ต่อม
| ต่อม | |
|---|---|
ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland) ของมนุษย์: ทางด้านขวาคือกลุ่มของ Mucous acini (หน่วยสร้างเมือก) และทางด้านซ้ายคือกลุ่มของ Serous acini (หน่วยสร้างของเหลวใส) | |
| รายละเอียด | |
| ตัวระบุ | |
| ภาษาละติน | glandula |
| TH | H2.00.02.0.02002 |
| อภิธานศัพท์กายวิภาคศาสตร์ | |
ต่อม (อังกฤษ: gland) คือเซลล์หรืออวัยวะในร่างกายของสัตว์ที่ผลิตและหลั่งสารต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต โดยอาจหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง หรือหลั่งลงในช่องว่างภายในร่างกายและพื้นผิวภายนอก[1] ต่อมบางชนิดยังทำหน้าที่ช่วยกำจัดของเสียหรือสารที่ไม่ต้องการออกจากร่างกาย เช่น การขับปัสสาวะ[2]
ต่อมมีสองประเภท แต่ละประเภทมีวิธีการหลั่งที่แตกต่างกัน ต่อมไร้ท่อลำเลียงสารที่ผลิตขึ้นซึ่งเรียกว่าฮอร์โมนเข้าสู่ช่องว่างระหว่างเซลล์โดยตรง เพื่อให้กระแสเลือดดูดซึมและนำไปใช้งานทั่วร่างกาย ต่อมมีท่อหลั่งสารผ่านท่อลำเลียงเข้าไปในช่องว่างของร่างกายหรือพื้นผิวภายนอก[2]
ต่อมส่วนใหญ่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อบุผิว และโดยทั่วไปจะมีโครงสร้างค้ำจุนเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและแคปซูล[2]
โครงสร้าง
[แก้]การพัฒนา
[แก้]

ต่อมทุกต่อมเกิดขึ้นจากการเจริญเติบโตลึกลงไปจากพื้นผิวของเนื้อเยื่อบุผิว การเจริญเติบโตนี้อาจมีลักษณะเป็นโครงสร้างท่อ หรือในบางกรณีอาจเริ่มจากการก่อตัวเป็นกลุ่มเซลล์รูปแท่งที่อัดแน่น แล้วจึงพัฒนาเป็นช่องท่อในภายหลัง[3]
เมื่อการเจริญเติบโตดำเนินไป กลุ่มเซลล์รูปแท่งนี้อาจมีการแยกตัวหรือแตกกิ่งก้านออกไป ซึ่งในกรณีนี้จะเกิดเป็นต่อมประกอบ (compound gland) ในต่อมหลายชนิด จำนวนแขนงมีจำกัด ในขณะที่ต่อมอื่น ๆ (เช่น ต่อมน้ำลาย ตับอ่อน) จะมีการเจริญเติบโตและแบ่งย่อยซ้ำ ๆ จนกลายเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ในที่สุด โดยทั่วไปแล้ว แขนงของต่อมเหล่านี้จะไม่เชื่อมต่อกันเอง ยกเว้นในตับเนื่องจากตับมีการสร้างต่อมประกอบที่มีโครงสร้างแบบร่างแห สำหรับต่อมประกอบนั้น เนื้อเยื่อบุผิวส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสาร (secretory epithelium) จะอยู่ในส่วนปลายของแต่ละแขนง ส่วนแขนงที่เชื่อมต่อกันจะกลายเป็นท่อลำเลียง (duct) ซึ่งบุด้วยเซลล์เยื่อบุผิวชนิดที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงน้อยกว่า
ต่อมต่าง ๆ ถูกจัดประเภทตามรูปร่างได้ดังนี้
- ต่อมรูปท่อ (tubular gland) คือต่อมที่ยังคงรูปทรงเป็นท่อสม่ำเสมอตลอดทั้งต่อม
- ต่อมรูปถุงหรือรูปกระเปาะ คือต่อมที่มีส่วนหลั่งสารขยายใหญ่ขึ้น และมีช่องว่างภายใน (Lumen) ขนาดใหญ่แตกต่างกันไป
ประเภทของต่อม
[แก้]ต่อมต่าง ๆ แบ่งออกตามหน้าที่เป็นสองกลุ่ม: ต่อมไร้ท่อกับต่อมมีท่อ

ต่อมไร้ท่อ
[แก้]ต่อมไร้ท่อทำหน้าทำหน้าที่หลั่งสารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อหมุนเวียนไปทั่วร่างกาย โดยต่อมเหล่านี้จะหลั่งสารผ่านเยื่อฐาน (Basal lamina) เข้าสู่เส้นเลือดโดยตรง เยื่อฐานนี้เปรียบเสมือนชั้นเยื่อบาง ๆ ที่ห่อหุ้มต่อม ซึ่งมีหลอดเลือดฝอยจำนวนมหาศาลมาหล่อเลี้ยง ต่อมกลุ่มนี้มักจะหลั่ง ฮอร์โมน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะธำรงดุล (homeostasis) ของร่างกาย ตัวอย่างเช่นต่อมไพเนียล ต่อมไทมัส ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ และต่อมหมวกไตทั้งสองข้าง
ต่อมมีท่อ
[แก้]ต่อมมีท่อจะหลั่งสารต่างๆ ผ่าน ท่อ ไปยังพื้นผิวภายนอกหรือภายในของร่างกาย เช่น ผิวหนังหรือ ทางเดินอาหาร การหลั่งจะเกิดขึ้นโดยตรงบนพื้น ผิว ส่วนปลาย ต่อมในกลุ่มนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่ม:
- ต่อมเมโรคริน (merocrine gland) – เซลล์จะหลั่งสารผ่านกระบวนการเอ็กโซไซโทซิสโดยที่ตัวเซลล์ไม่ได้รับความเสียหาย (เช่น ต่อมน้ำลาย, ต่อมน้ำตา, ต่อมในลำไส้ และเซลล์โกเบล็ต รวมถึงต่อมเหงื่อชนิดเอกครีน (Eccrine) ซึ่งเป็นต่อมเหงื่อหลักของร่างกาย)
- ต่อมอะโพคริน (apocrine glands): – ในขณะหลั่งสาร ส่วนยอดของเซลล์จะหลุดออกไปพร้อมกับสารที่หลั่งด้วย (เช่น ต่อมน้ำนม และต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้หรืออวัยวะเพศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีข้อสันนิษฐานว่าต่อมเหงื่ออะโพครีนอาจไม่ใช่ต่อมอะโพครีนแท้ในเชิงกลไกการหลั่ง)
- ต่อมโฮโลคริน (holocrine glands)– เซลล์ทั้งเซลล์จะสลายตัวเพื่อหลั่งสารออกมา (เช่น ต่อมไขมัน: ต่อม ไมโบเมียน(meibomian) และต่อมซีส์ (zeis glands))
นอกจากกลไกการหลั่งแล้ว เรายังสามารถแบ่งประเภทตามลักษณะของสารที่ผลิตได้ดังนี้:
- ต่อมซีรัส (Serous glands) หลั่งของเหลวใสคล้ายน้ำ มักอุดมไปด้วยโปรตีน เช่น ต่อมเหงื่อ
- ต่อมเมือก (Mucous glands) จะหลั่งสารเหนียวข้นซึ่งอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต (เช่น ไกลโคโปรตีน) ตัวอย่างเช่น เซลล์โกเบล็ต
- ต่อมไขมัน (Sebaceous glands) หลั่งสารประกอบประเภทไขมัน เรียกอีกอย่างว่าต่อมน้ำมัน เช่น จุดฟอร์ไดซ์ (Fordyce spots) และ ต่อมไมโบเมียน (meibomian glands)
ความสำคัญทางคลินิก
[แก้]
อะดีโนซิส (Adenosis) เป็นโรคใด ๆ ที่เกิดกับต่อม ต่อมที่เป็นโรคมีการก่อตัวหรือการพัฒนาของเนื้อเยื่อต่อม (Glandular tissue) ที่ผิดปกติ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเนื้องอก[4]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Definition of Gland". medicinenet.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 December 2017. สืบค้นเมื่อ 2 May 2018.
- 1 2 3 Saladin, Kenneth S. (2011). Human anatomy (3rd ed.). New York: McGraw-Hill. pp. 73–75. ISBN 9780071222075.Saladin, Kenneth S. (2011). Human anatomy (3rd ed.). New York: McGraw-Hill. pp. 73–75. ISBN 9780071222075. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "Saladin1" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน - ↑
ประโยคหรือส่วนของบทความก่อนหน้านี้ ประกอบด้วยข้อความจากสิ่งพิมพ์ซึ่งปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติ: Chisholm, Hugh, บ.ก. (1911). "Epithelial, Endothelial and Glandular Tissues". สารานุกรมบริแทนนิกา (ภาษาอังกฤษ) (11th ed.). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์. - ↑ Alberts, Daniel (2012). Dorland's illustrated medical dictionary (32nd ed.). Philadelphia, PA: Saunders/Elsevier. p. 30. ISBN 978-1-4160-6257-8.