์) - ↑ Carte Generale des Decouvertes De l'Amiral de Fonte Et Autres Navigateurs Espagnoles, Anglois et Russes, pour la recherche du Passage a la Mer du Sud . . . Septembre 1752
- ↑ Fonte, Bartholomew de
- 1 2 3 Carlquist, Gunnar (1937). Svensk uppslagsbok. Band 21. Malmö: Svensk Uppslagsbok AB. น. 857–858.
- ↑ "Den stora expeditionen". Populär historia (ภาษาสวีเดน). 2020-11-12.
- ↑ Emert, Phyllis Raybin (1990). Mysteries of Ships and Planes. New York: Tom Doherty Associates. ISBN 9780812594270.
- ↑ "Vancouver's discovery of Puget Sound". ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-09-02.
- ↑ "JOHN ROSS: THE DISCOVERY OF THE MAGNETIC POLE". Library and Archives Canada. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-05-12.
- ↑ Notman, DN; Anderson, L; Beattie, OB; Amy, R (สิงหาคม 1987). "Arctic paleoradiology: portable radiographic examination of two frozen sailors from the Franklin expedition (1845-1848)". AJR Am J Roentgenol. 149 (2): 347–50. doi:10.2214/ajr.149.2.347. PMID 3300222.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Bayliss, Richard (2008-01-26). "Sir John Franklin's last arctic expedition: a medical disaster. J.R. Soc. Med. 2002:95 151-153".
- ↑ Horowitz, BZ (2003). "Polar poisons: did Botulism doom the Franklin expedition?". J Toxicol Clin Toxicol. 41 (6): 841–7. doi:10.1081/clt-120025349. PMID 14677794.
- ↑ Keenleyside, Anne (2008-01-26). "The final days of the Franklin Expedition: new skeletal evidence. Arctic 50: (1) 36-36 (1997)" (PDF). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2022-10-09.
- ↑ John Rae—Dictionary of Canadian Biography Online
- ↑ Alley, Sam. "Knud Johan Victor Rasmussen". Minnesota State University, Mankato. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2010-10-12. สืบค้นเมื่อ 2007-03-27.
- ↑ Rasmussen, Knud (1927). Across Arctic America: Narrative of the Fifth Thule Expedition. G.P. Putnam's Sons.
- ↑ Larsen, Henry (1948). The North-West Passage. Edmond Cloutier, Queen's Printer and Controller of Stationery. น. 7–24.
- ↑ "Canada at War: The Arctic: Northwest Passage, 1944". Time. 1944-10-30. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2008-12-14. สืบค้นเมื่อ 2010-06-13.
- ↑ "Ship details: Labrador (H.M.C.S.)". The Nauticapedia. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-12-27. สืบค้นเมื่อ 2017-12-27.
- ↑ Steele, George P. (1962). Seadragon: Northwest Under the Ice. Dutton.
- ↑ Willy de Roos' big journey från CBC archives
- ↑ "Stricken Antarctic ship evacuated".
- ↑ Cruising, London, Summer 1992, sidan 35
- ↑ Norwegian Blue
- ↑ The North-West Passage by Sailboat Archived กันยายน 28, 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. , av Sébastien Roubinet, läst 2007-09-09
- ↑ Nathan VanderKlippe. Northwest Passage gets political name change Archived มกราคม 21, 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. , CanWest News Services, Ottawa Citizen, April 9, 2006.
- ↑ Climate Change and Canadian Sovereignty in the Northwest Passage Archived มกราคม 31, 2002 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- ↑ The Northwest Passage Thawed Archived กรกฎาคม 30, 2007 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
- ↑ UNCLOS part III, STRAITS USED FOR INTERNATIONAL NAVIGATION
- 1 2 "Relations With the United States from the Library of Parliament—Canadian Arctic Sovereignty". 2008-08-17. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2008-09-25.
- ↑ Dave Ozeck (Commander, Submarine Force, U.S. Atlantic Fleet Public Affairs) (2007-10-25). "USS Charlotte Achieves Milestone During Under-Ice Transit". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-09-13.
{{cite web}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์) - ↑ "Northwest Passage Gets Political Name Change". 2007-02-01. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-03-10.
- ↑ "Arctic Trek Shows Canada's Sovereignty". 2007-02-01. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-10-07.
- ↑ Dispute Over NW Passage Revived from The Washington Post
- ↑ "Prime Minister Stephen Harper announces new Arctic offshore patrol ships". 2007-07-09.
- ↑ Hugo Miller (2007-07-10). "U.S. Bolsters Arctic Presence to Aid Commercial Ships (Update1)". Bloomberg. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-09-30.