ทะเลสาบเทอร์กานา
| ทะเลสาบเทอร์กานา | |
|---|---|
| ที่ตั้ง | ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเคนยา และบริเวณติดกับภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเอธิโอเปีย |
| พิกัด | 3°35′N 36°7′E / 3.583°N 36.117°E |
| ชนิดของทะเลสาบ | น้ำเค็ม, โมโนมิกติก, ด่าง, ทะเลปิด |
| แหล่งน้ำไหลเข้าหลัก | แม่น้ำโอโม แม่น้ำเติร์กเวล และแม่น้ำเครีโอ |
| แหล่งน้ำไหลออก | การระเหย |
| พื้นที่รับน้ำ | 130,860 km2 (50,530 sq mi) |
| ประเทศในลุ่มน้ำ | เอธิโอเปีย เคนยา และซูดานใต้ |
| ช่วงยาวที่สุด | 290 km (180 mi) |
| ช่วงกว้างที่สุด | 32 km (20 mi) |
| พื้นที่พื้นน้ำ | 6,405 km2 (2,473 sq mi) |
| ความลึกโดยเฉลี่ย | 30.2 m (99 ft) |
| ความลึกสูงสุด | 109 m (358 ft) |
| ปริมาณน้ำ | 193 km3 (46 cu mi) |
| ความเค็ม | 0.244%[1] |
| ความสูงของพื้นที่ | 360.4 m (1,182 ft) |
| เกาะ | นอร์ทไอส์แลนด์, เซนทรัลไอส์แลนด์, เซาท์ไอส์แลนด์ (ภูเขาไฟ) |
| อ้างอิง | |
| ชื่อทางการ | อุทยานแห่งชาติทะเลสาบเทอร์กานา |
| เกณฑ์พิจารณา | Natural: viii, x |
| อ้างอิง | 801 |
| ขึ้นทะเบียน | 1997 (สมัยที่ 21) |
| เพิ่มเติม | 2001 |
![]() | |
ทะเลสาบเทอร์กานา (อังกฤษ: Lake Turkana) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ตั้งอยู่ในหุบเขาทรุดเคนยา ทางตอนเหนือของประเทศเคนยา โดยส่วนปลายทางตอนเหนือสุดทอดเข้าไปในประเทศเอธิโอเปีย เป็นทะเลสาบน้ำจืดถาวรที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ในทะเลทราย และเป็นทะเลสาบที่มีความเป็นด่างสูงที่สุดในโลกในแง่ของปริมาตร เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก[2] รองจากทะเลแคสเปียน อือซึก-เกิล และทะเลสาบวาน (แซงหน้าทะเลอารัลใต้ที่กำลังหดตัวลง) และเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 24 ของโลกเมื่อรวมกับทะเลสาบทุกประเภท
ปัจจุบันการก่อสร้างเขื่อนกิลเกล กิเบ 3 (Gilgel Gibe III Dam) ในเอธิโอเปียกำลังเป็นภัยคุกคามต่อทะเลสาบเทอร์กานาในขณะนี้ เนื่องจากเขื่อนดังกล่าวได้ปิดกั้นแม่น้ำโอโมซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของทะเลสาบ[3]
แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วทะเลสาบแห่งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นแหล่งน้ำดื่มอยู่บ้าง แต่ความเค็ม (กร่อยเล็กน้อย) และปริมาณฟลูออไรด์ที่สูงมาก (สูงกว่าในน้ำที่มีการเติมฟลูออไรด์) ทำให้โดยปกติแล้วน้ำในทะเลสาบไม่เหมาะสำหรับการนำมาดื่มโดยตรง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งแพร่กระจายของโรคที่มาจากน้ำปนเปื้อนอีกด้วย ชุมชนที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบจึงหันไปพึ่งพาน้ำจากตาน้ำใต้ดินสำหรับอุปโภคบริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ[4] โดยคุณสมบัติของน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับการนำมาดื่มนี้ ยังจำกัดการนำไปใช้ในการชลประทานอีกด้วย[5] สภาพอากาศโดยรอบทะเลสาบมีลักษณะร้อนและแห้งแล้งมาก
หินบริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบส่วนใหญ่เป็นหินภูเขาไฟ เซนทรัลไอส์แลนด์ (Central Island) เป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่และปล่อยไอน้ำออกมา บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกและใต้ของทะเลสาบเป็นแนวหินโผล่และชายหาดหิน ขณะที่ชายฝั่งด้านตะวันตกและเหนือซึ่งมีความสูงต่ำกว่าเป็นเนินทราย สันดอน และพื้นที่ราบ
ลมบนบกและลมนอกชายฝั่งอาจมีความรุนแรงมาก เนื่องจากทะเลสาบดูดซับความร้อนและคายความร้อนช้ากว่าพื้นดิน พายุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีแม่น้ำสามสายไหลลงสู่ทะเลสาบ ได้แก่ แม่น้ำโอโม แม่น้ำเติร์กเวล และแม่น้ำเครีโอ แต่เนื่องจากไม่มีทางน้ำไหลออก การสูญเสียน้ำจึงเกิดจากการระเหยเท่านั้น ทำให้ปริมาตรและขนาดของทะเลสาบไม่คงที่ ตัวอย่างเช่น ระดับน้ำลดลง 10 เมตรระหว่างปี ค.ศ. 1975 ถึง 1993[6] แม้จะไม่มีทางน้ำไหลออก แต่ในเชิงนิเวศวิทยา ทะเลสาบแห่งนี้มักถูกพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือมีความเชื่อมโยงกับแม่น้ำไนล์ เนื่องจากในยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยเชื่อมต่อกับระบบนี้และมีความคล้ายคลึงกันในด้านสัตว์น้ำ[5]
เนื่องจากอุณหภูมิในพื้นที่ (โดยทั่วไปแล้วอุณหภูมิของผิวน้ำจะอยู่ที่ 27–31 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยของบริเวณนี้ก็ใกล้เคียงกันหรือสูงกว่าเล็กน้อย) ความแห้งแล้ง และการเข้าถึงที่ยากลำบาก ทำให้ทะเลสาบยังคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้ได้[5] จระเข้แม่น้ำไนล์สามารถพบได้เป็นจำนวนมากตามพื้นที่ราบชายฝั่ง ส่วนตามแนวหินริมฝั่งเป็นที่อยู่อาศัยของแมงป่องและงูพิษจำพวกคาร์เพ็ตไวเปอร์ ทะเลสาบแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลา และการประมงมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่น แต่สถานการณ์นี้กำลังถูกคุกคามจากการที่ระดับน้ำลดลงและการประมงเกินขีดจำกัด[3]
อุทยานแห่งชาติทะเลสาบเทอร์กานาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยยูเนสโกแล้วในปัจจุบัน โดยอุทยานแห่งชาติซีบิลอย ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ ส่วนอุทยานแห่งชาติเซนทรัลไอส์แลนด์และอุทยานแห่งชาติเซาท์ไอส์แลนด์ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ ทั้งสองแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องจระเข้แม่น้ำไนล์
ในบริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบเทอร์กานา มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของมนุษย์โบราณวงศ์ลิงใหญ่จำนวนมาก[3]
พื้นที่ดังกล่าวยังคงมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก เนื่องจากต้องใช้เวลาขับรถถึงสองวันจากกรุงไนโรบี ทะเลสาบแห่งนี้ยังเป็นพรมแดนในจินตนาการที่แบ่งแยกระหว่างชนเผ่าเรนดิลล์ โบรานา และโอโรโม ออกจากดินแดนของชนเผ่าทุรกานาอีกด้วย พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและมีความเป็นด่างมากกว่าน้ำทะเล
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Hydrological Impacts of Ethiopia’s Omo Basin On Kenya’s Lake Turkana Water Levels & Fisheries (2010), page 2-65
- ↑ "Lake Turkana in Kenya - The Jade Sea". www.kenyasafari.com. สืบค้นเมื่อ 2020-05-25.
- 1 2 3 Moran, B. (23 May 2017). "A way of life under threat in Kenya as Lake Turkana shrinks". The New Humanitarian. สืบค้นเมื่อ 8 November 2019.
- ↑ Serem, B. (29 November 2012). "For villages in Turkana, Kenya, a new initiative that brings clean water to the community is life-changing". UNICEF. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 November 2019. สืบค้นเมื่อ 8 November 2019.
- 1 2 3 Johnson, T.C.; J.O. Malala (2009). "Lake Turkana and its connection to the Nile". ใน H.J. Dumont (บ.ก.). The Nile. Monographiae Biologicae. Vol. 89. Springer Science + Business Media B.V. pp. 287–306. ISBN 978-1-4020-9725-6.
- ↑ Historic lake levels are graphed in the World Lakes Database เก็บถาวร 18 มกราคม 2006 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน.
