ข้ามไปเนื้อหา

โน้ตดนตรี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ตัวโน้ต)
โน้ต เอ หรือ ลา

โน้ต ในทางดนตรี มีความหมายได้สองทาง หมายถึง สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการนำเสนอระดับเสียง และความยาวของเสียง หรือหมายถึงตัวเสียงเองที่เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์เหล่านั้น โน้ตดนตรีแต่ละเสียงจะมีชื่อเรียกประจำของมันเองในแต่ละภาษา เช่น โด-เร-มี-ฟา-ซอล-ลา-ที บางครั้งอาจเขียนอักษรละติน A ถึง G แทนโน้ตดนตรี

ชื่อโน้ตดนตรี

[แก้]
เสียงต่าง ๆ IIIIIIIVVVIVII
เนเชอรัล CD EF G AB
ชาร์ป CDFGA
แฟลต DEGAB
เนเชอรัล (ยุโรปเหนือ) CDEFGAH
ชาร์ป (ยุโรปเหนือ) CisDisFisGisAis
แฟลต (ยุโรปเหนือ) DesEsGesAsB
ชื่ออื่น ๆ (ยุโรปเหนือ) ----------BesB

แบบ moveable(ascending)

DoDiReRiMiFaFiSolSiLaLiTi
แบบ moveable (descending) DoRaReMeMiFaSeSolLeLaTeTi
ยุโรปใต้ DoReMiFaSolLaSi
ชื่ออื่น ๆ Ut---So-Ti
แบบอินเดีย SaReGaMaPaDaNi
แบบเกาหลี DaRaMaBaSaGaNa
ความถี่เสียงโดยประมาณ (เฮิรตซ์) 262277294311330349370392415440466494
หมายเลขโน้ต MIDI 606162636465666768697071
ชื่อไทยที่นิยม #ด #ร #ฟ #ซ #ล

ชื่อเรียกตัวโน้ตในบันไดเสียงไดอาโทนิก

[แก้]
  • โน้ตตัวที่ 1 เรียกว่า โทนิก (Tonic)
  • โน้ตตัวที่ 2 เรียกว่า ซุปเปอร์โทนิก (Supertonic)
  • โน้ตตัวที่ 3 เรียกว่า มีเดียน (Mediant)
  • โน้ตตัวที่ 4 เรียกว่า ซับโดมิแนนท์ (Subdominant)
  • โน้ตตัวที่ 5 เรียกว่า โดมิแนนท์ (Dominant)
  • โน้ตตัวที่ 6 เรียกว่า ซับมีเดียน (Submediant)
  • โน้ตตัวที่ 7 เรียกว่า ลีดดิงโน้ต หรือลีดดิงโทน (Leading note or Leading tone)

ตัวโน้ตที่ใช้เขียน

[แก้]

ตัวโน้ตหนึ่งตัวที่ใช้สำหรับบันทึกบทเพลงจะมีค่าของโน้ตหนึ่งค่า นั่นคือระยะเวลาในการออกเสียงของตัวโน้ต เช่น ตัวดำ ตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น เป็นต้น เมื่อตัวโน้ตต่าง ๆ ถูกเขียนลงบนบรรทัดห้าเส้น ตัวโน้ตแต่ละตัวจะถูกวางไว้บนตำแหน่งที่แน่นอนตามแนวตั้ง (คาบเส้นบรรทัดหรือระหว่างช่องบรรทัด) และกำหนดระดับเสียงที่แน่นอนด้วยกุญแจประจำหลัก เส้นแต่ละเส้นและช่องว่างแต่ละช่องถูกตั้งชื่อตามเสียงของโน้ต ซึ่งชื่อเหล่านี้เป็นที่จดจำโดยนักดนตรี ทำให้นักดนตรีทราบได้ว่าจุดใดควรจะเล่นเครื่องดนตรีด้วยระดับเสียงใด ตามตำแหน่งหัวของโน้ตบนบรรทัด ตัวอย่างเช่น

บันไดเสียง C major
บันไดเสียง C major

บรรทัดห้าเส้นด้านบนแสดงให้เห็นถึงเสียงโน้ต C4, D4, E4, F4, G4, A4, B4, C5 ตามตัวโน้ตที่วางอยู่บนตำแหน่งต่าง ๆ แล้วจากนั้นไล่ระดับเสียงลง โดยไม่มีเครื่องหมายตั้งบันไดเสียงหรือเครื่องหมายแปลงเสียง

ภาพชื่อตัวโน้ตจังหวะ
(ในอัตราจังหวะ 4/4)
thumbnillโน้ตตัวกลม4 จังหวะ
thumbnillโน้ตตัวขาว2 จังหวะ
thumbnillโน้ตตัวดำ1 จังหวะ
thumbnillโน้ตตัวเขบ็ต 1 ชั้นครึ่งจังหวะ
  • โน้ตตัวกลม (Whole Note) 1 ตัว = ตัวขาว 2 ตัว (half notehalf note) หรือตัวดำ 4 ตัว (quarter notequarter notequarter notequarter note)
  • โน้ตตัวขาว (Half Note) 1 ตัว = ตัวดำ 2 ตัว (quarter note quarter note)
  • โน้ตตัวดำ (Quarter Note) 1 ตัว = ตัวเขบ็ต 1 ชั้น 2 ตัว (eighth note eighth note)
  • โน้ตตัวเขบ็ต (Eighth Note) 1 ตัว = ตัวเขบ็ต 2 ชั้น 2 ตัว (sixteenth note sixteenth note)

ความถี่ของโน้ต

[แก้]

ในทางเทคนิค ดนตรีสามารถสร้างขึ้นได้จากโน้ตที่มีความถี่ของเสียงใด ๆ ก็ได้ เนื่องจากเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุและวัดได้ในหน่วยเฮิรตซ์ (Hz) ซึ่ง 1 เฮิรตซ์เท่ากับการสั่นครบหนึ่งรอบต่อวินาที ตั้งแต่สมัยก่อนมีเพียงโน้ตที่มีความถี่คงตัวแค่ 12 เสียงเท่านั้นโดยเฉพาะดนตรีตะวันตก ซึ่งความถี่เสียงคงตัวเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ต่อกัน และถูกนิยามไว้ที่โน้ตตัวกลาง A4 (เสียงลา อ็อกเทฟที่สี่) ซึ่งเป็นสาเหตุที่เสียงลาเริ่มต้นเขียนแทนด้วยอักษร A ปัจจุบันโน้ต A4 มีความถี่อยู่ที่ 440 เฮิรตซ์ (ไม่มีเศษทศนิยม)

หลักการตั้งชื่อโน้ตจะระบุเป็นอักษรละติน เครื่องหมายแปลงเสียง (ชาร์ป/แฟลต) และหมายเลขอ็อกเทฟตามลำดับ โน้ตทุกตัวจะมีเสียงสูงหรือต่ำกว่า A4 เป็นจำนวนเต็ม n ครึ่งเสียง นั่นหมายความว่าโน้ตที่มีเสียงสูงกว่า n จะเป็นจำนวนบวก หากเสียงต่ำกว่า n จะเป็นจำนวนลบ ความถี่ f ของโน้ตตัวอื่นเมื่อเทียบกับโน้ต A4 จึงมีความสัมพันธ์ดังนี้

ตัวอย่างเช่น เราสามารถคำนวณหาความถี่ของโน้ต C5 ซึ่งเป็นโน้ต C ตัวแรกที่อยู่สูงกว่า A4 และโน้ตดังกล่าวมีระดับเสียงที่สูงกว่า A4 เป็นจำนวน 3 ครึ่งเสียง (A4 → A4 → B4 → C5) จะได้ n = +3 ดังนั้นความถี่ของโน้ต C5 คือ

หรืออย่างโน้ตที่มีระดับเสียงต่ำกว่า A4 เช่น โน้ต F4 มีระดับเสียงต่ำกว่า A4 เป็นจำนวน 4 ครึ่งเสียง (A4 → A4 → G4 → G4 → F4) จะได้ n = −4 ดังนั้นความถี่เสียงของ F4 คือ

และสุดท้าย สูตรดังกล่าวสามารถใช้เปรียบเทียบความถี่ของโน้ตชื่อเดียวกันแต่ต่างอ็อกเทฟได้ ซึ่ง n จะกลายเป็นพหุคูณของ 12 ถ้ากำหนดให้ k เป็นจำนวนอ็อกเทฟส่วนต่างที่มากกว่าหรือน้อยกว่า A4 เช่นโน้ต A5 จะได้ k = +1 หรือโน้ต A2 จะได้ k = −2 เป็นต้น สามารถลดรูปสูตรได้เหลือเพียง

ทำให้เกิดผลว่า สำหรับโน้ตที่ชื่อเดียวกันในหนึ่งช่วงอ็อกเทฟ โน้ตในระดับสูงกว่าจะมีความถี่เป็นสองเท่าของโน้ตในระดับต่ำกว่า หรือด้วยอัตราความถี่ 2:1 และหนึ่งช่วงอ็อกเทฟมี 12 ครึ่งเสียง

นอกจากนี้ความถี่ของเสียงมีการวัดโดยละเอียดเป็นหน่วยเซนต์ (cent) โดยหนึ่งครึ่งเสียงจะมีค่าเท่ากับ 100 เซนต์ นั่นหมายความว่า 1200 เซนต์จะเท่ากับ 1 อ็อกเทฟ และตัวคูณ 1 เซนต์บนความถี่เสียงจะมีค่าเท่ากับรากที่ 1200 ของ 2 หรือเท่ากับประมาณ 1.0005777895

สำหรับการใช้กับระบบ MIDI มาตรฐาน ความถี่เสียงของโน้ตจะจับคู่กับหมายเลข p ตามสูตรนี้

ทำให้โน้ต A4 จับคู่อยู่กับโน้ตหมายเลข 69 ในระบบ MIDI และทำให้เติมเต็มช่วงความถี่อื่น ๆ ที่ไม่ตรงกับความถี่สากลมาเป็นหมายเลขของโน้ตได้อีกด้วย

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]