ตำนานวีรบุรุษแห่งกาแล็กซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ตำนานวีรบุรุษแห่งกาแล็กซี
ปกภาครีเมคในปี 2018
ปกภาครีเมคในปี 2018
ชื่อ ตำนานวีรบุรุษแห่งกาแล็กซี
โรมาจิ Ginga Eiyū Densetsu
แนว มหากาพย์อวกาศ, สงคราม, การเมือง, สังคมอุดมคติ
นิยายชุด
เรื่องโดยโยชิกิ ทานากะ
พิมพ์โดยTokuma Shoten
เผยแพร่30 พฤจิกายน 198215 พฤจิกายน 1987
รวมเล่ม10 เล่ม
โอวีเอ
Legend of the Galactic Heroes
กำกับโนโบรุ อิชิงูโระ
ฉาย ธันวาคม 1988 มีนาคม 1997
ยาว25 นาที (ตอนละ)
ตอน110 ตอน
อนิเมะโรง
  • LOGH: My Conquest is the Sea of Stars (1988)
  • LOGH: Golden Wings (1992)
  • LOGH: Overture to a New War (1993)
โอวีเอ
Legend of the Galactic Heroes Gaiden
สตูดิโอJ.C.Staff
ฉาย 1998 2000
ตอน24+28
รายการทีวี
LOGH: Die Neue These – Encounter
กำกับชุนซูเกะ ทาดะ
เขียนบทโนโบรุ ทากางิ
ดนตรีชิน ฮาชิโมโตะ
สตูดิโอProduction I.G
ฉาย 3 เมษายน 2018 26 มิถุนายน 2018
ตอน12
ภาพยนตร์โรง
LOGH: Die Neue These – Stellar War
กำกับชุนซูเกะ ทาดะ
เขียนบทโนโบรุ ทากางิ
สตูดิโอProduction I.G
ฉาย27 กันยายน 2019 (พาร์ท 1)
25 ตุลาคม 2019 (พาร์ท 2)
29 พฤศจิกายน 2019 (พาร์ท 3)
Wikikartoon.png ส่วนหนึ่งของสารานุกรมการ์ตูนญี่ปุ่น

ตำนานวีรบุรุษแห่งกาแล็กซี (ญี่ปุ่น: 銀河英雄伝説, เยอรมัน: Heldensagen vom Kosmosinsel ,อังกฤษ: Legend of the Galactic Heroes) หรือย่อว่า LOGH เป็นบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ซึ่งแต่งโดยโยชิกิ ทานากะ เป็นนิยายที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับ 5 ของญี่ปุ่น[1] มีการนำนิยายนี้ไปสร้างเป็นอนิเมะซึ่งออกอากาศระหว่างปีค.ศ. 1988 ถึง 1997 เรื่องนี้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นวีดีโอเกมอีกมากมาย และยังถือเป็นแรงบันดาลใจของการ์ตูนและอนิเมะแนวสงครามหลายเรื่อง ได้รับการยกย่องให้เป็นอนิเมะมหากาพย์อวกาศที่ดีที่สุดตลอดกาล[2][3][4] ในปี 2018 ได้มีการนำกลับมาทำใหม่ในฉบับอนิเมะอีกครั้ง โดยฉายทางโทรทัศน์ 12 ตอน และมีกำหนดทำเป็นภาพยนตร์ภาคต่ออีก 3 ภาค

โครงเรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมาจากสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย กล่าวถึงอนาคตของมนุษยชาติซึ่งแบ่งออกเป็นสองขั้วทางการเมืองอันได้แก่ จักรวรรดิกาแล็กซี่ (ระบอบศักดินา) และเสรีพันธมิตรดาวเคราะห์ (ระบอบประชาธิปไตย) ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในสงครามอันยาวนานที่ไม่รู้จักจบสิ้น เนื้อเรื่องมุ่งเน้นไปที่ตัวละครหลักสองคนจากสองขั้วทางการเมือง คือ ไรน์ฮาร์ด ฟอน โลเอินกรัมม์ และหยาง เหวินลี่ ทั้งคู่เป็นนายทหารที่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว และหวังจะเปลี่ยนประเทศของตนให้ดีขึ้นด้วยวิธีการของตนเอง

เนื้อเรื่อง[แก้]

ประวัติศาสตร์ดาวโลก[แก้]

ครั้งหนึ่ง มนุษยชาติเคยอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลก ในปีค.ศ. 2039 ขั้วอำนาจทั้งสองของดาวโลก ได้แก่สหรัฐยูราฟริกา (United States of Eurafrica) และคอนโดมิเนียมเหนือ (Northern Condominium) ได้กระทำสงครามเบ็ดเสร็จต่อกันเป็น "สงครามสิบสามวัน" มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์จนเมืองหลักของโลกถูกทำลายล้างลงทั้งหมด เก้าสิบปีจากนั้นเป็นยุคของความขัดแย้งและความวุ่นวาย ประชากรของมนุษยชาติร่วงเหลือเพียงหนึ่งพันล้าน ผู้คนที่เหลือรอดต้องการสถาบันรัฐบาลที่รวมเป็นหนึ่ง และเพื่อเลี่ยงสงครามมหาภัยอีก พวกเขาจึงยอมละทิ้งคติชาติเอกราชนิยม ทำให้ในปีค.ศ. 2129 รัฐบาลเอกภาพโลก (Earth Unity Government) ก็ถือกำเนิดขึ้นสมความหวังของทุกคน เมืองหลวงแห่งแรกของ UEG ถูกสร้างขึ้นที่บริสเบน บนชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียริมมหาสมุทรแปซิฟิก การก่อสร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ในปีค.ศ. 2166 มนุษยชาติสร้างฐานการสำรวจไว้ที่ไอโอ ดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี หน่วยงานที่สำคัญที่สุดของ UGE คือกระทรวงอวกาศ มีการขนาดมหึมาไว้ที่พื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งในทศวรรษที่ 2200 ประชากรบนดวงจันทร์ก็พุ่งเหนือกว่าเมืองหลวงบริสเบน บางคนถึงขนาดกล่าวว่า "บริสเบนเป็นเมืองหลวงของโลก แต่ลูน่าซิตีเป็นเมืองหลวงของระบบสุริยะ" ในช่วงแรกนั้น มนุษยชาติยังคงก้าวไปไม่พ้นระบบสุริยะ แต่ในปีค.ศ. 2253 ยานสำรวจข้ามอวกาศลำแรก ถูกส่งไปที่ระบบดาวแอลฟาคนครึ่งม้า แต่เมื่อครบกำหนดเดินทาง 20 ปีมันกลับไม่ตอบสนองใดๆกลับมา สร้างความผิดหวังอย่างใหญ่หลวง ในตอนนั้น มนุษยชาติมีประชากรราวสี่พันล้านคนจากนิคมที่อยู่อาศัยต่างๆในระบบสุริยะ

สงครามสิบสามวัน ในปีค.ศ. 2039

ในปีค.ศ. 2360 ด้วยทฤษฎีพื้นฐานของดร.อันโทเนล ยาโนเชอร์ (Antonel Yanosher) นักวิทยาศาสตร์ทำความฝันของมนุษยชาติ "การเดินทางเร็วกว่าแสง" ให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ในช่วงแรก การวาร์ปสามารถทำได้ในระยะทางสั้นๆเท่านั้นและยังมีผลกระทบต่อร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถมีบุตรในสตรี อย่างไรก็ตาม ในปีค.ศ. 2391 เทคโนโลยีที่ว่านี้ก็พร้อมสำหรับใช้งานจริง ในปีค.ศ. 2402 ดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยได้ถูกค้นพบในระบบดาวคาโนปัส ยุคสมัยแห่งการย้ายถิ่นฐานจึงเริ่มต้นขึ้น ในปีค.ศ. 2404 เมื่อผู้อพยพคณะแรกออกเดินทาง คณะผู้มีอำนาจในรัฐบาลที่บริสเบนปรึกษากันว่า "ควรให้อำนาจปกครองตนเองแก่ผู้อพยพที่ละทิ้งโลกเหล่านี้มากน้อยเพียงใด?" และกลายเป็นการอภิปรายที่ยาวนาน

จากหน่วยงานที่เคยชื่อว่า "ทบวงสวัสดิภาพการเดินเรือ" (Navigation Safety Department) ในสังกัดกระทรวงอวกาศ ถูกยกระดับเป็น "ทบวงสันติสาธารณะ" (Department of Public Peace) ในสังกัดกระทรวงอวกาศ ในปีค.ศ. 2428 ก็กลายเป็น "กองป้องกันภัยทางอวกาศ" (Space Defense Corps) และในที่สุด ค.ศ. 2484 "กองทัพอวกาศ" (Space Force) ก็ถือกำเนิดขึ้น มีวัตถุประสงเพื่ออำนวยความปลอดภัยให้แก่การสัญจรของพลเรือน ,ปราบปรามอาชญากรรม, คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และปกป้องฟันเฟืองทางเศรษฐกิจ หรือโดยสรุปก็คือ เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม อย่างไรก็ตาม ผู้คนในยุคสมัยนี้ได้หลงลืมไปว่าทุกกองทัพในประวัติศาสตร์โลก นอกจากจะสามารถเป่าแตรแห่งสันติและความปลอดภัยแล้ว พวกเขายังสามารถทำในสิ่งบ้าคลั่งได้อีกด้วย ซึ่งหากจะกล่าวตามตรง "กองทัพคือความรุนแรงที่ทรงอำนาจที่สุดที่ประเทศหนึ่งๆพึงสร้างขึ้นมา" นี่ถือเป็นสามัญสำนึกสำหรับผู้รู้ประวัติศาสตร์ทุกคน

แต่ในเมื่อประเทศนี้เกิดจากการผนวกรวมมนุษยชาติเป็นหนึ่ง กองทัพขนาดเล็กถือเป็นสิ่งเพียงพอเนื่องจากไม่มีศัตรูภายนอก อย่างไรก็ตาม กองทัพอวกาศที่ว่านี้กลับมีการขยายตัวอย่างไม่มีการควบคุม สถาบันดังกล่าวเป็นสัญญาณชัดแจ้งของความเสื่อมถอยจากภายใน มีการแฉกลางสภาเอกภาพ (Unification Congress) ว่าทหารยศสูงบางคนมีขนาดห้องพักใหญ่เท่ากับห้องพักทหารชั้นผู้น้อยถึง 90 ห้อง ประเด็นนี้ตกเป็นที่วิจารณ์เท่านั้นและไม่มีการทำอะไรต่อ เนื่องจากในสภาเองก็เต็มไปด้วยล็อบบี้ยิสต์สายทหารแล้วเช่นกัน

ในช่วงนี้เอง อุปสรรคทางเทคโนโลยีและระยะทางก็ค่อยๆถูกกำจัด ปีค.ศ. 2480 เขตอิทธิพลของมนุษยชาติมีรัศมีจากดาวโลก 60 ปีแสง ในปีค.ศ. 2530 ได้ขยายไปเป็น 84 ปีแสง, ปีค.ศ. 2580 เป็น 91 ปีแสง, ปีค.ศ. 2630 เป็น 94 ปีแสง แล้วจึงชะลอลงเพราะเริ่มจะไกลเกินควบคุม แต่ทว่ากองทัพอวกาศยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดหย่อน ในเวลานั้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีความรุนแรงมาก ดาวโลกไม่หลงเหลือทรัพยากรธรรมชาติอยู่อีกแล้ว เกษตรกรรมถูกละทิ้งไปเนิ่นนานและหันไปทำการเงินการธนาคารเสียหมด ดาวโลกกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ใช้ควบคุมการผลิตในดาวนิคม ดาวโลกอยู่ได้ด้วยการสูบความมั่งคั่งและทรัพยากรจากดาวดวงอื่น แม้ดาวนิคมเหล่านี้จะถูกระบุว่ามีอำนาจปกครองตนเอง แต่นั่นเป็นเพียงฉากบังหน้า แม้จะเผชิญกับคำวิจารณ์บ้าง แต่กว่า 70% ของสมาชิกสภาถูกเลือกจากดาวโลก และการออกกฎหมายต่างๆจำเป็นต้องใช้เสียงเห็นชอบ 70% ของสภา ทำให้ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่กฎหมายของดาวนิคมจะผ่านสภาได้แทบเป็นศูนย์

ดาวโลกนั้นไร้ซึ่งทรัพยากร ความเข็มแข็งทั้งหมดเกิดจากอำนาจทางทหารและความมั่งคั่ง ระบอบเศรษฐยาธิปไตยของดาวโลกได้แย่งชิงความมั่งคั่งไปจากประชากรดาวนิคม และความมั่งคั่งนั้นก็ย้อนกลับไปเพิ่มอำนาจทางทหาร หรือจะพูดให้ถูก ชาวนิคมเองต่างหากที่ค้ำจุนทหารเหล่านั้นเพื่อให้ทหารเหล่านั้นกลับมาขูดรีดกดขี่ตนเอง เมื่อดาวนิคมถูกกดขี่เกินความอดทน พวกเขาจึงรวมตัวกันและยื่นคำขาดต่อดาวโลกในปีค.ศ. 2682 ดาวโลกตอบโต้ด้วยการงดจ่ายเงินค่าสมาชิกสภาพในสภาของดาวนิคม และยังออกโฆษณาชวนเชื่อ "ภัยซิริอุส" เพื่อตอบโต้ หาว่าแกนนำจากดาวรอนโดลินาในระบบดาวซิริอุสเป็นพวกกระหายอำนาจ หวังสถาปนาตนเป็นศูนย์การปกครองของมวลมนุษย์เสียเองแทนที่ดาวโลก ซีรีอุสคือศัตรูร่วมของโลกและทุกดาวนิคม อย่างไรก็ตาม การออกโฆษณาชวนเชื่อเช่นนี้ทำให้ดาวนิคมคิดไปถึงขั้นว่า ซิริอุสมีอำนาจทหารขนาดจะต่อกรโลกแน่ๆ พวกเขาจึงหันไปอยู่ข้างซิริอุส ท้ายที่สุด ซิริอุสประกาศแยกตัวจากโลก และสภาปนา "สภาปฏิวัติซิริอุส" (Sirius Revolutionary Congress) ขึ้นในปีค.ศ. 2685 และเริ่มสั่งสมกำลังทางทหารเพื่อเผชิญหน้ากับดาวโลก

ในปีค.ศ. 2689 สงครามดาวโลก-ซิริอุส ได้เริ่มขึ้นและดำเนินไปถึงปีค.ศ. 2704 สงครามครั้งนี้มีความรุนแรงพอๆกับสงครามสิบสามวัน ประชากรบนดาวโลกลดเหลือจำนวน 1 พันล้านคน สงครามจบลงด้วยชัยชนะของซิริอุส มีการสถาปนาสาธารณรัฐซิริอุสขึ้นมาแทน UEG ต่อมาในปี ค.ศ.2706 เกิดรัฐประหารขึ้นในซิริอุสและนำไปสู่ผู้นำเผด็จการ อย่างไรก็ตาม ในปีค.ศ. 2707 ได้เกิดระเบิดนิวตรอนขึ้นที่เมืองหลวงของซิริอุส ทำให้สาธารณรัฐซิริอุสล่มสลาย

บทนำ[แก้]

หลังมนุษยชาติฟื้นฟูตนเองจากสงครามดาวโลก-ซิริอุสแล้ว ในปี ค.ศ. 2801 มนุษยชาติได้ย้ายศูนย์กลางทางการเมืองจากดาวโลก ไปยังไปยังเธโอเรีย ดาวเคราะห์ดวงที่ 2 ในระบบดาวอัลดิบาแรนที่อยู่ห่างออกไป 65 ปีแสง[5] และจัดตั้งและตั้งสมาพันธ์กาแล็กซี่ (Galactic Federation) พร้อมทั้งประกาศใช้ปีอวกาศที่ 1 เป็นการเริ่มยุคสมัยรุ่งโรจน์อันยาวนาน แต่ทว่า เมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องพบกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและขาดความเชื่อมั่น จนกระทั่งมีการเลือกตั้งโดยตรงขึ้นในปี 296 รูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม (เยอรมัน: Rudolf von Goldenbaum) อดีตนายทหารผู้มากฝีมือและวีรบุรุษของกองทัพได้รับเลือกตั้งเข้าไปในวุฒิสภา และสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ เขากลายเป็นทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี[5] ถือเป็นบุคคลที่ทรงอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในปี 308 เขาได้ประกาศตนเป็น "ประธานาธิบดีตลอดชีพ"

ในปีอวกาศ 310 รูดอล์ฟได้ยุบสมาพันธ์กาแล็กซี่ และจัดตั้งขึ้นเป็นจักรวรรดิกาแล็กซี่โดยมีตัวเขาเป็นจักรพรรดิ และประกาศใช้ปีจักรวรรดิ (หรือ ไรชศักราช) การปกครองของรูดอล์ฟมีประสิทธิภาพมาก สามารถปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างหมดจด รูดอล์ฟได้กลายเป็น "ไกเซอร์ผู้ศักดิ์สิทธิ์และละเมิดมิได้" และในปีอวกาศ 318 รูดอล์ฟได้ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติกีดกันผู้บกพร่องทางพันธุกรรม" ซึ่งเป็นมาตรการทางสุพันธุศาสตร์ ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายแต่กำเนิดจะถูกนำไปกำจัดทิ้ง มีการระงับสวัสดิการสังคม คนจนถูกบังคับให้ทำหมัน ผู้ป่วยโรคจิตเวชถูกทำการุณยฆาต[5]

การขึ้นสู่อำนาจของโกลเดินบามได้สั่นสะเทือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่า โดยพื้นฐานแล้วผู้คนไม่ชอบการคิดอะไรเองและการต้องรับผิดชอบ กลับกันนั้นพวกเขาชอบการทำตามและการปราศจากความรับผิด ในระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนนั้น มวลชนที่เลือกผู้ปกครองไม่ดีจะต้องถูกตำหนิหากได้รัฐบาลที่แย่ แต่ในระบอบอัตตาธิปไตยนั้นต่างออกไป พวกเขาไม่ต้องมานั่งไตร่ตรองถึงส่วนผิดของตน ผู้คนโยนความผิดทุกอย่างให้ผู้นำและเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์อย่างสนุกปาก[5]

— นักประวัติศาสตร์ ดี. ซินแคลร์

ประชาชนมากมายตลอดจนสภาไรชส์ทาคต่างวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรูดอล์ฟ รูดอล์ฟได้ตอบโต้โดยการสั่งยุบสภาและปราบปรามผู้วิจารณ์ รูดอร์ฟตั้งทบวงรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้นมาเพื่อกำจัดศัตรูและผู้เห็นต่าง รูดอล์ฟได้จัดตั้งระบบขุนนางขึ้นมาเพื่อสนับสนุนตนเอง รูดอล์ฟสวรรคตด้วยวัย 81 ชันษาในปีอวกาศ 351[5] รูดอล์ฟมีโอรส 1 คนและบุตรสาว 4 คน แต่โอรสของรูดอล์ฟเกิดมาปัญญาอ่อนและสิ้นพระชนม์ไปก่อน ทำให้หลานตาของรูดอล์ฟที่อาวุโสที่สุดได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิซีกิสมุนด์ที่ 1 ไกเซอร์องค์ที่สองแห่งราชวงศ์โกลเดินบามในวัย 25 ปี ต้นรัชสมัยของเขาต้องพบกับการลุกฮือของประชาชนที่ต่อต้านรูดอล์ฟ แต่ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งของจักรวรรดิและพวกขุนนาง ทำให้การลุกฮือไม่เป็นผลใดๆ

การเทียบระบบปีในเรื่อง
คริสต์ศักราช
(A.D.)
ปีอวกาศ
(Universal Calendar)
ปีจักรวรรดิ
(Reichskalender)
3110 310 1

การก่อตั้งเสรีพันธมิตร[แก้]

ในปีอวกาศที่ 473 (ปีจักรวรรดิที่ 164) นักเสรีนิยมหนุ่มที่ชื่อ อาร์เลอ ไฮเนสเซิน (Arle Heinessen) พร้อมพวกจำนวน 4 แสนคนได้หลบหนีจากดาวอัลไตที่ 7 (Altair VII) ซึ่งเป็นเสมือนค่ายแรงงานของจักรวรรดิ โดยใช้เรือที่ชื่อว่า อีออน ฟาเซคัซท์ (Ion Fazekath) ซึ่งสร้างมาจากน้ำแข็งแห้งขนาด 122 กิโลเมตร หลังไฮเนสเซินเสียชีวิตในปี พวกผู้อพยพยังก่อตั้งกองเรือเอ็กโซดัส (Exodus Fleet) ประกอบด้วยเรือ 80 ลำ พวกเขาร่อนเร่นานหลายปี จนไปพบอวกาศส่วนที่ยังไม่เคยถูกค้นพบ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ ระเบียงอีเซอร์โลน (Iserlohn Corridor) และสามารถข้ามระเบียงนั้นจนไปถึงแขนคนยิงธนู จนกระทั่งในปีอวกาศที่ 527 หลังจากเดินทางกว่า 50 ปี พวกเขาก็ตั้งรกรากในเขตดาวบาลัต ซึ่งได้ตั้งชื่อดาวนั้นว่า "ไฮเนสเซิน" ผู้อพยพที่ตั้งรกรากคราวนั้นมีจำนวนราว 160,000 คน และได้สถาปนาเสรีพันธมิตรดาวเคราะห์ขึ้น พวกเขายังนำระบบปีอวกาศกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ถือเป็นการเปิดฉากศตวรรษอันรุ่งโรจน์ของเสรีพันธมิตร อย่างไรก็ตาม ความรุ่งโรจน์ได้สะดุดลงเมื่อจักรวรรดิค้นพบระเบียงอีเซอร์โลนและค้นพบการดำรงอยู่ของเสรีพันธมิตร ความหวั่นเกรงต่อจักรวรรดิทำให้เสรีพันธมิตรจัดตั้งกองทัพขึ้นอย่างรวดเร็ว กองทัพของทั้งสองประเทศได้เปิดฉากสู้รบกันในปีอวกาศที่ 640 ที่เขตดาวดากอน (Dagon) ในยุทธการครั้งนั้น แม้จักรวรรดิจะมีจำนวนมากกว่าแต่ก็พ่ายแพ้อย่างยับเยินให้แก่เสรีพันธมิตร

มหาสงครามระหว่างจักรวรรดิและเสรีพันธมิตรได้กินเวลายาวนานกว่า 150 ปี เมื่อแรกที่ถูกจักรวรรดิค้นพบ เสรีพันธมิตรมีประชากรไม่เกิน 150 ล้านคนเท่านั้น เมื่อข่าวการค้นพบแพร่ออกไปในเขตแดนจักรวรรดิ ก็ทำให้ชาวจักรวรรดิจำนวนมากลี้ภัยครั้งใหญ่ไปยังเสรีพันธมิตร ประชากรของเสรีพันธมิตรก้าวกระโดดอย่างมโหฬาร ในปีอวกาศที่ 798 มีประชากรอยู่ที่ราว 1.3 หมื่นล้านคน

ตัวละครหลัก[แก้]

เป็นทหารของจักรวรรดิกาแล็กซี่ เขาเกิดในตระกูลขุนนางที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย หลังจากที่พี่สาวถูกรับเข้าไปเป็นหม่อมในองค์ไกเซอร์ เขาก็ตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนทหารตั้งแต่เด็ก และยังเป็นคนชักชวนเคียร์ชไอส์ให้เข้าเป็นทหารเหมือนเขาด้วย ความสามารถของเขาก้าวหน้าทางหน้าที่การงานอย่างรวดเร็วจนเป็นที่อิจฉาของทหารและขุนนางมากมาย
เป็นทหารของเสรีพันธมิตร มีบิดาเป็นพ่อค้าเร่ในอวกาศ เขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์อย่างมากตั้งแต่เด็ก เขาเคยคิดจะศึกษาต่อในภาควิชาประวัติศาสตร์ แต่เมื่อบิดาเสียชีวิต เขาก็จำต้องเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยเพื่อที่จะทำให้เขาสามารถเรียนประวัติศาสตร์ได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทอง หยางเป็นคนหัวดีมากและมีความชำนาญด้านยุทธวิธี เขาไม่เคยแพ้ศึกใดๆจนมีฉายาว่า "พ่อมดไร้พ่าย" และก้าวหน้าทางหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว
เป็นทหารของจักรวรรดิกาแล็กซี เขามีบ้านอยู่ติดกับไรน์ฮาร์ด ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก ทั้งสองเคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่เมื่อไรน์ฮาร์ดตัดสินใจย้ายไปโรงเรียนทหาร ไรน์ฮาร์ดเป็นคนชักชวนเคียร์ชไอส์ให้เข้าโรงเรียนทหารด้วย เคียร์ชไอส์คอยอยู่เคียงข้างไรน์ฮาร์ดเสมอ เมื่อไรน์ฮาร์ดประสบความสำเร็จทางหน้าที่การงาน ไรน์ฮาร์ดก็มักจะดึงซีคฟรีดขึ้นไปด้วยเป็นเงาตามตัวในฐานะนายทหารคนสนิท

ขั้วอำนาจ[แก้]

ประเทศ จักรวรรดิกาแล็กซี
Galaktisches Reich (เยอรมัน)
เสรีพันธมิตรดาวเคราะห์
Free Planets Alliance (อังกฤษ)
ธงชาติ Flag of the Galactic Empire.png Flag of the Free Planets Alliance.png
ดาวหลัก โอดิน (Odin) ไฮเนสเซิน (Heinessen)
เขตอิทธิพล แขนนายพราน แขนคนยิงธนู
ภาษาทางการ เยอรมัน อังกฤษ
การปกครอง สหพันธรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ประชาธิปไตยในระบบประธานาธิบดี
ก่อตั้งเมื่อ ปีอวกาศ 310 (ค.ศ. 3110) ปีอวกาศ 527 (ค.ศ. 3327)
ประมุขแห่งรัฐ ไกเซอร์ ประธานคณะมนตรีสูงสุด
หัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรี ประธานคณะมนตรีสูงสุด
ประชากร
(ปีอวกาศ 796)
25,000 ล้าน 13,000 ล้าน
สกุลเงิน ไรชส์มาร์ค (Reichsmark) ดีนาร์ (Dinar)
  • แคว้นปกครองตนเองเฟซาน (อังกฤษ: Dominion of Fezzan) ก่อตั้งในปีอวกาศ 682 โดยพ่อค้าชื่อเลโอโพลด์ ลาพ (Leopold Laap) จากดาวเทร์ร่า (ดาวโลก) เขายอมรับพระราชอำนาจของไกเซอร์เหนือเฟซาน แลกกับการได้อำนาจปกครองตนเองและสิทธิประโยชน์ทางการค้ากับจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม เฟซานถือว่าเป็นรัฐบริวารที่มีอิสรภาพที่สุดในจักรวรรดิ มีอำนาจปกครองตนเองในทางพฤตินัยอย่างสมบูรณ์ เฟซานวางตัวเป็นกลางระหว่างจักรวรรดิและเสรีพันธมิตร และไม่มีกองทัพเป็นของตนเองเนื่องจากไม่มีประเทศศัตรู ตำแหน่งบริหารของเฟซานเรียกว่า "ลันเดสแฮร์" (Landesherr) หรือเจ้าแคว้น[5]

อนิเมะฉบับเก่า[แก้]

My Conquest is the Sea of Stars (1988)[แก้]

Legend of the Galactic Heroes: My Conquest is the Sea of Stars (銀河英雄伝説 わが征くは星の大海) เป็นอนิเมะฉบับแรกสุดของวรรณกรรมนี้ ฉายครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 1988 เนื้อเรื่องกล่าวถึงยุทธการที่เล็กนีซาในปีอวกาศ 795 ซึ่งเป็นการประมือครั้งแรกระหว่างพลเอกไรน์ฮาร์ด ฟอน มือเซิล (ก่อนได้ราชทินนามโลเอินกรัมม์) กับพลจัตวาหยาง เหวินลี่

Legend of the Galactic Heroes (1988–1997)[แก้]

Legend of the Galactic Heroes (銀河英雄伝説) เป็นอนิเมะฉบับที่สองของวรรณกรรมนี้และถือเป็นภาคหลัก วางจำหน่ายเป็นม้วนวีดีโอดูที่บ้านระหว่างธันวาคม 1988 ถึงมีนาคม 1997 ภาคหลักนี้มีความยาวทั้งหมด 110 ตอน คิดเป็นระยะเวลารวมกว่า 2,800 นาที ต่อมามีการนำไปออกอากาศทางโทรทัศน์ รวมถึงถูกทำเป็นฉบับดีวีดีและบลูเรย์

Golden Wings (1992)[แก้]

Legend of the Galactic Heroes: Golden Wings (銀河英雄伝説外伝 黄金の翼) เป็นอนิเมะฉบับที่สามของวรรณกรรมนี้วางจำหน่ายเป็นม้วนวีดีโอดูที่บ้านในเดือนตุลาคม 1992 และเข้าโรงภาพยนตร์ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เนื้อเรื่องกล่าวถึงอดีตของไรน์ฮาร์ดตั้งแต่สมัยเป็นทารก จนถึงช่วงที่เขาและเคียร์ชไอส์เข้ารับราชการทหารใหม่ๆ

Overture to a New War (1993)[แก้]

Legend of the Galactic Heroes: Overture to a New War (銀河英雄伝説外伝 新たなる戦いの序曲) เป็นอนิเมะฉบับที่สี่ของวรรณกรรมนี้ วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อ 18 ธันวาคม 1993 เนื้อเรื่องกล่าวถึงช่วงเวลาสามเดือนก่อนถึงยุทธการอัสทาร์ท ซึ่งไรน์ฮาร์ดพึ่งได้รับยศเป็นพลเอกอาวุโส และเป็นช่วงที่ฌ็อง รอแบร์ แลปป์ บอกหยางว่าเขากำลังจะขอเจสสิก้าหมั้น

Gaiden (1998–2000)[แก้]

Legend of the Galactic Heroes Gaiden (銀河英雄伝説 外伝) เป็นอนิเมะฉบับที่ห้าของวรรณกรรมนี้ แบ่งออกเป็นซีรีส์สองชุด ชุดแรกมี 24 ตอน และชุดที่สองมี 28 ตอน เป็นภาคที่รวมเอาเนื้อเรื่องสั้นส่วนปลีกย่อยในหลายช่วงเวลาเอาไว้ อาทิ ช่วงที่ไรน์ฮาร์ดและเคียร์ชไอส์กำลังไต่เต้าในกองทัพจักรวรรดิ, ยุทธการไทอามัทครั้งที่สาม, อดีตของกองพันโรเซินริทเทอร์แห่งเสรีพันธมิตร, วีรกรรมของหยางในยุทธการที่เอลฟาซีล เป็นต้น

อนิเมะฉบับรีเมค[แก้]

Legend of the Galactic Heroes: Die Neue These (銀河英雄伝説 DIE NEUE THESE) ซึ่งเป็นภาคนำกลับมาทำใหม่ เริ่มทำการผลิตโดย Production I.G ในปีค.ศ. 2017 กำกับโดยชุนซูเกะ ทาดะ และตรวจทานบทโดยโนโบรุ ทากางิ ซีซั่นแรก (LOGH: Die Neue These Kaikō) เริ่มออกอากาศเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2018 มีจำนวน 12 ตอน ส่วนซีซั่นสอง (LOGH: Die Neue These Seiran) ถูกทำเป็นภาพยนตร์โรงจำนวนสามภาค ภาคละสี่ตอน

รายชื่อตอน[แก้]

รายชื่อตอนของ Legend of the Galactic Heroes: Die Neue These

ตอนที่ ชื่อตอน
ไทย ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน
1 ในราตรีอันเป็นนิรันดร์ 永遠の夜の中で In the Eternal Night In ewiger Nacht
2 ยุทธการอัสทาร์ท アスターテ会戦 The Battle of Astarte Die Schlacht von Astarte
3 พรสวรรค์แห่งชัยชนะ 常勝の天才 An Indomitable Prodigy Das unbezwingbare Genie
4 พ่อมดไร้พ่าย 不敗の魔術師 The Unbeatable Magician Der geborene Stratege
5 กำเนิดกองเรือที่ 13 第十三艦隊誕生 Birth of the 13th Fleet Die Gründung der 13. Flotte
6 บุกยึดอีเซอร์โลน [ปฐมบท] イゼルローン攻略[前編] The Capture of Iserlohn: Part 1 Die Einnahme Iserlohns – Teil 1
7 บุกยึดอีเซอร์โลน [ปัจฉิมบท] イゼルローン攻略[後編] The Capture of Iserlohn: Part 2 Die Einnahme Iserlohns – Teil 2
8 กบฎคัสทรอป カストロプ動乱 The Castrop Rebellion Die Castrop – Rebellion
9 ดาวแต่ละดวง それぞれの星 Each Person's Star Jeder findet seinen Stern
10 พักสลับฉาก 幕間狂言 Interlude Ein kurzes Intermezzo
11 เส้นชีวิต [ปฐมบท] 死線[前編] The Verge of Death: Part 1 Auf Messers Schneide - Teil 1
12 เส้นชีวิต [ปัจฉิมบท] 死線[後編] The Verge of Death: Part 2 Auf Messers Schneide - Teil 2

บลูเรย์/ดีวีดี[แก้]

การวางจำหน่ายบลูเรย์/ดีวีดี ของ Legend of the Galactic Heroes: Die Neue These ในประเทศญี่ปุ่น

แผ่น วันวางจำหน่าย[6] ตอนที่ รหัสผลิตภัณฑ์
BD DVD
1 4 กรกฎาคม 2018 1 ถึง 4 SHBR‐0496 DASH-0001
2 8 สิงหาคม 2018 5 ถึง 8 SHBR‐0497 DASH-0002
3 5 กันยายน 2018 9 ถึง 12 SHBR‐0498 DASH-0003

อ้างอิง[แก้]

  1. 25 อันดับ LIGHT NOVEL ขายดีที่สุดตลอดกาล 13 สิงหาคม 2018
  2. Best space opera anime anime-planet.com
  3. Top 10 Space Opera Anime [Best Recommendations] honeysanime.com
  4. Six of the Best 1980s Anime Space Operas Anime News Network
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 บทนำ - ประวัติศาสตร์ของกาแล็กซีโดยสรุป ตำนานวีรบุรุษแห่งกาแล็กซี เล่ม 1. โยชิกิ ทานากะ
  6. "ブルーレイ&DVD". アニメ「銀河英雄伝説 Die Neue These」公式サイト. สืบค้นเมื่อ 2018-04-05.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]